Thailandsusu Webboard
สิงหาคม 25, 2019, 05:07:08 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน Gallery เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: วันนี้จะพาไปชมว่าว่า เวลามองท้องฟ้าในดาวเคราะห์ เพื่อนบ้านเรามันจะเป็นสีไหนกัน  (อ่าน 725 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
BBLOVETT
Thailandsusu
Sr. Member
**

คะแนนความรัก: +248/-75
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,925


| | |
« เมื่อ: มิถุนายน 16, 2019, 10:19:04 AM »

เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม....ฟ้าที่เราเห็นทำไมเป็นสีนี้จะรู้มั้ยว่าก่อนที่จะมาถึงตาเรา ให้สมองได้ประมวนผล มันเป็นสีไหน
แล้วถ้าเรามองฟ้าที่ดาวอื่นหล่ะ เรามาชมความงามกันครับ  เผื่อใครจะพาแฟนไปนั่งดูท้องฟ้าที่ดาวพุธ..จะบ้ามั้ง กาละมังถังเเตก ปัถโถ่..มันใช่มั้ย 55+   โอเครไปดูกันครับ

ก่อนอื่นไปทำความเข้าใจของเเสงที่ตกมาหาเราก่อนครับ และความเป็นมาเพื่อความเข้าใจมากขั้นครับ
(ภาพบางภาพเเต่ เอาจริงๆส่วนใหญ่ภาพจากอวกาศจะมีการปรับเเต่งบ้างแต่เอาให้ใกล้เคียง มากขึ้นเเต่ใช้ข้อมูลจริงและรวบรวมข้อมูลต่างๆจากสีของแก๊ซและบรรยากาศที่ ดาวเทียมหรือยานอวกาศพอจะเก็บภาพมาให้ครับ)


เมื่อมองไปยังดวงอาทิตย์ที่กำลังเคลื่อนที่ขึ้นจากขอบฟ้า ในที่นี้ไม่ใช่เพราะดวงอาทิตย์เคลื่อนที่เองของมัน แต่ทุกอย่างเกิดจากการที่โลกหมุนรอบตัวเองแล้วเกิดกลางวันกลางคืน แสงของดวงอาทิตย์มีสมบัติให้แสงสว่างและความอบอุ่นแก่ทุกสรรพสิ่งทั่วระบบสุริยะของเรา แสงนั้นสามารถเดินทางด้วยความเร็ว 300,000 กิโลเมตรต่อวินาที มันจึงใช้เวลาประมาณแค่ 8 นาทีในการเดินทางมายังโลก

Visible light ที่เรารู้จักกันหรือที่เรียกกันว่า แสงขาว แสงนี้มีช่วงแถบความยาวคลื่นที่มนุษย์สามารถมองเห็นได้ คือตั้งแต่ 400 nm – 700 nm แถบความยาวคลื่นที่มากกว่าหรือน้อยกว่าแถบ Visible light นั้นตาของมนุษย์ไม่สามารถรับรู้หรือมองเห็นด้วยตาเปล่าได้ แต่เราก็สามารถศึกษาคลื่นเหล่านั้นได้จากเครื่องมืออุปกรณ์เสริมต่าง ๆ

แสงขาวนั้นมองผิวเผินเราจะมองเห็นเป็นสีขาวเป็นปกติเหมือนที่เราเห็นทุกวัน แต่ในความเป็นจริงแล้วแสงขาวประกอบไปด้วยสเปกตรัมหลาย ๆ สีรวมกัน โดยคนแรกที่ค้นพบความจริงนี้คือ เซอร์ไอแซก นิวตัน

https://www.img.in.th/image/EdYG2r

นิวตันขณะกำลังแยกแสงออกจากแสงสีขาว ที่มา – The Granger Collection, New York ผ่าน Smithsonian Libraries

นิวตันได้ทำการทดลองในห้องที่ปิดมืดสนิท โดยเขาเจาะรูที่หน้าต่างเพื่อให้แสงแดดลอดผ่านเข้ามาเป็นเส้นตรง จากนั้นเขาก็นำปริซึมฐานสามเหลี่ยมมาวางไว้ตรงที่แสงตกกระทบ ปรากฎว่าแสงขาวเกิดหักเหแยกออกเป็นรังสีที่มีทั้งหมด 7 สีเรียงตามลำดับคือ สีม่วง สีคราม สีน้ำเงิน สีเขียว สีเหลือง สีส้ม และสีแดง

ผลจากการทดลองนี้ทำให้นิวตันได้รู้ว่า แสงขาวประกอบไปด้วยรังสีของแสงต่างชนิดกัน โดยแสงสีม่วงจะมีความยาวคลื่นน้อยที่สุด และแสงสีแดงมีความยาวคลื่นมากที่สุด

ทำไมท้องฟ้าถึงเป็นสีฟ้า
เกิดมาเราคงไม่เคยเห็นท้องฟ้าเป็นสีเขียวแน่นอน (ยกเว้นกรณีการเกิดของแสงเหนือ-แสงใต้) แต่เราจะเห็นเป็นสีฟ้าซะส่วนใหญ่เกือบตลอดทั้งชีวิตของเรา ซึ่งสิ่งที่ทำให้ท้องฟ้าเป็นอย่างนี้ได้ก็เป็นเพราะชั้นบรรยากาศของโลกเรานั้นเอง

โมเลกุลของอากาศก็เป็นตัวกลางอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้แสงเกิดการหักเห โดยสีที่จะปรากฎให้เราเห็นก็ขึ้นอยู่กับความยาวคลื่นของแสงและขนาดของอนุภาคของอากาศด้วย


https://www.picz.in.th/image/1gj5G8

ท้องฟ้าตอนกลางวัน จริง ๆ แล้วดวงอาทิตย์เป็นขาว แต่แสงของมันทำให้เราเห็นท้องฟ้าเป็นสีฟ้า

สงสีน้ำเงินและแสงสีม่วงมีความยาวคลื่นที่สั้น ทำให้มันกระจัดกระจายไปตามโมเลกุลของอากาศมากกว่าสีสเปกตรัมอื่น ๆ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่แสงสีน้ำเงินและแสงสีม่วงเดินทางมาสู่ดวงตาของเราจากทุกทิศทางในวันที่อากาศแจ่มใส แต่เนื่องจากดวงตาของเรารับรู้แสงสีม่วงได้ไม่ดี เราจึงมองเห็นท้องฟ้าเป็นสีฟ้านั้นเอง

ยามทินกรใกล้ขอบฟ้า และแสงสนธยา
เป็นความสวยงามอีกอย่างหนึ่งของดวงอาทิตย์เมื่อขึ้นหรือตกจากขอบฟ้า ท้องฟ้านั้นจะแปรเปลี่ยนเป็นสีเหลือง สีส้ม จนถึงสีแดงเจิดจ้า แสงสีเหล่านี้เกิดขึ้นได้เพราะดวงอาทิตย์นั้นอยู่บนขอบฟ้าต่ำ แสงที่เดินทางมาถึงโลกไหลผ่านมวลอากาศที่มีมากกว่าตอนที่ดวงอาทิตย์อยู่สูงจากขอบฟ้าในตอนกลางวัน เราเรียกปรากฏการณ์ท้องฟ้าสีแดงนี้ว่าแสงสนธยา หรือ twilight

https://www.picz.in.th/image/1gjoSZ

แสงสนธยาปรากฎพร้อมกับดาวเมื่อมุมเงยสูงขึ้นไป


มวลอากาศที่มากขึ้นก็หมายถึงโมเลกุลของอากาศที่มากขึ้นด้วย ทำให้แสงสีม่วงและแสงสีน้ำเงินถูกกระจายออกไปจากดวงตาของเราออกไปจนหมด ปล่อยให้สีสเปกตรัมอื่น ๆ ที่มีความยาวคลื่นมากกว่าเดินทางมาตามทางของมันมาสู่ดวงตาของเราในที่สุด นี่จึงเป็นเหตุผลที่เมื่อดวงอาทิตย์ขึ้นหรือดวงอาทิตย์ตกมักจะมีสีเหลือง สีส้ม และสีแดงกระเจิงอยู่รอบ ๆ

ถ้านึกภาพไม่ออก ให้ลองนึกภาพโลกเป็นทรงกลม ถ้าดวงอาทิตย์อยู่เหนือหัวของเราขึ้นไปตรง ๆ ระยะที่แสงเดินทางมาจนถึงตัวเราจะสั้นกว่า เนื่องจาก แสงจะผ่านชั้นบรรยากาศแค่ความสูงจริงของชั้นบรรยากาศของโลก แต่ในช่วงที่พระอาทิตย์ตกดินนั้นแสงจะเดินทางเฉียง ๆ มันจึงมีพื้นที่สัมผัสกับบรรยากาศมากกว่า นั่นทำให้อัตราการกระเจิงแสงนั้นมีมากกว่าฟ้าตอนเย็นจึงเห็นเป็นสีส้มนั่นเอง

https://www.picz.in.th/image/1gjigb

ภาพถ่าย ณ ขั้วโลกใต้ จะสังเกตว่า แม้แต่ในบรรยากาศที่มีแสงรบกวน ท้องฟ้า ณ เส้นขอบฟ้า จะทำให้เห็นดาวสว่างน้อยกว่าฟ้าข้างบน ที่มา – SPT/NSF


ท้องฟ้าของดาวเคราะห์เพื่อนบ้าน
ดาวพุธ – ดาวเคราะห์ที่ได้รับสมญานามว่า เตาไฟแช่แข็ง ก็เป็นเพราะว่าอุณหภูมิที่แตกต่างกันสุดขั้วของดาว โดยด้านที่ดาวพุธหันหน้าเข้าหาดวงอาทิตย์นั้นมีอุณหภูมิถึง 427 องศาเซลเซียสและด้านตรงข้ามของมันนั้นอุณหภูมิน้อยมากถึง -183 องศาเซลเซียส


https://www.picz.in.th/image/1gjqoz

ศิลปิน Jack Marsh ได้ลอง Render บริเวณ Berkel Crater ของดาวพุธได้เป็นภาพจำลองหากเราไปอยู่บนดาวพุธ ที่มา – Jack Marsh / thesolarsystems.artstation.com

ดาวพุธนั้นมีขนาดที่เล็กมาก แม้จะใหญ่กว่าดวงจันทร์ของเรานิดเดียวแต่ก็ไม่ได้ทำให้มันมีแรงดึงดูดมากพอที่จะรั้งชั้นบรรยากาศให้อยู่รอบ ๆ ตัวมันได้ จึงทำให้ดาวพุธมีชั้นบรรยากาศที่เบาบางมาก ๆ จนถึงขั้นไม่มีชั้นบรรยากาศเลยก็ว่าได้ ท้องฟ้าบนดาวพุธจึงไม่ต่างอะไรกันกับมองความมืดในคืนท้องฟ้าโปร่ง


ดาวศุกร์ – ดาวเคราะห์ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นฝาแฝดของโลก บนดาวศุกร์นั้นก็มีชั้นบรรยากาศเหมือนกันกับของโลกแต่มีความหนาแน่นมากกว่า มากชนิดที่เราแยกแยะไม่ออกว่าดวงอาทิตย์อยู่ตรงไหนแล้วบนท้องฟ้าในตอนกลางวัน และในตอนกลางคืนก็ไม่สามารถมองเห็นดาวได้


https://www.picz.in.th/image/1gjDgI

ภาพถ่ายดาวศุกร์ จากยาน Venera ของสหภาพโซเวียตในปี 1982 ที่มา – Roskosmos

ในปี 1982 ยาน Venera-13 ของสหภาพโซเวียตได้ลงจอดบนพื้นผิวของดาวศุกร์ได้สำเร็จและได้ถ่ายภาพสีกลับมายังโลก เผยให้เห็นก้อนหินบนดาวและท้องฟ้าของดาวศุกร์มีสีส้มเป็นส่วนมาก จึงบอกได้ว่าท้องฟ้าบนดาวศุกร์นั้นเป็นสีส้ม

ดาวอังคาร – ดาวเคราะห์ที่เราพูดถึงมากที่สุดในทศวรรษนี้เลยก็ว่าได้ เป็นดาวที่นำไปทำเป็นหนังหลายต่อหลายเรื่องแล้วมากมาย โดยในหนังเราจะเห็นว่าบนดาวอังคารนั้นเต็มไปด้วยทะเลทราย ลม ความแห้งแล้ง ฝุ่นเยอะแยะมากมาย จึงทำให้แสงนั้นกระจัดกระจายอยู่เต็มทั่วท้องฟ้า ในตอนกลางวันจึงค่อยข้างที่จะสว่างมาก และมองเห็นดวงอาทิตย์ได้ไม่ชัดเจน


https://www.picz.in.th/image/1gjUtq
ยาน Curiousity ถ่ายภาพ Selfie บนดาวอังคาร ที่มา – NASA/JPL


ในช่วงแรกของการสำรวจสภาพแวดล้อมบนดาวอังคารนั้นมีเรื่องให้ประหลาดใจมากมาย เพราะการถ่ายภาพบันทึกสีที่แท้จริงและแม่นยำบนดาวอังคารนั้นซับซ้อนอย่างน่าแปลกใจ สีของท้องฟ้ามีความแปรปรวนไปมากตามภาพที่เผยแพร่ให้เราได้เห็นในช่วงแรกของการสำรวจดาวอังคารเพราะมีการเพิ่มฟิลเตอร์ตกแต่งสีภาพให้ดูมีความเป็นธรรมชาติมากกว่าที่เป็นอยู่ เลยทำให้เรามองเห็นสีของภาพที่ไม่จริง

แต่ในปัจจุบันนี้อย่างที่เรารู้กันแล้วว่าท้องฟ้าตอนกลางวันบนดาวอังคารนั้นเป็นสีบัตเตอร์สกอตช์ (คล้ายสีคาราเมล) แล้วในช่วงใกล้เช้าหรือใกล้ค่ำสีของท้องฟ้ารอบ ๆ ดวงอาทิตย์นั้นจะเป็นสีฟ้า ซึ่งตรงกันข้ามกับที่เกิดขึ้นบนโลกของเราอย่างน่าแปลกใจ


https://www.picz.in.th/image/1gjjHu
แสงสนธยาบนดาวอังคาร ถ่ายโดยยาน Curiousity ที่มา – NASA/JPL
การเกิดของแสงสนธยา (Twilight) ซึ่งเป็นแสงที่กระเจิงอยู่ในชั้นบรรยากาศชั้นล่างในช่วงเวลาก่อนที่ดวงอาทิตย์ขึ้นหรือหลังจากดวงอาทิตย์ตกไปแล้วประมาณ 10-15 นาที สำหรับบนโลก แต่สำหรับบนดาวอังคารนั้น เนื่องจากมีความหนาแน่นของฝุ่นในชั้นบรรยากาศเป็นจำนวนมากจึงทำให้เกิดแสงสนธยานานถึง 2 ชั่วโมงเลยทีเดียว

ดาวพฤหัส – แม้ว่าตอนนี้จะยังไม่มียานใดเลยที่สามารถถ่ายภาพชั้นบรรยากาศบนดาวพฤหัสจากพื้นผิวของดาวได้ เพราะยานโดยพายุบนดาวยำเละซะก่อน แต่นักดาราศาสตร์ก็ได้สันนิษฐานว่าท้องฟ้าบนดาวพฤหัสน่าจะเป็นสีฟ้า แต่เป็นสีฟ้าที่มืดมากกว่าบนโลก ในอนาคต มีแผนส่งยานชื่อ “windbots” เป็นเหมือนบอลลูนไปลอยอยู่ในบรรยากาศของดาวพฤหัส เพื่อศึกษาบรรยากาศของมันด้วย


https://www.picz.in.th/image/1gjxFa

windbot บนท้องฟ้าของดาวพฤหัส ที่มา – NASA/JPL-Caltech

ดาวเสาร์ – ภาพชุดสุดท้ายจากภารกิจของยาน Cassini ได้ส่งมาถึงโลกก่อนที่มันจะพุ่งชนดาวเสาร์เพื่อทำลายตัวมันเองในปี 2017 ที่ผ่านมานั้น มีภาพหนึ่งที่เผยให้เห็นท้องฟ้าในช่วงชั้นบรรยากาศที่สูงขึ้นไปบนดาวเสาร์มีลักษณะเป็นสีฟ้า แต่สีที่เราเห็นกันเด่นชัดอยู่แล้วของชั้นเมฆบนดาวเสาร์นั้น บ่งบอกได้ว่าท้องฟ้าของดาวเสาร์อาจจะมีสีค่อนข้างเหลืองลงไปอีกเรื่อย ๆ ตามชั้นบรรยากาศ


https://www.picz.in.th/image/1gjACP

ภาพของดาวเสาร์และดวงจันทร์บริวาร Enceladus เผยให้เห็นชั้นบรรยากาศชั้นสูงสุดของดาวเสาร์มีสีฟ้า ซึ่งเป็นภาพชุดสุดท้ายที่ยาน Cassini ส่งกลับมายังโลก ที่มา – NASA/JPL-Caltech/Space Science Institute
นอกจากดาวเสาร์แล้ว ยังมีภาพหนึ่งที่น่าสนใจมาก ซึ่งเป็นภาพจริงถ่ายโดยยาน Huygens ที่ไปลงจอดเมื่อปี 2005 บนดวงจันทร์ Titan ของดาวเสาร์ ทำให้นี่เป็นภาพถ่ายจริง ๆ ของท้องฟ้าบนดวงดาวที่ไกลที่สุดเท่าที่เราสามารถถ่ายได้มา ท้องฟ้าบนไททันนั้นเป็นสีส้ม


https://www.picz.in.th/image/1gjg7J

ภาพจากข้อมูลของยาน Huygens ขณะที่มันร่อนลงสู่พื้นดินของไททัน ภาพนี้ได้รับการปรับโดย planetary.org ให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น ที่มา – ESA / NASA / JPL / University of Arizona / René Pascal

ดาวยูเรนัสและเนปจูน – เมื่อพิจารณาจากสีของชั้นบรรยากาศของดาวยูเรนัสแล้ว ท้องฟ้าบนดาวยูเรนัสน่าจะเป็นสีฟ้าอ่อน ส่วนดาวเนปจูนนั้นเมื่อพิจารณาจากสีของชั้นบรรยากาศของดาวเนปจูนแล้ว ท้องฟ้าบนดาวเนปจูนน่าจะเป็นสีฟ้าหรือเป็นสีฟ้าอ่อนคล้ายกับของดาวยูเรนัส


https://www.picz.in.th/image/1gjRCf

ภาพจำลองบรรยากาศของดาวยูเรนัส ที่มา – Cyberchemist

ดาวพลูโต – ดาวพลูโตนั้นมีขนาดเล็กมาก จึงไม่ค่อยมีชั้นบรรยากาศห่อหุ้มดาวไว้ และเนื่องจากพลูโตอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์มาก ทำให้มันมืดมากเช่นกัน (ลองนึกดูว่ากล้องบนยาน New Horizons ต้องดีแค่ไหนถึงถ่ายภาพพลูโตออกมาชัดขนาดนั้น) ท้องฟ้าจึงมืดอยู่ตลอดเวลาคล้ายกับของดาวพุธ ไม่มียานลำใดเคยลงจอดบนพลูโตมาก่อน ดังนั้นจึงเหมือนกับดาวเคราะห์แก๊สด้านบนมีแต่ภาพ Render เท่านั้น

https://www.picz.in.th/image/1gjOfR

ภาพจำลองพื้นผิวของดาวพลูโต ที่มา – Vistapro Landscape Imagery

อย่างไรก็ตาม คงไม่มีท้องฟ้าบนดาวดวงไหนที่สดใสสวยงามมากกว่าบนโลกของเราแล้ว แต่ปัจจุบันนี้ถ้าจะให้ท้องฟ้ากลับมาเป็นเหมือนเดิมได้นั้นคงยาก เพราะฝุ่นและแก๊สพิษมากมายที่สะสมในชั้นบรรยากาศได้บดบังทัศนียภาพในการมองเห็นของเราไว้อย่างเลี่ยงไม่ได้

วิธีแก้ปัญหาของธรรมชาติในกรณีของเหตุการณ์นี้คือ ฟ้าหลังฝน แต่ถึงแม้ฝนจะช่วยชะล้างฝุ่นที่มนุษย์ก่อขึ้นมาให้หายไปได้ แต่ฝนก็ไม่ได้ช่วยให้ชะล้างความผิดที่ว่ามนุษย์นั้นได้ทำลายโลกใบนี้ไปแล้วได้ จึงอยากให้เราหันกลับมาใส่ใจในการกระทำของตัวเราเองมากกว่ารอธรรมชาติช่วยแก้ไขปัญหาให้ เพื่อท้องฟ้าจะได้กลับมาสวยงามอีกครั้งหนึ่ง

 

ขอบคุณภาพสวยๆ+ข้อมูลเจ๋งๆ   เรียบเรียงโดย ทีมงาน Spaceth.co  


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 16, 2019, 10:22:21 AM โดย BBLOVETT » บันทึกการเข้า
ป๊อกกี้
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +1567/-1891
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,767



| | |
« ตอบ #1 เมื่อ: มิถุนายน 16, 2019, 10:42:52 AM »

+1 ขอบคุณครับ
บันทึกการเข้า
ethongsuk
Thailandsusu
Sr. Member
**

คะแนนความรัก: +159/-51
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,312


| | |
« ตอบ #2 เมื่อ: มิถุนายน 17, 2019, 11:00:03 AM »

+1 สำหรับ สาระดี ๆ นะครับ
บันทึกการเข้า
PumDMinter
ลุงหนึ่งหนังสือครึ่งราคา
Thailandsusu
Sr. Member
**

คะแนนความรัก: +206/-219
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,721


facebook.com/discount.book


เว็บไซต์
| | |
« ตอบ #3 เมื่อ: มิถุนายน 17, 2019, 12:05:57 PM »

"ขออนุญาติใส่ภาพให้นะครับ จะได้อ่านง่ายๆ"

เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม....ฟ้าที่เราเห็นทำไมเป็นสีนี้จะรู้มั้ยว่าก่อนที่จะมาถึงตาเรา ให้สมองได้ประมวนผล มันเป็นสีไหน
แล้วถ้าเรามองฟ้าที่ดาวอื่นหล่ะ เรามาชมความงามกันครับ  เผื่อใครจะพาแฟนไปนั่งดูท้องฟ้าที่ดาวพุธ..จะบ้ามั้ง กาละมังถังเเตก ปัถโถ่..มันใช่มั้ย 55+   โอเครไปดูกันครับ

ก่อนอื่นไปทำความเข้าใจของเเสงที่ตกมาหาเราก่อนครับ และความเป็นมาเพื่อความเข้าใจมากขั้นครับ
(ภาพบางภาพเเต่ เอาจริงๆส่วนใหญ่ภาพจากอวกาศจะมีการปรับเเต่งบ้างแต่เอาให้ใกล้เคียง มากขึ้นเเต่ใช้ข้อมูลจริงและรวบรวมข้อมูลต่างๆจากสีของแก๊ซและบรรยากาศที่ ดาวเทียมหรือยานอวกาศพอจะเก็บภาพมาให้ครับ)


เมื่อมองไปยังดวงอาทิตย์ที่กำลังเคลื่อนที่ขึ้นจากขอบฟ้า ในที่นี้ไม่ใช่เพราะดวงอาทิตย์เคลื่อนที่เองของมัน แต่ทุกอย่างเกิดจากการที่โลกหมุนรอบตัวเองแล้วเกิดกลางวันกลางคืน แสงของดวงอาทิตย์มีสมบัติให้แสงสว่างและความอบอุ่นแก่ทุกสรรพสิ่งทั่วระบบสุริยะของเรา แสงนั้นสามารถเดินทางด้วยความเร็ว 300,000 กิโลเมตรต่อวินาที มันจึงใช้เวลาประมาณแค่ 8 นาทีในการเดินทางมายังโลก

Visible light ที่เรารู้จักกันหรือที่เรียกกันว่า แสงขาว แสงนี้มีช่วงแถบความยาวคลื่นที่มนุษย์สามารถมองเห็นได้ คือตั้งแต่ 400 nm – 700 nm แถบความยาวคลื่นที่มากกว่าหรือน้อยกว่าแถบ Visible light นั้นตาของมนุษย์ไม่สามารถรับรู้หรือมองเห็นด้วยตาเปล่าได้ แต่เราก็สามารถศึกษาคลื่นเหล่านั้นได้จากเครื่องมืออุปกรณ์เสริมต่าง ๆ

แสงขาวนั้นมองผิวเผินเราจะมองเห็นเป็นสีขาวเป็นปกติเหมือนที่เราเห็นทุกวัน แต่ในความเป็นจริงแล้วแสงขาวประกอบไปด้วยสเปกตรัมหลาย ๆ สีรวมกัน โดยคนแรกที่ค้นพบความจริงนี้คือ เซอร์ไอแซก นิวตัน



นิวตันขณะกำลังแยกแสงออกจากแสงสีขาว ที่มา – The Granger Collection, New York ผ่าน Smithsonian Libraries

นิวตันได้ทำการทดลองในห้องที่ปิดมืดสนิท โดยเขาเจาะรูที่หน้าต่างเพื่อให้แสงแดดลอดผ่านเข้ามาเป็นเส้นตรง จากนั้นเขาก็นำปริซึมฐานสามเหลี่ยมมาวางไว้ตรงที่แสงตกกระทบ ปรากฎว่าแสงขาวเกิดหักเหแยกออกเป็นรังสีที่มีทั้งหมด 7 สีเรียงตามลำดับคือ สีม่วง สีคราม สีน้ำเงิน สีเขียว สีเหลือง สีส้ม และสีแดง

ผลจากการทดลองนี้ทำให้นิวตันได้รู้ว่า แสงขาวประกอบไปด้วยรังสีของแสงต่างชนิดกัน โดยแสงสีม่วงจะมีความยาวคลื่นน้อยที่สุด และแสงสีแดงมีความยาวคลื่นมากที่สุด

ทำไมท้องฟ้าถึงเป็นสีฟ้า
เกิดมาเราคงไม่เคยเห็นท้องฟ้าเป็นสีเขียวแน่นอน (ยกเว้นกรณีการเกิดของแสงเหนือ-แสงใต้) แต่เราจะเห็นเป็นสีฟ้าซะส่วนใหญ่เกือบตลอดทั้งชีวิตของเรา ซึ่งสิ่งที่ทำให้ท้องฟ้าเป็นอย่างนี้ได้ก็เป็นเพราะชั้นบรรยากาศของโลกเรานั้นเอง

โมเลกุลของอากาศก็เป็นตัวกลางอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้แสงเกิดการหักเห โดยสีที่จะปรากฎให้เราเห็นก็ขึ้นอยู่กับความยาวคลื่นของแสงและขนาดของอนุภาคของอากาศด้วย




ท้องฟ้าตอนกลางวัน จริง ๆ แล้วดวงอาทิตย์เป็นขาว แต่แสงของมันทำให้เราเห็นท้องฟ้าเป็นสีฟ้า

สงสีน้ำเงินและแสงสีม่วงมีความยาวคลื่นที่สั้น ทำให้มันกระจัดกระจายไปตามโมเลกุลของอากาศมากกว่าสีสเปกตรัมอื่น ๆ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่แสงสีน้ำเงินและแสงสีม่วงเดินทางมาสู่ดวงตาของเราจากทุกทิศทางในวันที่อากาศแจ่มใส แต่เนื่องจากดวงตาของเรารับรู้แสงสีม่วงได้ไม่ดี เราจึงมองเห็นท้องฟ้าเป็นสีฟ้านั้นเอง

ยามทินกรใกล้ขอบฟ้า และแสงสนธยา
เป็นความสวยงามอีกอย่างหนึ่งของดวงอาทิตย์เมื่อขึ้นหรือตกจากขอบฟ้า ท้องฟ้านั้นจะแปรเปลี่ยนเป็นสีเหลือง สีส้ม จนถึงสีแดงเจิดจ้า แสงสีเหล่านี้เกิดขึ้นได้เพราะดวงอาทิตย์นั้นอยู่บนขอบฟ้าต่ำ แสงที่เดินทางมาถึงโลกไหลผ่านมวลอากาศที่มีมากกว่าตอนที่ดวงอาทิตย์อยู่สูงจากขอบฟ้าในตอนกลางวัน เราเรียกปรากฏการณ์ท้องฟ้าสีแดงนี้ว่าแสงสนธยา หรือ twilight



แสงสนธยาปรากฎพร้อมกับดาวเมื่อมุมเงยสูงขึ้นไป


มวลอากาศที่มากขึ้นก็หมายถึงโมเลกุลของอากาศที่มากขึ้นด้วย ทำให้แสงสีม่วงและแสงสีน้ำเงินถูกกระจายออกไปจากดวงตาของเราออกไปจนหมด ปล่อยให้สีสเปกตรัมอื่น ๆ ที่มีความยาวคลื่นมากกว่าเดินทางมาตามทางของมันมาสู่ดวงตาของเราในที่สุด นี่จึงเป็นเหตุผลที่เมื่อดวงอาทิตย์ขึ้นหรือดวงอาทิตย์ตกมักจะมีสีเหลือง สีส้ม และสีแดงกระเจิงอยู่รอบ ๆ

ถ้านึกภาพไม่ออก ให้ลองนึกภาพโลกเป็นทรงกลม ถ้าดวงอาทิตย์อยู่เหนือหัวของเราขึ้นไปตรง ๆ ระยะที่แสงเดินทางมาจนถึงตัวเราจะสั้นกว่า เนื่องจาก แสงจะผ่านชั้นบรรยากาศแค่ความสูงจริงของชั้นบรรยากาศของโลก แต่ในช่วงที่พระอาทิตย์ตกดินนั้นแสงจะเดินทางเฉียง ๆ มันจึงมีพื้นที่สัมผัสกับบรรยากาศมากกว่า นั่นทำให้อัตราการกระเจิงแสงนั้นมีมากกว่าฟ้าตอนเย็นจึงเห็นเป็นสีส้มนั่นเอง



ภาพถ่าย ณ ขั้วโลกใต้ จะสังเกตว่า แม้แต่ในบรรยากาศที่มีแสงรบกวน ท้องฟ้า ณ เส้นขอบฟ้า จะทำให้เห็นดาวสว่างน้อยกว่าฟ้าข้างบน ที่มา – SPT/NSF


ท้องฟ้าของดาวเคราะห์เพื่อนบ้าน
ดาวพุธ – ดาวเคราะห์ที่ได้รับสมญานามว่า เตาไฟแช่แข็ง ก็เป็นเพราะว่าอุณหภูมิที่แตกต่างกันสุดขั้วของดาว โดยด้านที่ดาวพุธหันหน้าเข้าหาดวงอาทิตย์นั้นมีอุณหภูมิถึง 427 องศาเซลเซียสและด้านตรงข้ามของมันนั้นอุณหภูมิน้อยมากถึง -183 องศาเซลเซียส




ศิลปิน Jack Marsh ได้ลอง Render บริเวณ Berkel Crater ของดาวพุธได้เป็นภาพจำลองหากเราไปอยู่บนดาวพุธ ที่มา – Jack Marsh / thesolarsystems.artstation.com

ดาวพุธนั้นมีขนาดที่เล็กมาก แม้จะใหญ่กว่าดวงจันทร์ของเรานิดเดียวแต่ก็ไม่ได้ทำให้มันมีแรงดึงดูดมากพอที่จะรั้งชั้นบรรยากาศให้อยู่รอบ ๆ ตัวมันได้ จึงทำให้ดาวพุธมีชั้นบรรยากาศที่เบาบางมาก ๆ จนถึงขั้นไม่มีชั้นบรรยากาศเลยก็ว่าได้ ท้องฟ้าบนดาวพุธจึงไม่ต่างอะไรกันกับมองความมืดในคืนท้องฟ้าโปร่ง


ดาวศุกร์ – ดาวเคราะห์ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นฝาแฝดของโลก บนดาวศุกร์นั้นก็มีชั้นบรรยากาศเหมือนกันกับของโลกแต่มีความหนาแน่นมากกว่า มากชนิดที่เราแยกแยะไม่ออกว่าดวงอาทิตย์อยู่ตรงไหนแล้วบนท้องฟ้าในตอนกลางวัน และในตอนกลางคืนก็ไม่สามารถมองเห็นดาวได้




ภาพถ่ายดาวศุกร์ จากยาน Venera ของสหภาพโซเวียตในปี 1982 ที่มา – Roskosmos

ในปี 1982 ยาน Venera-13 ของสหภาพโซเวียตได้ลงจอดบนพื้นผิวของดาวศุกร์ได้สำเร็จและได้ถ่ายภาพสีกลับมายังโลก เผยให้เห็นก้อนหินบนดาวและท้องฟ้าของดาวศุกร์มีสีส้มเป็นส่วนมาก จึงบอกได้ว่าท้องฟ้าบนดาวศุกร์นั้นเป็นสีส้ม

ดาวอังคาร – ดาวเคราะห์ที่เราพูดถึงมากที่สุดในทศวรรษนี้เลยก็ว่าได้ เป็นดาวที่นำไปทำเป็นหนังหลายต่อหลายเรื่องแล้วมากมาย โดยในหนังเราจะเห็นว่าบนดาวอังคารนั้นเต็มไปด้วยทะเลทราย ลม ความแห้งแล้ง ฝุ่นเยอะแยะมากมาย จึงทำให้แสงนั้นกระจัดกระจายอยู่เต็มทั่วท้องฟ้า ในตอนกลางวันจึงค่อยข้างที่จะสว่างมาก และมองเห็นดวงอาทิตย์ได้ไม่ชัดเจน



ยาน Curiousity ถ่ายภาพ Selfie บนดาวอังคาร ที่มา – NASA/JPL


ในช่วงแรกของการสำรวจสภาพแวดล้อมบนดาวอังคารนั้นมีเรื่องให้ประหลาดใจมากมาย เพราะการถ่ายภาพบันทึกสีที่แท้จริงและแม่นยำบนดาวอังคารนั้นซับซ้อนอย่างน่าแปลกใจ สีของท้องฟ้ามีความแปรปรวนไปมากตามภาพที่เผยแพร่ให้เราได้เห็นในช่วงแรกของการสำรวจดาวอังคารเพราะมีการเพิ่มฟิลเตอร์ตกแต่งสีภาพให้ดูมีความเป็นธรรมชาติมากกว่าที่เป็นอยู่ เลยทำให้เรามองเห็นสีของภาพที่ไม่จริง

แต่ในปัจจุบันนี้อย่างที่เรารู้กันแล้วว่าท้องฟ้าตอนกลางวันบนดาวอังคารนั้นเป็นสีบัตเตอร์สกอตช์ (คล้ายสีคาราเมล) แล้วในช่วงใกล้เช้าหรือใกล้ค่ำสีของท้องฟ้ารอบ ๆ ดวงอาทิตย์นั้นจะเป็นสีฟ้า ซึ่งตรงกันข้ามกับที่เกิดขึ้นบนโลกของเราอย่างน่าแปลกใจ



แสงสนธยาบนดาวอังคาร ถ่ายโดยยาน Curiousity ที่มา – NASA/JPL
การเกิดของแสงสนธยา (Twilight) ซึ่งเป็นแสงที่กระเจิงอยู่ในชั้นบรรยากาศชั้นล่างในช่วงเวลาก่อนที่ดวงอาทิตย์ขึ้นหรือหลังจากดวงอาทิตย์ตกไปแล้วประมาณ 10-15 นาที สำหรับบนโลก แต่สำหรับบนดาวอังคารนั้น เนื่องจากมีความหนาแน่นของฝุ่นในชั้นบรรยากาศเป็นจำนวนมากจึงทำให้เกิดแสงสนธยานานถึง 2 ชั่วโมงเลยทีเดียว

ดาวพฤหัส – แม้ว่าตอนนี้จะยังไม่มียานใดเลยที่สามารถถ่ายภาพชั้นบรรยากาศบนดาวพฤหัสจากพื้นผิวของดาวได้ เพราะยานโดยพายุบนดาวยำเละซะก่อน แต่นักดาราศาสตร์ก็ได้สันนิษฐานว่าท้องฟ้าบนดาวพฤหัสน่าจะเป็นสีฟ้า แต่เป็นสีฟ้าที่มืดมากกว่าบนโลก ในอนาคต มีแผนส่งยานชื่อ “windbots” เป็นเหมือนบอลลูนไปลอยอยู่ในบรรยากาศของดาวพฤหัส เพื่อศึกษาบรรยากาศของมันด้วย




windbot บนท้องฟ้าของดาวพฤหัส ที่มา – NASA/JPL-Caltech

ดาวเสาร์ – ภาพชุดสุดท้ายจากภารกิจของยาน Cassini ได้ส่งมาถึงโลกก่อนที่มันจะพุ่งชนดาวเสาร์เพื่อทำลายตัวมันเองในปี 2017 ที่ผ่านมานั้น มีภาพหนึ่งที่เผยให้เห็นท้องฟ้าในช่วงชั้นบรรยากาศที่สูงขึ้นไปบนดาวเสาร์มีลักษณะเป็นสีฟ้า แต่สีที่เราเห็นกันเด่นชัดอยู่แล้วของชั้นเมฆบนดาวเสาร์นั้น บ่งบอกได้ว่าท้องฟ้าของดาวเสาร์อาจจะมีสีค่อนข้างเหลืองลงไปอีกเรื่อย ๆ ตามชั้นบรรยากาศ




ภาพของดาวเสาร์และดวงจันทร์บริวาร Enceladus เผยให้เห็นชั้นบรรยากาศชั้นสูงสุดของดาวเสาร์มีสีฟ้า ซึ่งเป็นภาพชุดสุดท้ายที่ยาน Cassini ส่งกลับมายังโลก ที่มา – NASA/JPL-Caltech/Space Science Institute
นอกจากดาวเสาร์แล้ว ยังมีภาพหนึ่งที่น่าสนใจมาก ซึ่งเป็นภาพจริงถ่ายโดยยาน Huygens ที่ไปลงจอดเมื่อปี 2005 บนดวงจันทร์ Titan ของดาวเสาร์ ทำให้นี่เป็นภาพถ่ายจริง ๆ ของท้องฟ้าบนดวงดาวที่ไกลที่สุดเท่าที่เราสามารถถ่ายได้มา ท้องฟ้าบนไททันนั้นเป็นสีส้ม




ภาพจากข้อมูลของยาน Huygens ขณะที่มันร่อนลงสู่พื้นดินของไททัน ภาพนี้ได้รับการปรับโดย planetary.org ให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น ที่มา – ESA / NASA / JPL / University of Arizona / René Pascal

ดาวยูเรนัสและเนปจูน – เมื่อพิจารณาจากสีของชั้นบรรยากาศของดาวยูเรนัสแล้ว ท้องฟ้าบนดาวยูเรนัสน่าจะเป็นสีฟ้าอ่อน ส่วนดาวเนปจูนนั้นเมื่อพิจารณาจากสีของชั้นบรรยากาศของดาวเนปจูนแล้ว ท้องฟ้าบนดาวเนปจูนน่าจะเป็นสีฟ้าหรือเป็นสีฟ้าอ่อนคล้ายกับของดาวยูเรนัส




ภาพจำลองบรรยากาศของดาวยูเรนัส ที่มา – Cyberchemist

ดาวพลูโต – ดาวพลูโตนั้นมีขนาดเล็กมาก จึงไม่ค่อยมีชั้นบรรยากาศห่อหุ้มดาวไว้ และเนื่องจากพลูโตอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์มาก ทำให้มันมืดมากเช่นกัน (ลองนึกดูว่ากล้องบนยาน New Horizons ต้องดีแค่ไหนถึงถ่ายภาพพลูโตออกมาชัดขนาดนั้น) ท้องฟ้าจึงมืดอยู่ตลอดเวลาคล้ายกับของดาวพุธ ไม่มียานลำใดเคยลงจอดบนพลูโตมาก่อน ดังนั้นจึงเหมือนกับดาวเคราะห์แก๊สด้านบนมีแต่ภาพ Render เท่านั้น



ภาพจำลองพื้นผิวของดาวพลูโต ที่มา – Vistapro Landscape Imagery

อย่างไรก็ตาม คงไม่มีท้องฟ้าบนดาวดวงไหนที่สดใสสวยงามมากกว่าบนโลกของเราแล้ว แต่ปัจจุบันนี้ถ้าจะให้ท้องฟ้ากลับมาเป็นเหมือนเดิมได้นั้นคงยาก เพราะฝุ่นและแก๊สพิษมากมายที่สะสมในชั้นบรรยากาศได้บดบังทัศนียภาพในการมองเห็นของเราไว้อย่างเลี่ยงไม่ได้

วิธีแก้ปัญหาของธรรมชาติในกรณีของเหตุการณ์นี้คือ ฟ้าหลังฝน แต่ถึงแม้ฝนจะช่วยชะล้างฝุ่นที่มนุษย์ก่อขึ้นมาให้หายไปได้ แต่ฝนก็ไม่ได้ช่วยให้ชะล้างความผิดที่ว่ามนุษย์นั้นได้ทำลายโลกใบนี้ไปแล้วได้ จึงอยากให้เราหันกลับมาใส่ใจในการกระทำของตัวเราเองมากกว่ารอธรรมชาติช่วยแก้ไขปัญหาให้ เพื่อท้องฟ้าจะได้กลับมาสวยงามอีกครั้งหนึ่ง

 

ขอบคุณภาพสวยๆ+ข้อมูลเจ๋งๆ   เรียบเรียงโดย ทีมงาน Spaceth.co 
บันทึกการเข้า

"ลุงหนึ่ง หนังสือครึ่งราคา"
ร้านหนังสือออนไลน์ ขายทั้งหนังสือใหม่และเก่า กว่าล้านรายการ อัพหนังสือใหม่ ทุกวัน ..
http://www.facebook.com/discount.book
BBLOVETT
Thailandsusu
Sr. Member
**

คะแนนความรัก: +248/-75
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,925


| | |
« ตอบ #4 เมื่อ: มิถุนายน 17, 2019, 12:17:59 PM »

"ขออนุญาติใส่ภาพให้นะครับ จะได้อ่านง่ายๆ"

เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม....ฟ้าที่เราเห็นทำไมเป็นสีนี้จะรู้มั้ยว่าก่อนที่จะมาถึงตาเรา ให้สมองได้ประมวนผล มันเป็นสีไหน
แล้วถ้าเรามองฟ้าที่ดาวอื่นหล่ะ เรามาชมความงามกันครับ  เผื่อใครจะพาแฟนไปนั่งดูท้องฟ้าที่ดาวพุธ..จะบ้ามั้ง กาละมังถังเเตก ปัถโถ่..มันใช่มั้ย 55+   โอเครไปดูกันครับ

ก่อนอื่นไปทำความเข้าใจของเเสงที่ตกมาหาเราก่อนครับ และความเป็นมาเพื่อความเข้าใจมากขั้นครับ
(ภาพบางภาพเเต่ เอาจริงๆส่วนใหญ่ภาพจากอวกาศจะมีการปรับเเต่งบ้างแต่เอาให้ใกล้เคียง มากขึ้นเเต่ใช้ข้อมูลจริงและรวบรวมข้อมูลต่างๆจากสีของแก๊ซและบรรยากาศที่ ดาวเทียมหรือยานอวกาศพอจะเก็บภาพมาให้ครับ)


เมื่อมองไปยังดวงอาทิตย์ที่กำลังเคลื่อนที่ขึ้นจากขอบฟ้า ในที่นี้ไม่ใช่เพราะดวงอาทิตย์เคลื่อนที่เองของมัน แต่ทุกอย่างเกิดจากการที่โลกหมุนรอบตัวเองแล้วเกิดกลางวันกลางคืน แสงของดวงอาทิตย์มีสมบัติให้แสงสว่างและความอบอุ่นแก่ทุกสรรพสิ่งทั่วระบบสุริยะของเรา แสงนั้นสามารถเดินทางด้วยความเร็ว 300,000 กิโลเมตรต่อวินาที มันจึงใช้เวลาประมาณแค่ 8 นาทีในการเดินทางมายังโลก

Visible light ที่เรารู้จักกันหรือที่เรียกกันว่า แสงขาว แสงนี้มีช่วงแถบความยาวคลื่นที่มนุษย์สามารถมองเห็นได้ คือตั้งแต่ 400 nm – 700 nm แถบความยาวคลื่นที่มากกว่าหรือน้อยกว่าแถบ Visible light นั้นตาของมนุษย์ไม่สามารถรับรู้หรือมองเห็นด้วยตาเปล่าได้ แต่เราก็สามารถศึกษาคลื่นเหล่านั้นได้จากเครื่องมืออุปกรณ์เสริมต่าง ๆ

แสงขาวนั้นมองผิวเผินเราจะมองเห็นเป็นสีขาวเป็นปกติเหมือนที่เราเห็นทุกวัน แต่ในความเป็นจริงแล้วแสงขาวประกอบไปด้วยสเปกตรัมหลาย ๆ สีรวมกัน โดยคนแรกที่ค้นพบความจริงนี้คือ เซอร์ไอแซก นิวตัน



นิวตันขณะกำลังแยกแสงออกจากแสงสีขาว ที่มา – The Granger Collection, New York ผ่าน Smithsonian Libraries

นิวตันได้ทำการทดลองในห้องที่ปิดมืดสนิท โดยเขาเจาะรูที่หน้าต่างเพื่อให้แสงแดดลอดผ่านเข้ามาเป็นเส้นตรง จากนั้นเขาก็นำปริซึมฐานสามเหลี่ยมมาวางไว้ตรงที่แสงตกกระทบ ปรากฎว่าแสงขาวเกิดหักเหแยกออกเป็นรังสีที่มีทั้งหมด 7 สีเรียงตามลำดับคือ สีม่วง สีคราม สีน้ำเงิน สีเขียว สีเหลือง สีส้ม และสีแดง

ผลจากการทดลองนี้ทำให้นิวตันได้รู้ว่า แสงขาวประกอบไปด้วยรังสีของแสงต่างชนิดกัน โดยแสงสีม่วงจะมีความยาวคลื่นน้อยที่สุด และแสงสีแดงมีความยาวคลื่นมากที่สุด

ทำไมท้องฟ้าถึงเป็นสีฟ้า
เกิดมาเราคงไม่เคยเห็นท้องฟ้าเป็นสีเขียวแน่นอน (ยกเว้นกรณีการเกิดของแสงเหนือ-แสงใต้) แต่เราจะเห็นเป็นสีฟ้าซะส่วนใหญ่เกือบตลอดทั้งชีวิตของเรา ซึ่งสิ่งที่ทำให้ท้องฟ้าเป็นอย่างนี้ได้ก็เป็นเพราะชั้นบรรยากาศของโลกเรานั้นเอง

โมเลกุลของอากาศก็เป็นตัวกลางอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้แสงเกิดการหักเห โดยสีที่จะปรากฎให้เราเห็นก็ขึ้นอยู่กับความยาวคลื่นของแสงและขนาดของอนุภาคของอากาศด้วย




ท้องฟ้าตอนกลางวัน จริง ๆ แล้วดวงอาทิตย์เป็นขาว แต่แสงของมันทำให้เราเห็นท้องฟ้าเป็นสีฟ้า

สงสีน้ำเงินและแสงสีม่วงมีความยาวคลื่นที่สั้น ทำให้มันกระจัดกระจายไปตามโมเลกุลของอากาศมากกว่าสีสเปกตรัมอื่น ๆ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่แสงสีน้ำเงินและแสงสีม่วงเดินทางมาสู่ดวงตาของเราจากทุกทิศทางในวันที่อากาศแจ่มใส แต่เนื่องจากดวงตาของเรารับรู้แสงสีม่วงได้ไม่ดี เราจึงมองเห็นท้องฟ้าเป็นสีฟ้านั้นเอง

ยามทินกรใกล้ขอบฟ้า และแสงสนธยา
เป็นความสวยงามอีกอย่างหนึ่งของดวงอาทิตย์เมื่อขึ้นหรือตกจากขอบฟ้า ท้องฟ้านั้นจะแปรเปลี่ยนเป็นสีเหลือง สีส้ม จนถึงสีแดงเจิดจ้า แสงสีเหล่านี้เกิดขึ้นได้เพราะดวงอาทิตย์นั้นอยู่บนขอบฟ้าต่ำ แสงที่เดินทางมาถึงโลกไหลผ่านมวลอากาศที่มีมากกว่าตอนที่ดวงอาทิตย์อยู่สูงจากขอบฟ้าในตอนกลางวัน เราเรียกปรากฏการณ์ท้องฟ้าสีแดงนี้ว่าแสงสนธยา หรือ twilight



แสงสนธยาปรากฎพร้อมกับดาวเมื่อมุมเงยสูงขึ้นไป


มวลอากาศที่มากขึ้นก็หมายถึงโมเลกุลของอากาศที่มากขึ้นด้วย ทำให้แสงสีม่วงและแสงสีน้ำเงินถูกกระจายออกไปจากดวงตาของเราออกไปจนหมด ปล่อยให้สีสเปกตรัมอื่น ๆ ที่มีความยาวคลื่นมากกว่าเดินทางมาตามทางของมันมาสู่ดวงตาของเราในที่สุด นี่จึงเป็นเหตุผลที่เมื่อดวงอาทิตย์ขึ้นหรือดวงอาทิตย์ตกมักจะมีสีเหลือง สีส้ม และสีแดงกระเจิงอยู่รอบ ๆ

ถ้านึกภาพไม่ออก ให้ลองนึกภาพโลกเป็นทรงกลม ถ้าดวงอาทิตย์อยู่เหนือหัวของเราขึ้นไปตรง ๆ ระยะที่แสงเดินทางมาจนถึงตัวเราจะสั้นกว่า เนื่องจาก แสงจะผ่านชั้นบรรยากาศแค่ความสูงจริงของชั้นบรรยากาศของโลก แต่ในช่วงที่พระอาทิตย์ตกดินนั้นแสงจะเดินทางเฉียง ๆ มันจึงมีพื้นที่สัมผัสกับบรรยากาศมากกว่า นั่นทำให้อัตราการกระเจิงแสงนั้นมีมากกว่าฟ้าตอนเย็นจึงเห็นเป็นสีส้มนั่นเอง



ภาพถ่าย ณ ขั้วโลกใต้ จะสังเกตว่า แม้แต่ในบรรยากาศที่มีแสงรบกวน ท้องฟ้า ณ เส้นขอบฟ้า จะทำให้เห็นดาวสว่างน้อยกว่าฟ้าข้างบน ที่มา – SPT/NSF


ท้องฟ้าของดาวเคราะห์เพื่อนบ้าน
ดาวพุธ – ดาวเคราะห์ที่ได้รับสมญานามว่า เตาไฟแช่แข็ง ก็เป็นเพราะว่าอุณหภูมิที่แตกต่างกันสุดขั้วของดาว โดยด้านที่ดาวพุธหันหน้าเข้าหาดวงอาทิตย์นั้นมีอุณหภูมิถึง 427 องศาเซลเซียสและด้านตรงข้ามของมันนั้นอุณหภูมิน้อยมากถึง -183 องศาเซลเซียส




ศิลปิน Jack Marsh ได้ลอง Render บริเวณ Berkel Crater ของดาวพุธได้เป็นภาพจำลองหากเราไปอยู่บนดาวพุธ ที่มา – Jack Marsh / thesolarsystems.artstation.com

ดาวพุธนั้นมีขนาดที่เล็กมาก แม้จะใหญ่กว่าดวงจันทร์ของเรานิดเดียวแต่ก็ไม่ได้ทำให้มันมีแรงดึงดูดมากพอที่จะรั้งชั้นบรรยากาศให้อยู่รอบ ๆ ตัวมันได้ จึงทำให้ดาวพุธมีชั้นบรรยากาศที่เบาบางมาก ๆ จนถึงขั้นไม่มีชั้นบรรยากาศเลยก็ว่าได้ ท้องฟ้าบนดาวพุธจึงไม่ต่างอะไรกันกับมองความมืดในคืนท้องฟ้าโปร่ง


ดาวศุกร์ – ดาวเคราะห์ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นฝาแฝดของโลก บนดาวศุกร์นั้นก็มีชั้นบรรยากาศเหมือนกันกับของโลกแต่มีความหนาแน่นมากกว่า มากชนิดที่เราแยกแยะไม่ออกว่าดวงอาทิตย์อยู่ตรงไหนแล้วบนท้องฟ้าในตอนกลางวัน และในตอนกลางคืนก็ไม่สามารถมองเห็นดาวได้




ภาพถ่ายดาวศุกร์ จากยาน Venera ของสหภาพโซเวียตในปี 1982 ที่มา – Roskosmos

ในปี 1982 ยาน Venera-13 ของสหภาพโซเวียตได้ลงจอดบนพื้นผิวของดาวศุกร์ได้สำเร็จและได้ถ่ายภาพสีกลับมายังโลก เผยให้เห็นก้อนหินบนดาวและท้องฟ้าของดาวศุกร์มีสีส้มเป็นส่วนมาก จึงบอกได้ว่าท้องฟ้าบนดาวศุกร์นั้นเป็นสีส้ม

ดาวอังคาร – ดาวเคราะห์ที่เราพูดถึงมากที่สุดในทศวรรษนี้เลยก็ว่าได้ เป็นดาวที่นำไปทำเป็นหนังหลายต่อหลายเรื่องแล้วมากมาย โดยในหนังเราจะเห็นว่าบนดาวอังคารนั้นเต็มไปด้วยทะเลทราย ลม ความแห้งแล้ง ฝุ่นเยอะแยะมากมาย จึงทำให้แสงนั้นกระจัดกระจายอยู่เต็มทั่วท้องฟ้า ในตอนกลางวันจึงค่อยข้างที่จะสว่างมาก และมองเห็นดวงอาทิตย์ได้ไม่ชัดเจน



ยาน Curiousity ถ่ายภาพ Selfie บนดาวอังคาร ที่มา – NASA/JPL


ในช่วงแรกของการสำรวจสภาพแวดล้อมบนดาวอังคารนั้นมีเรื่องให้ประหลาดใจมากมาย เพราะการถ่ายภาพบันทึกสีที่แท้จริงและแม่นยำบนดาวอังคารนั้นซับซ้อนอย่างน่าแปลกใจ สีของท้องฟ้ามีความแปรปรวนไปมากตามภาพที่เผยแพร่ให้เราได้เห็นในช่วงแรกของการสำรวจดาวอังคารเพราะมีการเพิ่มฟิลเตอร์ตกแต่งสีภาพให้ดูมีความเป็นธรรมชาติมากกว่าที่เป็นอยู่ เลยทำให้เรามองเห็นสีของภาพที่ไม่จริง

แต่ในปัจจุบันนี้อย่างที่เรารู้กันแล้วว่าท้องฟ้าตอนกลางวันบนดาวอังคารนั้นเป็นสีบัตเตอร์สกอตช์ (คล้ายสีคาราเมล) แล้วในช่วงใกล้เช้าหรือใกล้ค่ำสีของท้องฟ้ารอบ ๆ ดวงอาทิตย์นั้นจะเป็นสีฟ้า ซึ่งตรงกันข้ามกับที่เกิดขึ้นบนโลกของเราอย่างน่าแปลกใจ



แสงสนธยาบนดาวอังคาร ถ่ายโดยยาน Curiousity ที่มา – NASA/JPL
การเกิดของแสงสนธยา (Twilight) ซึ่งเป็นแสงที่กระเจิงอยู่ในชั้นบรรยากาศชั้นล่างในช่วงเวลาก่อนที่ดวงอาทิตย์ขึ้นหรือหลังจากดวงอาทิตย์ตกไปแล้วประมาณ 10-15 นาที สำหรับบนโลก แต่สำหรับบนดาวอังคารนั้น เนื่องจากมีความหนาแน่นของฝุ่นในชั้นบรรยากาศเป็นจำนวนมากจึงทำให้เกิดแสงสนธยานานถึง 2 ชั่วโมงเลยทีเดียว

ดาวพฤหัส – แม้ว่าตอนนี้จะยังไม่มียานใดเลยที่สามารถถ่ายภาพชั้นบรรยากาศบนดาวพฤหัสจากพื้นผิวของดาวได้ เพราะยานโดยพายุบนดาวยำเละซะก่อน แต่นักดาราศาสตร์ก็ได้สันนิษฐานว่าท้องฟ้าบนดาวพฤหัสน่าจะเป็นสีฟ้า แต่เป็นสีฟ้าที่มืดมากกว่าบนโลก ในอนาคต มีแผนส่งยานชื่อ “windbots” เป็นเหมือนบอลลูนไปลอยอยู่ในบรรยากาศของดาวพฤหัส เพื่อศึกษาบรรยากาศของมันด้วย




windbot บนท้องฟ้าของดาวพฤหัส ที่มา – NASA/JPL-Caltech

ดาวเสาร์ – ภาพชุดสุดท้ายจากภารกิจของยาน Cassini ได้ส่งมาถึงโลกก่อนที่มันจะพุ่งชนดาวเสาร์เพื่อทำลายตัวมันเองในปี 2017 ที่ผ่านมานั้น มีภาพหนึ่งที่เผยให้เห็นท้องฟ้าในช่วงชั้นบรรยากาศที่สูงขึ้นไปบนดาวเสาร์มีลักษณะเป็นสีฟ้า แต่สีที่เราเห็นกันเด่นชัดอยู่แล้วของชั้นเมฆบนดาวเสาร์นั้น บ่งบอกได้ว่าท้องฟ้าของดาวเสาร์อาจจะมีสีค่อนข้างเหลืองลงไปอีกเรื่อย ๆ ตามชั้นบรรยากาศ




ภาพของดาวเสาร์และดวงจันทร์บริวาร Enceladus เผยให้เห็นชั้นบรรยากาศชั้นสูงสุดของดาวเสาร์มีสีฟ้า ซึ่งเป็นภาพชุดสุดท้ายที่ยาน Cassini ส่งกลับมายังโลก ที่มา – NASA/JPL-Caltech/Space Science Institute
นอกจากดาวเสาร์แล้ว ยังมีภาพหนึ่งที่น่าสนใจมาก ซึ่งเป็นภาพจริงถ่ายโดยยาน Huygens ที่ไปลงจอดเมื่อปี 2005 บนดวงจันทร์ Titan ของดาวเสาร์ ทำให้นี่เป็นภาพถ่ายจริง ๆ ของท้องฟ้าบนดวงดาวที่ไกลที่สุดเท่าที่เราสามารถถ่ายได้มา ท้องฟ้าบนไททันนั้นเป็นสีส้ม




ภาพจากข้อมูลของยาน Huygens ขณะที่มันร่อนลงสู่พื้นดินของไททัน ภาพนี้ได้รับการปรับโดย planetary.org ให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น ที่มา – ESA / NASA / JPL / University of Arizona / René Pascal

ดาวยูเรนัสและเนปจูน – เมื่อพิจารณาจากสีของชั้นบรรยากาศของดาวยูเรนัสแล้ว ท้องฟ้าบนดาวยูเรนัสน่าจะเป็นสีฟ้าอ่อน ส่วนดาวเนปจูนนั้นเมื่อพิจารณาจากสีของชั้นบรรยากาศของดาวเนปจูนแล้ว ท้องฟ้าบนดาวเนปจูนน่าจะเป็นสีฟ้าหรือเป็นสีฟ้าอ่อนคล้ายกับของดาวยูเรนัส




ภาพจำลองบรรยากาศของดาวยูเรนัส ที่มา – Cyberchemist

ดาวพลูโต – ดาวพลูโตนั้นมีขนาดเล็กมาก จึงไม่ค่อยมีชั้นบรรยากาศห่อหุ้มดาวไว้ และเนื่องจากพลูโตอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์มาก ทำให้มันมืดมากเช่นกัน (ลองนึกดูว่ากล้องบนยาน New Horizons ต้องดีแค่ไหนถึงถ่ายภาพพลูโตออกมาชัดขนาดนั้น) ท้องฟ้าจึงมืดอยู่ตลอดเวลาคล้ายกับของดาวพุธ ไม่มียานลำใดเคยลงจอดบนพลูโตมาก่อน ดังนั้นจึงเหมือนกับดาวเคราะห์แก๊สด้านบนมีแต่ภาพ Render เท่านั้น



ภาพจำลองพื้นผิวของดาวพลูโต ที่มา – Vistapro Landscape Imagery

อย่างไรก็ตาม คงไม่มีท้องฟ้าบนดาวดวงไหนที่สดใสสวยงามมากกว่าบนโลกของเราแล้ว แต่ปัจจุบันนี้ถ้าจะให้ท้องฟ้ากลับมาเป็นเหมือนเดิมได้นั้นคงยาก เพราะฝุ่นและแก๊สพิษมากมายที่สะสมในชั้นบรรยากาศได้บดบังทัศนียภาพในการมองเห็นของเราไว้อย่างเลี่ยงไม่ได้

วิธีแก้ปัญหาของธรรมชาติในกรณีของเหตุการณ์นี้คือ ฟ้าหลังฝน แต่ถึงแม้ฝนจะช่วยชะล้างฝุ่นที่มนุษย์ก่อขึ้นมาให้หายไปได้ แต่ฝนก็ไม่ได้ช่วยให้ชะล้างความผิดที่ว่ามนุษย์นั้นได้ทำลายโลกใบนี้ไปแล้วได้ จึงอยากให้เราหันกลับมาใส่ใจในการกระทำของตัวเราเองมากกว่ารอธรรมชาติช่วยแก้ไขปัญหาให้ เพื่อท้องฟ้าจะได้กลับมาสวยงามอีกครั้งหนึ่ง

 

ขอบคุณภาพสวยๆ+ข้อมูลเจ๋งๆ   เรียบเรียงโดย ทีมงาน Spaceth.co 

+1 ขอบคุณครับ
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  




Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006-2007, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!