Thailandsusu Webboard
ธันวาคม 07, 2019, 02:17:56 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน Gallery เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: อย่าไปมองหาปัญหาที่ตัวบุคคล จงแก้มันที่ปัญหาของระบบการเล่น  (อ่าน 562 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
tonmania
Thailandsusu
Sr. Member
**

คะแนนความรัก: +364/-594
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,276



| | |
« เมื่อ: สิงหาคม 10, 2019, 09:45:04 AM »

การเปลี่ยนแปลงมักมากับความสงสัยกับสิ่งที่ต่างออกไปเสมอ สิ่งที่ต่างออกไปหมายถึงปัญหาที่เกิดขึ้นใหม่ด้วยเช่นกัน วิธีการในการแก้ปัญหาเพื่อลบข้อเสียเหล่านั้นออกไป เพื่อให้ได้ระบบที่สมบูรณ์แบบเป็นสิ่งที่ต้องทำอยู่เรื่อยๆจนกว่าจะได้ระบบที่สมบูรณ์หรือไกล้เคียงผิดพลาดน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้


ผมได้เคยบอกว่าแนวคิดที่ทำให้การเพรสซิงกลายเป็นแทคติกสำคัญในเกมฟุตบอลสมัยใหม่กูรูเขาว่าเรื่องราวมันเริ่มมาจากโธมัส แพทริค กอร์แมน อดีตนักข่าวกีฬาผู้ผันตัวมาเป็นโค้ชริเริ่มความคิดนี้ขึ้นเมื่อปี1934ในการแข่งขันในรายการเนชันนัล ฮ็อคกี้ ลีก  ก็ไม่เกี่ยวกับฟุตบอลเลยแต่เป็นการกล่าวถึงวิธีการซึ่งนำไปสู่แนวคิดและรูปแบบการเล่นของเกมที่คุ้นเคยเมื่อก่อนทุกทีมล้วนลงมาตั้งรับในแดนตัวเองระหว่างที่ไม่ได้ครอบครองบอล อย่างไรก็ดี กอร์แมนเกิดสงสัยว่า มันจะเกิดอะไรขึ้นถ้าพวกเขาทำตรงข้าม ถ้าพวกเขาดันสูงขึ้นไปบีบเกมเพื่อไม่ให้คู่แข่งเปิดเกม


ไม่ลองไม่รู้ว่าแล้วกอร์แมนสั่งในการซ้อมทีมให้กองหน้าแย่งบอลจากคู่แข่งที่พยายามตั้งเกมรุกจากแดนหลัง กองหน้าคนหนึ่งต้องเข้าไปบีบแย่งคู่แข่งหน้าประตูของพวกเขา ขณะที่กองหน้าอีกคนหนึ่งคอยปิดทางจ่ายไว้ จากนั้นกอร์แมนสั่งให้กองหลังดันขึ้นมาถึงกลางสนามเพื่อคอยตัดเกมเร็วหรือปิดทางวิ่งคู่แข่ง เรียกว่าไล่กดดันตั้งแต่แดนคู่แข่งกันเลย


ด้วยแนวคิดที่มันแปลกไปอย่างที่ควรจะเป็น  แน่นอนลูกทีมของกอร์แมนต่างงุนงงกันถ้วนหน้า ลูกพี่สั่งให้ทำอะไรแปลกๆ มันฟังดูเหมือนการฆ่าตัวตายเลย ถ้าผู้เล่นคนหนึ่งเกิดทำหน้าที่ผิดพลาดขึ้นมา คู่แข่งคงมีพื้นที่ให้เลือกโจมตีมากมาย และแม้ว่าทุกคนล้วนทำหน้าที่ของตัวเองดีแล้ว แต่คู่แข่งยังมีวิธีเอาทางรอดด้วยการใช้จ่ายสั้นและเร็วขึ้นคงได้วิ่งกันน้ำบานกันไปเลย ยิ่งกว่านก็ไม่รู้เลยว่าอีตากอร์แมนแกไปมั่นใจในตัวลูกทีมของตัวเองมากน้อยแค่ไหนถึงคิดจะทำเช่นนั้น มันจึงกลายเป็นคำถามกลับมาในวงการฟุตบอลว่าคุณสามารถดันขึ้นสูงได้แค่ไหนที่จะปลอดภัยต่อการสวนกลับเร็วของอีกฝ่าย


จะว่าไปก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเสียทีเดียวเลยครับกับแนวทางใหม่ พวกเขาใช้เวลาทำความเข้าใจกับแผนการเล่นใหม่พอสมควร และพบกับความพ่ายแพ้ถึง 4 จาก 5 เกมต่อมา  เอาหละซิจะโดนบรรดาเคไลเซนท์จะไล่ออกไหมหนอแพ้ซะขนาดนั้น นับว่าโชคดีครับสมัยนั้นยังไม่มีโซเชี่ยลมีเดียที่ล้ำสมัยอย่างในปัจจุบัน เพราะหลังจากนั้นมันกลับได้ผลเกินคาดหมาย ทีมของกอร์แมนกลายสภาพเป็นเครื่องจักรไปซะงั้นแหละ “พวกเราบดขยี้คู่แข่งและทำให้พวกเขายอมจำนวน” โค้ชชาวแคนาดากล่าวก่อนนำทีมคว้าแชมป์ลีกสมัยแรกในประวัติศาสตร์ 3 วัน  โดยกอร์แมนให้คำจำกัดความของแท็คติคสู่แชมป์ว่า’ฟอร์เช็คกิง’ แทนที่จะถอยร่นจากแดนของศัตรูแต่แบล็คฮอว์กส์เลือกเดินหน้าเข้าใส่  มันคือฟอร์เช็คกิง เขาเรียกมันว่าอย่างนั้น



หลายคนอาจจะขัดใจกับสไตล์นี้เพราะอาจคิดว่าฟุตบอลมันเล่น90นาทีต้องมีผ่อนหนักผ่อนเบาไม่ใช่บ้าพลังบุกอยู่อย่างเดียวมันต้องมีการครองบอลดึงจังหวะเพื่อผ่อนแรงไปในตัวไม่งั้นตะคริวคงจะถามหาก่อนเล่นจบเกมเป็นแน่  จริงๆแล้วรูปแบบการเพรสซิ่งแบบนี้นอกจากในกีฬาฮอคกี้ที่มีคนคิดขึ้นเราก็ยังสามารถพบเห็นในกีฬายอดฮิตของคนอเมริกันอย่างบาสเก็ตบอลซึ่งแน่นอนหละมันมีรูปแบบการตั้งรับหลากหลายที่ถูกพัฒนาขึ้นมา แต่ทุกแผนล้วนขึ้นอยู่กับการไล่กดดันผู้เล่นที่ครอบครองบอลอยู่เป็นหลัก  ยกตัวอย่างเช่น การไล่เพรสครึ่งสนาม และ การไล่เพรสทั้งสนาม แผนแรกคือการไล่เพรสในแดนของตัวเอง ส่วนแผนหลังคือการไล่เพรสในแดนของคู่แข่ง  ความแตกต่างของจังหวะมันเหมือนกับในฟุตบอลเพราะมันมีโอกาสทั้งเป็นฝ่ายรุกและฝ่ายรับสำคัญก็คือการเอาบอลมาจากคู่แข่งให้เร็วที่สุดนั่นเองเพียงแต่วิธีการมันต่างกันไปแค่นั้นเอง



ไม่กี่ขวบปีที่ผ่านมาการคิดค้นของกอร์แมนถูกทุกคนในวงการฟุตบอลพรีเมียร์ลีกของอังกฤษพูดถึงแต่มันไม่ใช่แค่’ฟอร์เช็คกิง’แล้ว แต่สิ่งที่ทุกคนพูดถึงคือ ‘เพรสซิง’ ระบบการเล่นที่มีความชัดเจนขึ้นกว่าแต่ก่อนแน่นอนสิ่งที่เห็นชัดเจนคือสิ่งที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ใช้มันที่ลิเวอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพในพรีเมียร์ลีกภายหลังประสบความสำเร็จอย่างมากกับดอร์ทมุนในเยอรมัน

 
คล็อปป์ใช้วิธีเพรสซิงที่เรียกว่า 'เกเก้นเพรส’ คือการฉวยโอกาสโจมตีคู่แข่งอย่างรวดเร็วหลังจากตัดบอลกลับมา โดยมีคนไม่เห็นด้วยกับแนวทางการเล่นนี้อย่างแฮร์รี เรดแนปป์ ซึ่งได้ออกมาแสดงความเห็นกับแท็คติคนี้ผ่านสื่อในอังกฤษว่า “การเพรสซิงทุกรูปแบบล้วนไร้สาระ มันไม่มีอะไรใหม่ ทุกทีมที่ประสบความสำเร็จต้องทำงานหนัก


แนวคิดนี้เกิดข้อสงสัยในระบบสรุปว่ามันเก่าหรือใหม่หรือว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง


คำพูดรุนแรงของเรดแนปป์มีความจริงบางอย่างปรากฎอยู่ แต่มันไม่ใช่เพียงการทำงานหนัก เพรสซิงไม่ใช่แค่ความพยายามของนักเตะในแต่ละแมทช์ในสไตล์วิ่งสู้ฟัดเหมือนนักเตะโสมขาว แม้ว่าแท็คติคนี้ต้องอาศัยการเคลื่อนที่ของผู้เล่นทุกคน แต่สิ่งที่แฮร์รีพูดถูกคือมันไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะจะว่าไปเวรอนก็เคยเอาชื่อมาทิ้งที่อังกฤษเพราะบรรดานักเตะบ้าพลังของเกาะอังกฤษวิ่งเข้าใส่เอาพละกำลังวิ่งบี้จนคิดอะไรไม่ทันเหมือนตอนเล่นในอิตาลี่ที่มีเวลาซดก๋วยเตี๋ยวรอเป็นชาม เพียงแต่มันไม่ใช่การวิ่งมาอัดหนักของผู้เล่นคนใดคนหนึ่งแค่นั้นเองมันต่างออกไป


จริงๆแล้วรูปแบบของแผนฟอร์เช็คกิงในกีฬาฮ็อคกี้น้ำแข็ง มองยังไงก็ไม่น่าจะนำมาใช้ได้กับฟุตบอลได้เพราะมีความแตกต่างระหว่างรูปแบบการเล่นและกฎกติกาที่แตกต่างกันอยู่  เพราะฟุตบอลมีผู้เล่นตำแหน่งเอาท์ฟิลด์มากกว่าถึง 2 เท่า และ เล่นในสนามที่ยาวกว่า 2 เท่า และ กว้างกว่า 3 เท่า นั่นหมายความว่ากองหลังที่ตกอยู่ภายใต้ความกดดันมีตัวเลือกเพิ่มขึ้นมากไปด้วยเรียกว่าหลุดแล้วนี่ลากยาวมาแสกหน้าผู้รักษาประตูได้เลย  ไม่เชื่อไปถามซิมงต์ตรงเป็นตุงดูครับจากตอนแรกๆจนถึงตอนนี้ก็ยังดึงสติไม่กลับมาเลยหลุดเป็นตุงจนต้องย้ายไปหากินแถวบ้านดีกว่า เอาง่ายๆก็อย่างที่น้องๆยู15เสียไปสองลูกในเกมรอบแรกนั่นแหละครับ  โกลกับกองหลังโดนด่าเสียหมาไปเลย นั่นแสดงให้เห็นว่าระบบยังมีปัญหาให้แก้ครับในเรื่องเกมรับและรุกให้มันสอดคล้องกัน



จากนั้นคือปัญหาสภาพร่างกายของนักกีฬากีฬาฮอคกี้สามารถดึงลูกทีมออกมาพักบนม้านั่งสำรองได้ตลอดเวลาก่อนส่งลงเล่นใหม่ แต่โค้ชฟุตบอลทำแบบนั้นไม่ได้ รูปแบบที่เราเห็นคุ้นตาที่พอจะเทียบเคียงก็คือในฟุตซอลซึ่งหลายคนคิดว่าทำไมไม่ทำอย่างนั้นในฟุตบอลสนามใหญ่นั่นคือความแตกต่างของการต้องเลือกเล่นประเภทใดประเภทหนึ่งฟุตซอลมันเปลี่ยนเข้าเปลี่ยนออกได้แต่บอลสนามหญ้าไม่ใช่ การเปลี่ยนมาเล่นรูปแบบนี้ความฟิตสำคัญมากไม่งั้นระบบทุกอย่างก็จะล่มสลาย เห็นได้จากการหมดก๊อกของน้องๆยู15 ในนัดชิงครับ กองเชียร์ตะโกนให้ตายขามันวิ่งไม่ออกแล้วครับ จนนำไปสู่การถูกตีเสมอ และพ่ายแพ้ในท้ายสุด นั่นก็เป็นสิ่งที่ต้องรีบปรับปรุงกันก่อนถึงรอบสุดท้ายเอเชีย




* sys-2eec03387f3bb0e42c736af258cc22a3.jpg (146.01 KB, 929x620 - ดู 369 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า
Koragap
Hero Member
*****

คะแนนความรัก: +269/-398
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,921


| | |
« ตอบ #1 เมื่อ: สิงหาคม 10, 2019, 09:57:47 AM »

พัฒนากันต่อไป
บันทึกการเข้า
JuDge4
Thailandsusu
Jr. Member
**

คะแนนความรัก: +432/-27
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 480


เว็บไซต์
| | |
« ตอบ #2 เมื่อ: สิงหาคม 10, 2019, 10:32:12 AM »

ถ้านักฟุตบอล 11 คนเข้าใจการเคลื่อนที่เพรสซิ่งอย่างเป็นระบบจะมีประสิทธิภาพสูงและเมื่อนักฟุตบอลทั้ง 11 คนเข้าใจมันได้ดี ก็จะมีผลดีต่อการที่จะต้องเจอกับทีมที่ใช้วิธีการเพรสซิ่งเข้าใส่เล่นงานเราด้วย ทำให้เราแก้เพรสซิ่งและ ฉกฉวยโอกาสนั้นทำประตูได้

การเรียนรู้ไว้เป็นผลดีมากกว่าไม่รู้และไม่คิดที่จะเริ่มต้นเรียนรู้ ดังนั้นมีความจำเป้นที่จะต้องสอนถ่ายทอดวิธีการเคลื่อนที่เพื่อเล่นเพรสซิ่งแบบเป็นระบบไปยังนักเตะ

แต่ไม่ได้หมายความว่าทีมที่เล่นเพรสซิ่งได้มีประสิทธิภาพสูงเขาจะเพรสซิ่งทั้งเกม แต่ช่วงเวลาที่เขาได้เล่นเกมเพรสซิ่งนั้นมันน่ากลัว และทรงประสิทธิภาพ และยังสร้างปัญหาให้กับทีมที่มากล้าใช่เกมเพรสซิ่งใส่เขาด้วย

เอาเฉพาะลีกในเอเชีย อย่างเช่น สโมสร โยโกฮามะ เอ็ฟ มารินอส หรือ คาวาซากิ ฟรอนตาเล่ หรือ ชุนบุค ฮุนได มอร์เตอร์ ทีมพวกนี้ได้เข้ารอบลึกๆในฟุตบอลรายการระดับทวีปตลอด นักฟุตบอลมีความเข้าใจการเคลื่อนที่เพรสซิ่งแบบสอดประสานกันเป็นอย่างดี

ไม่ใช่จะตะบี้ตะบันวิ่งเพรสซิ่งตลอด 90 นาที หากสังเกตดีๆสโมสรเหล่านี้ใน 90 นาที การเพรสซิ่งแบบทั้งทีมจะใช้เป็นจำนวนเฉลี่ย 15-20 ครั้ง ซึ่งตีเป็นทุกๆ 4 หรือ 5 นาที จะมีการวิ่งบี้บีบพื้นที่กันทั้ง 11 คนในสนาม 1 ครั้ง ความฟิตอันมาจากวินัยส่วนตัวของนักเตะ ทั้งในห้องอาหาร การพักผ่อน และในห้องยิม จะเป็นตัวชี้วัด ศักยภาพ


แม้ระบบการเล่นจะมีความสำคัญอยู่บ้าง แต่สิ่งที่สำคัญมากกว่าคือ วินัยในการฝึกเบสิคพื้นฐาน สิ่งนี้นักฟุตบอลเยาวชนไทยจะต้องยกระดับให้มากขึ้นกว่าเดิม เพราะเราด้อยกว่าเขามากในเรื่องสรีระ ไม่มีทางเลือกอื่นเลย เบสิคพื้นฐานจะต้องโดดเด่นที่สุด

"ตอนผมยังเด็ก พ่อก็มาซ้อมกับผมทุกวัน วันละสองครั้ง ปกติพ่อจะสอนเทคนิค การเล่นบอลสองเท้าและอะไรอื่นๆ มันไม่ง่ายเลยนะเพราะว่าพ่อไม่เคยยอมให้ผมโดดซ้อมเลยแม้แต่ครั้งเดียว แต่พ่อรู้เรื่องฟุตบอลเยอะมากก็เลยซ้อมกันได้ดี ถ้าตอนนี้มองย้อนหลังกลับไปก็ต้องบอกว่าผมมีวันนี้ได้เพราะพ่อ เราไม่สามารถเป็นนักเตะที่เก่งถ้าไม่ซ้อมหนักกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เรื่องเบสิคฟุตบอล ซ้อมแล้วซ้อมอีกอยู่ตลอดเวลา”

"ผมบอกพ่อว่าผมอยากจะเป็นนักฟุตบอลอาชีพจริงๆ เพราะว่าฟุตบอลอยู่ในสายเลือดของผม ผมจึงฝึกซ้อมอย่างหนักเป็นประจำโดยมีความฝันว่าสักวันหนึ่งจะได้ไปเล่นในยุโรปและพรีเมียร์ลีก"

ซน ฮึง-มิน
นักฟุตบอลชาวเกาหลีใต้ปัจจุบันเล่นให้กับทีม ทอตนัมฮอตสเปอร์ ในพรีเมียร์ลีกของประเทศอังกฤษ และทีมชาติเกาหลีใต้ แต่เดิมเป็นนักเตะของเอฟซีโซล ก่อนที่จะเข้าร่วมกับสโมสรเยาวชนฮัมบูร์เกอร์เอสเฟา

เกร็ดเพิ่มเติมที่มีประโยชน์
ชนาธิป กับ ซน ฮึง-มิน มีความคล้ายกันอย่างมาก ในเรื่องการฝึกฟุตบอลในวัยเด็ก คือ การให้ความสำคัญกับเบสิคพื้นฐานเป็นหลัก

1. ทั้ง 2 ไม่ได้มีโอกาสอยู่ในทีมอคาเดมี่หรือโรงเรียนที่มีชื่อเสียงของประเทศตั้งแต่ยังเล็ก แต่กลับประสบความสำเร็จ มีฝีเท้าดีมากกว่าใครๆในประเทศเมื่อโตขึ้น
2. วินัยการฝึกสูง และบังคับตัวเอง วันละ 2-3 เวลา ประกอบกับความใส่ใจของพ่อ ในการกำชับให้ฝึกหนัก และห้ามขาดซ้อมแม้แต่ครั้งเดียว
3. ฝึกเบสิคพื้นฐานซ้ำๆวนไปวนมา จนชิน ทั้ง 2 เท้า ส่งบอล แปบอล ชิ่งบอล จับบอล และ ศรีษะ ทุกๆวัน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 10, 2019, 10:55:03 AM โดย JuDge4 » บันทึกการเข้า

ไทยอยากก้าวข้ามเอเชียเพื่อเป็น1 เริ่มต้นที่คุณภาพของฟุตบอลลีกเยาวชน : เยอรมัน : อ่านต่อที่นี่ http://www.thailandsusu.com/webboard/index.php?topic=393808.0
sakoncity
เชียร์บอลไทยไปด้วยกัน
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +475/-274
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,787



| | |
« ตอบ #3 เมื่อ: สิงหาคม 10, 2019, 11:27:46 AM »

+1 ทั้ง2ท่านครับ เด็กเรายังมีโอกาศพัฒนา สำคัญคือผู้ใหญ่ต้องใส่ใจและให้ความรู้เค้ามากๆ
บันทึกการเข้า

etai
Sr. Member
****

คะแนนความรัก: +183/-178
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,969



| | |
« ตอบ #4 เมื่อ: สิงหาคม 10, 2019, 12:02:24 PM »

สำหรับ u15 ผมไม่ติดใจเรื่องผลการแข่งขันในเรื่องได้แชมป์หรือไม่
เพราะในชิงแชมป์เอเซีย ชาติชั้นนำก็ไม่ได้ผูกขาดแชมป์ทุกปี แต่เข้ารอบลึกตลอดเป็นมาตราฐาน
สิ่งที่อยากเห้นมากในรุ่นนี้ คือทักษะ ขั้นพื้นฐาน จับบอล,ส่งบอล,จังหวะ1-1
ส่วนรูปเกมส์ เด็กเกินไปและประสบการณ์ การเล่นยังไม่มาก ไม่ค่อยเน้นเท่าไร

แต่สิ่งที่เห็น ทักษะยังไม่ค่อยจะดีนัก การดวลแบบ 1-1 ยังสู้มาเลเซียไม่ได้
สรุป ก็ตามมาตราฐาน คือเข้าชิงได้ แต่เสียดายเล่นในบ้านได้เปรียบทุกอย่างน่าจะแชมป์
ปรับปรุงต่อไป

สำหรับ u19 สิ่งที่อยากเห้นคือการเข้าใจเกมส์ รูปแบบการเข้าทำ การสอดรับประสานเป็นทีม
วินัย สมาธิ การรักษาตำแหน่งในการยืน การแก้สถานะการณ์ต่างๆ

แต่สิ่งที่เห็น รุกสะเปะสะปะ ไม่แน่นอนไม่ชัดเจน การรับหลวม สมาธิไม่ดีติดประมาท จังหวะ1-1ยังไม่ชนะ
สรุป ล้มเหลว ทั้งสองนัดที่ผ่านมา จัดการปัญหาต่างๆไม่ได้เลย ทั้งรับและรุก รู้ว่ายิงประตูไม่เก่งก็ต้องเหนียวไม่เสียประตูก่อน
แต่นี้อะไรโดนมาสองนัดแล้วเกมส์รับ รุกไม่เข้าก้ต้องรับแน่น
บันทึกการเข้า
โค้ช คาร์ลอส_xi (ซุ้มท่าน้ำนนท์)
งดเข้าห้องซื้อ-ขาย
Hero Member
*

คะแนนความรัก: +415/-387
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 7,484


FC-012 คิดถึงพ่อยี


เว็บไซต์
| | |
« ตอบ #5 เมื่อ: สิงหาคม 10, 2019, 12:59:45 PM »

สำหรับ u15 ผมไม่ติดใจเรื่องผลการแข่งขันในเรื่องได้แชมป์หรือไม่
เพราะในชิงแชมป์เอเซีย ชาติชั้นนำก็ไม่ได้ผูกขาดแชมป์ทุกปี แต่เข้ารอบลึกตลอดเป็นมาตราฐาน
สิ่งที่อยากเห้นมากในรุ่นนี้ คือทักษะ ขั้นพื้นฐาน จับบอล,ส่งบอล,จังหวะ1-1
ส่วนรูปเกมส์ เด็กเกินไปและประสบการณ์ การเล่นยังไม่มาก ไม่ค่อยเน้นเท่าไร

แต่สิ่งที่เห็น ทักษะยังไม่ค่อยจะดีนัก การดวลแบบ 1-1 ยังสู้มาเลเซียไม่ได้
สรุป ก็ตามมาตราฐาน คือเข้าชิงได้ แต่เสียดายเล่นในบ้านได้เปรียบทุกอย่างน่าจะแชมป์
ปรับปรุงต่อไป

สำหรับ u19 สิ่งที่อยากเห้นคือการเข้าใจเกมส์ รูปแบบการเข้าทำ การสอดรับประสานเป็นทีม
วินัย สมาธิ การรักษาตำแหน่งในการยืน การแก้สถานะการณ์ต่างๆ

แต่สิ่งที่เห็น รุกสะเปะสะปะ ไม่แน่นอนไม่ชัดเจน การรับหลวม สมาธิไม่ดีติดประมาท จังหวะ1-1ยังไม่ชนะ
สรุป ล้มเหลว ทั้งสองนัดที่ผ่านมา จัดการปัญหาต่างๆไม่ได้เลย ทั้งรับและรุก รู้ว่ายิงประตูไม่เก่งก็ต้องเหนียวไม่เสียประตูก่อน
แต่นี้อะไรโดนมาสองนัดแล้วเกมส์รับ รุกไม่เข้าก้ต้องรับแน่น
มันก็เหมือนสมัยก่อนที่เด็กไทยรุ่น12-14เลี้ยงทะลุทะลวงเด็กญี่ปุ่นล่ะครับโตมาคนละเรื่องเลย
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  




Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006-2007, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!