ประวัติลาวอย่างย่อ

(1/3) > >>

sportman:
ประวัติลาวอย่างย่อ []
 
วันที่กดแป้นคอมพิวเตอร์เขียนเปิดฟ้าส่องโลกฉบับวันนี้ ผมเพิ่งกลับจากการไปพูดรับใช้พี่น้องจังหวัดมุกดาหาร สกลนคร นครพนม และจังหวัดใกล้เคียง เมื่อจบงานการสัมมนา อาจารย์โรงเรียนท่านหนึ่งบอกว่า อยากให้นิติภูมิเล่าเรื่องลาวในเปิดฟ้าส่องโลกให้มากหน่อย ครูบาอาจารย์เองอยากได้ไปสอนนักเรียน


 

ท่านว่าหลักสูตรการศึกษาของไทยเป็นยังไงก็ไม่รู้ ให้นักเรียนภาคอีสานเรียนเรื่องอเมริกา อังกฤษ ออสเตรเลีย ฯลฯ เรียนประเทศอะไรไกลตัวทั้งนั้น แต่เรื่องเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนประชิดติดกันอย่างลาวกลับไม่สอน นักเรียนไทยที่เห็นบ้านคนลาวซีกโน่นของแม่น้ำโขงทุกวัน บางคนยังไม่ทราบว่าลาวมีความเป็นมาอย่างไร มีการปกครองเป็นอย่างไร ผมเรียนอาจารย์ว่า อ้า มันก็คือกันนั่นแหละครับ ท่านเองมองเห็นวัตถุที่อยู่ไกลไปตั้งสิบเมตร ยี่สิบเมตร แต่ท่านมองไม่เห็นขนตาตัวเอง อ้า ไม่รู้ว่ามีกี่เส้น


 

อาจารย์ท่านครับ เชื่อกันว่าแรกเริ่มเดิมทีลาวอยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรน่านเจ้า ท่านผู้ใดเคยอ่านตำนานของลาวก็คงจะเคยได้ยินขุนบรม ขุนลอ ฯลฯ ซึ่งท่านเหล่านี้มีลูกหลานสืบต่อกันมาจนถึงสมัยพระเจ้าฟ้างุ่ม


 

พระเจ้าฟ้างุ่มทรงรวมอาณาจักรล้านช้างได้สำเร็จ และมีกษัตริย์ปกครองสืบต่อกันมาหลายพระองค์ อาทิ พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช องค์นี้ทรงมีความสัมพันธ์อันแนบแน่นกับพระมหากษัตริย์ ของไทยในรัชสมัยของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ


 

บั้นปลายท้ายต่อมา เชื้อพระวงศ์ลาวแก่งแย่งราชสมบัติกัน อาณาจักรล้านช้างแตกแยกออกเป็น 3 อาณาจักร คือ อาณาจักรล้านช้างหลวงพระบาง อาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์ และอาณาจักรล้านช้างจำปาศักดิ์ ต่างฝ่ายต่างเป็นอิสระ ไม่ขึ้นแก่กัน และต่างฝ่ายต่างไปดึงเอามหาอำนาจซึ่งเป็นเพื่อนบ้านมาค้ำจุนสถานะกษัตริย์ของตนเอง ไม่ว่าสยาม พม่า หรือญวน


 

อาณาจักรของลาวทั้ง 3 แห่งตกเป็นเมืองขึ้นของอาณาจักรสยาม เมื่อ พ.ศ.2321 หรือเมื่อ 231 ปีมาแล้ว ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


 

ผู้อ่านท่านก็คงทราบนะครับว่า ตลอดรัชกาลของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช มีศึกสงครามเกี่ยวข้องกับประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านมากถึง 12 ครั้ง จนพระราชอาณาเขตของไทยขยายออกไปอย่างกว้างขวาง สงครามที่เกี่ยวดองหนองยุ่งกับลาวก็ศึกเมืองจำปาศักดิ์ พ.ศ.2319 และศึกตีเวียงจันทน์ พ.ศ.2321


 

เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ของไทยสวรรคต พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ของไทยเสด็จขึ้นครองราชย์ เจ้าอนุวงศ์ผู้ครองเมืองเวียงจันทน์เห็นว่าเป็นช่วงผลัดแผ่นดิน จึงคิดตั้งตัวเป็นใหญ่ ได้ก่อการกบฏยกทัพมาตีหัวเมืองทางภาคอีสานของไทย แล้วยกทัพลงมายึดเมืองนครราช-สีมา กวาดต้อนผู้คนในเมืองนครราชสีมาให้อพยพไปเมืองเวียงจันทน์


 

ในระหว่างที่กองทัพของลาวพักไพร่พลและเชลยชาวเมืองนครราชสีมาอยู่ที่ทุ่งสัมฤทธิ์นั้น ท้าวสุรนารีนำครัวเรือนชาวนครราชสีมาลุกฮือต่อต้านกองทัพเจ้าอนุวงศ์ ภายหลังฝ่ายไทยจับเจ้าอนุวงศ์และครอบครัวได้ รัชกาลที่ 3 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จำขังไว้ในกรุงเทพฯ ต่อมาเจ้าอนุวงศ์ถึงแก่ ความตายในที่คุมขัง


 

รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ดินแดนลาวเปลี่ยนไปอยู่ภายใต้อิทธิพลฝรั่งเศส ภายหลังฝรั่งเศสใช้เรือรบปิดอ่าวไทยเพื่อบังคับให้ยกดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง รวมทั้ง ดินแดนอื่นๆ ลาวถูกรวมเป็นอินโดจีนของฝรั่งเศส เมื่อ พ.ศ.2436


 

สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ขบวนการลาวอิสระประกาศเอกราชให้ลาวเป็นประเทศ แต่เมื่อญี่ปุ่นแพ้สงคราม ฝรั่งเศสก็กลับเข้ามาปกครองลาวอีก ต่อมาพวกเวียดมินห์ปลดปล่อยเวียดนามออกจากฝรั่งเศสได้ ฝรั่งเศสจึงยอมให้ลาวประกาศเอกราชบางส่วนได้เมื่อ พ.ศ.2492 และได้รับเอกราชสมบูรณ์เมื่อ พ.ศ.2496


 

ผู้ที่มีบทบาทในการประกาศเอกราชคือ เจ้าสุวรรณภูมา เจ้าเพชรราช และเจ้าสุภานุวงศ์ โดยมีพระบาทสมเด็จพระเจ้ามหาศรีวิธา ล้านช้างร่มขาวพระราชอาณาจักรลาว บรมเชษฐาขัติยสุริยวรมัน พระมหาศรีสว่างวรมัน หรือเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์เป็นพระมหากษัตริย์


 

ยุคนี้นี่แหละครับ ที่มีการรวม 3 อาณาจักรเดิม คือ ล้านช้างหลวงพระบาง ล้านช้างเวียงจันทน์ และล้านช้างจำปาศักดิ์ กลับเป็นอาณาจักรเดียวกันอีกครั้ง


 

พ.ศ.2502 เจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์เสด็จสวรรคต พระบาทสมเด็จพระเจ้าเชษฐาขัติยวงศา พระมหาศรีสว่างวัฒนา ขึ้นครองราชย์เป็นเจ้ามหาชีวิตแทน


 

พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ลาวพระองค์สุดท้าย เมื่อลาวเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเมื่อ พ.ศ.2518.

 

นิติภูมิ นวรัตน์
 
 
http://www.thairath.co.th/news.php?section=international01&content=131930

ลูฟี่:
ลาวมประวัติให้ค้นหาน้อยมาก    เริ่มตั้งแต่สมัยเจ้าฟ้างุ้มรวมแผ่นดินได้ก็มีตำนานที่ฝั่งโขงมานานมากเกี่ยวกับเรื่อง พญานาค  พระพุทธรูปและศาลที่ จ. มุกดาหาร

  ต่อมาก็มีเรื่องราวที่คนไม่ค่อยติดตามหรือหายไปอีกส่วนนึง
  พอมาหลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองในหลังสิ้นยุค เจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์เสด็จสวรรคต
ก็เกิดการแบ่งฝ่าย   สู้รบกันระหว่างฝ่ายซ้ายและ ขบวนการต่อต้านลาว กับพวกฝรั่งเศส        ศพลอยเต็มแม่น้ำโขงและแผ่นดินลาว
คนไทยแถวชายแดนได้ยินเสียงปืนการสู้รบตลอดมา เพราะสู้รบกันหนักหน่วง        แต่หาคนเล่าเหตุการณ์พวกนี้ได้ยากเต็มที
   

simon:
 ;D ;D ;D ;D ;D ;D

sportman:
อ้างจาก: ลูฟี่ ที่ เมษายน 09, 2009, 08:01:12 PM

ลาวมประวัติให้ค้นหาน้อยมาก    เริ่มตั้งแต่สมัยเจ้าฟ้างุ้มรวมแผ่นดินได้ก็มีตำนานที่ฝั่งโขงมานานมากเกี่ยวกับเรื่อง พญานาค  พระพุทธรูปและศาลที่ จ. มุกดาหาร

  ต่อมาก็มีเรื่องราวที่คนไม่ค่อยติดตามหรือหายไปอีกส่วนนึง
  พอมาหลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองในหลังสิ้นยุค เจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์เสด็จสวรรคต
ก็เกิดการแบ่งฝ่าย   สู้รบกันระหว่างฝ่ายซ้ายและ ขบวนการต่อต้านลาว กับพวกฝรั่งเศส        ศพลอยเต็มแม่น้ำโขงและแผ่นดินลาว
คนไทยแถวชายแดนได้ยินเสียงปืนการสู้รบตลอดมา เพราะสู้รบกันหนักหน่วง        แต่หาคนเล่าเหตุการณ์พวกนี้ได้ยากเต็มที
   



มีสาระจัดให้ +1

Braveheart (พี่เบียร์)กองแช่ง_xi:



ในรูปคือพระเสริม  ประดิษฐานที่วัดปทุมวนาราม
**********************

โดย….พระมหาวิโรจน์ วิโรจโน(ผาทา)  น.ธ.เอก ป.ธ.๔ พธ.บ.(เกียรตินิยมอันดับ ๑)
พธ.ม.(ปรัชญา)

๑.ประวัติสมัยแรกสร้าง

ในสมัยที่อาณาจักรศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาวกำลังเจริญรุ่งเรืองอยู่นั้น มีกษัตริย์พระองค์หนึ่งทรงพระนามว่า พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช พระองค์ทรงครองราชอยู่ระหว่างปี พ.ศ.๒๐๙๓-๒๑๑๕ ในช่วงแรกของการก้าวขึ้นสู่ราชบัลลังก์พระองค์ทรงได้รับการอภิเษกให้เป็นกษัตริย์ผู้ปกครองล้านนาเชียงใหม่ แต่ด้วยเหตุที่พระราชบิดาของพระงค์ทรงเสด็จสวรรคตด้วยอุบัติเหตุอย่างกระทันหัน พระองค์จึงเสด็จกลับมาครองราชย์สมบัติที่กรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาว (หลวงพระบาง)อีกครั้ง

ความที่ในยุคสมัยดังกล่าวอาณาจักรล้านช้างต้องทำสงครามกับพม่าอยู่หลายครั้ง และเหตุที่เมืองหลวงพระบางก็อยู่ในชัยภูมิที่ง่ายต่อการรุกรานของพม่า ดังนั้นพระองค์จึงได้ปรึกษาบรรดาพระสังฆราชและมุขมนตรีเพื่อย้ายเมืองหลวงมาอยู่ที่นครเวียงจันทร์ และทรงได้อพยพผู้คนจากเมืองหลวงพระบาง แพร่ น่าน พะเยา และเชียงใหม่บางส่วนมาไว้ที่เวียงจันทร์และเมืองใกล้เคียง เช่น เมืองศรีเชียงใหม่ กองนาง ท่าบ่อ เวียงคุก หนองคาย ปากห้วยหลวง(โพนพิสัย) เป็นต้น ในปี พ.ศ.๒๑๐๖

พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชนั้นทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงพระปรีชาสามารถเป็นอย่าง ยิ่งทั้งในด้านการศึกสงครามการปกครองบ้านเมืองอีกทั้งยังทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ทรงธรรมด้วยทรงเป็นหน่อเนื้อกษัตริย์พระองค์เดียวที่ทรงปรารถนา ความเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต(พุทธภูมิ)ด้วย ความที่ทรงเป็นทั้งนักรบผู้กล้าหาญและราชาผู้ทรงธรรมจึงเป็นที่เคารพยำเกรง ของแว่นแคว้นใกล้เคียงเป็นเหตุให้มีผู้นำพระราชธิดามาถวายเป็นข้าบาทปาทจาริกามากมาย ในส่วนของพระมเหสีนั้นนอกจากทรงอภิเษกสมรสกับเจ้านางตนทิพย์ เจ้านางตนคำพระราชธิดากษัตริย์เชียงใหม่แล้วพระองค์ทรงอภิเษกสมรสกับธิดาของ พระยาแสนสุรินทร์คว่างฟ้า(ชาวเมืองหนองคาย)ผู้เป็นเสนาบดีคู่บารมีของพระองค์นามว่า พระนางจอมมณี ผู้ให้กำเนิดพระธิดาสุก เสริม ใส และพระหน่อเมืองซึ่ง พระนางจอมมณีนี้พระองค์ทรงสถาปนาไว้ในตำแหน่งอัครมเหสีผู้ที่เป็นที่โปรด ปรานของพระองค์และพระนางยอดคำทิพย์ผู้เป็นพระราชมารดาของพระองค์ยิ่งนัก ดังจะเห็นได้จากทรงสร้างวัดจอมมณีหรือวัดมณีเชษฐารามเป็นอนุสรณ์ให้เป็นที่ ประกอบการกุศลของพระนาง ส่วนพระราชธิดาของพระองค์ทั้ง ๓ คือ พระธิดาสุก พระธิดาเสริม และพระธิดาใสนั้นก็ทรงเป็นที่โปรดปรานของพระองค์เช่นเดียวกัน และความที่พระองค์เป็นผู้ที่เอาพระทัยในการให้การทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาโดยประการต่าง ๆ ก็เป็นเหตุให้พระธิดาทั้ง ๓ ได้เป็นผู้มีอัฌยาศัยในการบำเพ็ญพระราชกุศลเช่นเดียวกับพระราชบิดาโดยทรงเอาพระทัยในการบำเพ็ญพระราชกุศลมีประการต่าง ๆ ดังปรากฏว่าทุกคราวที่พระราชบิดาทรงเสด็จไปทรงประกอบพระราชกิจทางพระศาสนา พระราชธิดาทั้ง  ๓ พระองค์ก็ทรงเสด็จไปร่วมการกุศลนั้นทุกครั้ง

หลังจากที่ทรงย้ายเมืองหลวงและอพยพผู้คนลงมาที่เมืองเวียงจันทร์แล้วพระองค์ก็ให้สร้างเมืองเสร็จจากนั้นก็ทรงสร้างบูรณะปฎิสังขรณ์วัดวาอารามหลายแห่งทั้งภายในเวียงจันทร์และฝั่งเมืองหนองคาย เช่น วัดพระธาตุหลวง วัดป่ามหาพุทธวงศ์ วัดป่าฤาษีสังหรณ์ วัดพระธาตุบังพวน วัดพระธาตุโพนจิกเวียงวัว(พระธาตุบุ) วัดศรีเมือง(เมืองหนอง)วัดศรีคูณเมืองวัดพระธาตุหนองคาย วัดพระไชยเชษฐาบ้านกวนวัน วัดจอมมณี วัดโพธิ์ชัย หรือวัดผีผิว วัดถ้ำสุวรรณคูหา(จ.หนองบัวลำภู) วัดพระธาตุหนองสามหมื่น(จ.หนองบัวลำภู) วัดพระธาตุศีโคตร(เมืองท่าแขก) วัดพระธาตุพนม เป็นต้น นอกจากนั้นในปี พ.ศ.๒๑๐๗ ทรงโปรดให้อัญเชิญพระเจ้าแสนสามหมื่นมาจากเมืองหลวงพระบางเพื่อมาประดิษฐานไว้ที่หอไตรกลางเมืองเวียงจันทร์เพื่อให้ประชาชนได้เคารพสักการะตามกาลานุกาล

ในปี พ.ศ.๒๑๐๙ หลังจากที่พระองค์ทรงให้สร้างเจดีย์ศรีธรรมาโศกราชหรือพระธาตุหลวงเสร็จแล้ว พระองค์ก็ทรงดำริว่าการที่ทรงปรารถนาพุทธภูมินั้นจะสำเร็จได้ก็จะต้องหล่อ พระขนาดใหญ่สักองค์หนึ่งและทำบุญเนื่องด้วยการหล่อพระขนาดใหญ่นั้นสักครั้ง หนึ่งเพื่อเป็นพุทธบูชาและเพื่อบุญกุศลที่ยิ่งใหญ่อันจะเป็นบารมีส่งเสริม ให้พระองค์ได้บรรลุความปรารถนานั้นโดยง่าย เมื่อมีพระราชดำริเช่นนั้นแล้วก็ทรงป่าวประกาศแก่อาณาประชาราษฎร์ทั้งมวลว่า  พระองค์จะสร้างพระใหญ่ที่เรียกว่าพระองค์ตื้อ ถ้าหากผู้ใดมีจิตเป็นกุศลปรารถนาจะร่วมพระบารมีก็ขอให้มาร่วมงานและถ้ามีทองจะมาบริจาคร่วมสร้างพระองค์ตื้อก็สามารถจะสามารถร่วมได้ เมื่อทรงประกาศเช่นนั้นแล้วประชาชนในแว่นแคว้นต่างก็ดีใจที่จะได้ร่วมทำบุญ สร้างบารมีพร้อมกับพระราชาจึงได้พากันเปล่งสาธุการพร้อมทั้งอาสาที่จะทำบุญ โดยนัยต่าง ๆ บางพวกอาสาจะเป็นแรงงานหาฟืน บางพวกอาสาจะเป็นเจ้าภาพอาหาร บางพวกปรารถนาจะถวายทองเพื่อหล่อพระ ฯลฯ ดังนั้น ข่าวการทำบุญสร้างพระจึงได้กลายมาเป็นเรื่องที่ชาวเมืองพากันยินดีและชื่นชม ในพระบารมีของพระราชาของตนเป็นยิ่งนัก

เมื่อพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชทรงประกาศการสร้างพระอันเป็นมหากุศลครั้งยิ่งใหญ่ เช่นนั้นแล้ว ฝ่ายพระธิดาทั้ง ๓ พระองค์ คือ พระธิดาสุก พระธิดาเสริม และพระธิดาใส เมื่อได้ยินข่าวอันเป็นมงคลเช่นนั้นก็ทรงปลาบปลื้มยินดีและทรงมีพระราชหฤทัย ร่วมกันที่จะได้ร่วมสร้างกุศลไปพร้อมกับพระราชบิดาด้วยการสร้างพระพุทธรูป และฝากพระนามไว้ในพระศาสนาบ้าง เมื่อดำริเช่นนั้นจึงได้พากันเข้าเฝ้าพระราชบิดาเพื่อขอพรในการสร้างพระร่วมบารมีดังกล่าว ฝ่ายพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชครั้นทรงทราบเจนารมย์ของพระธิดาเช่นนั้นก็ทรงยินดี และทรงอนุญาตในการปรารภบุญของพระราชธิดาทั้ง ๓ ด้วย

เมื่อพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชทรงประกาศการกุศลแล้วก็ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งให้ฝ่ายเจ้าหน้าที่จัดเตรียมสถานที่หล่อพระคือบริเวณวัดอินแปงกลางเมืองเวียงจันทร์และให้ช่างปั้นลงมือปั้นหุ่นพระพุทธรูป ๔ องค์ คือ พระองค์ตื้อ สำหรับพระองค์ และ พระสุกสำหรับพระธิดาองค์ใหญ่ พระเสริมสำหรับพระธิดาองค์รอง และพระใสสำหรับพระธิดาองค์เล็ก ในการปั้นหุ่นพระนั้นพระองค์ทรงให้ช่างปั้นฝีมือดีที่ทรงอพยพมาจากเมืองหลวงพระบาง เมืองเชียงใหม่และหัวเมืองทางเหนือเป็นผู้ลงมือปั้นโดยพระพุทธรูปแต่ละองค์ จะมีพุทธลักษณะที่ไม่เหมือนกันและมีขนาดลดหลั่นกันตามลำดับกล่าวคือ พระองค์ตื้อมีขนาดใหญ่สุด ถัดจากนั้นก็เป็นพระสุก พระเสริม และพระใส ที่สำคัญทรงมีพระราชบัญชาว่าให้ช่างปั้นให้งดงามตามความสามารถที่ตนมีอยู่ และในระหว่างช่างปั้นกำลังลงมือนั้นพระธิดาทั้ง ๓ พระองค์ก็ทรงเสด็จพระราชดำเนินไปเพื่อทอดพระเนตรการปั้นโดยตลอด กล่าวเฉพาะพระใสนั้นพวกช่างปั้นได้รับคำแนะนำจากพระสังฆราชว่าในอนาคตพระ พุทธรูปองค์นี้จำต้องใช้ในการแห่แหนเพื่อกิจบางอย่างตามประเพณีของชาวเมือง เช่น การขอฝนในคราวที่ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล เป็นต้น จึงควรทำห่วงไว้ใต้ฐานพระด้วย เมื่อได้รับคำแนะนำเช่นนั้น พวกช่างปั้นพระใสจึงได้ปั้นห่วงกลมโตขนาดนิ้วมือไว้ที่ฐานใต้องค์พระ อนึ่ง การที่ช่างปั้นพระตามศิลปะที่ตนชำนาญประการหนึ่ง หรือการที่ช่างปั้นพระตามความต้องการของผู้สร้างประการหนึ่ง  เพราะเหตุดังกล่าวจึงทำให้พระพุทธรูปทั้ง ๔ องค์ มีพุทธลักษณะที่ไม่เหมือนกัน

ตั้งแต่คราวที่พระราชาทรงประกาศกิจอันเป็นกุศลด้วยการสร้างพระแล้ว ประชาชนต่างก็พากันนำเอาทองมาร่วมบริจาคกันเป็นจำนวนมาก ฝ่ายเจ้าหน้าที่พระคลังหลวงจึงได้ประกาศงดรับบริจาคทองเมื่อใกล้ถึงวันงาน จากนั้น เมื่อช่างปั้นหุ่นพระเสร็จแล้วฝ่ายช่างหล่อก็ได้เริ่มลงมือหลอมทอง แต่เนื่องจากทองที่เจ้าหน้าที่เบิกจากคลังหลวงและที่ประชาชนนำมาร่วมบริจาคนั้นมีจำนวนมาก ดังนั้น การหลอมทองจึงจำเป็นต้องใช้ผู้คนมาช่วยงานเป็นจำนวนมากเพียงลำพังเจ้าหน้าที่จึงไม่เพียงพอ ดังนั้น จึงมีพระราชกระแสรับสั่งให้บรรดาข้าโอกาส(เลกวัด)และ ประชาชนทั่วไปผู้ปวารณาอุทิศแรงกายมาร่วมบุญนั้นเข้ามาช่วยงานเจ้าหน้าที่ด้วย ซึ่งการหลอมทองนั้นเป็นไปด้วยความยากลำบากทั้งนี้เพราะทองมีจำนวนมากและมีวัตถุหลายประเภททำให้ทองไม่ละลาย ฝ่ายเจ้าหน้าที่และบรรดาเลกวัด ประชาชนทั่วไปจึงได้พากันมาร่วมงานช่วยกันหลอมทองกันอย่างขมักเขม้น แต่แม้ว่าจะใช้ความพยายามอย่างไรทองก็ไม่หลอมละลายเป็นเนื้อเดียวกันสักที ทั้งที่ประชาชนและเจ้าหน้าที่ใช้เวลากว่า ๗ วันในการสูบเตา อนึ่ง การที่ทองไม่ละลายนั้นได้สร้างความกดดันให้กับบรรดาเจ้าหน้าที่และประชาชน รวมถึงพระสงฆ์สามเณรผู้มีส่วนร่วมในการทำงานในครั้งนั้นเป็นอย่างมากทั้งนี้ ก็เพราะเกรงในพระราชอาชญาของพระเจ้าแผ่นดินหากว่าไม่สามารถหลอมทองให้เป็ นเนื้อเดียวกันทันกำหนดการเสด็จมาประกอบพิธีเททองหล่อพระในวันที่ทรงกำหนด ได้พอเวลาล่วงเข้าสู่วันที่ ๘ ประชาชนและเจ้าหน้าที่ทั้งหมดจึงได้เร่งกันทำงานกันอย่างเต็มที่ พอถึงเวลาใกล้เที่ยงทุกคนจึงพากันกลับบ้านไปพักเหนื่อยเหลือแต่หลวงตากับ สามเณรน้อยที่กำลังสูบเตาอยู่ ในระหว่างนั้นปรากฏมีชีปะขาวคนหนึ่งมาขอช่วยงานและบอกให้หลวงตากับสามเณร น้อยขึ้นไปฉันเพลได้ เมื่อหลวงตากับสามเณรน้อยขึ้นมาฉันเพลแล้วประชาชนที่มาถวายอาหารก็เห็นชี ปะขาวจำนวนมากช่วยกันทำงาน เมื่อหลวงตากับสามเณรและประชาชนลงมาดูก็ปรากฏว่าทองทั้งหมดหลอมเป็นเนื้อ เดียวกันเรียบร้อย ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวได้สร้างความอัศจรรย์แก่ผู้พบเห็นเป็นอย่างยิ่ง จึงเป็นอันว่าในวันนั้นทองก็พร้อมและเป็นไปตามกำหนดการเสด็จมาเททองของพระราชาพอดี ส่วนเจ้าหน้าที่ที่มีหน้ที่รับผิดชอบในด้านต่าง ๆ เช่น ฝ่ายพิธีการและฝ่ายสถานที่ก็ได้เตรียมสถานที่และกำหนดการต่าง ๆ มีการนิมนต์พระและบรรดาโหราจารย์ พราหมณาจารย์มาจนครบ รวมถึงสิ่งของที่ใช้ในพิธีบวงสรวงประกอบการเททองอย่างครบถ้วนสมบูรณ์

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป