Thailandsusu Webboard
พฤษภาคม 24, 2019, 10:20:17 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน Gallery เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: เปิดมุมมองและแนวทางของผู้บริหารชลบุรีที่คุณควรจะรู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่  (อ่าน 1030 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
tonmania
Thailandsusu
Full Member
**

คะแนนความรัก: +309/-563
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,093



| | |
« เมื่อ: เมษายน 17, 2019, 11:21:27 AM »

อ้างอิงบทความต้นฉบับจาก https://www.facebook.com/MainStandTH/

หลายคนในนี้มีมุมมองและแสดงออกในบอร์ดออกมาตามประสบการณ์และความคิดเห็นแตกต่างกันออกไป

พอดีผมไปอ่านเจอบทความของคุณอลงกต เดือนคล้อย ที่เขียนลงในเวบเพจMainStandเลยอยากนำมาให้หลายๆท่านได้อ่านกัน สามารถเข้าไปอ่านต้นฉบับตามข้อความอ้างอิงด้านบนโดยตรงเลยนะครับ คิดว่าคงจะตอบคำถามใครหลายๆคนในบอร์ดนี้ได้เป็นอย่างดี และโดยเฉพาะคนที่คุณก็รู้ว่าใครเป็นพิเศษครับ...55555

อรรณพ สิงห์โตทอง เป็นชื่อที่ผู้คนในวงการฟุตบอลไทย รู้จักเป็นอย่างดี ในฐานะผู้บริหารสโมสรลูกหนังต้นแบบอาชีพ “ชลบุรี เอฟซี” รวมถึงปลุกปั้นและมอบโอกาสให้กับเด็กและเยาวชนเกือบ 1,000 ชีวิต ตลอดเวลา 28 ปีในการทำฟุตบอล
 
จนถึงขนาดมีคำกล่าวที่ว่า ทุกๆทีมฟุตบอลในเมืองไทย  ล้วนต้องเคยมีนักเตะหรืออดีตผู้เล่น ที่ผ่านการชุบเลี้ยงดูแลในวัยเยาว์มาจาก อรรรณพ สิงห์โตทอง อย่างน้อย 1 คนต่อทีม
สื่อมวลชนตั้งฉายาให้ รองประธานสโมสร ชลบุรี เอฟซี ผู้นี้ว่า “The Saint” ที่แปลว่า “นักบุญ” จากอุดมการณ์ที่ต้องการทำฟุตบอล เพื่อมอบโอกาสให้แข้งตัวจิ๋วต่อยอดสู่การเป็นนักฟุตบอลอาชีพ ตลอดจนเกียรติยศในการได้ติดทีมชาติไทย

แม้ว่าในปัจจุบัน ยุคที่ฟุตบอลไทย เป็นเรื่องของทุนนิยม บรรดาสโมสรชั้นนำมากมาย ต่างใช้เงินลงทุนมหาศาลหลายร้อยล้านบาทต่อปี แต่นั่นไม่ทำให้ “นักบุญแห่งวงการลูกหนังไทย” เช่นเขา ล้มเลิกความเชื่อมั่นในอุดมการณ์ จุดยืน ที่เป็นมาเกือบ 3 ทศวรรษ ในการสร้างผู้เล่นจากเยาวชนสู่ชุดใหญ่
แลกกับราคาที่ต้องจ่าย ในการร้างลาความสำเร็จระดับเมเจอร์มาหลายปี หรือการยอมลดขนาดเป้าหมาย จากทีมยักษ์ใหญ่ ลุ้นแชมป์ลีก มาเป็นทีมขนาดกลาง ที่ต่อสู้เพื่อลุ้นเพียงฟุตบอลถ้วย

หลายคนมักพูดว่า “เมื่อถึงวันหนึ่ง กาลเวลาจะเปลี่ยนแปลงความเชื่อ ความคิดของเราไป” และหากเป็นเช่นคำกล่าวนี้จริง เหตุใดอุดมการณ์ของผู้ชายคนนี้ กลับยังไม่เคยเอนไหว สั่นคลอนไปตามกาลเวลา
ในขวบปีที่ 28 ที่การทำทีมฟุตบอล เป็นส่วนหนึ่งในลมหายใจเข้า-ออก ของเขา อย่างเช่นทุกๆวันที่ผ่านมา
 
คนบ้าที่ชื่อตุ๋ย
“ผมเริ่มเข้ามาอยู่ในวงการฟุตบอล ตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ.2534-2535 จากการชักชวนของ คุณตุ๋ย ธนศักดิ์ สุระประเสริฐ ที่ปัจจุบันเป็น อุปนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ซึ่งเขาเป็นรุ่นพี่ผมสมัยเรียน ร.ร.อัสสัมชัญศรีราชา จนกระทั่งได้ซึมซับวิธีคิดจากเขา เขาเป็นคนที่ดี และทุ่มเทมาก”

“ตอนนั้น ผมเหมือนปุถุชนคนทั่วไป ที่เวลาทำอะไร ต้องนึกถึงประโยชน์ส่วนตัวก่อน ถ้าไม่ได้เปรียบ ก็ไม่ยอมเสียเปรียบ แต่พอเจอคุณตุ๋ย เขาเป็นคนที่มีแต่ให้ ให้โดยไม่หวังผลตอบแทน เขารับเด็กที่โนเนม ไม่มีโรงเรียนไหนเอา ขอแค่มีใจรักฟุตบอล เขาก็รับมาเลี้ยงดูอยู่ที่บ้าน 40-50 คน ดูแลทุกอย่าง อาหาร 3 มื้อ ที่พัก เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม กลับบ้านก็ให้เงินติดตัวอีก ใครพามาฝากก็รับเลี้ยงไว้หมด”

“ส่งเด็กเข้าเรียนที่ ร.ร.สมุทรพิทยาคม กับ ร.ร.รัตนโกสินทร์ 9 (เคหะบางพลี) ต่อมาทางโรงเรียนอัสสัมชัญ ศรีราชา เขาอยากทำทีมฟุตบอล จึงได้เชิญคุณตุ๋ย มาทำทีม ส่วนผมมีลูกชายเรียนอยู่ที่นี่พอดี จึงพูดคุย เจอกันบ่อยขึ้น เขาชวนผมไปดูบอลตามที่ต่างๆ ได้เห็นเขาจ่ายทุกอย่างทั้งเงินเดือนโค้ช เงินเดือนเด็กทุกคน แข่งเสร็จก็พาเด็กไปเลี้ยงอาหารอย่างดี ซื้อรองเท้าสตั๊ดครั้งหนึ่งเป็น 100 คู่ ลูกฟุตบอลเป็น 100 ลูก สนับแข้งเป็น 100 อัน ถุงมือผู้รักษาประตู สั่งซื้อนำเข้ามาจากสิงคโปร์ เขาจัดการให้ได้ทุกอย่าง”

“ก็รู้สึกว่า ‘เฮ้ย โลกนี้มันมีคนบ้าแบบนี้ด้วยเหรอวะ’ ไม่มีใครรู้เลยว่า เขาเป็นคนแบบนี้ แต่เราอยู่กับเขาทุกวัน ได้เห็นหมดทุกอย่าง ถ้าเรามีเงินแบบเขา เราก็คงไม่มีทางทุ่มเท ได้เท่าเขาแน่นอน เราก็ต้องรักสนุก ห่วงตัวเอง แต่พอได้อยู่ด้วยกันทุกวันเป็น 10 ปี ผมก็เริ่มสำนึกว่า ทำไมถึงมีคนแบบนี้ในโลก ทำไมเขาถึงทุ่มเท หมดเงินไปร้อยล้านบาท โดยไม่หวังอะไรตอบแทน”
“คุณตุ๋ยไม่เคยสอนว่า อะไรดี อะไรไม่ดี เขาเลือกที่จะลงมือทำให้เราเห็น

 ก็ทำทีมโรงเรียนมา จากสมัยก่อนที่เด็กเก่งๆ อยากเข้าแต่โรงเรียนดังๆในกรุงเทพ ก็เริ่มชนะ ได้รองแชมป์ ได้แชมป์ ประกอบกับได้ศิษย์เก่าหลายคนมาช่วยสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็น ท่านรัฐมนตรีสนธยา (คุณปลื้ม), ท่านนายกวิทยา (คุณปลื้ม) , นายกสมาคมศิษย์เก่า จีรกิตติ (ตังครัช) และศิษย์เก่าอีกหลายๆคน จนทำให้ ร.ร.อัสสัมชัญ ศรีราชา ประสบความสำเร็จมากในบอลนักเรียน ”

“แต่ต้องเข้าใจว่าโรงเรียนในเครืออัสสัมชัญ, เซนต์กาเบรียลฯ อธิการจะอยู่ในตำแหน่งประมาณ 3-6 ปี แล้วปรับเปลี่ยน บางครั้งได้อธิการที่ชอบฟุตบอลก็แฮปปี้ แต่ถ้าอธิการคนไหนไม่ชอบกีฬา ก็ค่อนข้างลำบาก ตอนหลังเราจึงไปทำทีมฟุตบอลให้โรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย ที่เพิ่งเปิดใหม่ในจังหวัด”

“เราได้พวกไอ้ชลทิตย์ (จันทคาม), อำไพ มุธาพร, เจษฎากร เหมแดง, อดุล หละโสะ, เกียรติประวุฒิ สายแวว ทำไปได้สักพัก ร.ร.จุฬาภรณ์ฯ เริ่มมีชื่อเสียงได้แชมป์ กลายเป็นว่า เราประสบความสำเร็จทั้ง 2 โรงเรียนที่ทำ แต่ปัญหาคือ พอเด็ก จบ ม.6 มันจบเยอะขึ้นทุกปี เราก็ยังไม่มีสโมสรอาชีพรองรับ”

“ประกอบกับคุณตุ๋ย เริ่มไม่ค่อยอยากพูดคุยกับเด็กๆพวกนี้ ตอนโตสักเท่าไหร่ เพราะเด็กโต มันเริ่มออกนอกกรอบ มีผู้หญิง แอลกอฮอล์ เพื่อนฝูงเข้ามา เริ่มมีความเป็นตัวของตัวเอง ไม่เหมือนตอนเป็นเด็กเล็กที่ยังอยู่ในในกรอบ”

“การดูแลพวกเด็กโต จึงเป็นหน้าที่ที่ผมต้องรับผิดชอบ เพราะผมสามารถยืดหยุ่นกับเด็ก ส่วนคุณตุ๋ยเขาก็ยังดูแลพวกเด็กเล็กไป ดังนั้นพอเด็กเรียนจบ ผมต้องเป็นคนพาเด็ก ไปฝากตามสโมสรใหญ่ๆ ในกรุงเทพ เช่น ธ.กรุงเทพฯ, การท่าเรือ, ทีโอที ของพี่ก๊อก (พงษ์พันธ์ วงษ์สุวรรณ) เพื่อให้เด็กได้เล่นฟุตบอล ได้เรียนหนังสือต่อ”

“ส่วนพวกที่ไม่มีใครเอา ก็อยู่กับเราต่อมีเบี้ยเลี้ยงซ้อมเช้า 50 บาท เย็น 50 บาท ไม่มีเงินเดือน ทุกคนจะมีรายได้เดือนละประมาณ 2,000 บาท มีที่พักให้ มีคนทำกับข้าวให้กิน ก็อยู่กันแบบนั้น เล่นดิวิชั่น 1 กับชลบุรี สันนิบาตฯ เล่นโปรลีก ให้ จ.ชลบุรี”

“ตอนนั้น เราทำทีม เพื่อให้เด็กที่เหลือ มันมีเวทีเล่น ใครเล่นดีก็มีโอกาสได้ย้ายไปเข้าเรียนต่อ ไปเล่นสโมสรในกรุงเทพ ไม่ได้คิดไกลกว่านั้น”
 

หมามองเครื่องบิน

“สำหรับผม การทำบอลเด็กให้ประสบความสำเร็จมันง่าย ทำไม่ยากเลย เพราะมีไม่กี่โรงเรียนหรอกที่ทุ่มเงิน เราได้มาหมดทุกแชมป์ โอเคมันเหนื่อยแค่ช่วงแรก แต่พอทำไปสักพัก เรารู้แล้วว่าบอลนักเรียนทำอย่างไร ถึงจะได้แชมป์”

“แต่พอมาเป็นไทยลีก มันเหมือนหมามองเครื่องบิน ตอนนั้นอยากทำทีมระดับไทยลีกมาก เราแม่งใช้เด็กชลบุรี จะไปสู้กับการท่าเรือ, ทหารอากาศ, ธนาคารกรุงเทพ ได้อย่างไรวะ? ไม่มีทางแน่นอน เราไม่มีปัญญาสู้เขาได้ ความรู้สึกของเรากับไทยลึก จึงเหมือนหมามองเครื่องบิน”

“เราจะไต่เต้าขึ้นไปเล่นไทยลีกได้อย่างไร ไม่มีทาง สมัยก่อนท่าเรือ ส่งทีมทุกถ้วย ก. ข. ค. ง. เรามีโอกาสส่งเด็กไปเล่น ถ้วย ง. ให้การท่าเรือได้ 6-7 คนต่อปี แค่นั้นเราก็ดีใจมากแล้ว ท่าเรือแจกเสื้อวอร์มให้คนละตัว ผมก็โคตรปลื้มแล้ว เอาไปโม้ได้เลยว่า เด็กเราแม่งได้เล่นการท่าเรือเว้ย”

“จนกระทั่งมีการรวมลีก ปีแรกเราตั้งเป้าขอเลขตัวเดียวไม่ตกชั้นพอ ซึ่งเราได้อันดับ 8 ปีต่อมาก็ระดมเอาโค้ชเฮง (วิทยา เลาหกุล) มาเป็นโค้ช ดึงพวกศิษย์เก่ากลับมา เพราะเราอยากขึ้นไทย แล้วเราจบฤดูกาลเราได้แชมป์ และสิทธิ์ขยับขึ้นมาเล่นไทยลีก ปี 2006”


“พอขึ้นไทยลีกปุ๊ป เราเริ่มมีการจ่ายเงินเดือนให้นักฟุตบอล เดือนละ 3,000 บาท 6,000 บาท 8,000 บาท 10,000 บาท ซึ่งพอขยับมาเล่นไทยลีก เงินลงทุนมันสูงขึ้นก็ต้องใช้เงินจากสปอนเซอร์ที่หามาได้ เป็นงบประมาณในการทำทีม ไม่ใช่ควักเองแบบตอนบอลนักเรียน หรือโปรลีก ก็ได้ท่านรัฐมนตรีสนธยา และ นายกฯวิทยา คุณปลื้ม คอยประสานให้ เพราะท่านรู้จักคนเยอะ”

“ความรู้สึกตอนนั้นเหมือน กูได้ขึ้นเครื่องบินแล้ว ได้ขึ้นมาสู้กับ การท่าเรือ ทีมที่เราชอบมาตั้งแต่เด็กๆ ได้แข่งกับ เทโรฯ และอีกหลายๆทีม มันก็จุดประกายให้เราต้องทำทีมเพื่อสู้กับทีมอื่นให้ได้ เราตั้งเป้าไว้ว่าต้องเป็นแชมป์ไทยลีก ภายใน 4 ปี”

“เพราะผู้เล่นเราส่วนใหญ่เป็นนักเตะพลังหนุ่มทั้งนั้นเลย มีไอ้โม้ (พิภพ อ่อนโม้) แก่สุด อายุประมาณ 27-28 โกสินทร์ (สินทวีชัย หทัยรัตนกุล) อายุ 25 ปี ไอ้ต่าย (ศราวุฒิ จันทพันธ์) เพิ่ง 21-22 ปี เฮดโค้ชเราใช้ จเด็จ มีลาภ ตอนนั้นเราเน้นรับให้ดี โต้ให้แม่นๆ แต่ความสำเร็จมันดันมาเร็วเกินคาด”

“สาเหตุที่ทำให้เราได้แชมป์ไทยลีก ในปี 2007 ไม่ได้เกิดจากฝีเท้านักเตะเพียงอย่างเดียว แต่มันมาจากแฟนบอลชลบุรี ที่ไปเชียร์กันมาก ทั้งเกมเหย้า เกมเยือน จากรูปเกมที่ดูน่าจะแพ้ สู้ไม่ได้ พอนักบอลเห็นกองเชียร์มากันเยอะ มันก็มี ก๊อก 2 ก๊อก 3 วิ่งต่อ”


“สมัยก่อนไม่มีใครซื้อเสื้อสโมสรฟุตบอลไทยหรอก เพราะมันดูบ้านนอก ไม่มีใครเขาชูผ้าพันคอในสนาม เพราะมึงจะชูทำบ้าอะไร อากาศประเทศไทยแม่งร้อนขนาดนี้ แต่เราทำเสื้อ ทำผ้าพันคอขาย หน้าสนาม สมัยก่อนไม่มีใครทีมไหนทำขาย ปีแรกเราขายได้ 500 ตัว นี่ก็เก่งตายห่าละ  ปีที่ 2 ขายได้ 1,000 ตัว โคตรดีใจเลย”

“เราจ้างสยามกีฬา มาถ่ายทอดสด เพราะต้องการเตะเวลา 6 โมงเย็น แทนที่จะเตะ 4 โมงเย็น แล้วได้ถ่ายทอดสดช่อง 11 เราไม่เอา เราอยากให้คนดูได้เห็นบรรยากาศของแฟนบอลชลบุรี ที่มาเชียร์ฟุตบอลหลังเลิกงาน และยิ่งเราได้ไปเล่น บอลถ้วยเอเชีย ก็ยิ่งทำให้ตอนนั้น กระแสชลบุรี ฟีเวอร์ขึ้นมา”
“ทำให้ทุกจังหวัดเริ่มเกิดกระแสตื่นตัว อยากให้มีทีมแบบนี้บ้าง เพราะก่อนหน้านั้น ยังไม่เคยมีทีมจากต่างจังหวัด ได้แชมป์ไทยลีก จนเราทำสำเร็จ และเวลาต่อมาไทยลีกก็เริ่มบูมขึ้นมา จากทีมจังหวัดต่างๆ ที่เข้ามาแข่ง”


“นี่เป็นสิ่งที่ผมเชื่อมาตลอดว่า ถ้าอยากให้ไทยลีกได้รับความนิยม ต้องกระจายการแข่งขันออกไปยังต่างจังหวัดด้วย เราก็สู้กันมาตลอด เพราะผู้ใหญ่บางคนในสมาคมฯ ยุคนั้นกลัวว่า หากเปิดโอกาสให้ทีมต่างจังหวัดมาเล่น ถ้าสมมุติแพ้ขาดลอย 5-0, 9-0 จะทำให้บอลไทยตกต่ำ กังวลทีมต่างจังหวัด ระบบการจัดการไม่ดี”
“แต่เราก็สู้มาตลอด เป็นปากเสียงให้พวกเขา ผมถามหน่อย คุณจะรู้ได้ว่าทีมต่างจังหวัดไม่มีความเป็นมืออาชีพ ? ถ้าไม่ลองให้โอกาสเขาได้ทำ”

 
“กูจะทำให้พวกมึงมีเงินเดือนเป็นแสน”
“ผมเคยคุยกับเด็กของผมตั้งแต่ตอนที่เรายังไม่มีอะไรเลยนะว่าสักวันหนึ่งกูจะต้องทำให้พวกมึงมีเงินเดือนเป็นแสนให้ได้ ให้มีรถบัสดีๆนั่ง และทำให้คนมาดูพวกมึงแข่งเต็มสนามให้ได้”


“ตอนนั้นเด็กมันฟัง มันก็คงไม่เชื่อหรอกว่าจะเป็นเรื่องจริง แต่สุดท้ายเราก็ทำได้จริงๆ เราเพิ่มเงินเดือนให้เด็กขึ้นเรื่อยๆทุกปี จนเราสามารถทำให้เด็กมีเงินเดือนหลักแสน มีรถบัสนั่ง และคนมาดูเต็มสนาม เราทำได้หมดแล้ว ในสิ่งที่เรารับปากกับเด็ก”


“พอผ่านสิ่งที่เราอยากทำมาหมด ก้าวต่อไปคือการทำให้สโมสรยืนหยัดอยู่ในไทยลีกให้ได้ เพราะการแข่งขันมันสูงมากขึ้นทุกปี มีทีมใหม่ ทุนหนาเข้ามาตลอด เป็นโจทย์ที่ยากมากสำหรับผม ในยุคที่ ชลบุรี เอฟซี ต้องลดขนาดทีมลง มีคนถามผมตลอดว่า ทำไมไม่เอาเงินลงทุนเยอะๆ ซื้อความสำเร็จล่ะ ก็ต้องบอกว่าเจ้าของทีม คนทำฟุตบอล แต่ละคนมีแนวคิดไม่เหมือนกัน ไม่มีใครผิด ไม่มีใครถูก”


“จะมีสักกี่ทีมในไทย ทำได้แบบ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เขาทำได้ทั้งผลงานในสนาม และนอกสนามด้วยยอดจำหน่ายสินค้าที่ระลึก ผมไม่ได้อวยคุณเนวิน ชิดชอบนะ เพราะไม่ได้โทรคุยกันมาเป็นปีแล้ว แต่ถามว่ามีใครทุ่มเทได้อย่างเขาบ้าง ผมยังทำไม่ได้ขนาดนั้นเขาเลย สิ่งที่เขาควรได้ เขาก็ควรได้ สโมสรอื่นที่มีเงิน ก็ต้องทำให้ได้อย่างเขา”


“ส่วนชลบุรี ยอมรับเราไม่มีตังค์ (หัวเราะ) เรามีของเราแค่นี้ เราต้องสู้ในวิถีทางของเรา ถามว่าแชมป์อยากได้ไหม? อยากได้สิ เพราะถ้าได้แชมป์ชื่อเสียง เกียรติยศ สปอนเซอร์จะเข้ามาอีกมาก ทำไมเราจะไม่อยากได้ เราไม่ได้อยากเป็นทีมกลางตาราง แต่สมัยนี้ต้องเข้าใจว่าทุกทีมเขาก็เก่ง ไม่ใช่เราจะเก่งอยู่ทีมเดียว เก่งตลอดไป คนอื่นเขาอาจเก่งกว่าเรา ฉลาดกว่าเราก็ได้”


“ขึ้นอยู่กับโอกาสและจังหวะในตอนนั้น ฟุตบอลบางทีชนะกันช่วงเวลาบาดเจ็บ นาทีที่ 90+1 จากจะได้ 1 แต้ม กลายเป็นได้ 3 คะแนนไปเลย มันไม่มีอะไรแน่หรอกในโลกฟุตบอล”

“ผมโอเคที่จะอดทนรอเยาวชน แบ่งงบประมาณทำทีมทุกปี สัก 10 เปอร์เซนต์ ไปทุ่มกับเด็กๆ เพื่อที่วันหนึ่งเราจะได้ใช้ผู้เล่นเยาวชนของตัวเอง โดยที่ไม่ต้องเสียเงินซื้อนักฟุตบอล แต่คนอื่นอาจจะคิดว่า ถ้าต้องรอแบบที่เราทำ ต้องใช้เวลากี่ปี แฟนบอลรอได้ไหม เศรษฐกิจรอได้ สปอนเซอร์รอได้ไหม?”

“การสร้างเด็กมันก็ดี ตรงที่เราจะได้นักฟุตบอลที่มีความจงรักภักดีกับสโมสร แต่อย่าไปคาดหวังรุ่นหนึ่งมี 15 คน จะใช้ได้ทั้ง 15 คน รุ่นไอ้ยิม (วรชิต กนิตศรีบำเพ็ญ) มี 15 คน ที่เราเลี้ยงดูมา ขึ้นมาได้รุ่นละ 1 คน คือไอ้ยิมก็เก่งแล้ว ถ้าขึ้นมาได้ 2 คนต่อรุ่นก็สุุดยอดมาก ถ้าได้ 3 คนนี่เรียกว่า ปาฏิหาริย์ เลย”
“เพราะนักฟุตบอลเด็กบางคน พอเริ่มดัง เริ่มมีเพื่อนฝูง ผู้หญิง สิ่งยั่วยุเข้ามาหาเขาเยอะ แฟนบอลมาป้อยอ อยู่ที่เขาจะหลงใหลไปกับมันไหม สุดท้ายก็ขึ้นอยู่ที่ตัวเขา ไปพูดไปสอนมันตอนนี้ มันก็ไม่เชื่อเราหรอก แล้วหลังจากนั้น 5-10 ปี จะกลับมาคุยกับผมทุกทราย บอกว่าเสียดาย รู้แบบนี้ เชื่อที่ผมสั่งสอนดีกว่า แต่คนเรามันย้อนเวลาไม่ได้แล้ว”

 
ข้าวทุกเม็ด น้ำทุกหยด
“ถามว่ามันมีอารมณ์เสียใจ เวลาเห็นเด็กที่เราเลี้ยงมาเป็น 10 ปี ทำตัวออกนอกลู่นอกทางไหม? มันก็ต้องมีอยู่แล้ว ผมไม่ใช่พระพุทธเจ้านะ”


“ต้องเข้าใจว่า เด็กที่มาอยู่ในอคาเดมีเรา เขาต้องละทิ้งทุกอย่างในวัยเด็ก จากที่จะได้นอนตักแม่ ให้แม่ป้อนข้าว ต้องมาอยู่อคาเดมี ฝึกซ้อมฟุตบอลอย่างมีระเบียบวินัย เพื่อเป้าหมายเป็นนักฟุตบอลที่ดีในอนาคต สร้างชื่อเสียงให้วงศ์ตระกูล มีเงินทองเลี้ยงดูพ่อแม่”

“แต่จะมีเด็กสักกี่คนที่อดทนได้เหมือน เจ (ชนาธิป สรงกระสินธ์) มุ้ย (ธีรศิลป์ แดงดา) ผมเห็นมาเยอะแล้ว บางคนติดทีมชาติเยาวชน ยู-12 ยู-14 ยู-16 ยู-18 แม่งนึกว่าตัวเองเก่งแล้ว ทั้งที่ความจริงมึงยังอนุบาลอยู่เลย”

“เด็กบางคนไม่ต้องเห็นตัวหรอก แค่เงาผมก็รู้แล้วว่าไอ้นี่ไม่น่าไปรอด เพราะเริ่มออกนอกลู่นอกทาง มันไม่เชิงเสียใจนะ แต่เราเสียดายเพราะเราเสียเงิน เสียอะไรต่างๆมากมาย ข้าวทุกเม็ด น้ำทุกหยด ที่เขากินดื่ม พาเขาไปแข่งต่างประเทศหลายครั้ง ไม่ใช่แค่ปีเดียวนะ บางคนอยู่กับเราเป็น 10 ปี หมดไปเท่าไหร่ ปั้นแล้วปั้นอีก มันยังไม่ดี ก็รู้สึกเฟลอ่ะ”


“สู้ให้โอกาสเด็กที่มันขยัน ทัศนคติดี ไม่คุ้มกว่าเหรอ? ใช่ เราต้องการเด็กที่เก่ง ฝีเท้าดี แต่ถ้าทัศนคติไม่ดี ชีวิตมันก็พัง ดังนั้นเราจึงหวังว่าใน 1 รุ่น เราจะมีเด็กไว้ใช้งานเป็นตัวหลักสัก 1 คน อีกสัก 1-2 คนอาจเป็นสำรองก็ได้ เรายึดมั่นแนวทางแบบนี้ เพราะต้องการสร้างโอกาสให้เด็กและเยาวชน”


“ผมรู้สึกว่าตัวเองโคตรโชคดีที่ได้ โค้ชเฮง (วิทยา เลาหกุล) มาทำทีมเยาวชน รู้ไหมว่าประธานสโมสรที่ญี่ปุ่น บินมาหาผมที่นี่ อยากให้โค้ชเฮงไปทำงานด้วย มีรถมีบ้านทุกอย่างให้หมด สัญญา 5 ปี เงินเดือนหลายล้านเยน มากกว่าเราตั้งหลายเท่า แต่แกไม่ไป เพราะแกรักเด็กที่นี่”


“แกมีความฝันอยากเห็นนักเตะที่แกสร้างมา เป็นตัวจริงของชลบุรี ครบทั้ง 11 ตำแหน่ง แล้วไม่ใช่แค่ทีมเดียว มีมาถึง 2 สโมสรที่อยากให้โค้ชเฮง กลับไปญี่ปุ่น ถ้าไม่มีโค้ชเฮง ชลบุรีก็คงไม่มีนักบอลเยาวชนเยอะขนาดนี้”

“คนที่ว่าเขาในคีย์บอร์ด มันไม่เคยมาสัมผัสว่า เขาเป็นอย่างไร ถ้าประเทศไทยมีบุคลากรแบบโค้ชเฮงเยอะๆ ฟุตบอลบ้านเราไปไกลแล้ว โค้ชเฮงนี่ไม่ใช่คนบ้าธรรมดา แต่เป็นคนที่โคตรบ้า ตี 3-4 ตื่นนอนมานั่งเขียนแบบฝึก ตี 5 ออกจากคอนโดที่ชลบุรี มาถึงบ้านผมก่อน 6 โมงเช้า เพื่อออกกำลังกาย จากนั้นเรียกโค้ชทุกคนมาทำความเข้าใจว่าจะสอนอะไรเด็กบ้าง”

“ใช้เวลาอยู่กับเด็กตั้งแต่ 6 - 8 โมงเช้า ดูเด็กทุกคนลงสนามฝึกซ้อม กินข้าวพร้อมเด็ก หลังจากนั้นขับรถอีก 30 กิโลเมตร เข้ามาออฟฟิศเลย แทนที่จะอาบน้ำ เพื่อมานั่งเขียนงานลงสมุด สมุดเขามีหลายเล่มมาก ทุกเล่มมีข้อมูลของเด็กเยาวชน ตั้งแต่อายุ 12-18 ปี เพื่อเก็บเป็นข้อมูลว่าเด็กแต่ละคนซ้อมเป็นอย่างไรบ้าง ต้องพัฒนาส่วนไหน”

“เขาเป็นคนที่สมองเต็มไปด้วยเรื่องฟุตบอล เมื่อเดือนก่อน ผมไปบ้านแกมา แกจำชื่อน้องสาวตัวเองไม่ได้ แต่ถ้าเป็นนักฟุตบอลที่ตัวเองสอนมา เขาจำได้หมดเลยว่า แม้แต่เด็กเล็กๆอายุ 11-12 ปี แกรู้จักทุกคน นั่นทำให้ผมได้รู้ว่า สมองเขามีแต่เด็กๆ”

“นี่คือสิ่งที่โค้ชเฮงทุ่มเท และทำให้ชลบุรีมีวันนี้ ถ้าไม่มีโค้ชเฮง ผมยังไม่รู้เลยว่า ชลบุรี จะทำอย่างไรต่อไป เราจึงเชื่อมั่นในแนวทางนี้ เพราะเราเดินทางมาถึงไกลแล้ว สำหรับชลบุรีเรามองว่าเยาวชนคือพื้นฐานหลักของการพัฒนาฟุตบอลไทย เราเลยเน้นที่เยาวชน ผมว่าทั่วโลกก็เป็นแบบนี้ เพียงแต่ว่าใครจะมองได้ก่อน”


 
ผมไม่ใช่นักบุญ
“ถ้าเปรียบไทยลีกเป็นรถยนต์ ทีมที่มีปัญญาขับเบนซ์ ปอร์เช แคมรี่ น่าจะมีสัก 6-8 คัน ชลบุรี อาจขับวีออส ที่เหลืออาจเป็นพวกรถอีโก คาร์  นิสสันมาร์ช ฉะนั้นแต่ละทีมต้องรู้ศักยภาพของตัวเองว่า ขับรถอะไร อย่าโง่กับการใช้เงิน จงใช้เงินอย่างมีสติ ให้คุ้มประโยชน์”


“หากเราขับได้ดี รถอาจไม่แรงมาก แต่ก็อาจจะแซงพวกรถแรงๆที่แหกโค้งก็ได้ ยกตัวอย่าง พีที ประจวบ นั่นสุดยอดมากเลยนะ เขามีกำลังแค่นี้ แต่ก็ใช้เงินทุกบาททุกสตางค์ได้อย่างคุ้มค่า”

“เราต้องตอบตัวเองให้ได้ว่า กำลังทำทีมฟุตบอลหรือสโมสสรฟุตบอล ชลบุรี ทำสโมสรฟุตบอล จึงจำเป็นต้องมีองค์ประกอบให้ครบ”
“ถึงเราจะต้องเสียเงินปีละเป็น 10 ล้านบาท หมดไปกับการทำอคาเดมี และได้เด็กกลับมาแค่ 1-2 คน ต่อรุ่น แต่ที่เหลืออีก 5-10 คน อย่างน้อยเขาก็จะกลายเป็นบุคลากรที่มีประโยชน์ต่อวงการฟุตบอลไทย เขาอาจจะไปอยู่กับสโมสรอื่น ใน T1, T2, T3, T4 ไม่ได้อยู่กับสโมสรชลบุรี แต่ยังใช้วิชาฟุตบอลที่เราสอนไปหาเลี้ยงได้”

“หรืออาจเป็นคนตกงาน ไม่มีสโมสรเล่น อันนั้นก็ขึ้นอยู่กับตัวเขา แต่ครั้งหนึ่งที่เขาอยู่กับเรา เราก็เลี้ยงดู มอบโอกาสให้เขาอย่างเต็มที่ ส่วนเขาจะรับหรือไม่รับ เป็นเรื่องของตัวเขา”

“ชลบุรี อาจเป็นแค่บ้านเล็กๆ หลังหนึ่ง แต่เราอยากให้ทุกคนในบ้านหลังนี้ อยู่กันแล้วมีความสุข รักกันดีวันหนึ่งที่เขาออกจากบ้านไปประสบความสำเร็จ มีชื่อเสียง เงินทอง ติดทีมชาติ ผมไม่ได้ต้องการให้เขาส่งข้อความมาหาในวันพ่อ หรือเอากระเช้ามาเยี่ยม”
“สิ่งที่ผมอยากเห็นมากที่สุด คือ การที่เด็กๆที่เราเลี้ยงดูมา ไปส่งต่อ มอบโอกาส และสร้างแรงบันดาลใจให้กับรุ่นน้อง ในหมู่บ้าน ในชุมชนบ้านเกิด”



“อาจจะไม่ต้องซื้ออุปกรณ์กีฬาหรอก แค่ไปสอนฟุตบอล ก็เท่ากับคุณทำประโยชน์เพื่อสังคมแล้ว อย่าไปหลงคิดว่าตัวเองเก่ง เพราะตัวกู แต่ให้คิดเสมอว่า เมื่อคุณได้รับโอกาสมากกว่าคนอื่น คุณก็ควรให้โอกาส่งต่อให้ผู้อื่นด้วย ไม่ต้องมาสนใจผม เพราะผมก็มีเด็กรุ่นน้องอีกเยอะให้ดูแล (หัวเราะ)”
“ผมเชื่อว่า หลายๆคนเข้ามาอยู่ในวงการ ต่างก็มีความรักในกีฬาฟุตบอลแหละ แต่ด้วยเงื่อนไข อาจทำให้บางคนล้มเลิกไป ส่วนผมที่ยังอยู่ได้ เพราะผมมีเจ้านายที่ดี มีเพื่อนดี มีที่ปรึกษาดี มีเพื่อนร่วมงานดี สปอนเซอร์ดี รวมถึงมีลูกน้องที่ดี ถ้าผมไม่มีเจ้านายดี มันจบตั้งแต่แรกแล้ว เพราะลำพังเราคนเดียว เราไม่มีพลังมากขนาดนั้น”

“ไอ้เรื่องฉายา นักบุญ อะไรนั่น นักข่าวมันไปตั้งกันเอง เพราะเขาอาจเห็นว่า เราดูแลนักฟุตบอลเด็กๆเยอะ ชอบให้โอกาสคน คงดูคล้ายนักบุญ แต่ผมไม่ใช่นักบุญหรอก ผมแค่เป็นคนที่ชอบฟุตบอล สนุกที่ได้ทำงานตรงนี้ อาจจะเป็นนักบุญคนบาปก็ได้ (หัวเราะ) คนเรามันมีความบ้า ความชอบ ไม่เหมือนกัน”
“มันต้องมีมุมเลวบ้าง ใครจะไปดีได้หมดจด ไม่มีหรอก ถ้าดีขนาดนั้น ผมก็คงไปบวชเป็นพระแล้ว มันเป็นเรื่องที่สื่อตั้ง คนเราก็คิดได้ต่างๆนานา ผมก็เป็นของผมแบบนี้แหละ เป็นคนที่รักและจริงใจกับฟุตบอล อยากเห็นเด็กเจริญเติบโต”

“คนเรามีดีมีชั่วปะปนกันไป สิ่งสำคัญคือเราต้องจริงใจต่อกัน ถ้าเราจริงใจ คิดดี ทำดี วันหนึ่งความดีมันจะเป็นเกราะกำแพงคุ้มครองเราเอง ถ้าคิดชั่วทำชั่ว แป๊ปเดียวแหละ คนเขารู้ทั้งวงการ  บางครั้งยอมเป็นคนโง่ดีกว่าที่เป็นคนฉลาด เรารู้หมดว่า ใครทำอะไรไม่ดีในวงการฟุตบอล แต่จะไปพูดทำไม”
“เลวก็เลวที่ตัวเขา เดี๋ยววันหนึ่งเวรกรรมตามทันเอง เราไม่ต้องไปทำอะไรเลย อยู่เฉยๆ โกรธคือโง่ โมโหคือบ้า สนุกไปตามเรื่องตามราวของเราดีกว่า”

 เครดิต
 Website www.mainstand.co.th
ขอบคุณเจ้าของบทความ : อลงกต เดือนคล้อย


* unnop.jpg (94.75 KB, 960x672 - ดู 699 ครั้ง.)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 17, 2019, 11:35:15 AM โดย tonmania » บันทึกการเข้า
Since 1999
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +498/-118
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,022



| | |
« ตอบ #1 เมื่อ: เมษายน 17, 2019, 11:49:19 AM »

ผมเคยได้สัมผัสชลบุรี มาตั้งแต่ยุคโปรลีก
นอกจากความเอาใจใส่ของผู้บริหารและ
นักเตะจากยุวชน เยาวชน ที่ปลุกปั้นทดแทนขึ้นมา
แต่สิ่งสำคัญที่ทำให้ฉลามชล ก้าวมาจนถึงปัจจุบันนี้ได้
นั่นคือแฟนบอลในสนาม ชลบุรีคือต้นแบบ
ของทีมต่างจังหวัด ที่เงินทุนหรืองบประมาณไม่มาก
แต่สามารถไต่เต้าและยืนระยะมาได้
ส่วนนึงต้องยอมรับว่ามาจาก "กระแสรักท้องถิ่น" ของแฟนบอลนี่เอง
บันทึกการเข้า
etai
Sr. Member
****

คะแนนความรัก: +121/-134
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,524



| | |
« ตอบ #2 เมื่อ: เมษายน 17, 2019, 01:22:05 PM »

มันเป็นแนวทางการทำทีม ที่มั่นคงนะผมว่า ผู้บริหารชลบุรี มีแต่คนบ้าบอล
เลยทำให้ ชลบุรี ยังคงอยู่ทุกวันนี้
ส่วนเด็กที่ออก นอกลู่นอกทาง เรื่องนี้ ทำใจครับ สอนวัยรุ่นมันสอนยากมาก ผมเข้าใจ
แต่ตอนเด็กๆเราสามารถทำได้ ปลูกฝังทรรศนคติ เปิดมุมมอง สร้างวินัย ถ้าอายุไม่เกิน 15 สอนง่ายกว่าเยอะ
เกิน 15 ใครไม่มีวินัย ก็ตัวใครตัวมัน ต้องปล่อยไป ทำใจอย่างเดียว
บันทึกการเข้า
Faroh-Air
ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย
Sr. Member
****

คะแนนความรัก: +137/-123
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,683


รักบอลไทย


| | |
« ตอบ #3 เมื่อ: เมษายน 17, 2019, 08:17:47 PM »

สู้ๆครับเฮีย
บันทึกการเข้า

ถ้าทุกคนในชาติทุกภาคส่วนมีความสามัคคีกันแล้ว ฝันที่ไทยจะไปบอลโลกมันก็เกิดขึ้นได้
joker999
Jr. Member
**

คะแนนความรัก: +26/-20
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 583


| | |
« ตอบ #4 เมื่อ: เมษายน 18, 2019, 12:15:33 AM »

เสียดาย อยากไห้แฟนบอลชลบุรี กลับมาคึกคักเต็มสนามอีกครั้ง
บันทึกการเข้า
WHITE WOLF
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +148/-52
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,088



| | |
« ตอบ #5 เมื่อ: เมษายน 18, 2019, 10:42:55 AM »

อยากให้มีคนแบบนี้เยอะๆ
บันทึกการเข้า

ผมรักบอลไทย ผมเชียร์บอลไทย ผมรักประเทศไทย
Koragap
Hero Member
*****

คะแนนความรัก: +234/-373
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,543


| | |
« ตอบ #6 เมื่อ: เมษายน 18, 2019, 10:47:04 AM »

ชลบุรีขาดโค้ชเก่งๆ มาปลุกปั้นเด็ก
เอาแต่พวกตัวเอง ลงทุนเรื่องครูที่จะมาสอนหน่อยครับ
บันทึกการเข้า
tonmania
Thailandsusu
Full Member
**

คะแนนความรัก: +309/-563
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,093



| | |
« ตอบ #7 เมื่อ: เมษายน 18, 2019, 11:14:30 AM »

ชลบุรีขาดโค้ชเก่งๆ มาปลุกปั้นเด็ก
เอาแต่พวกตัวเอง ลงทุนเรื่องครูที่จะมาสอนหน่อยครับ
สิ่งที่โค้ชเฮงทุ่มเท และทำให้ชลบุรีมีวันนี้ ถ้าไม่มีโค้ชเฮง ผมยังไม่รู้เลยว่า ชลบุรี จะทำอย่างไรต่อไป เราจึงเชื่อมั่นในแนวทางนี้ เพราะเราเดินทางมาถึงไกลแล้ว สำหรับชลบุรีเรามองว่าเยาวชนคือพื้นฐานหลักของการพัฒนาฟุตบอลไทย เราเลยเน้นที่เยาวชน ผมว่าทั่วโลกก็เป็นแบบนี้ เพียงแต่ว่าใครจะมองได้ก่อน”


 
“ถ้าเปรียบไทยลีกเป็นรถยนต์ ทีมที่มีปัญญาขับเบนซ์ ปอร์เช แคมรี่ น่าจะมีสัก 6-8 คัน ชลบุรี อาจขับวีออส ที่เหลืออาจเป็นพวกรถอีโก คาร์  นิสสันมาร์ช ฉะนั้นแต่ละทีมต้องรู้ศักยภาพของตัวเองว่า ขับรถอะไร อย่าโง่กับการใช้เงิน จงใช้เงินอย่างมีสติ ให้คุ้มประโยชน์”

คำตอบคงอยู่ในนี้แหละครับ

เอาแค่งบประมาณ สถานฝึกซ้อมอคาเดมี่ระหว่างชลบุรีกับบุรีรัมย์ทำก็ต่างกันเยอะแล้วครับ...ทำเท่าที่มีกำลัง...ใครก็อยากทำสิ่งดีๆทำให้สุดๆ...แต่มีแค่นี้ก็ดีนักหนา
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 18, 2019, 11:17:06 AM โดย tonmania » บันทึกการเข้า
thon law
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +788/-1435
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,790


new world order


| | |
« ตอบ #8 เมื่อ: เมษายน 18, 2019, 01:45:47 PM »

ชลบุรีสมัยก่อนจะชูเรื่องท้องถิ่นนิยมมาก นี่คือเสน่ห์ พานักบอลไปรร.ไปรพ. ถ่ายรูปกับเด็กๆ บลาๆๆ แฟนบอลก็เข้าไปเชียร์ ติดตามกันมาก แต่เดี๋ยวนี้ละ จะเยาวชนก็ดีแต่กับสโมสรอาชีพมันมีมากกว่าเยาวชน สมัยก่อนผมขับรถไปสนามริมเลแทบทุกอาทิตย์ เพราะเสน่ห์ของสโมสร หลังๆสนแต่ปั้นเด็ก โดยไม่ค่อยจะไปต่อยอดเรื่องอื่นเลย แฟนบอลเลยเหลือแคาไม่เท่าไหร่
บันทึกการเข้า

how u live and how u fly , smiles u give and tears u cry , and all u touch and all u see , is all u life will ever be
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  




Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006-2007, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!