กระทู้บอลไทย
ตุลาคม 23, 2014, 09:13:38 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน Gallery เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: การรบที่ช่องบก จังหวัดอุบลราชธานี และสมรภูมิบ้านร่มเกล้า  (อ่าน 20489 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
เขียว
ห้ามเข้าบอร์ด - รอยืนยันตัวตนภายใน3วัน
Hero Member
*

คะแนนความรัก: +276/-365
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 10,261


กูละเบื่อ


| | |
« เมื่อ: ตุลาคม 21, 2009, 04:08:40 PM »

การรบที่ช่องบก จังหวัดอุบลราชธานี


กว่าจะมาเป็นช่องบก


หลังจากกองทัพเวียดนามเหนือเข้ายึดกรุงไซ่ง่อนได้ในวันที่ ปี ๒๕๑๘ เวียดนามเหนือและเวียดนามใต้ได้รวมเป็นประเทศเดียวกัน ไซ่ง่อนถูกเปลี่ยนชื่อเป็นโฮจิมินห์ ประชาชนชาวเวียดนามใต้จำนวนมาก หนีออกนอกประเทศทางเรือมาที่ประเทศมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และไทย
หลังจากนั้นปี ๒๕๑๙ กองทัพเขมรแดง ได้นำกำลังบุกยึดกรุงพนมเปญได้ ประชาชนชาวกัมพูชา พากันไชโยโห่ร้องต้อนรับกองกำลังเขมรแดง ซึ่งพากันหวังว่าสงครามจะจบสิ้นกันเสียที แต่หลังจากนั้นไม่นานฝันร้ายของชาวกัมพูชาก็เริ่มขึ้น ทหารเขมรแดงปล่อยข่าวลวงว่าสหรัฐจะเอา บี ๕๒ มาทิ้งระเบิด เพื่อแก้แค้นเขมรแดง ให้ประชาชนทุกคนอพยพออกนอกกรุงพนมเปญโดยด่วน ประชาชนถูกพาออกไปเขตชนบท โดยมีแต่เพียงเสื้อผ้าติดตัวไปเพียงชุดเดียวเท่านั้น จากเหตุการณ์ครั้งนี้มีรายงานว่าประชาชนชาวกัมพูชาเสียชีวิตหลายล้านคนเนื่องจากนโยบายอันสุด(กระผม)่ของผู้นำเขมรแดงในตอนนั้น
มีผู้นำเขมรแดงหลายคนไม่พอใจต่อนโยบายนี้ เพราะมวลชนเริ่มหมดความศรัทธาและเริ่มเกลียดชังเขมรแดง นาย ฮุนเซ็น ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำเขมรแดง แต่ฝักไผ่เวียดนาม (กองกำลังเขมรแดงได้รับการสนับสนุนจากจีน) จึงได้นำกองกำลังเวียดนามเข้ามาโค่นล้มอำนาจของเขมรแดงลง จนเป็นที่มาของสงครามเวียดนามภาค ๒ ต่อมา ซึ่งกินเวลาถึง ๑๐ ปี ซึ่งเป็นสงครามที่ซ่อนเงื่อนที่สุดเท่าที่เคยมีมา สนามรบไม่ใช่เวียดนามเหนือกับเวียดนามใต้ แต่เป็นเวียดนามกับกองกำลังเฮงสัมริน และฝ่ายกัมพูชา ซึ่งประกอบด้วย ฝ่ายสีหนุ, ซอน ซาน, และเขมรแดง (เขียว สัมพันธ์) ก่อนหน้านั้นเขมรฝ่ายต่าง ๆ ก็รบกันภายใน เพื่อแย่งชิงอำนาจกันอยู่แล้ว แต่คราวนี้หันหน้ามาร่วมมือกันชั่วคราวเพื่อขับไล่เวียดนาม
ก่อนที่กองกำลังเวียดนามจะบุกกัมพูชานั้น รายงานข่าวจากหน่วยข่าวกรองของไทยแจ้งว่า ทางตอนใต้ของเวียดนามมีการลำเลียงอาวุธและกระสุนจำนวนมหาศาลทางเรือมาจากต่างประเทศ และมีการเคลื่อนย้ายกองกำลังรถถัง และหน่วยทหารที่ขึ้นชื่อว่าแข็งแกร่งที่สุดของเวียดนาม ซึ่งตามปกติ จะมีที่ตั้งไกล้ ๆ กรุงฮานอยลงมาทางใต้ด้วย
จากเหตุการณ์ครั้งนี้ ได้มีการประชุมด่วน ของหน่วยความมั่นคงของไทย และผู้นำทางการทหารระดับสูง เพื่อวิเคราะห์และเตรียมรับสถานการณ์ และนาวาตรี ประสงค์ สุ่นศิริ เลขาธิการความมั่นคงของไทยในสมัยนั้น ได้รายการแจ้งไปยังสหรัฐอเมริกาเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ทางเวียดนามกำลังเตรียมกำลังเข้าบุกกัมพูชาแน่นอน และขอการสนับสนุนด้านอาวุธเพื่อเตรียมการรับมือกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น แต่ทางสหรัฐกลับวิเคราะห์ว่า การเคลื่อนกำลังดังกล่าวเป็นเพียงการสับเปลี่ยนและเพิ่มเติมกำลังเท่านั้น เพราะหลังจากที่เขมรแดงยึดพนมเปญได้ กองกำลังเขมรแดงได้รุกล้ำและโจมตีชายแดนของเวียดนามด้านที่ติดกับเขมร และทางเวียดนามต้องการโจมตีเขมรแดงตามแนวชายแดนเท่านั้น ไม่น่าจะบุกเข้ามาในกัพพูชา


หลังจากนั้นไม่นาน เหตุการณ์ที่ไทยคาดไว้ก็เป็นจริง เดือนมกราคม ๒๕๒๑ เวียดนามส่งเครื่องบินรบแบบเอฟ ๕ ที่ยึดได้จากกองทัพอากาศเวียดนามใต้ เข้าโจมตีทิ้งระเบิดจุดยุทธศาสตร์สำคัญในกัมพูชา ตามด้วยเคลื่อนกำลังรถถังจำนวนมาก บุกเข้ามาที่เมืองสำคัญ ตั้งกองกำลังและยึดไว้ จากนั้นค่อยกระจายจากเมืองนั้นไปเมืองนี้ทีละเมือง ๆ ภายใต้ยุทธการ “ดอกบัวบาน “ ซึ่งทางไทยวิเคราะห์ว่า ประมาณ ๑๕ วัน เวียดนามจะยึดกัมพุชาได้ทั้งประเทศ การบุกเข้ามาในกัมพูชาในครั้งนี้ใช้กำลังมากถึง ๒๑๕ กองพล ทหารประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ คน และรถถังจำนวนหลายร้อยคัน อีกทั้งส่งกำลังประมาณ ๖๐,๐๐๐ คนประจำการในลาวด้วย ( ทำให้เกิดเหตุการณ์ต่อเนื่องเรื่อง บ้านร่มเกล้า )



จากเหตุการณ์ครั้งนี้นักวิเคราะห์ทางการทหารของไทยและต่างประเทศวิเคราะห์ว่าการส่งกำลังเข้ายึดกัมพูชานั้นเวียดนามน่าจะใช้กำลังประมาณ ๔ กองพล ก็น่าจะเพียงพอ เพราะยังมีกองกำลังอีกจำนวนหลายหมื่นคนของฝ่ายเฮงสัมรินในกัมพูชา ซึ่งรวมแล้วมีจำนวนมากกว่ากองกำลังเขมรแดงมาก อีกทั้งยังมีอาวุธหนัก เช่น ปืนใหญ่ และรถถัง ก็เหนือกว่าทางเขมรแดงมาก ซึ่งทำให้มีการตั้งคำถามว่า เวียดนามกำลังคิดอะไรอยู่ และเป้าหมายนั้น ต้องการแค่กัมพูชาเท่านั้นจริง ๆ หรือ

หลังจากเวียดนามส่งกำลังเข้าควบคุมเมืองสำคัญๆ ของกัมพูชาได้หมด นายพล เทียนวันดุงได้ประกาศที่กรุงฮานอยว่า สามารถเข้ายึดกรุงเทพได้ในเวลา ๒ ชั่วโมง ทำให้หน่วยความมั่นคงของไทยแทบจะนอนไม่หลับ อีกทั้งในช่วงนั้นกองกำลังของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยก็ยังเป็นปัญหา และทางการไทยกำลังปราบปรามอย่างหนักอยู่ หากต้องมารับมือกับทางเวียดนามอีก ก็จะเป็นปัญหาหนักขึ้น หลังการประชุมของผู้นำระดับสูงทางการทหารของไทย ได้มีการส่งนายทหารของไทยไปกรุงปักกิ่งในทางลับ เพื่อเจรจากับจีน โดยหัวข้อคือ ให้จีนยุติการสนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย และการซื้อน้ำมันมาสำรอง เพื่อเตรียมรับสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งได้รับการตอบรับจากจีนเป็นอย่างดี จีนหยุดการสนับสนุนในด้านต่าง ๆ ต่อพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) มีการปิดสถานีวิทยุของ พคท. อีกทั้งจีนยังขายอาวุธหนักให้ไทยในราคาถูกด้วย ซึ่งมีทั้งปืนใหญ่ รถถัง ยานลำเลียงพลหุ้มเหกราะ และเครื่องยิงหนักแบบต่าง ๆ

แต่ไทยก็ต้องทำสัญญาลับกับจีนหลายๆ เรื่อง เพื่อตอบแทนจีน เช่น ไทยต้องสนับสนุนกองกำลังเขมรแดง ไทยต้องร่วมมือกับจีนเพื่อต่อต้านเวียดนามซึ่งได้รับการสนับสนุนจากโซเวียต ( ในตอนนั้นจีนกับโซเวียตแตกคอกันทางแนวคิด ต่างฝ่ายก็โจมตีกันว่าเป็นคอมมิวนิสต์จอมปลอม ?? จีนก็คอมมิวนิสต์ โซเวียตก็คอมมิวนิสต์ จีนบอกว่าจีนเป็นคอมมิวนิสต์ที่แท้จริง และสมบูรณ์แบบ)


จากนั้นไม่นาน เดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๒๒ เป็นเวลา ๑ ปี หลังจากเวียดนามบุกกัมพูชา กองทัพจีนได้เคลื่อนกำลังพลหลายแสนคนบุกเข้ามาเวียดนามทางตอนเหนือทางเมืองกวานสี ( บางรายงานแจ้งว่าในวันที่กองทัพจีนเคลื่อนกำลังบุกเวียดนามนั้น พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ได้รับเกียรติให้ร่วมดูเหตุการณ์นั้นด้วย และยังมีรายการว่า พลเอกชวลิต เป็นผู้ลั่นกระสุนปืนใหญ่นัดแรก ยิงใส่เวียดนามด้วย เวียดนามต้องใช้กำลังทหารทั้งประเทศมารับมือจีน ทำให้เวียดนามต้องย้ายกองกำลังบางส่วนออกจากกัมพูชา ซึ่งเป็นกองพลที่ดีที่สุดของเวียดนามด้วย เพื่อรับมือกับจีน จีนประกาศที่สหรัฐอเมริกาก่อนจะบุกเวียดนามว่า จีนจะสร้างบทเรียนให้กับเวียดนามอย่างสาสม ที่บุกเข้าไปในกัมพูชา และยังประกาศว่าเวียดนามเนรคุณจีน เพราะการที่เวียดนามรบชนะฝรั่งเศสที่เดียนเบียนฟู ได้ ก็เพราะได้รับการสนับสนุนอาวุธจากจีน และในสงครามเวียดนามก็ได้รับการสนับสนุนจากจีนด้วย กับอีกข้อหนึ่งก็คือเวียดนามได้ปฏิบัติไม่เหมาะสมต่อชาวเวียดนามเชื้อสายจีน มีการทำร้ายต่อชาวเวียดนามเชื้อสายจีนด้วย จนกลายเป็นที่มาของคำว่า “สงครามสั่งสอน”

หลังจากที่เวียดนามยึดกัมพูชาได้ ชาวเวียดนามจำนวนหลายแสนคน อพยพเข้ามาประเทศไทย มีการตั้งค่ายผู้อพยพขึ้นเป็นไซต์ต่าง ๆ ซึ่งประชาชนกัมพูชาจะรวมกันตามกลุ่มที่จงรักภักดีตามผู้นำของตน เช่น กลุ่มของเขมรแดง กลุ่มของสีหนุ ในค่ายผู้อพยพเหล่านี้ ได้มีการคัดเลือกประชาชน เอามาฝึกอาวุธมาตั้งค่ายฝึกลึกเข้ามาในเขตไทย และส่งเข้าไปรบกับเวียดนามในกัพูชาอีกต่อหนึ่ง ภายใต้การสนับสนุนจาก สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส จีนและไทย ซึ่งก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่กองทัพเวียดนามเริ่มเคลื่อนกำลังรุกล้ำเข้ามาในเขตไทย และตั้งกองกำลังตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาเพื่อต้องการควบคุมแนวชายแดนไทยไว้ทั้งหมด และตัดการส่งกำลังบำรุงของเขมรฝ่ายต่อต้านจากไทย จนเป็นที่มาของ สมรภูมิช่องบก ที่จะกล่าวต่อไป

การที่เวียดนามรุกล้ำเข้ามาในเขตไทยบริเวณช่องบกนั้น เนื่องมาจากทางการเวียดนามต้องการควบคุมชายแดนไทยในดานนี้ไว้ให้ได้อย่างเด็ดขาด เพื่อตัดการสนับสนุนและส่งกำลังบำรุงต่อเขมรแดง ซึ่งครอบครองบริเวณนั้นอยู่ แต่เนื่องจากทางด้านกัมพูชานั้นเป็นที่ราบลุ่ม จึงรุกล้ำเข้ามาเขตแดนไทยประมาณ ๕ กม. มีการตั้งฐานและยึดเนินสำคัญ ๆ ไว้ ดัดแปลงและปรับปรุงตั้งรับการโจมตีเป็นอย่างดี บังเกอร์เป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก มีระบบเครื่องปั่นไฟ ตั้งปืนต่อสู้อากาศยาน และจรวดต่อสู้อากาศยาน อีกทั้งรายล้อมด้วยฐานปืนใหญ่ที่พร้อมให้การยิงสนับสนุนตั้งไว้ในลาวและกัมพูชา เพื่อรับมือกับไทยอย่างเต็มที่ บริเวณช่องบกนี้เป็นเขตพรมแดนต่อกันของ ๓ ประเทศคือ ไทย ลาว และกัมพูชา และมีชื่ออีกชื่อหนึ่งว่า สามเหลี่ยมมรกต บนเขาพระวิหารทางเวียดนามได้ใช้เป็นคลังอาวุธ หากใครได้มีโอกาสขึ้นไปบนปราสาทเข้าพระวิหาร จะสังเกตุว่ามีปูนซิเมนต์ปิดยาไว้ ตามปราสาทหลายแห่ง เพื่อป้องกันน้ำรั่ว ซึ่งเป็นผลงานของทหารเวียดนาม


ช่องบก ตั้งอยู่ในพื้นที่ อ.น้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี. เป็นพื้นที่ชายแดนซึ่งมีอาณาเขตติดต่อกัน ๓ ประเทศ คือ ไทย,ลาว,กัมพูชา มีทิวเขาพนมดงรัก กั้นเป็นแนวเขตแดน มีเส้นทางติดต่อเดินข้ามไปมาหากันได้ ลักษณะภูมิประเทศเป็นทิวเขาสลับซับซ้อน มีป่าทึบยากแก่การตรวจการณ์ ทั้งทางพื้นดินและทางอากาศ ใช้เป็นแหล่งซ่อนพราง และกำบังเป็นอย่างดี

ปี พ.ศ.๒๕๒๙ กองกำลังสุรนารี ได้ใช้กำลังเข้าผลักดันและขับไล่กองกำลังต่างชาติ ตามแผนยุทธการ ดี-๘ เนื่องจากภูมิประเทศเป็นเขาสูงชันป่ารกทึบ มีทุ่นระเบิด กับระเบิดในพื้นที่เป็นจำนวนมาก ทำให้ฝ่ายไทยประสบความยากลำบากในการเคลื่อนที่ และการดำเนินกลยุทธ์ ฝ่ายไทยสามารถผลักดันฝ่ายเวียดนามให้ถอนตัวออกจากที่มั่นบนเนินดังกล่าว แต่ฝ่ายเวียดนามยังคงควบคุม และยึดพื้นที่บริเวณเนิน ๕๐๐,๔๐๘,๓๘๒ และ ๓๙๖ อยู่

เมื่อ ธ.ค.๒๕๒๙ กองกำลังสุรนารี ได้กำหนดแผนยุทธการ ดี-๙ ใช้กำลังเข้าตีเพื่อผลักดัน และทำลายฝ่ายตรงข้าม ที่ยังยึดพื้นที่อยู่ โดยใช้กำลังจาก กรมทหารราบที่ ๑๖ (กองพันทหารราบที่ ๑๖๒) ปฏิบัติการเข้าตีในห้วง ม.ค.-ก.พ.๒๕๓๐ ถึง ๓ ครั้ง สามารถยึดที่หมาย เนิน ๓๙๖ ได้ ต่อมาได้จัดกำลังเพิ่มเติมจาก กรมทหารราบที่ ๖ (กองพันทหารราบที่ ๖๐๓) วันที่ ๒๕ มี.ค.๒๕๓๐ ฝ่ายไทยได้ปฏิบัติการโดยใช้กำลัง กองพันทหารราบที่ ๑๖๒ กองพันทหารราบที่ ๖๐๓ และกองกำลังทหารพราน เข้าตีต่อที่หมาย เนิน ๔๐๘ และเนิน ๓๘๒ รวมทั้งใช้กำลังจาก ร้อยลาดตระเวณระยะไกล กองกำลังสุรนารี จัดกำลังเป็นชุดปฏิบัติการขนาดเล็ก ทำการโจมตีที่หมาย หลังเนิน ๔๐๘ ของฝ่ายเวียดนาม ฝ่ายไทยสามารถตีที่หมายได้สำเร็จ แต่ไม่สามารถรักษาที่หมายได้ เนื่องจากถูกระดมยิงด้วยปืนใหญ่ เครื่องยิงลูกระเบิด และปืนไร้แรงสะท้อนถอยหลัง อย่างหนาแน่น จึงต้องถอนตัวออกจากที่หมาย

วันที่ ๑ เม.ย.๒๕๓๐ กองทัพภาคที่ ๒ ได้จัดตั้งที่บัญชาการทางยุทธวิธีขึ้น เพื่อควบคุม และอำนวยการยุทธ ออกแผนยุทธการเผด็จศึก สั่งใช้กำลังส่วนต่าง ๆ จากกองทัพภาคที่ ๒ ประกอบด้วย ๕ กองพันทหารราบ, ๑ ร้อยลาดตระเวณระยะไกล, ๒๗ ร้อยทหารพราน., ๑ ร้อยรถถัง สนับสนุนด้วย ปืนใหญ่ และกำลังทางอากาศ กองพลทหารราบที่ ๖ ได้รับคำสั่งให้จัดกำลังเพิ่มเติม จากกรมทหารราบที่ ๖ และกรมทหารราบที่ ๒๓ วันที่ ๑๔ เม.ย.๒๕๓๐ กำลังฝ่ายไทยใช้กำลังทุกส่วนทำการเข้าตีที่หมาย เนิน ๕๖๕,๔๐๘,๕๐๐,๓๘๒ และ ๓๗๖ โดยพร้อมกัน ในขั้นต้นฝ่ายไทยสามารถเข้าที่หมายเนินต่างๆ โดยได้รับการต้านทานอย่างเบาบาง ต่อมาฝ่ายเวียดนาม ได้ทำการตีโต้ตอบ ระดมยิงด้วย ปืนใหญ่ เครื่องยิงลูกระเบิด และ ปืนไร้แรงสะท้อนถอยหลัง ใช้กำลังเข้าตีเป็นละลอก และต่อเนื่อง ฝ่ายไทยซึ่งมีเวลาจำกัดในการดัดแปลงที่มั่น ขาดความหนุนเนื่อง ในการส่งกำลัง เส้นทางยากลำบาก ไม่สามารถต้านทานได้ จึงทำการถอนกำลังออกจากที่หมายเนินต่าง ๆ

ภายหลังจากการเข้าตีในครั้งนี้ ฝ่ายไทยได้พัฒนาแนวความคิดทางยุทธวิธี ในการเข้าสู่ที่หมาย ด้วยการใช้กำลังในลักษณะชุดปฏิบัติการขนาดเล็ก เคลื่อนที่แทรกซึมเข้าหลายทิศทาง ทำการ ลาดตระเวณซุ่มโจมตี เจาะเส้นทางเข้าหาที่มั่น และริดรอนกำลังฝ่ายตรงข้ามให้อ่อนกำลังลง ห้วง พ.ค.-มิ.ย.๒๕๓๐ ฝ่ายไทยได้ใช้กำลังเป็นชุดปฏิบัติการขนาดเล็ก ทำการเข้าตีต่อที่หมาย เนินต่าง ๆ ในลักษณะการยุทธแบบป้อมค่าย สามารถยึดฐานที่มั่น ฝ่ายเวียดนามได้บางส่วน ขุดคูติดต่อเจาะเข้าหาฐานที่มั่น กดดันฝ่ายเวียดนามอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งฝ่ายเวียดนามได้ถอนกำลัง ออกจากที่หมายเนินต่างๆ และแนวเขตประเทศไทย ในปลายปี พ.ศ.๒๕๓๐

การปฏิบัติการรบที่ช่องบก ตั้งแต่ ม.ค.๒๕๒๘-ธ.ค.๒๕๓๐ ฝ่ายไทยได้สูญเสีย กำลังพล เสียชีวิต ๑๐๙ นาย บาดเจ็บ ๖๖๔ นาย


สถานการณ์ในช่วงแรกของการรบ เวียดนามเป็นฝ่ายได้เปรียบ การรุกของฝ่ายไทยทำได้อย่างจำกัดและยากลำบากเพราะเป็นป่าทึบ และเวียดนามได้วางกับระเบิดไว้จำนวนมาก นอกจากนั้นแหล่งน้ำบริเวณดังกล่าวยังถูกเวียดนามใส่สารพิษลงไป ซึ่งสารตัวนี้จะมีฤทธิ์ถึง ๓ ปี ถึงแม้น้ำจะแห้งไปแล้วก็ตาม ซึ่ได้มีการส่งตัวอย่างน้ำไปให้กรมวิทยาศาสตร์ทหารบก ทำการตรวจสอบและผลยืนยันว่าน้ำทุกแหล่งที่ส่งมามีสารพิษเจือปน ปัญหาหนึ่งที่สร้างปัญหาให้กับทางไทยเป็นอย่างมาก็คือเรื่องกับระเบิด ซึ่งเป็นชนิดใหม่ มีขนาดเล็ก ไม่ต้องใช้การฝังแบบปกติ แต่เป็นลูกเล็ก ๆ ซึ่งทางเวียดนามจะส่งกองกำลังแทรกซึมเข้ามาเป็นชุดเล็ก ๆ นำระเบิดมาวางตามแนวป่า และพงหญ้า และถอนกำลังออกไปอย่างรวดเร็ว ระบิดแบบนี้ไม่ทำให้ถึงตาย แต่ทำให้ทหารที่เหยียบขาขาดไปเกือบถึงหัวเข่า ซึ่งทหารที่บาดเจ็บส่วนมาก เนื่องมาจากกับระเบิด

จากรายงานของทหารบางหน่วยแจ้งมาว่าทางเวียดนามมีความสามารถในการรบกวนการติดต่อสื่อสารและเลียนเสียงระบบการสื่อสารของไทย ทันทีที่ทหารไทยติดต่อสั่งการกันทางวิทยุ ทหารเวียดนามจะยิงปืนใหญ่ใส่แหล่งกำลังเนิดเสียงทันที ทำให้การสื่อสารเป็นไปอย่างลำบาก ซึ่งระบบนี้ เวียดนามน่าจะได้มาจากโซเวียต ทำให้ทางไทยปรับกลยุทธใหม่ ให้การติดต่อสื่อสารเป็นความลับมากขึ้น และลดการใช้วิทยุสื่อสารลง

ทางเวียดนามยังรุกกลับด้วยการส่งกำลังเข้าตีฐานทหารไทยอย่างหนัก โดยใช้ฐานปืนใหญ่ในลาวและกัมพูชายิงสนับสนุน ซึ่งทำให้การรบที่ช่องบกนี้มีความรุนแรงมาก กำลังส่วนต่าง ๆ จากกองทัพภาคที่ ๒ ของไทยถูกส่งเข้ามาในพื้นที่สู้รบอย่างต่อเนื่อง สนับสนุนด้วยกองกำลังทหารพรานจากค่ายปักธงชัย และหน่วยรบพิเศษจากลพบุรี ถูกส่งเข้าไปในลาวและกัมพูชา เพื่อค้นหาฐานที่ตั้งปืนใหญ่ และทำลายระบบการส่งกำลังบำรุง ในช่วงแรกของการรบฝ่ายไทยเสียเปรียบในการรบมาก แนวคิดการรบแบบเดิม ๆ ที่ทุ่มกำลังทหารจำนวนมาก การยิงถล่มด้วยปืนใหญ่ และเครื่องบินทิ้งระเบิดใส่ข้าศึก ไม่ได้ผล เพราะทางฝ่ายเวียดนามมีการตั้งรับอย่างดี และโต้ตอบกลับอย่างหนัก ถึงแม้ทางไทยจะสามารถตีฐานของเวียดนามแตก แต่ก็ไม่สามารถที่จะยึดฐานได้ ทำให้แนวคิดการรบแบบป้อมค่าย ที่เคยใช้ได้ผลจากการรบที่เขาค้อ ถูกนำมาใช้กับการรบที่ช่องบก โดยฝ่ายไทยใช้การวางกำลังและระบบส่งกำลังสนับสนุนในแนวหลังให้มั่นคง และต่อเนื่อง จากนั้นใช้ทหารพราน ลาดตระเวณซุ่มโจมตีและแทรกซึมเข้าหาฐานข้าศึกอย่างช้าๆ โดยขุดบังเกอร์เข้าเกาะติดข้าศึกรวมถึงการซุ่มโจมตีฝ่ายเวียดนาม จากวีดีโอที่ทหารไทยบันทึกไว้ในการเข้าตีฐานของทหารเวียดนามแห่งหนึ่งนั้น ซึ่งมีทหารเวียดนามประมาณ 1 กองพันครอบครองอยู่และเป็นทหารภูเขา ทหารพรานจะขุดบังเกอร์รุกเข้าหาฐานทหารเวียดนามอย่างต่อเนื่องและไม่ยิงปะทะโดยไม่จำเป็น เมื่อเข้าไกล้ในระดับหนึ่งจะหยุด แล้วส่งกำลังและอาวุธเข้ามา ตรึงกำลังแบบเผชิญหน้าไว้ แบบมองเห็นหน้ากันได้เลย ทำให้ฝ่ายเวียดนามสับสนและพะว้าพะวง เพราะไม่ทราบว่าทหารไทยจะเอายังไง อีกทั้งยังอยู่ในระยะไกล้ฐาน ยากต่อการยิงปืนใหญ่ การเกาะติดฐานของทหารไทยโดยไม่เข้าโจมตี ทำให้ฝ่ายเวียดนามกดดันเป็นอย่างมาก ทางไทยได้ตั้งฐานปืนใหญ่สนับสนุนการเข้าตีซึ่งได้รับการพรางเป็นอย่างดี และปืนใหญ่สำหรับการยิงถล่มตอบกลับฐานปืนใหญ่ของเวียดนาม เมื่อทางไทยพร้อม กลางดึก ได้ส่งยิงปืนใหญ่และเครื่องบินรบแบบเอฟ ๕ เอฟ เข้าทิ้งระเบิดอย่างหนัก และได้เข้าตีฐานในตอนไกล้รุ่งเช้า การสู้รบเป็นไปอย่างหนักหน่วง ฐานของทหารเวียดนามในเขตลาวถูกทางไทยตรวจพบ และถูกระดมยิงปืนใหญ่ถล่มอย่างหนัก ทำให้ฐานปืนใหญ่ของเวียดนามและคลังกระสุนถูกถล่มราบทั้งฐาน เปลวไฟจากการระเบิดของคลังกระสุนของเวียดนาม มองเห็นได้จากระยะไกล ซึ่งการยิงถล่มครั้งนี้ทางไทยใช้เครื่อง แอล ๑๙ ในการลาดตระเวณและรายงานการยิง ซึ่งเป็นไปได้อย่างแม่นยำ จากการตีฐานครั้งนี้ ยึดศพทหารเวียดนามได้ 4๔๕ ศพ จับได้อีก ๑๒ คน ยึดอาวุธ ยุทโธปกรณ์จำนวนมาก รวมทั้งจรวดแซมแบบยิงประทับบ่าด้วย ทหารเวียดนามแตกถอยกลับเข้าไปในกัมพูชา

หลังจากสูญเสียฐานหลายแห่ง ทหารเวียดนามเริ่มถอนทหารออกไปจากพื้นที่กลับเข้าไปตั้งในกัมพูชา เนื่องจากการสูญเสีย และการส่งกำลังบำรุงที่ถูกรบกวนจากในเขตกัมพูชาเอง จากเขมรแดง และกองกำลังไม่ทราบฝ่าย กองกำลังเขมรแดงได้เข้าตีฐานของทหารเวียดนามที่ตั้งในเขตกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับการสนับสนุนการยิงปืนใหญ่จากฝั่งไทย ทำให้เวียดนามถูกตีขนาบ จึงต้องถอนกำลังกลับเข้ามาในเขตกัมพูชาเหมือนเดิม หลังจากนั้นทางไทยได้เข้ามายึดและตั้งแนวป้องกัน เนินต่างๆ อย่างแน่นหนา เป็นอันสิ้นสุดของการรบอันดุเดือดที่สุด

การที่เวียดนามอาจหาญเข้ามายึดเขตแดนไทยในบริเวณช่องบกนี้ มีนายทหารเวียดนามบางส่วนก็ไม่เห็นด้วย เพราะถึงแม้ตำแหน่งที่ตั้งได้เปรียบทางยุทธศาสตร์ยากต่อการเข้าตีของไทย แต่ด้านการส่งกำลังบำรุงด้านกัมพูชานั้น ยังไม่สามารถปราบกองกำลังเขมรแดงได้อย่างสิ้นเชิง ซึ่งจะถูกเขมรแดงรบกวนการส่งกำลังบำรุงได้ อีกทั้งในเขตลาวนั้น ก็ยังมีการเคลื่อนไหวของกองกำลังลาวเสรีอยู่ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติการของเวียดนามในลาวด้วย แต่ผู้นำทางการทหารของเวียดนาม มั่นใจในความเข้มแข็งทางการทหาร และประสบการณ์รบของตน ข้อขัดค้านนี้จึงไม่เป็นผล แต่ก็เป็นจริงและเป็นที่ประจักษ์จากการรบในเวลาต่อมา...


ที่มา http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=skyman&month=08-2007&date=07&group=2&gblog=37



นี่เป็นสงครามครั้งสุดท้ายของไทย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 27, 2009, 12:46:36 PM โดย bob ubu_AV » บันทึกการเข้า

ไม่มีวีวี  บอลไทยเจริญแน่นอน
เขียว
ห้ามเข้าบอร์ด - รอยืนยันตัวตนภายใน3วัน
Hero Member
*

คะแนนความรัก: +276/-365
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 10,261


กูละเบื่อ


| | |
« ตอบ #1 เมื่อ: ตุลาคม 21, 2009, 04:16:36 PM »

ถึงแม้เหตุการณ์จะผ่านไปนาน(20ปีกว่าๆ)   ก็ขอให้ดวงวิญญาณเหล่าทหารกล้าทุกคนที่เสียชีวิต ไปสู่สุขติด้วยเถิด




ปล.ผมเข้าค่ายฝึก รด. ปี5มา ครูฝึกที่ค่ายเล่าให้ฟังเพราะตอนนั้นแก่ยังเป็นสิบตรี ได้ไปรบที่ช่องบก ผมเลยอยากรู้เรื่องราวก็เลยค้นหา แต่ตอนนี่ครูฝึกคนนั้นก็เป็นพันตรีแล้ว
บันทึกการเข้า

ไม่มีวีวี  บอลไทยเจริญแน่นอน
มหาชัย _SR02
อันนี้เรื่องจริง
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +842/-59
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 12,421


Not So Fast !!!!! My Friend


| | |
« ตอบ #2 เมื่อ: ตุลาคม 21, 2009, 05:32:36 PM »

ถ้าไม่มีพ่อใหญ่จิ๋ว  ป่านนี้พวกเอ็งพูดเวียดนาม  ด๋องๆ แด๋งๆ แล้ว




ขอบใจเอ็งที่เอาประวัติศาสตร์ ส่วนหนึ่งมาให้ กะโหลกหนาได้อ่านกัน
บันทึกการเข้า
Hello
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +278/-22
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,771


เป็นแฟนทีโอที..ต้องอดทน


| | |
« ตอบ #3 เมื่อ: ตุลาคม 21, 2009, 05:48:55 PM »

ครั้งสุดท้ายน่าจะเป็น สมรภูมิบ้านร่มเกล้านะครับ ตอนนั้นผมยังเด็กอยู่เลย ประมาณ ปี 31-32 นี่แหละ
บันทึกการเข้า


เที่ยวทั่วไทยไปกับ TOT   Team Of Tourism
Tinn
Newbie
*

คะแนนความรัก: +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 144


เชียร์บอลไทย


เว็บไซต์
| | |
« ตอบ #4 เมื่อ: ตุลาคม 21, 2009, 05:51:46 PM »

ในอดีตเขมรเคยได้รับความช่วยเหลือจากไทยมาหลายครั้ง 

ปัจจุบัน  ฮืม
บันทึกการเข้า

Nick
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +175/-44
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,183



| | |
« ตอบ #5 เมื่อ: ตุลาคม 21, 2009, 06:19:28 PM »

มันมีคำพูดเสียดสีอยู่คำนึง ฟังแล้วจุกเหมือนกัน "ยามรบไทยสามัคคี ยามสงบไทยตีกันเอง"
บันทึกการเข้า

ความแข็งแกร่งของประเทศ ไม่ได้วัดกันที่ทรัพยากร รายได้ประชาชาติ หรือกองทัพ
แต่ความแข็งแกร่งของประเทศ มาจากเอกลักษณ์ประจำชาติ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม
ตุ้ยโลโซ Ninja Rider
我 们 的 爱 是 永 远
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +212/-236
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 9,540



| | |
« ตอบ #6 เมื่อ: ตุลาคม 21, 2009, 06:36:13 PM »

มันมีคำพูดเสียดสีอยู่คำนึง ฟังแล้วจุกเหมือนกัน "ยามรบไทยสามัคคี ยามสงบไทยตีกันเอง"

เราไม่มีงบพอที่จะไปตีกับต่างชาติ เลยต้องปล่อยให้ตีกันเองไปพลางๆก่อน อิอิ
บันทึกการเข้า
Sem2857
แฟนบอลไร้สังกัด
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +926/-448
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19,795


ชีวิตไม่สิ้น ก้อต้องดิ้นต่อไป,,,


| | |
« ตอบ #7 เมื่อ: ตุลาคม 22, 2009, 08:35:56 AM »

ในอดีตเขมรเคยได้รับความช่วยเหลือจากไทยมาหลายครั้ง 

ปัจจุบัน  ฮืม

มันมีเหตุให้เป็นอย่างนั้น จากคำพูดบางคำพูด จากปากของคนบางคน ที่ชั่วแบบไรคำบรรยาย

สามารถทำลายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้.....

การคบคน คบเพื่อน ไม่จำเป็นต้งใช่ตำแหน่ง เกียรติยศ หน้าตา

แต่ต้องใช้ความจริงใจเข้าหากัน
บันทึกการเข้า

เมื่อฟ้าสีทองผ่องอำไพ ประชาชนจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน...
Jonathan_SR01
Moderator
Hero Member
*****

คะแนนความรัก: +552/-48
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,817



| | |
« ตอบ #8 เมื่อ: ตุลาคม 22, 2009, 08:53:34 AM »

ยาวมาก แต่ก็อ่านได้จนจบ ขอบคุณที่นำเอามาให้อ่าน +1 ครับ
บันทึกการเข้า
วสันต์_SR04
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +1268/-779
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 10,829



| | |
« ตอบ #9 เมื่อ: ตุลาคม 25, 2009, 08:30:05 AM »

ยาวมาก แต่ก็อ่านได้จนจบ ขอบคุณที่นำเอามาให้อ่าน +1 ครับ

จำได้ว่าคืนก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์นี้ผมไปดื่มเหล้าในค่ายทหารใกล้ๆชายแดน ไม่เห็นจะมีใครตื่นเต้นอะไร
นายทหารท่านหนึ่งในวงเหล้าก็เป็นลูกชายของบุคคลสำคัญในกองทัพของเรา และ ได้มีการพูดถึง
การที่ทั้งทหารเขมรและทหารญวณได้ตรึงกำลังชายแดนจากลาวจรดจันทบุรี

ความจริงผมนัดกันที่จะตั้งวงในตลาดโต้รุ่งอรัญฯแต่ในสองวันก้อนหน้านั้น ตลาดดูเงียบๆกว่าปกติ
เพราะคนญวณอยู่ในอรัญฯเยอะและเขารู้ว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้น คนไทยตามชายแดนเขาก็จะสังเกต
ความเคลือนไหวเหล่านี้แล้วเขาก็ได้บอกกันต่อๆว่าประชาชนเขารู้อะไรดีๆจากวงการข่าวของพวกเขาได้ดี

ผมนั่งกินก๊วยเตี๋ยวอยู่ข้างทางถนนสายตาอรัญฯ-พระยา และได้เห็นกองกำลังรถถึงที่เดินทางจากตาพระเคลื่อนกำลังไปเสริมที่หนองสะเหม็ด... เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นว่ารถถังนั้นหากจะทำการเคลื่อนกำลังอย่างรวดเร็วแล้วมันวิ่งเร็วขนาดไหน... ผมได้รับข่าวการปะทะกันก่อนหน้านั้นแล้วเพราะผมทำงานอยู่ในแผนกหนึ่งของโรงพยาบาลในศูนย์อพยพที่มีขนาดถึงสองพันกว่าเตียงซึ่งนับว่าเป็นโรงพยายบาล
สนามที่ใหญ่มาก

ก่อนหน้านั้นเราได้ทำการซ้อมอพยพกันเอาไว้แล้ว... ประชากรในศูนย์อพยพในขณะนั้นประมาณแสนสามหมื่นคน...

สำหรับรายละเอียดของที่มา สถานการณ์ และ การแก้ปัญหานั้น ไม่อยากจะพูด
ผู้นำที่หลายๆคนมองกันว่าเป็นผู้นำที่สุดยอดแม่มโง่เองทำให้ชาวบ้านตามชายแดนและ
เกิดความเสียหายกับเศรฐกิจของประเทศ

อรัญฯในขณะนั้นเขียนเป็นหนังเจมส์บอนด์ได้อีกหลายตอน เต็มไปด้วยสปายทั้งพวกที่รู้กันอยู่
และผู้ที่แนบเนียนและนิ่งมากๆ จากอรัญฯค่าเฟ่ ถึงสวนอาหารชานกระเทพ ถึงพัทยา โรงแรมรถไฟก่อนทีจะกลายไปเป็นโซฟี่เทล โฮเท็ล ถึงพัทยา ถึงนครพนม มองตาก็รู้ว่าพวกนี้มีอะไรอยู่นอกเหนือจากสาขางานที่เขาถูกส่งเข้าไปทำ ของฝ่ายท้องถิ่นของเราก็มีไม่น้อยแต่พวกนี้ไม่ค่อยนิ่ง
เห็นใส้เห็นพุงได้ง่ายโดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลามีผู้หญิงและเหล้าอยู่ใกล้ตัว...

อย่างที่บอก... รายละเอียดจริงๆมันเยอะ และ มันก็ได้เริ่มมาตั้งแต่สมัยสงครามเวียตนามโน่น ก่อนประธานธิบดีเคเนดี้จะถูกลอบสังหารเสียอีำ และ ก็มีการเช็คบิลล์กันมาเรื่อยๆ





บันทึกการเข้า
Jonathan_SR01
Moderator
Hero Member
*****

คะแนนความรัก: +552/-48
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,817



| | |
« ตอบ #10 เมื่อ: ตุลาคม 25, 2009, 09:06:42 AM »

ยาวมาก แต่ก็อ่านได้จนจบ ขอบคุณที่นำเอามาให้อ่าน +1 ครับ

จำได้ว่าคืนก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์นี้ผมไปดื่มเหล้าในค่ายทหารใกล้ๆชายแดน ไม่เห็นจะมีใครตื่นเต้นอะไร
นายทหารท่านหนึ่งในวงเหล้าก็เป็นลูกชายของบุคคลสำคัญในกองทัพของเรา และ ได้มีการพูดถึง
การที่ทั้งทหารเขมรและทหารญวณได้ตรึงกำลังชายแดนจากลาวจรดจันทบุรี

ความจริงผมนัดกันที่จะตั้งวงในตลาดโต้รุ่งอรัญฯแต่ในสองวันก้อนหน้านั้น ตลาดดูเงียบๆกว่าปกติ
เพราะคนญวณอยู่ในอรัญฯเยอะและเขารู้ว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้น คนไทยตามชายแดนเขาก็จะสังเกต
ความเคลือนไหวเหล่านี้แล้วเขาก็ได้บอกกันต่อๆว่าประชาชนเขารู้อะไรดีๆจากวงการข่าวของพวกเขาได้ดี

ผมนั่งกินก๊วยเตี๋ยวอยู่ข้างทางถนนสายตาอรัญฯ-พระยา และได้เห็นกองกำลังรถถึงที่เดินทางจากตาพระเคลื่อนกำลังไปเสริมที่หนองสะเหม็ด... เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นว่ารถถังนั้นหากจะทำการเคลื่อนกำลังอย่างรวดเร็วแล้วมันวิ่งเร็วขนาดไหน... ผมได้รับข่าวการปะทะกันก่อนหน้านั้นแล้วเพราะผมทำงานอยู่ในแผนกหนึ่งของโรงพยาบาลในศูนย์อพยพที่มีขนาดถึงสองพันกว่าเตียงซึ่งนับว่าเป็นโรงพยายบาล
สนามที่ใหญ่มาก

ก่อนหน้านั้นเราได้ทำการซ้อมอพยพกันเอาไว้แล้ว... ประชากรในศูนย์อพยพในขณะนั้นประมาณแสนสามหมื่นคน...

สำหรับรายละเอียดของที่มา สถานการณ์ และ การแก้ปัญหานั้น ไม่อยากจะพูด
ผู้นำที่หลายๆคนมองกันว่าเป็นผู้นำที่สุดยอดแม่มโง่เองทำให้ชาวบ้านตามชายแดนและ
เกิดความเสียหายกับเศรฐกิจของประเทศ

อรัญฯในขณะนั้นเขียนเป็นหนังเจมส์บอนด์ได้อีกหลายตอน เต็มไปด้วยสปายทั้งพวกที่รู้กันอยู่
และผู้ที่แนบเนียนและนิ่งมากๆ จากอรัญฯค่าเฟ่ ถึงสวนอาหารชานกระเทพ ถึงพัทยา โรงแรมรถไฟก่อนทีจะกลายไปเป็นโซฟี่เทล โฮเท็ล ถึงพัทยา ถึงนครพนม มองตาก็รู้ว่าพวกนี้มีอะไรอยู่นอกเหนือจากสาขางานที่เขาถูกส่งเข้าไปทำ ของฝ่ายท้องถิ่นของเราก็มีไม่น้อยแต่พวกนี้ไม่ค่อยนิ่ง
เห็นใส้เห็นพุงได้ง่ายโดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลามีผู้หญิงและเหล้าอยู่ใกล้ตัว...

อย่างที่บอก... รายละเอียดจริงๆมันเยอะ และ มันก็ได้เริ่มมาตั้งแต่สมัยสงครามเวียตนามโน่น ก่อนประธานธิบดีเคเนดี้จะถูกลอบสังหารเสียอีำ และ ก็มีการเช็คบิลล์กันมาเรื่อยๆ


ขอบคุณครับอา ช่วงนั้นผมยังเด็กอยู่มาก ไม่ได้สนใจเรื่องพวกนี้เลย ยังเที่ยวเล่นตามประสาวัยรุ่นอยู่
บันทึกการเข้า
kantonick
IN MY HATE
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +417/-760
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,712


ลืมตาพบความเป็นจริง อย่าหลอกตัวเองอีกเลย


| | |
« ตอบ #11 เมื่อ: ตุลาคม 25, 2009, 12:19:15 PM »

ถ้าไม่มีพลเอกชวลิตวันนั้น

ก้อคงไม่มีประเทษไทยวันนี้

บันทึกการเข้า

กฏการไช้บอร์ด http://www.thailandsusu.com/webboard/index.php?topic=48.0

kerng
Jr. Member
**

คะแนนความรัก: +7/-1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 519



| | |
« ตอบ #12 เมื่อ: ตุลาคม 26, 2009, 04:42:12 AM »

ยาวมาก แต่ก็อ่านได้จนจบ ขอบคุณที่นำเอามาให้อ่าน +1 ครับ

จำได้ว่าคืนก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์นี้ผมไปดื่มเหล้าในค่ายทหารใกล้ๆชายแดน ไม่เห็นจะมีใครตื่นเต้นอะไร
นายทหารท่านหนึ่งในวงเหล้าก็เป็นลูกชายของบุคคลสำคัญในกองทัพของเรา และ ได้มีการพูดถึง
การที่ทั้งทหารเขมรและทหารญวณได้ตรึงกำลังชายแดนจากลาวจรดจันทบุรี

ความจริงผมนัดกันที่จะตั้งวงในตลาดโต้รุ่งอรัญฯแต่ในสองวันก้อนหน้านั้น ตลาดดูเงียบๆกว่าปกติ
เพราะคนญวณอยู่ในอรัญฯเยอะและเขารู้ว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้น คนไทยตามชายแดนเขาก็จะสังเกต
ความเคลือนไหวเหล่านี้แล้วเขาก็ได้บอกกันต่อๆว่าประชาชนเขารู้อะไรดีๆจากวงการข่าวของพวกเขาได้ดี

ผมนั่งกินก๊วยเตี๋ยวอยู่ข้างทางถนนสายตาอรัญฯ-พระยา และได้เห็นกองกำลังรถถึงที่เดินทางจากตาพระเคลื่อนกำลังไปเสริมที่หนองสะเหม็ด... เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นว่ารถถังนั้นหากจะทำการเคลื่อนกำลังอย่างรวดเร็วแล้วมันวิ่งเร็วขนาดไหน... ผมได้รับข่าวการปะทะกันก่อนหน้านั้นแล้วเพราะผมทำงานอยู่ในแผนกหนึ่งของโรงพยาบาลในศูนย์อพยพที่มีขนาดถึงสองพันกว่าเตียงซึ่งนับว่าเป็นโรงพยายบาล
สนามที่ใหญ่มาก

ก่อนหน้านั้นเราได้ทำการซ้อมอพยพกันเอาไว้แล้ว... ประชากรในศูนย์อพยพในขณะนั้นประมาณแสนสามหมื่นคน...

สำหรับรายละเอียดของที่มา สถานการณ์ และ การแก้ปัญหานั้น ไม่อยากจะพูด
ผู้นำที่หลายๆคนมองกันว่าเป็นผู้นำที่สุดยอดแม่มโง่เองทำให้ชาวบ้านตามชายแดนและ
เกิดความเสียหายกับเศรฐกิจของประเทศ

อรัญฯในขณะนั้นเขียนเป็นหนังเจมส์บอนด์ได้อีกหลายตอน เต็มไปด้วยสปายทั้งพวกที่รู้กันอยู่
และผู้ที่แนบเนียนและนิ่งมากๆ จากอรัญฯค่าเฟ่ ถึงสวนอาหารชานกระเทพ ถึงพัทยา โรงแรมรถไฟก่อนทีจะกลายไปเป็นโซฟี่เทล โฮเท็ล ถึงพัทยา ถึงนครพนม มองตาก็รู้ว่าพวกนี้มีอะไรอยู่นอกเหนือจากสาขางานที่เขาถูกส่งเข้าไปทำ ของฝ่ายท้องถิ่นของเราก็มีไม่น้อยแต่พวกนี้ไม่ค่อยนิ่ง
เห็นใส้เห็นพุงได้ง่ายโดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลามีผู้หญิงและเหล้าอยู่ใกล้ตัว...

อย่างที่บอก... รายละเอียดจริงๆมันเยอะ และ มันก็ได้เริ่มมาตั้งแต่สมัยสงครามเวียตนามโน่น ก่อนประธานธิบดีเคเนดี้จะถูกลอบสังหารเสียอีำ และ ก็มีการเช็คบิลล์กันมาเรื่อยๆ







พ่อผมก็เล่าให้ฟังแบบนี้แหละคับ มันมาก ส่วนผู้นำสมัยนั้นเหอะๆแม่มมม จิงๆๆ ถูกกกกต้องเลยคับ แต่วันนี้กลายเป็นผู้วิเศษไปแระ ขอเน้นสีแดงนะคับ
บันทึกการเข้า
ncas
ห้ามเข้าบอร์ด - รอยืนยันตัวตนภายใน3วัน
Hero Member
*

คะแนนความรัก: +306/-469
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,542



| | |
« ตอบ #13 เมื่อ: ตุลาคม 26, 2009, 05:21:14 AM »

ยาวมาก แต่ก็อ่านได้จนจบ ขอบคุณที่นำเอามาให้อ่าน +1 ครับ

จำได้ว่าคืนก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์นี้ผมไปดื่มเหล้าในค่ายทหารใกล้ๆชายแดน ไม่เห็นจะมีใครตื่นเต้นอะไร
นายทหารท่านหนึ่งในวงเหล้าก็เป็นลูกชายของบุคคลสำคัญในกองทัพของเรา และ ได้มีการพูดถึง
การที่ทั้งทหารเขมรและทหารญวณได้ตรึงกำลังชายแดนจากลาวจรดจันทบุรี

ความจริงผมนัดกันที่จะตั้งวงในตลาดโต้รุ่งอรัญฯแต่ในสองวันก้อนหน้านั้น ตลาดดูเงียบๆกว่าปกติ
เพราะคนญวณอยู่ในอรัญฯเยอะและเขารู้ว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้น คนไทยตามชายแดนเขาก็จะสังเกต
ความเคลือนไหวเหล่านี้แล้วเขาก็ได้บอกกันต่อๆว่าประชาชนเขารู้อะไรดีๆจากวงการข่าวของพวกเขาได้ดี

ผมนั่งกินก๊วยเตี๋ยวอยู่ข้างทางถนนสายตาอรัญฯ-พระยา และได้เห็นกองกำลังรถถึงที่เดินทางจากตาพระเคลื่อนกำลังไปเสริมที่หนองสะเหม็ด... เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นว่ารถถังนั้นหากจะทำการเคลื่อนกำลังอย่างรวดเร็วแล้วมันวิ่งเร็วขนาดไหน... ผมได้รับข่าวการปะทะกันก่อนหน้านั้นแล้วเพราะผมทำงานอยู่ในแผนกหนึ่งของโรงพยาบาลในศูนย์อพยพที่มีขนาดถึงสองพันกว่าเตียงซึ่งนับว่าเป็นโรงพยายบาล
สนามที่ใหญ่มาก

ก่อนหน้านั้นเราได้ทำการซ้อมอพยพกันเอาไว้แล้ว... ประชากรในศูนย์อพยพในขณะนั้นประมาณแสนสามหมื่นคน...

สำหรับรายละเอียดของที่มา สถานการณ์ และ การแก้ปัญหานั้น ไม่อยากจะพูด
ผู้นำที่หลายๆคนมองกันว่าเป็นผู้นำที่สุดยอดแม่มโง่เองทำให้ชาวบ้านตามชายแดนและ
เกิดความเสียหายกับเศรฐกิจของประเทศ

อรัญฯในขณะนั้นเขียนเป็นหนังเจมส์บอนด์ได้อีกหลายตอน เต็มไปด้วยสปายทั้งพวกที่รู้กันอยู่
และผู้ที่แนบเนียนและนิ่งมากๆ จากอรัญฯค่าเฟ่ ถึงสวนอาหารชานกระเทพ ถึงพัทยา โรงแรมรถไฟก่อนทีจะกลายไปเป็นโซฟี่เทล โฮเท็ล ถึงพัทยา ถึงนครพนม มองตาก็รู้ว่าพวกนี้มีอะไรอยู่นอกเหนือจากสาขางานที่เขาถูกส่งเข้าไปทำ ของฝ่ายท้องถิ่นของเราก็มีไม่น้อยแต่พวกนี้ไม่ค่อยนิ่ง
เห็นใส้เห็นพุงได้ง่ายโดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลามีผู้หญิงและเหล้าอยู่ใกล้ตัว...

อย่างที่บอก... รายละเอียดจริงๆมันเยอะ และ มันก็ได้เริ่มมาตั้งแต่สมัยสงครามเวียตนามโน่น ก่อนประธานธิบดีเคเนดี้จะถูกลอบสังหารเสียอีำ และ ก็มีการเช็คบิลล์กันมาเรื่อยๆ







พ่อผมก็เล่าให้ฟังแบบนี้แหละคับ มันมาก ส่วนผู้นำสมัยนั้นเหอะๆแม่มมม จิงๆๆ ถูกกกกต้องเลยคับ แต่วันนี้กลายเป็นผู้วิเศษไปแระ ขอเน้นสีแดงนะคับ

อยากทราบว่าผู้นำทานนั้นโง่เองอย่างไรครับ  ขยายความให้ที
ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจริงผู้นำท่านนั้นอาจเรียกได้ว่าไม่ใช่เพิ่งมาเสียคนตอนแก่เป็นแน่แท้
บันทึกการเข้า
NiShiiZ
NYU
Thailandsusu
Sr. Member
**

คะแนนความรัก: +21/-8
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,964


中忍


| | |
« ตอบ #14 เมื่อ: ตุลาคม 26, 2009, 06:01:37 AM »

ช่วยเล่าต่อด้วยครับ

กระผมเกิดไม่ทัน แต่ก็พอจะได้ยินเรื่องคร่าวๆ ของทั้งที่ช่องบก และ ร่มเกล้า
บันทึกการเข้า


Chonburi FC
TPL & FC Cup 2010
http://princenishiiz.hi5.com
kerng
Jr. Member
**

คะแนนความรัก: +7/-1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 519



| | |
« ตอบ #15 เมื่อ: ตุลาคม 26, 2009, 03:38:40 PM »

เกี่ยวกับนโยบายกับระบบลูกๆน่ะแหละคับ รวมถึงหลายๆนโยบายที่สื่อหรือใครต่างๆในยุคนั้นไม่สามารถเอาออกมาพูดหรือวิจารณ์ใดๆได้
พอเวลาผ่านไปคนที่รู้ก็ลืมๆหรือช่างมันพูดไปก็ไม่ได้อะไร มันก็เลยหายไป
ผมว่าปล่อยมันผ่านไปดีกว่าคนทำกรรมอะไรกับชาติบ้านเมืองกับคนหมู่มาก สักวันก็ได้ผลกรรมไปเอง ยิงฟันยิ้ม
รบกวนอาวสันต์มาตอบในรายละเอียดนะคับ มิกล้าตอบกัวๆๆๆ ยิ้ม


บันทึกการเข้า
ncas
ห้ามเข้าบอร์ด - รอยืนยันตัวตนภายใน3วัน
Hero Member
*

คะแนนความรัก: +306/-469
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,542



| | |
« ตอบ #16 เมื่อ: ตุลาคม 26, 2009, 03:56:45 PM »

เกี่ยวกับนโยบายกับระบบลูกๆน่ะแหละคับ รวมถึงหลายๆนโยบายที่สื่อหรือใครต่างๆในยุคนั้นไม่สามารถเอาออกมาพูดหรือวิจารณ์ใดๆได้
พอเวลาผ่านไปคนที่รู้ก็ลืมๆหรือช่างมันพูดไปก็ไม่ได้อะไร มันก็เลยหายไป
ผมว่าปล่อยมันผ่านไปดีกว่าคนทำกรรมอะไรกับชาติบ้านเมืองกับคนหมู่มาก สักวันก็ได้ผลกรรมไปเอง ยิงฟันยิ้ม
รบกวนอาวสันต์มาตอบในรายละเอียดนะคับ มิกล้าตอบกัวๆๆๆ ยิ้ม


ไม่ต้องกลัวครับยังมีคนอีกจำนวนมากที่ตาไม่ได้บอด
สงสารก็แต่พ่อหลวงของแผ่นดินที่ต้องมาเป็นเครื่องมือให้คนแบบนั้น
บันทึกการเข้า
mong kung
Full Member
***

คะแนนความรัก: +6/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,159



| | |
« ตอบ #17 เมื่อ: ตุลาคม 26, 2009, 05:23:51 PM »

สักวันความจริงจะปรากฏ.. ยิ้ม ยิ้ม
บันทึกการเข้า

เขียว
ห้ามเข้าบอร์ด - รอยืนยันตัวตนภายใน3วัน
Hero Member
*

คะแนนความรัก: +276/-365
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 10,261


กูละเบื่อ


| | |
« ตอบ #18 เมื่อ: ตุลาคม 27, 2009, 12:45:59 PM »

ช่วยเล่าต่อด้วยครับ

กระผมเกิดไม่ทัน แต่ก็พอจะได้ยินเรื่องคร่าวๆ ของทั้งที่ช่องบก และ ร่มเกล้า



สมรภูมิบ้านร่มเกล้า

สมรภูมิบ้านร่มเกล้า ศึกประวัติศาสตร์ ระหว่างประเทศไทยและประเทศลาว ณ บริเวณ ยุทธภูมิบ้านร่มเกล้า ในช่วง เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2531 จากการสู้รบอย่างหนักต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน ทำให้เกิดการสูญเสียอย่างมากทั้งฝ่ายไทยและลาว และนับเป็นการสูญเสียชีวิตทหารมากที่สุดในการรบของไทยเท่าที่เคยมีมา

การรบสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2531 หลังจากฝ่ายไทยได้ใช้กองทัพอากาศโจมตีเข้าไปในดินแดนลาว 30-40 กิโลเมตร และฝ่ายลาวโดยนายไกสอน พมวิหาร นายกรัฐมนตรี ได้เจรจาขอหยุดยิงเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2531 และเสนอให้ถอนกำลังของทั้งสองฝ่ายออกจากกันเป็นระยะ 3 กิโลเมตร


 สาเหตุ    สมรภูมิบ้านร่มเกล้าเกิดจากกรณีพิพาทด้านพรมแดนระหว่างไทยกับลาว เนื่องจากยึดถือพรมแดนจากแผนที่คนละฉบับ โดยในปี พ.ศ. 2450 สนธิสัญญาระหว่างสยามกับฝรั่งเศส ยึดถือจากผลการสำรวจเมื่อ พ.ศ. 2430 ได้กำหนดให้แม่น้ำเหืองเป็นเขตแดนสยาม-ฝรั่งเศส ต่อมาในปี พ.ศ. 2451 เจ้าหน้าที่สำรวจแผนที่ของฝรั่งเศสได้พบว่าแม่น้ำเหืองมีสองสาย [1] จึงได้เขียนแผนที่โดยยึดสายน้ำที่ทำให้ฝรั่งเศสได้ดินแดนมากกว่าเดิม และไม่ได้แจ้งให้รัฐบาลสยามทราบ ต่อมาในช่วงสงครามเวียดนาม กองทัพสหรัฐได้จัดทำแผนที่จากภาพถ่ายทางอากาศ และได้พบแม่น้ำอีกสายหนึ่ง ชื่อว่า ลำน้ำเหืองป่าหมัน [1] ซึ่งไม่เคยปรากฏในเอกสารสนธิสัญญาระหว่างสยาม-ฝรั่งเศส มาก่อน

ในปี พ.ศ. 2530 ทางการลาวได้อ้างสิทธิเหนือดินแดนบริเวณบ้านร่มเกล้า และยกกำลังเข้ามายึดพื้นที่บ้านร่มเกล้า ในเขตอำเภอชาติตระการ จังหวัดพิษณุโลก และเกิดปะทะกับกองกำลังทหารพราน 3405 ตั้งแต่วันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2530 และยึดเนิน 1428 เป็นที่มั่น


วันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2530 กองทัพภาคที่ 3 เริ่มส่งกำลังเข้าโจมตีเนิน 1428 โดยใช้กองกำลังทหารราบและทหารม้า โดยการสนับสนุนจากกองทัพอากาศไทย แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากฝ่ายลาวมีชัยภูมิที่ดีกว่า และได้รับการสนับสนุนอย่างลับๆ จากโซเวียตและเวียดนาม


จากคำบอกเล่าของทหารที่อยู่แนวหน้า ซึ่งทำการรบ ณ ยุทธภูมิบ้านร่มเกล้า ทำให้ทราบว่า ศึกครั้งนี้เราต้องรบกับข้าศึกที่มียุทธภูมิดีกว่า มีอำนาจการยิงสนับสนุนต่อเนื่องและรุนแรง ต้องฟันฝ่าอุปสรรคมากมาย โดยเฉพาะแนวกับระเบิด ทหารหลายนายซึ่งผ่านสมรภูมิมาอย่างโชกโชน กล่าวว่า เป็นการรบที่หนักที่สุดเท่าที่เคยพบเห็นมาในชีวิตการเป็นทหาร โดยเฉพาะบริเวณเนิน 1182, 1370, และ 1428 ซึ่งถือว่าเป็นเนินแห่งสมรภูมิเลือดอย่างแท้จริง

ยุทธการบ้านร่มเกล้า ได้เริ่มขึ้นเมื่อ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2531 เมื่อ พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ผบ.ทบ. (ในขณะนั้น) ประกาศจะผลักดันกองกำลังต่างชาติที่เข้ามายึดครองพื้นที่ในเขตไทยทุกรูปแบบด้วยการใช้กำลังทหาร จึงทำให้เกิดการสู้รบอย่างดุเดือดทหารไทยทั้ง ทหารราบ ทหารม้า ทหารปืนใหญ่ และทหารพราน ได้รุกตอบโต้ยึดที่มั่นต่างๆ ที่ลาวครองไว้กลับมาได้เป็นส่วนมาก รวมทั้งได้ทำการโอบล้อมบริเวณตีนเนิน 1428 ไว้ได้ แต่ไม่สามารถบุกขึ้นไปถึงยอดเนินซึ่งทหารลาวใช้เป็นฐานต่อต้านได้ ถึงแม้จะใช้กำลังทางอากาศบินโจมตีทิ้งระเบิดอย่างหนักก็ตาม จนทำให้ ทอ. ไทย ต้องสูญเสียเครื่องบิน เอฟ 5 อี และ โอวี 10 ไปอย่างละ 1 เครื่อง อันเป็นผลมาจากการยิงของฝ่ายลาว ทางภาคพื้นดิน ด้วย ปตอ. และจรวดแซม

หลังจากที่ทหารลาวสูญเสียที่มั่นต่างๆ ได้รวบรวมกำลังพลเข้ารักษาเนิน 1428 ไว้อย่างเหนียวแน่นโดยมีกำลังรบและกำลังสนับสนุนดังนี้คือ กองพลที่ 1 จำนวน 4 กองพัน พร้อมอาวุธหนักปืนใหญ่ 130 มม. 3 กระบอก ปืน 105 มม. 3 กระบอก รถถังอีก 4 คัน รวมกำลังพล 372 คน

กองพลที่ 2 ซึ่งตั้งอยู่ที่หลวงพระบาง จำนวน 4 กองพัน เช่นกัน มีกำลังพลกว่า 418 คน สนับสนุนด้วยปืนใหญ่ 130 มม. 3 กระบอก ปืนใหญ่ 105 มม. 3 กระบอก รถถัง 5 คัน ปืน ค. ขนาด 62 และ 82 มม. รวมทั้ง ปตอ. ด้วย นอกจากนี้กองกำลังหลักซึ่งมีที่ตั้งอยู่ที่ ไชยบุรี มีปืนใหญ่ 130 มม. 2 กระบอก ปืนใหญ่ขนาด 122 มม. อีก 3 กระบอกรวมทั้งหน่วยจรวดต่อสู้อากาศยานแบบ แซม 7 ซึ่งเป็นปืนที่ทหารอากาศมีความเชี่ยวชาญมาก

ในระยะแรกของการรบนั้น ทหารไทยใช้ทหารม้าและทหารพรานรุกคืบหน้าเข้าสู่บริเวณเนิน 1428 ซึ่งพบกับการต่อต้านอย่างหนักจากฝ่ายลาวอย่างคาดไม่ถึงโดยเฉพาะกับระเบิดและการยิงปืนใหญ่จากลาวอย่างหนาแน่นและต่อเนื่อง ทำให้การรุกคืบหน้าเป็นไปได้ช้าและสูญเสียอย่างมาก สาเหตุสำคัญที่เราไม่สามารถเผด็จศึกได้อย่างที่คาดหมาย เนื่องจากทหารลาวมีชัยภูมิที่ได้เปรียบ ที่มั่นบนเนิน 1428 มีความแข็งแรง สามารถส่งกำลังบำรุงสนับสนุนอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว การยิงอาวุธหนักของฝ่ายลาวมีความแม่นยำและได้ผลมาก การพิชิตเนิน 1428 ให้ได้นั้น ทางที่สะดวกและรวดเร็วที่สุดคือต้องโอบอ้อมบุกตะลุยขึ้นจากตีนเนินด้านเขตประเทศลาว และสยบฐานปืนใหญ่ที่อยู่ในฝั่งลาวให้เงียบเสียงเสียก่อน ซึ่งในขั้นแรกทหารไทยมีความคิดที่จะผลักดันทหารลาวออกจากดินแดนไทยเท่านั้น การรบจึงจำกัดเขตอยู่แต่ในประเทศไทย แต่หลังจากการรบในช่วงแรกฝ่ายเราไม่ประสบผลสำเร็จดังที่คาดหมายไว้ คณะนายทหารจึงได้ปรับยุทธการรบเสียใหม่ โดยใช้กำลังปืนใหญ่ระยะยิงไกลแบบ เอ็ม 198 และปืนใหญ่แบบต่างๆ ระดมยิงเข้าไปในดินแดนลาว ที่หมายคือการยิงฐานปืนใหญ่และที่ตั้งกำลังทหาร พร้อมทั้งส่งหน่วยรบพิเศษเข้าไปตัดการส่งกำลังสนับสนุนของฝ่ายลาว จนกระทั่งการสนับสนุนการรบของลาวได้ลดประสิทธิภาพลงไปอย่างมาก ซึ่งคาดว่า หลังจากวันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2531 เนิน 1428 จะต้องกลับคืนมาเป็นของไทยอย่างแน่นอน แต่แล้ววันที่ 19 กุมภาพันธ์ ก็ได้มีการเจรจายุติศึกแยกกำลังของทั้ง 2 ฝ่ายออกจากกันฝ่ายละ 3 กม. อันเป็นการสิ้นสุดการรบที่ไม่สามารถชี้ชัดไปได้ว่า ใครคือผู้ชนะ


ข้อสังเกตจากการรบ
-การรบครั้งนี้ผิดกับการรบเท่าที่ทหารไทยได้เคยผ่านมา ทำให้ต้องระดมกำลังทหารหน่วยต่างๆ เข้าสู่ยุทธบริเวณจำนวนมาก ทั้งจากเหล่าม้า เหล่าราบ เหล่าปืนใหญ่ เหล่าทหารช่าง หน่วยรบพิเศษ รวมทั้งการรบนอกแบบที่ต้องใช้ทหารพรานเข้าเกาะฐานที่มั่นของฝ่ายลาวด้วย

-การส่งกำลังบำรุงของทหารไทยเป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากเส้นทาง สภาพถนนที่ค่อนข้างแคบและขรุขระ อีกทั้งเป็นทางสูงชันคดเคี้ยว ลัดเลาะไปตามไหล่เขาที่ค่อนข้างสูงไม่ต่ำกว่า 1000 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล

-สาเหตุที่ทหารลาวได้ยึดเนิน 1428 ชนิดหัวเด็ดตีนขาดก็ไม่ยอมถอย เท่าที่ดูจากภูมิประเทศแล้ว เนิน 1428 เป็นเนินบนยอดเขาที่สูงที่สุด สามารถมองเห็นชัยภูมิรอบๆ ได้เป็นอย่างดี และ ผตน. ของลาวจะคอยชี้เป้าให้ปืนใหญ่ยิงถล่มทหารไทยที่กำลังรุกคืบหน้าอยู่เบื้องล่างอย่างได้ผล และที่สำคัญคือ เนิน 1428 นั้นทหารลาวได้ทำบังเกอร์ถาวร (คอนกรีตเสริมเหล็ก) ขุดอุโมงเชื่อมต่อกับรอบฐาน ปรับพื้นที่ ขุดร่องเหลดไว้พร้อมสรรพ เป็นฐานที่มั่นแข็งแรง สามารถทนทานการโจมตีทางอากาศได้อย่างดี น่าสงสัยว่าการข่าวของเราดีแค่ไหน ทำไมปล่อยให้ทหารลาวมาตั้งฐานที่มั่นอยู่ได้ตั้งนาน แถมวางกับระเบิดนับหมื่นๆ ลูกไว้เต็มไปหมด การกระทำเช่นนี้คงไม่สามารถทำได้ในเวลาอันสั้น ต้องใช้เวลาเป็นแรมเดือน และที่สำคัญที่สุดคือ การประเมินค่า ขีดความสามารถในการรบของทหารลาว ซึ่งทหารลาวในครั้งนั้นได้รับการฝึกจากเวียตนาม มีรัสเซียสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง โดยเฉพาะทหารปืนใหญ่ และหน่วยป้องกันภัยทางอากาศ ซึ่งต้องใช้ฝีมือและเทคโนโลยีเข้าช่วย จึงจะปฏิบัติการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

-การที่ทหารไทยไม่สามารถชนะได้อย่างเด็ดขาด เนื่องจากเราต้องต่อสู้กับกองกำลังทหารลาวและกำลังของประเทศที่ 3 พร้อมๆกันด้วยอาวุธหลายอย่างที่ทันสมัย ชัยภูมิในการรบทหารไทยเสียเปรียบอย่างเห็นได้ชัด อีกทั้งการรบก็ต้องฟังคำสั่งจากรัฐบาล รบในกฎเกณฑ์ ทำให้การรบทำอย่างไม่เต็มที่ แถมสูญเสียกำลังพลไปอย่างมากมาย

-การใช้สุนัขสงคราม ตรวจหาทุ่นระเบิด นับว่าเป็นวิธีที่ประหยัดและได้ผลดีที่สุด แต่เมื่อถึงสนามรบจริง สุนัขบางตัวกลับเดินหนีสงสัยจะเวียนหัวกลิ่นกำมะถัน เพราะลาววางไว้เต็มไปหมด นักรบบางท่านจึงต้องเหลือช่วยตนเองเอาไม้ไผ่มาทำเครื่องค้นหากับระเบิดไปพลางๆก่อน เพราะเครื่องมือตรวจค้นทุ่นระเบิดของเรามีจำนวนจำกัด

-ได้ยินจากทหารที่ลงมาจากเนิน 1428 ในแนวรบระหว่าง ไทย – ลาว ห่างกันแค่ 200 – 300 เมตรเท่านั้น เล่าให้ฟังว่า วันที่ทหารลาวสามารถสอย เอฟ 5 อี ร่วงลงได้ ทหารลาวยินดีปรีดากันทั่วหน้า แถมตะโกนบอกไทยว่ามือจรวดที่พิชิต บ. ตัวเก่งของไทย มีชื่อเสียงเรียงนามว่า "ไอ้ไฮ้" วีรบุรุษของชาวลาว

ศึกประวัติศาสตร์ ไทย – ลาว ถึงแม้จะยุติกันไปนานกว่า 10 ปีแล้ว ท่ามกลางกลิ่นคาวเลือดของนักรบไทยและลาว อันเป็นผลจากการเจรจาของผู้นำทางทหารของแต่ละประเทศ ที่มีถ้อยคำแถลงว่า ต่อไปนี้ไทยและลาวจะไม่ตีรันฟันแทงกันอีกแล้ว เลือดไทย – ลาว จะไม่มีให้เห็นกันอีกต่อไป สายสัมพันธ์ของทั้ง 2 ชาติจะยั่งยืนเสมือนสายน้ำโขงที่ไม่มีวันเหือดแห้ง แต่คำเหล่านี้ น่าจะได้ยินก่อนที่จะเปิดยุทธการบ้านร่มเกล้า เป็นที่น่าเสียดายที่พวกนักรบที่กล้าหาญได้สังเวยชีพไปแล้วไม่มีวันจะได้ยินคำเหล่านี้ เลือดและวิญญาณของพวกเขาที่ไหลนองและสิงสถิตย์อยู่บนเนินร้าง 1428 คงทำให้เนินนรกแห่งนี้ เป็นดินแดนอาถรรพ์ต่อไปอีกนาน


ที่มา http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2
บันทึกการเข้า

ไม่มีวีวี  บอลไทยเจริญแน่นอน
เขียว
ห้ามเข้าบอร์ด - รอยืนยันตัวตนภายใน3วัน
Hero Member
*

คะแนนความรัก: +276/-365
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 10,261


กูละเบื่อ


| | |
« ตอบ #19 เมื่อ: ตุลาคม 27, 2009, 01:03:35 PM »

เวียตกงเลวจริงๆ  มีเอี่ยวทั้ง2เหตุการณ์
บันทึกการเข้า

ไม่มีวีวี  บอลไทยเจริญแน่นอน
เอชาญ
Thailandsusu
Sr. Member
**

คะแนนความรัก: +115/-38
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,554



| | |
« ตอบ #20 เมื่อ: ตุลาคม 27, 2009, 01:24:48 PM »

อย่าให้ประเทศไทยและประชาชนตกเป็นเชลย เพราะใครบางคนกำลังกระทำอยู่
ประวัติศาสตร์กัมพูชาและเวียดนามเป็นตัวอย่าง ถ้าประชาชนชาวไทย มีความแตกแยก ขาดความสามัคคี ทรยศต่อชาติ
มีแต่คนเห็นแก่ตัว ยึดติดกับผลประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง มักใหญ่ ใฝ่อำนาจ ไม่สนใจว่าประเทศชาติจะฉิ บหายอย่างไร
พวกเรามีชีวิตอยู่ได้เพราะพื้นแผ่นดินไทย ที่มีชาติ ศาสน์ กษัตริย์  พระเจ้าอยู่หัวทรงดูแลคุมครองพวกเราอยู่
บุญคุณแผ่นดินต้องกตัญญูตอบแทนสำนึกรักแผ่นดินเกิด

หยุดทำร้ายประเทศไทยได้แล้ว
บันทึกการเข้า
ไอ้วอก
Thailandsusu
Jr. Member
**

คะแนนความรัก: +108/-14
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 617


For Thailand


| | |
« ตอบ #21 เมื่อ: ตุลาคม 27, 2009, 01:27:57 PM »

ขอบคุณมากครับ

เรื่องพวกนี้คนไทยไม่เคยได้อ่าน เด็กไทยไม่ค่อยได้รู้

เพราะเป็นประวัติศาสตร์ ที่คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องยังมีชีวิตอยู่

ทั้งที่เป็นเรื่องดี ในการสร้างความรักให้เกินแก่แผ่นดินแท้ๆ
บันทึกการเข้า

www.lopburifc.com เวบฟุตบอลหนึ่งเดียวของลพบุรี www.link955.net คลื่นเพลงฮิตอันดับหนึ่งของคนลพบุรี : www.lopburiplus.com เวบรวมข่าวของคนลพบุรี www.lingzaa.com เว็บบันเทิงของวัยรุ่นลพบุรี
เขียว
ห้ามเข้าบอร์ด - รอยืนยันตัวตนภายใน3วัน
Hero Member
*

คะแนนความรัก: +276/-365
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 10,261


กูละเบื่อ


| | |
« ตอบ #22 เมื่อ: ตุลาคม 27, 2009, 01:30:55 PM »

จุดที่น่าสังเกตของเหตุการณ์ครั้งนี้

-ในช่วงระยะเวลาดังกล่าวคือปี ๒๕๒๘-๒๕๓๐ ทหารเวียดนาม-เฮงสัมริน ได้ส่งกองกำลังจำนวนมากเข้ากวาดล้างกองกำลังเขมรฝ่ายต่อต้าน ตามแนวชายแดนไทยที่จังหวัดอุบลราชธานี จนเกิดกรณีการรบกันอย่างหนักกับไทยที่ช่องบก ตั้งอยู่ในพื้นที่ อ.น้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี. เป็นพื้นที่ชายแดนซึ่งมีอาณาเขตติดต่อกัน ๓ ประเทศ คือ ไทย,ลาว และกัมพูชา มีทิวเขาพนมดงรัก กั้นเป็นแนวเขตแดน เนื่องจากพื้นที่ทางฝั่งเขมรเป็นที่ราบต่ำ ทหารเวียดนามจึงได้รุกล้ำเข้ามาตั้งฐานที่มั่นลึกเข้ามาในเขตไทยประมาณ 5 กม. มีการปรับปรุงดัดแปลงที่ตั้งเพื่อรับการโจมตีจากทางไทยเป็นอย่างดี ซึ่งจะเป็นการตัดการติดต่อระหว่างไทยกับกองกำลังกลุ่มต่อต้านในการสนับสนุนยุทธปัจจัยการรบที่ช่องบก ที่ช่องบกนั้นมีการปะทะกันอย่างหนักระหว่างไทยและเวียดนาม (ไทยใช้กำลังส่วนต่าง ๆ จากกองทัพภาคที่ ๒ ประกอบด้วย ๕ กองพันทหารราบ, ๑ ร้อยลาดตระเวนระยะไกล, ๒๗ กองร้อยทหารพราน, ๑ ร้อยรถถัง สนับสนุนด้วยปืนใหญ่ และกำลังทางอากาศ โดยเครื่องบิน A๓๗ และเอฟ ๕) การรบมีความรุนแรงไม่น้อยไปกว่าที่บ้านร่มเกล้า การปฏิบัติการกวาดล้างกองกำลังทหารเวียดนามที่ช่องบก ตั้งแต่ ม.ค.๒๕๒๘-ธ.ค.๒๕๓๐ ทหารไทยสูญเสีย กำลังพล ๑๐๙ นาย บาดเจ็บ ๖๔๔ นาย ยึดอาวุธจากฝ่ายเวียดนามได้จำนวนมาก (ตัวเลขที่เปิดเผยจากทางการไทย) ทหารเวียดนามเสียชีวิตประมาณ ๕๐,๐๐๐ คน จากการรบในเขมรและชายแดนไทยตั้งแต่บุกเข้ามาจนถอนออกไป บางส่วนถูกจับเป็นเชลยและหนีทัพมอบตัวกับไทยประมาณ ๕๐๐ คน

จุดที่น่าสังเกตเรื่องหนึ่งก็คือการรบครั้งนี้มีการเตรียมการอย่างดี ทหารเวียดนามมีอาวุธและระบบการติดต่อสื่อสารที่ทันสมัยมาก คาดว่าได้รับมาการสนับสนุนจากรัสเซีย ( ปี ๒๕๒๒ เวียดนามตีเขมรแดงแตกและถอยไปตั้งฐานที่ชายแดนไทย แถบเทือกเขาพนมมาลัย และเกิดการรบเรื่อยมาในเขมร โดยฝ่ายเขมรต่อต้านคือ เขมรแดง ได้จีนสนับสนุน กลุ่มซอนซาน และเจ้าสีหนุ (มีไทย สหรัฐ ฝรั่งเศสให้การสนับสนุน) กับทหารเวียดนาม ผสมกับเขมรกลุ่มเฮงสัมริน มีนายฮุนเซน เป็นผู้นำซึ่งแต่ก่อนเคยเป็นเขมรแดงมาก่อน แต่แตกคอกันและไปเข้ากับเวียดนาม นำทหารเวียดนามมาขับไล่เขมรแดงออกไป)

นอกจากนี้ยังมีรายงานจากบางหน่วยของกองทัพบกว่าทหารเวียดนามมีการใช้อาวุธเคมีในบริเวณดังกล่าวด้วย ซึ่งมีการยืนยันจากทหารเขมรในการปะทะหลายครั้งว่ามีการโปรยหรือทิ้งสารบางอย่างลงมา ซึ่งมีผลต่อผิวหนังและระบบหายใจ นอกจากนั้นแหล่งน้ำในบริเวณดังกล่าวยังเต็มไปด้วยสารพิษ จากการปะทะและกวาดล้างทหารเวียดนามในเนิน ๕๖๕ ,๔๐๘ ,๕๐๐, ๓๘๒ พบหน้ากากและชุดสำหรับป้องกันอาวุธเคมี ด้วย

- หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่ากรณีพิพาทระหว่างไทยกับลาวครั้งนี้เป็นแรงผลักดันที่ลาวได้รับจากเวียดนามและโซเวียต ซึ่งพยายามขัดขวางการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับลาวมาตั้งแต่ปี ๒๕๓๐ และเป็นหนึ่งในแผนตัดขาดและยึดภาคอิสานของไทยตามยุทธการตัว L (L Operation) และรวมภาคอิสานของไทย ลาว เขมร เวียดนาม เป็นสหพันธ์อินโดจีน โดยมีเวียดนามเป็นผู้นำ

-ในช่วงดังกล่าวบางรายงานแจ้งว่ามีทหารเวียดนามในลาวประมาณ ๖๐,๐๐๐ คน และในเขมรประมาณ ๑๕๐,๐๐๐ คน ซึ่งอาจจะต้องการเปิดศึก ๒ ด้าน ให้ไทยพะว้าพะวงทั้งการรุกที่บ้านร่มเกล้าตีเจาะมาทางเหนือ และตีรุกเข้ามาที่ช่องบกทางใต้ เพื่อตัดและยึดภาคอิสาน เลยหากรณีมาอ้าง เพื่อทำการรบ

-จากการปะทะกันระหว่างทหารไทยและลาวนั้น มีรายงานจากบางหน่วยแจ้งว่ามีฝ่ายลาวมีทหารต่างชาติบัญชาการรบ อาจเป็นคนรัสเซีย และถูกทหารไทยยิงตายไปหลายคน (กองทัพไทยไม่ได้ให้ข้อมูลกับเรื่องนี้มากนัก) จากการปะทะหลายครั้งบางหน่วยรายงานว่า ทหารที่เข้าใจว่าเป็นทหารลาว บางคนพูดร้องสั่งการเป็นภาษาเวียดนาม คาดว่าเป็นกองกำลังผสมระหว่างเวียดนามและลาวที่รบกับไทย ในการรบที่บ้านร่มเกล้านี้จึงไม่ใช่กรณีพิพาทระหว่างไทยกับลาวธรรมดา

-ระบบอาวุธและการติดต่อสื่อสารในการรบที่ทางฝ่ายลาวใช้นั้น ทันสมัยมาก สามารถรู้พิกัดที่ตั้งปืนใหญ่ของไทย และยิงตอบกลับอย่างรวดเร็ว อีกทั้งมีการรบกวนระบบการสื่อสารของทหารไทย ซึ่งกองทัพประชาชนลาวคงไม่มีระบบที่ทันสมัยอย่างนี้

ลำดับเหตุการณ์ที่สำคัญของสงครามบ้านร่มเกล้า

ช่วงปี พ.ศ. ๒๕๑๐-๒๕๒๐ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย(พคท.) เคลื่อนไหวรุนแรงที่จะยึดอำนาจรัฐ พื้นที่ติดต่อเขตลาวในเขตนี้ ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของชาวเผ่าม้ง ใช้เป็นพื้นที่หลบซ่อนและปฏิบัติการ เพราะสามารถข้ามลำน้ำเหืองเข้ามาในเขตไทยได้ง่าย และบริเวณพื้นที่นี้กลายเป็นยุทธบริเวณอันสำคัญระหว่างทหารกับพคท. ชาวม้งซึ่งเป็นแนวร่วมกับพคท.ถูกปราบปรามอย่างหนัก หนีข้ามลำน้ำเหืองเข้าไปในเขตลาว

ช่วงปี พ.ศ. ๒๕๒๕ สถานการณ์ในอินโดจีนเปลี่ยนแปลง ประกอบกับนโยบาย ๖๖/๒๕๒๓ ของรัฐบาลไทยคือใช้ยุทธวิธี “กวนป่า ล้อมบ้าน” ใช้ยุทธศาสตร์ “การเมืองนำทหาร” ทำให้ชาวม้งตัดสินใจกลับเข้ามาตามโครงการเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย กองทัพภาคที่ ๓ ได้ตัดถนนสายยุทธศาสตร์และแนวชายแดนจาก อ.นาแห้ว จ.เลย ขึ้นไปสิ้นสุดที่บ้านร่มเกล้า กลายเป็นเขตสัมปทานป่าไม้ มีการจัดตั้งชุดทหารพรานคุ้มครองที่ ๓๔๐๕ ขึ้น

๓๑ พฤษภาคม ๒๕๓๐ ทหารลาวยกกำลังเข้ามาในพื้นที่ ซึ่งไทยอ้างว่าอยู่ในเขต อ.ชาติตระการ จ.พิษณุโลก ทำลายรถแทรกเตอร์ของบริษัทป่าไม้เอกชนเสียหาย ๓ คัน มีผู้เสียชีวิต ๑ คน หายสาบสูญ ๑ คน ทหารพรานชุด ๓๔๐๕ เข้าปะทะกับทหารลาว

๑ มิถุนายน ๒๕๓๐ ทหารลาวเข้าโจมตีม้งที่บ้านร่มเกล้า โดยอ้างว่าเป็นการกวาดล้างม้งที่เคลื่อนไหวต่อต้านทางการลาว (กลุ่มกองกำลังต่อต้านลาว ซึ่งมีการจัดตั้งในสมัยสงครามเวียดนาม ผู้นำคือนายพลวังเปา เพื่อใช้ต่อต้านการรุกรานของคอมมิวนิสต์เวียดนามเหนือและลาวแดง ปัจจุบันมีการเคลื่อนไหวในภาคเหนือของลาว บางพื้นที่ทหารลาวยังไม่สามารถควบคุมได้ ปัจจุบันนี้ก็ยังมีการปะทะระหว่างทหารลาวและลาวฝ่ายต่อต้านหลายครั้ง เช่น ที่ด่านวังเต่าติดชายแดนไทยเมื่อไม่นานมานี้ และลาวกล่าวหาไทยว่าให้การสนับสนุน บางรายงานแจ้งว่าม้งกลุ่มนี้ได้รับการสนุบสนุนด้านการเงินจากม้งที่อพยพไปอยู่ต่างประเทศ ) และมีทหารลาวอีกชุดหนึ่งยกกำลังข้ามพรมแดนเข้ามาที่เขตบ้านนาผักก้าม และบ้านนากอก อ.นาแห้ว จ.เลย ยิงราษฎรไทยตาย ๑ คน จับกุมตัวไป ๖ คน หนีรอดมา ๑ คน โดยกล่าวหาว่าราษฎรเหล่านั้นลักลอบเข้าไปตัดไม้ในลาว

๗ สิงหาคม ๒๕๓๐ ทหารลาวประมาณ ๒๐๐ นาย เข้าโจมตีฐานปฏิบัติการของทหารพรานชุดคุ้มครองที่ ๓๔๐๕ ที่บ้านร่มเกล้า ( บางรายงานแจ้งว่าทหารลาวประมาณ ๑ กองพัน ซึ่งประมาณ ๘๐๐ คน เข้าโจมตี โดยการระดมยิงด้วยเครื่องยิงลูกระเบิด จรวดอาร์พีจี และปืนไร้แรงสะท้อนถอยหลังอย่างหนัก ก่อนจะโหมกำลังเข้าตี ตามกลยุทธ์ของคอมมิวนิสต์ ที่จะบุกเข้าตีข้าศึกด้วยกำลังมากกว่า ๑๐ เท่า และกองทัพภาคที่ ๓ ได้รายงานด่วนไปยังกองทัพบกถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น)

๑๗ สิงหาคม ๒๕๓๐ สถานีวิทยุลาวเสนอบทสัมภาษณ์ประธานคณะปกครองเมืองบ่อแตนแขวงไทรบุรี กล่าวหาบริษัททำไม้เอกชนของไทยกับฝ่ายทหารไทยว่าได้ร่วมกันสร้างเส้นทางเข้าไปตัดไม้ในลาว และได้เรียกร้องให้ไทยยุติการกะทำดังกล่าว รวมทั้งกล่าวหาฝ่ายไทยว่าใช้กำลังทหารเข้ารุกรานเบียดบังเอาดินแดนของลาวไป

ช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม ๒๕๓๐ ทหารไทยเคลื่อนกำลังเข้าประจำการในพื้นที่ที่เกิดปัญหาทั้งจากทหารราบ ทหารม้า ทหารพราน และหน่วยปืนใหญ่ เช่นเดียวกับทางลาวก็มีการเคลื่อนย้ายทหารและอาวุธจำนวนมาก ทหารไทยเข้าตีและทำลายเนินต่าง ๆ ที่อยู่รอบ ๆ ที่ทหารลาวมาตั้งฐานอยู่ เพื่อยึดจุดยุทธศาสตร์

๓ พฤศจิกายน ๒๕๓๐ กองทัพภาคที่ ๓ เปิดยุทธการภูสอยดาว โหมการรบอย่างรุนแรงทั้งทางภาคพื้นดินและทางอากาศ โดยส่งเครื่องบินขับไล่เอฟ ๕ อี ไปทิ้งระบิดในยุทธภูมิอย่างหนัก การสู้รบยังคงต่อเนื่องและรุนแรงยังคงดำเนินอยู่ ตัวเลขของความเสียหายของทั้งสองฝ่ายไม่เป็นที่เด่นชัด บางรายงานแจ้งว่าทางลาวเสียหายอย่างหนักที่โรงพยาบาลเมืองไทรบุรีของลาวเต็มไปด้วยทหารที่บาดเจ็บ จนล้นโรงพยาบาล

๑๑ ธันวาคม ๒๕๓๐ กระทรวงการต่างประเทศแจ้งว่าลาวมีความประสงค์ที่จะให้มีการเจรจาเพื่อปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศขึ้นเป็นครั้งที่ ๓ หลังจากการเจรจาสองครั้งที่ผ่านมาคือครั้งแรก ๑๘ สิงหาคม ๒๕๓๐ ครั้งที่สอง ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๓๐ ประสพความล้มเหลว (หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าทุก ๆ ครั้งที่ฝ่ายลาวเกิดการสูญเสียในการรบอย่างหนัก จะยื่นเจรจา เพื่อให้ทางไทยชะลอการรุก และทำการเสริมกำลังของฝ่ายลาว และปรับปรุงการตั้งรับ)

๑๓ ธันวาคม ๒๕๓๐ กองทัพภาคที่ 3 ออกปฏิบัติการกวาดล้างเข้าโจมตีฐานทหารลาวเกิดการปะทะกันอย่างหนักของทั้งสองฝ่าย อย่างหนักหน่วง

๑๖ ธันวาคม ๒๕๓๐ กระทรวงการต่างประเทศลาวเชิญอุปทูตไทยเข้ารับบันทึกช่วยจำ มีเนื้อความว่า เครื่องบินไทยละเมิดน่านฟ้าลาว และทำการทิ้งระเบิดพื้นที่แขวงไทรบุรีของลาว รวมทั้งมีการยิงปืนใหญ่ใส่บริเวณต่างๆของลาวอีกด้วย

สำหรับในกรณีนี้นั้นจากการวิเคราะหของหลายฝ่ายกล่าวว่า เนื่องจากเนิน ๑๔๒๘ เป็นที่ตั้งที่ดี การเข้าตีต้องเข้าตีจากด้านหน้า ทางลาวตั้งฐานปืนใหญ่ด้านหลัง ซึ่งเป็นแนวเขาซับซ้อน ยากต่อการค้นหา และยิงตอบกลับ ในช่วงนั้นมีข่าวว่า กองทัพไทยประกาศว่าหากจะทำการบุกข้ามแม่น้ำโขงเข้าไปก็ต้องทำหากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย ซึ่งมีผู้ใหญ่หลายฝ่ายออกมามาปรามในเรื่องนี้ เพราะไม่อยากให้สถานการณ์รุนแรงจนกลายเป็นสงครามเต็มขั้นระหว่างไทยกับลาว และจากการรบในช่วงแรกที่ทางไทยเข้าตีตามกรอบคือเข้าทางด้านหน้าได้รับการต้านทานอย่างหนัก และยากต่อการเคลื่อนกำลัง จึงมีการใช้เครื่องบินรบ เอฟ ๕ เข้าไปทิ้งระเบิดบนเนิน ๑๔๒๘ และที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ในเขตลาว จนเสียหายยับเยิน เช่น สนามบินบ้านน้ำทาของลาว จากภาพถ่ายทางอากาศเนิน ๑๔๒๘ ราบเป็นหน้ากลองไม่มีต้นไม่เหลืออยู่เลย เพราะถูกระดมยิงจากปืนใหญ่ และการทิ้งระเบิดจากเอฟ ๕ แต่ทางลาวมีที่ตั้งแข็งแรง และเตรียมการตั้งรับอย่างดี บางรายงานกล่าวว่าเมื่อไม่สามารถเข้าไปตรง ๆ ได้ กองทัพไทย ได้ส่งหน่วยสงครามพิเศษ แทรกซึมเข้าไปในพื้นที่ของลาว เพื่อทำการโจมตีระบบส่งกำลังบำรุง และค้นหาที่ตั้งปืนใหญ่ ทำให้การปฏิบัติการของลาวถูกกดดันมากยิ่งขึ้น ( ซึ่งทางการไทยได้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบในการรบใหม่เนื่องจากมีการสูญเสียกำลังพล และไม่สามารถรุกคืบหน้าได้ )

๑๗ ธันวาคม ๒๕๓๐ กองทัพบกออกแถลงการณ์ว่าขณะนี้กองทัพปลดปล่อยประชาชนลาวได้เคลื่อนย้ายกำลังพลและอาวุธอย่างต่อเนื่องเข้ามาในพื้นที่เมืองบ่อแตน แขวงไทรบุรี และได้เข้ามาในพื้นที่ อ.ชาติตระการ จ.พิษณุโลก เพื่อลาดตระเวนวางกับระเบิดและทุ่นระเบิด พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ บินด่วนเพื่อตรวจสถานการณ์ และหาหนทางคลี่คลายสถานการณ์

๑๗ ธันวาคม ๒๕๓๐ นายกิทอง วงสาย เอกอัครราชทูตลาวประจำองค์การสหประชาชาติ ยื่นหนังสือประท้วงไทยต่อเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ โดยมีใจความว่า ไทยใช้เครื่องบินทิ้งระเบิดแขวงไทรบุรี และมีการระดมยิงปืนใหญ่เข้าไปในพื้นที่อย่างรุนแรง ในวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๓๐ ที่ผ่านมา

๒๐ ธันวาคม ๒๕๓๐ สำนักข่าวเอพี รายงานว่าการรบระหว่างไทย-ลาวในวันที่ ๑๕ ธันวาคมที่ผ่านมา นับเป็นการต่อสู้ที่รุนแรงที่สุดของทั้งสองฝ่าย ( มีรายงานจากบางหน่วยที่เข้ายึดฐานทหารลาวได้แจ้งว่าพบชุดป้องกันอาวุธเคมี แบบเดียวกันกับที่ยึดได้จากทหารเวียดนามในช่องบก บางรายงานแจ้งว่าทางการลาวมีแผนจะใช้อาวุธเคมีด้วย และในช่วงนั้นหนึ่งกรมทหารราบของลาว จะมี 1 กองร้อยอาวุธเคมีประจำการอยู่)

๒๙ ธันวาคม ๒๕๓๐ พลอากาศเอกสิทธิ เศวตศิลา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ประกาศยืนยันว่าพื้นที่บ้าร่มเกล้าเป็นของไทย โดยหลักฐานมีแน่ชัด และได้กล่าวถึงเรื่องการเจรจาปรับความสัมพันธ์นั้น ทางไทยตั้งเงื่อนไขให้ลาวเปลี่ยนตัวหัวหน้าผู้แทนการเจรจา เพราะผู้แทนลาวมักไม่มีความจริงใจในการเจรจา เอาการเจรจาเป็นเครื่องมือในการโฆษณาชวนเชื่อทำลายไทย

๓๐ ธันวาคม ๒๕๓๐ รายงานข่าวจากกระทรวงการต่างประเทศเปิดเผยว่า ไทยได้เสนอผ่านประเทศที่สาม ให้ลาวแต่งตั้งเอกอัครราชทูตประจำประเทศลาวคนใหม่แทนท้าวคำพัน สิมาลาวงศ์ ซึ่งมีพฤติกรรมชัดแจ้งหลายอย่างที่จะก่อให้เกิดความแตกแยกในหมู่ผู้นำไทย และไม่สร้างบรรยากาศการแก้ไขปัญหาพิพาทให้ดีขึ้น

๕ มกราคม ๒๕๓๑ นักศึกษาลาวและพระภิกษุจำนวนหลายร้อยคนเดินขบวนประท้วงไทย ผ่านหน้าสถานทูตไทยประจำเวียงจันทน์ เรียกร้องให้ไทยยุติการโจมตี และให้ไทยถอนกำลังออกจากบ้าร่มเกล้าโดยเร็ว

๒๐ มกราคม ๒๕๓๑ ใกล้บริเวณเนิน ๑๔๒๘ ทหารลาวซุ่มโจมตีรถบรรทุกทหารช่างและทหารพรานเกิดความเสียหายครั้งสำคัญยิ่งของไทย

๒๑ มกราคม ๒๕๓๑ มีการปรับยุทธวิธีการสู้รบครั้งใหญ่ต่อยุทธการภูสอยดาว เพราะไทยเริ่มมีการสูญเสียมากขึ้น และเพื่อลดความสูญเสียดังกล่าว จึงมีการปรับปรุงยุทธการรบให้เหมาะสมยิ่งขึ้นต่อยุทธภูมิที่เป็นอยู่ ( ทางไทยเริ่มมีการใช้การรบนอกแบบ และได้ผล สร้างความกดดันต่อการปฏิบัติการของฝ่ายลาวเป็นอย่างมาก)

๒๒ มกราคม ๒๕๓๑ พลเอกเปรม ติณสูรานนท์ นายกรัฐมนตรี พลอากาศเอกพะเนียง กานตรัตน์ รมว.กระทรวงกลาโหม พลเอกประจวบ สุนทรางกูร รมว.กระทรวงมหาดไทย พลอากาศเอกสิทธิ เศวตศิลา รมว.กระทรวงการต่างประเทศ และพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ พร้อมทหารระดับสูงอีกหลายนาย เดินทางไปดูสถานการณ์การรบในพื้นที่ และเน้นให้ทหารผลักดันกองกำลังทหารลาวไปให้เร็วที่สุด แต่ก็ให้ทหารทำการรบในขอบเขตจำกัดที่สุด

๒๖ - ๒๗ มกราคม ๒๕๓๑ ได้มีการเคลื่อนไหวของประชาชนนับแสนคน ในประมาณ ๒๐ จังหวัดที่ประเทศ ทำการเคลื่อนไหวประท้วงลาวอย่างต่อเนื่อง เช่นที่เลย หนองคาย มุกดาหาร สงขลา ระนอง และลำปาง เป็นต้น

๒๗ มกราคม ๒๕๓๑ กระทรวงการต่างประเทศนำทูตประจำประเทศไทยจาก ๒๒ ะเทศพร้อมทั้งสื่อมวลชนจำนวนหนึ่ง ไปดูสถานการณ์ในพื้นที่บ้านร่มเกล้าท่ามกลางการต่อสู้อย่างหนักของกองกำลังทั้งสองฝ่าย

๒๙ -๓๐ มกราคม ๒๕๓๑ สถานการณ์ตึงเครียดรุนแรง โดยเฉพาะบริเวณเนินยุทธศาสตร์ 1428

นายชีวิน สุทธิสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย ได้มีคำสั่งปิดพรมแดนด้านอำเภอปากชม เชียงคาน ภูเรือ ด่านซ้าย และนาแห้ว เพื่อป้องกันมิให้ฝ่ายลาวลักลอบเข้ามาซื้อสินค้ายุทธปัจจัยอันจะเป็นประโยชน์ในการรบของลาวต่อไป (ฐานทหารลาวที่ถูกไทยตีแตกพบว่าอาหารมีการซื้อมาจากฝั่งไทย ด้านจังหวัดเลย)

๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๑ การปฏิบัติการทางอากาศของเครื่องบิน เอฟ-๕ อี อย่างหนัก และรุนแรงในวันๆ หนึ่งมีเที่ยวบินไม่ต่ำกว่า ๓๐ เที่ยวบินรบ

๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๑ เครื่องบินขับไล่ เอฟ-๕ อี ของไทยลำหนึ่งถูกยิงตกขณะบินปฏิบัติการเหนือยุทธภูมิร่มเกล้า โดยจรวดแซม 7 ทำจากโซเวียต แต่นักบินปลอดภัย นับเป็นความสูญเสียที่สำคัญอีกครั้งของฝ่ายไทย เครื่องบินถูกยิงที่บริเวณส่วนหางและเครื่องยนต์ด้านขวา ทำให้เครื่องยนต์ระเบิดกลางอากาศ ได้รับความเสียหายอย่างหนักไม่สามารถบังคับเครื่องบินต่อไปได้ จำเป็นต้องสละเครื่องบินเหนือพื้นที่ที่ฝ่ายตรงข้ามครอบครองอยู่และได้ถูกควบคุมตัวโดยกำลังฝ่ายตรงข้าม จนกระทั่งในวันที่ ๒๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๑ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ) ได้รับนักบินทั้งสองนายกลับประเทศไทย รายงานบางกระแสแจ้งว่าทหารเวียดนามเป็นคนยิง โดยยิงพร้อมกันทีละ ๗ กระบอก การรบครั้งนี้ไทยยังเสียเครื่อง โอวี๑๐ ไปอีก ๑ เครื่องด้วย และมีเครื่องเอฟ ๕ อีกเครื่องหนึ่งโดนจรวดแซมยิงเข้าที่เครื่องยนต์ท้าย ในการเข้าโจมตีของเครื่องเอฟ ๕ จำนวน ๔ เครื่อง ที่เป้าหมายในการเข้าโจมตีทิ้งระเบิดต่อเป้าหมายครั้งหนึ่ง แต่นักบินสามารถนำเครื่องกลับมาลงที่สนามบินได้อย่างปลอดภัย และกองทัพอากาศทำการแก้ไข ซ่อมแซมนำกลับมาบินได้อีกครั้ง

๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๑ หลังการสูญเสียเครื่องบิน เอฟ - 5 อี พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ประกาศกร้าวที่จะปกป้องอธิปไตยของชาติ อีกทั้งย้ำว่าทุกครั้งที่ทหารไทยที่เสียชีวิต ๑ คน ทหารลาวต้องเสียชีวิตอย่างน้อย ๓ คน และกล่าวถึงว่าถ้าหากจำเป็นจะเปิดศึกข้ามโขงก็ต้องทำ นายฮาเวียร์ เปเรซ เดอ เ:-)า (Javier Perez de Cuella ) เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ ได้มีสาสน์ถึง พลอากาศเอกสิทธิ เศวตศิลา ขอให้ฝ่ายไทยและลาวใช้ความอดกลั้นให้ถึงที่สุดเพื่อป้องกันมิให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก และขอให้หาทางยุติปัญหาโดยสันติโดยเร็วที่สุดและพร้อมที่จะช่วยเหลือในการเจรจายุติปัญหาดังกล่าว

๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๑ มีการเปิดเผยโดยอ้างแหล่งข่าวระดับสูงของกองทัพบกว่า ลาวและกลุ่มประเทศอินโดจีน มีแผนตั้งสหพันธ์อินโดจีน และจะมีการส่งกำลังรบจากลาวบุก ๑๖ จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย แล้วตัดส่วนที่อยู่เหนือบริเวณ ๓ จังหวัด คือ เพชรบูรณ์ พิษณุโลก และเลย เป็นรูปตัว L เพื่อเป็นฐานที่มั่นของขบวนการดาวเขียวที่เวียดนามหนุนอยู่

๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๑ มีการประชุม และปรับยุทธการการรบของฝ่ายไทยอย่างเต็มที่ หลังจากมีการสูญเสียมากขึ้นโดยเน้นการประสานงานระหว่างหน่วยต่างๆ ในพื้นที่การรบ และที่สำคัญคือกำลังจากไทยเสียเครื่องบินรบไปในวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา

๙-๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๑ คณะผู้แทนฝ่ายไทย นำโดย พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปลาว ซึ่งหลายฝ่ายให้ความเห็นว่าเป็นการเดินทางไปทำงาน ให้รัฐบาลไทยในการหาทางหาข้อยุติในปัญหาพิพาทด้วยการเจรจา

๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๑ นายไกรสอน พรมวิหาร นายกรัฐมนตรีลาวได้ส่งสาสน์ถึงพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรีของไทย เสนอให้ทหารทั้งสองฝ่ายพบแก้ไขปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้โดยเร็ว ลาวพร้อมที่จะส่งคณะผู้แทนทหารมากรุงเทพมหานคร และยินดีที่จะต้อนรับคณะผู้แทนทหารของประเทศไทย ที่จะเดินทางไปนครเวียงจันทน์เพื่อปรึกษาหารือ ดังนี้ :-

๑. ให้ทั้งสองฝ่าย หยุดยิงและแยกกำลังทหารออกไกลจากกันโดยทันทีแล้วตั้งคณะกรรมการทหารผสมของทั้ง ๒ ฝ่ายขึ้น เพื่อตรวจตราการหยุดยิง และแยกกำลังทหารทั้งสองฝ่ายออกไกลจากกันโดยเด็ดขาด

๒. ให้ทั้งสองฝ่ายแต่งตั้งคณะกรรมการวิชาการไปพิสูจน์ข้อเท็จจริงและหาวิธีการแก้ไขปัญหาชายแดนในบริเวณดังกล่าวนี้ เพื่อเสนอต่อรัฐบาลทั้งสองฝ่ายต่อไป

๓. ให้ทั้งสองฝ่ายเสนอข้อร้องเรียนไปยังเลขาธิการ องค์การสหประชาชาติ เพื่อขอความอุปถัมภ์ให้แก่การปฏิบัติตามข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องต้องกัน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีของไทย ได้ตอบตกลงตามข้อเสนอของฝ่ายลาว และได้กำหนดวันพบปะหารือระหว่างทหารทั้งสองฝ่ายขึ้น ในวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๑

๑๖-๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๑ คณะผู้แทนลาวนำโดย พล.อ. สีสะหวาด แก้วบุญพัน พร้อมคณะเดินทางถึงไทยเพื่อเจรจาปัญหากับคณะผู้แทนฝ่ายไทย โดยมีพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ เป็นหัวหน้าคณะ หลังการเจรจาตกลงได้มี แถลงการณ์ร่วมไทยลาวดังนี้

๑. ทั้งสองฝ่ายจะเริ่มหยุดยิงในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2531

๒. ทั้งสองฝ่ายจะแยกทหารออกจากกันฝ่ายละ ๓ กิโลเมตร ภายใน ๔๘ ชั่วโมง นับตั้งแต่เวลาหยุดยิง

๓.ให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการประสานงานทางทหารเพื่อพิสูจน์ตราและประสานการปฏิบัติตาม ข้อตกลง ข้อ ๑ และ ข้อ ๒ อย่างเคร่งครัด

๔. ให้ทั้งสองฝ่าย สั่งทหารของตนให้หลีกเลี่ยงการปะทะด้วยอย่างเคร่งครัด เน้นการประสานความเข้าใจ

๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๑ เริ่มวันแรกของการหยุดยิง และแยกทหารออกจากกัน มีการประชุมฝ่ายปฏิบัติการหยุดยิงทั้งสองฝ่ายที่บ้านร่มเกล้า

๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๑ การแยก และถอนทหารของทั้งสองฝ่ายออกจากพื้นที่การสู้รบ ๓ กิโลเมตร เริ่มขึ้น

๒๓-๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๑ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ และคณะเดินทางไปลาว เพื่อเป็นการตอบแทนที่ผู้แทนลาวมาไทย และเป็นการไปปรึกษาหารือเพื่อหาหนทางแก้ไขให้เพิ่มระดับสันติภาพยิ่งขึ้นอีกด้วย นอกจากจะพบกับผู้บริหารประเทศแล้ว พลเอกชวลิต ยังได้เข้าพบเสด็จเจ้าสุภานุวงศ์ ประธานสมัชชาซึ่งมีสายสัมพันธ์กับตัวท่านเองในฐานะ อา-หลาน และตกลงที่จะเจรจาครั้งที่ ๒ ในวันที่ ๓-๔ มีนาคม ๒๕๓๑ ที่เวียงจันทน์

๓-๔ มีนาคม ๒๕๓๑ คณะผู้แทนไทยนำโดย มรว. เกษมสโมสร เกษมศรี ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางไปเจรจากับลาวที่เวียงจันทน์โดยฝ่ายลาวมี พลเอก ทองไหล กมมะสิด รองหัวหน้ากรมใหญ่การเมืองกองทัพประชาชนเป็นหัวหน้า แต่ยังตกลงกันไม่ได้ในประเด็นของแผนที่ที่จะนำเอามาอ้างชี้เขตแดน และประเด็นเรื่องการจัดตั้งคณะกรรมการปักปันพรม

บันทึกการเข้า

ไม่มีวีวี  บอลไทยเจริญแน่นอน
เขียว
ห้ามเข้าบอร์ด - รอยืนยันตัวตนภายใน3วัน
Hero Member
*

คะแนนความรัก: +276/-365
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 10,261


กูละเบื่อ


| | |
« ตอบ #23 เมื่อ: ตุลาคม 27, 2009, 01:31:13 PM »

๖-๑๒ มีนาคม ๒๕๓๑ มีการออกเผยแพร่ใบปลิวลงท้ายว่า “ทหารม้า” โจมตีการปฏิบัติการที่ล้มเหลว และการสร้างความสูญเสียของกองทัพอากาศต่อฝ่ายไทยด้วยกันเอง โดยแจ้งว่าครึ่งหนึ่งของความสูญเสียมาจากการโจมตีผิดเป้าหมายของกองทัพอากาศไทยเอง ( สำหรับการสูญเสียของทหารม้า จากตัวเลขที่เปิดเผยของกองพันทหารม้าที่ ๘ ที่จัดกำลัง กองพันทหารม้าผสม ปฏิบัติภารกิจป้องกันประเทศชายแดนไทย - ลาว กรณี บ้านร่มเกล้า อำเภอชาติตระการ จังหวัดพิษณุโลกนั้น กำลังพลของหน่วยได้สละชีวิตในการป้องกันอธิปไตยของชาติไทยไว้ จำนวนทั้งสิ้น ๒๔ นาย และมีผู้ได้รับพระราชทานเหรียญกล้าหาญ จำนวน ๓ นาย ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่ายอดสูญเสียสูงมาก แค่หน่วยเดียวถึง ๒๕% ของยอดสูญเสียที่ช่องบก ถึงแม้จะมีรายงานว่าจำนวนทหารลาวที่เสียชีวิตจากการรบครั้งนี้มีจำนวนหลายเท่าของทหารไทย กระแสข่าวการสูญเสียดังกล่าวยังคงสร้างความสงสัยให้กับหลายคน)
 
ในกรณีการทิ้งระเบิดใส่ฝ่ายเดียวกันเองนี้ เป็นประเด็นที่มีการถกเถียงกันมาก มีรายงานหลายกระแส เช่น

๑. เกิดจากความผิดพลาดในการประสานงานระหว่างกองกำลังภาคพื้น และเครื่องบินที่จะเข้าทิ้งระเบิด เช่น ทางภาคพื้นมีการแจ้งยกเลิกการโจมตี แต่กองทัพอากาศไม่ได้รับแจ้ง เมื่อมีการแจ้งยืนยันการทิ้งระเบิดที่เป้าหมาย มีการแจ้งกลับว่าให้ทำการโจมตีได้

๒. เกิดการรบติดพันรุนแรง และประชิด ไม่สามารถระบุเป้าหมายที่แน่นอนได้ (ในสงครามเวียดนามหรือกรณีอิรักครั้งล่าสุดยอดทหารสหรัฐที่เสียชีวิตจาการยิงหรือทิ้งระเบิดฝ่ายเดียวกันมีจำนวนมาก)

๓. ทหารไทยยึดฐานทหารลาวได้ก่อนกำหนดการณ์ และมีการเคลื่อนกำลังปะทะติดพัน ไม่สามารถแยกแนวรบที่ชัดเจนได้ ตอนที่นักบินทิ้งระเบิดลงไปโจมตี

๔. ทางลาวทำการรบกวนระบบการสื่อสารของไทย มีการดักฟัง ทำการถอดรหัส และรวมทั้งมีการเลียนเสียงการสั่งการ ซึ่งได้รับอุปกรณ์ที่ทันสมัยจากรัสเซีย

๕. เกิดการขัดแย้งกันในกองทัพ และสายทางการเมือง ที่ต้องการแย่งอำนาจการเมืองจากทางทหาร เลยทำการสร้างความแตกแยกในกองทัพ และมีการให้ข้อมูลแก่ฝ่ายตรงข้ามเกี่ยวกับแผนการรบ ๆลๆ เนื่องจากในช่วงนั้น ส.ส. หลายคนอดีด เคยเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยมาก่อนและมีความสัมพันธ์กับทหารบางกลุ่ม บางคนเคยเป็นสมาชิกของเขมรแดง หลังจากนโยบาย ๖๖/๒๓ จึงเข้ามาต่อสู้ทางการเมือง อีกทั้งฝ่ายทหารยังแตกแยกเรื่องการบังคับบัญชา
๖. การวางแผนการรบที่ผิดพลาด ขาดความยืดหยุ่นในการรบและการตั้งรับ และเรื่องยุทโธปกรณ์ที่ไม่พร้อม รวมทั้งการประเมินกำลังและขีดความสามารถของฝ่ายตรงข้ามต่ำไป

บทเรียนและการเปลี่ยนแปลงที่ได้จากสงครามครั้งนี้

๑. หลังจากที่พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี มีการประกาศนโยบาย เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า มีการไปเยี่ยมเยี่ยนกันของผู้นำทางทหารของไทย ที่ลาว และเวียดนาม เพื่อกระชับความสัมพันธ์ รวมทั้งลดความตึงเครียดทางการทหารระหว่างกัน ปัจจุบันไทยกับลาวมีการร่วมมือกันมากขึ้นในด้านต่าง ๆ และลาวยึดไทยเป็นแบบอย่างในการพัฒนาเศรษฐกิจ แทนการเดินตามเวียดนาม แต่ลาวก็ดำเนินนโยบายกับไทยอย่างระมัดระวัง เพราะกลัวไทยครอบงำและเข้าแทรกแซงทางสังคม และวัฒนธรรม เนื่องจากขนบธรรมเนียมและประเพณีที่ใกล้เคียงกัน

๒. กองทัพบกได้ทำการปรับปรุงกำลังรบให้มีความคล่องตัวในการเคลื่อนที่เข้าหาพื้นที่ที่เกิดปัญหา ปรับลดกำลังคนลงตามภัยคุกคามที่เปลี่ยนไป และเพิ่มระบบอาวุธให้มีความทันสมัยและคล่องตัวมากขึ้น ตามนโยบาย "จิ๋วแต่แจ๋ว" รวมทั้งมีการจัดตั้งหน่วยเคลื่อนที่เร็ว

๓. แนวทางในการป้องกันประเทศเปลี่ยนไป มีการดำเนินการของฝ่ายทหารและการเมืองเป็นระบบมากขึ้น ประสานการทำงานกัน โดยฝ่ายทหารทำการรบและสร้างความได้เปรียบและอำนาจการต่อรอง ส่วนฝ่ายการเมืองคือกระทรวงการต่างประเทศจะทำการเจรจา เมื่อมีกรณีปัญหาตามแนวชายแดนกองทัพจะส่งทหารเข้าไปในพื้นที่อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นหน่วยที่มีความคล่องแคล่ว และมีอำนาจในการยิงสูง ตรวจหาและตอบโต้กลับทันที เข้าตีและยึดพื้นที่ชิงความได้เปรียบในยุทธศาสตร์ก่อน อย่างในกรณีกระเหรี่ยงก็อดอาร์มีที่โดนทางการไทยโจมตีและกดดันจนต้องสลายกลุ่มและยอมมอบตัว หรือการปะทะกันระหว่างทหารไทยและทหารพม่าผสมว้า กรณีบ้านปางหนุน อ. แม่ฟ้าหลวง และพื้นที่ปัญหา(กระผม)่เต็งนาโยง อ.แม่สาย จว.เชียงราย ที่มีการประสานงานระหว่างกองทัพบกและกองทัพอากาศเป็นอย่างดี จากเหตุการณ์นี้มีการใช้เครื่องบินรบแบบ เอฟ 16 เข้าปฏิบัติการด้วย ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน

๔. การจัดหาอาวุธและระบบป้องกันประเทศ เช่น

๔.๑ RTAD เฟส ๑ เฟส ๒

๔.๒ ระบบตรวจจับการยิงปืนใหญ่ ระบบปืนใหญ่แบบอัตตาจร

๔.๓ การพัฒนาและผลิตอาวุธขึ้นมาใช้เอง การพัฒนาระบบสื่อสารระหว่างหน่วยใหม่ที่เป้นความลับมากขึ้น

๔.๔ การจัดตั้งคลังอาวุธร่วมไทย-สหรัฐ ที่สามารถนำอาวุธมาใช้ได้กรณีฉุกเฉิน

๔.๕ การจัดหาเครื่องบินรบเอฟ ๑๖ รถถังหลัก รถสายพานลำเลียงพลจากสหรัฐและจีน เข้าประจำการจำนวนมาก การจัดหาระบบต่อสู้อากาศยานและต่อสู้รถถังที่ทันสมัยเข้าประจำการ

๔.๖ การจัดตั้งหน่วยนาวิกโยธิน

๔.๗ การฝึกร่วมกับกองทัพสหรัฐและต่างประเทศ เพื่อเรียนรู้ระบบการรบและพัฒนากองทัพอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการรบและการรักษาสันติภาพ

๔.๘ การซ้อมรบของหน่วยกำลังรบผสมของกองทัพไทย เพื่อสร้างความคุ้นเคยและเพิ่มประสิทธิภาพในการรบ เพื่อเตรียมความพร้อมในการรับสถานการณ์รุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้น (ครั้งล่าสุดมีรการเคลื่อนย้ายกำลังพลหลายหมื่นคนและยุทโธปกรณ์จำนวนมากไปฝึกในพื้นที่จริง จนประเทศเพื่อนบ้านขนลุกต้องปิดชายแดนไปก็มี
**ยอดการสูญเสียที่ทางการเปิดเผยมีดังนี้ ส่วนข้อเท็จจริงผมไม่รู้ ถ้าเป็นทางการลาวก็คงจะเปิดเผยว่าสังหารทหารไทยได้มากกว่า

นี้เป็นหลักฐานจากข้อมูลของไทยครับ

ฝ่ายไทย

-เสียชีวิต147นาย

-พิการ55นาย

-บาดเจ็บสาหัส167นาย

-บาดเจ็บเล็กน้อย550นาย

ฝ่าย สปปล.

-ทหาร สปปล.เสียชีวิต286นาย,บาดเจ็บ301นาย

-ทหารเวียดนาม เสียชีวิต157นาย,บาดเจ็บ112นาย

-ทหารโซเวียตเสียชีวิต2นาย,บาดเจ็บ2นาย

-ทหารคิวบา เสียชีวิต2นาย

**ตั้งแต่ ปี 1961-1962 และ ปี 1974-1991 โซเวียตส่งทหารเข้ามาในลาวทั้งหมด 1840 นาย เสียชีวิตในลาว 8 นาย ( อันนี้ได้จากการข่าวกรอง)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 27, 2009, 01:35:41 PM โดย bob ubu_AV » บันทึกการเข้า

ไม่มีวีวี  บอลไทยเจริญแน่นอน
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


eXTReMe Tracker
Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.16 | SMF © 2006-2007, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!