Thailandsusu Webboard
กุมภาพันธ์ 20, 2019, 02:54:26 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน Gallery เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: นอกเรื่องฟุตบอล : China 5.0  (อ่าน 515 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
PeepoClub
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +298/-68
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,386



| | |
« เมื่อ: มกราคม 24, 2019, 09:40:57 AM »

Credit Page : Seminar knowledge by Amorn

... China 5.0 ...
คงไม่มีใครปฏิเสธว่า จีน
เป็น.. ประเทศมหาอำนาจของโลกตอนนี้ และ.. จะเป็นไปอีกหลายปี ตั้งแต่ จีน มีนโยบายเริ่มเปิดประเทศ โดย เติ้ง เสี่ยว ผิง เมื่อ 40 ปีก่อน ปัจจุบัน "สี จิ้น ผิง" เป็น.. ผู้นำรุ่นที่ 5 หลังจีนเปิดประเทศ เป็น.. ผู้นำที่ได้ชื่อว่าสร้างความเปลี่ยนแปลงและทำให้จีนเจริญรุดหน้าประเทศอื่น ชนิด งงเป็นไก่ตาแตกกันไปทั้งโลก

"สี จิ้น ผิง"
ทำได้อย่างไร และ จะทำอะไรต่อไป จีน กำลังจะมุ่งหน้าไปทางทิศทางไหน ไทยเราควรปรับตัว ฉวยโอกาสอย่างไร

จุดสนใจ..
- อังกฤษใช้เวลา 150 ปี
กว่า GDP ต่อหัวจะเพิ่มขึ้น 1 เท่าตัว ในขณะที่ เยอรมัน ใช้เวลา 65 ปี สหรัฐ 53 ปี แต่.. จีน.. ใช้เวลาเพียง 12 ปี
ตัวเลขดังกล่าว จะช่วยให้เราเข้าใจคำพูดที่ว่า "เวลามีต้นทุน" ได้อย่างดี โดยไม่ต้องอธิบายอะไรมาก เพราะถ้าคุณแค่อยู่เฉยๆ ในจีน เท่ากับคุณถอยหลังแล้ว

คำกล่าวที่ว่า 1 ปีของจีน เท่ากับ 10 ปีของประเทศอื่น ดูจะไม่เกินความจริงเท่าไหร่ เพราะจีนเป็นสังคมที่ dynamic มาก ประเทศกำลังขับเคลื่อนด้วยคนรุ่นใหม่ โลกของจีนกลางเป็นวิชาบังคับ..ที่ทุกคนต้องศึกษา ไม่ใช่วิชาเลือกอีกต่อไปแล้ว

- การเมืองของจีน
มีโครงสร้างที่ซับซ้อน แต่ก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว "สี จิ้น ผิง" เข้าใจในจุดนี้เป็นอย่างดีจึงเลือกจะปฏิรูประบบการเมืองของจีนให้อยู่ได้ด้วยแนวทางที่เข้ากับพื้นฐานของประเทศ ไม่ตามชาติตะวันตก จนควบคุมไม่ได้ !!

- งานแรกที่ "สี จิ้น ผิง" เลือกที่จะทำ คือ
การสลายขั้วอำนาจของการเมืองทั้งสอง ด้วยการปราบคอร์รัปปชั่นครั้งใหญ่ !! นักการเมืองสองขั้ว โดนจับมากกว่า 120 คนในช่วงเวลาเพียง 2 ปีแรกที่.. สี จิ้น ผิง.. เข้ารับตำแหน่ง แต่เท่านั้นยังไม่พอ เพราะมีการปฏิรูปกองทัพครั้งใหญ่เกิดขึ้นด้วย

- หลายฝ่ายมองว่า "สี จิ้น ผิง"
คือ สุดยอดของการคอมมิวนิสต์คือรวบอำนาจทั้งหมดไว้ที่ตัวผู้เดียว แต่การกระทำดังกล่าว
ทำให้สั่งงานได้ง่าย งานเห็นผลและสร้างความพอใจแก่ประชาชนได้มากที่สุด โดยรัฐบาลจีนก็ยอมรับเสียด้วยและเรียกตัวเองว่าเป็นรัฐบาลเผด็จการเพื่อประชาชน !!

- แน่นอนว่า การเป็นเผด็จการนั้นย่อมเป็นเป้าให้ถูกวิจารณ์แต่รัฐบาลจีนเลือกที่จะปล่อยให้วิจารณ์ไปโดยไม่ตอบโต้ แต่กลับรับมือด้วยการจ้าง "กองทัพนักโพสต์" ประมาณ 2 ล้านคน เพื่อคอยโพสต์ผลงานด้านดีของรัฐบาล เรียกว่ากระหน่ำโพสด้านดี จนคนลืมด้านเสียไปเลย

- สิ่งเดียวที่รัฐบาลจะเซ็นเซอร์ คือ ข้อความที่เรียกให้คนออกมารวมตัวกัน

- เหตุผลที่.. "สี จิ้น ผิง"
ต้องรวบอำนาจมาไว้ที่ตัวเอง น่าจะเป็นเพราะ
1. รวมอำนาจมาไว้เพื่อความเด็ดขาดในการปราบคอรัปชั่น
2. รวบอำนาจเพื่อสร้างฐานการเมืองให้มั่นคงพอจะต้านกับกลุ่มทุนอำนาจ (ซึ่งน้อยลงทุกทีเพราะโดนล่อจนเรียบ)
3. เพื่อสร้างความมั่นคงของรัฐบาลในการนำประเทศภายใต้นโยบายใหม่ คือ เติบโตอย่างยั่งยืนซึ่งขัดกับรัฐบาลก่อนๆ.. ที่เน้นการเติบโตแบบร้อนแรงนโยบายเศรษฐกิจของ "สี จิ้น ผิง" เน้นให้ประเทศเติบโตจากการลงทุนของเอกชน ในขณะที่รัฐบาลชุดก่อนภาครัฐเป็นผู้ลงทุนและเน้นการลดกำลังการผลิตส่วนเกินหันไปสู่การผลิตที่เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณโดยพยายามส่งเสริมภาคการผลิตที่เป็นสินค้าเชิงคุณภาพ และมูลค่าสูง เช่น อิเลคโทรนิคส์หรือเน้นนวัตกรรม

รัฐบาลจีน..
ยังคงลงทุนอยู่ แต่จะลงทุนเฉพาะ
1. สาธารณูปโภคในเมืองห่างไกล
2. ลงทุนในภาคอุตสาหกรรมที่จีนกำลังขาดแคลน
3. ลงทุนในด้านนวัตกรรม หรืออุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น AI และ ลงทุนในการยกระดับเทคโนโลยี Milestones ของจีนภายใต้การนำของ "สี จิ้น ผิง" คือ
ปี 2021 (พรรคคอมมิวนิสต์ครบ 100 ปี) คนจีนทั้งประเทศ จะอยู่ดีกินดีระดับหนึ่ง ปราศจากความยากจน (แค่ 3ปีนับจากนี้)
ปี 2035 จีนจะเป็นประเทศที่ทันสมัย
ปี 2049 ประเทศจีนจะครบรอบ 100 ปี จีนจะเป็นประเทศมหาอำนาจสมัยใหม่
ที่ร่ำรวย ประชาชนเป็นใหญ่ เลิศวัฒนธรรม สมานฉันท์ และสวยงาม

- ยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจของจีน
แบ่งตามความเหมาะสมของแต่ละ
ภาคส่วน (cluster) ดังนี้
1. ภาคอุตสาหกรรมที่จีนยังมีเทคโนโลยีห่างไกลจากประเทศตะวันตก เช่น อเมริกา เยอรมัน จีนจะใช้วิธีการเข้าไป takeover บริษัท แล้วดึงความรู้กลับมา (ดูด know how) หรือไปตั้งศูนย์วิจัยของตัวเอง ที่ประเทศดังกล่าว (ดูดคน) หรือชักชวนบริษัทต่างชาติเข้ามาตั้งโรงงานหรือมาลงทุนในจีน และสุดท้าย คือ ส่งเสริมให้ R&D ของจีนค้นคว้าด้วยตัวเอง
2. ภาคอุตสาหกรรมที่จีนมีเทคโนโลยี เหนือประเทศอื่น รัฐบาลจะลงทุนด้านการวิจัยเพื่อไม่ให้เกิดการหยุดนิ่ง
3. ภาคอุตสาหกรรมการผลิตที่มีแรงงานเป็นหลัก ผลิตของราคาถูกจะเน้นให้ยกระดับไปผลิตของที่มีมูลค่าสูงขึ้น
แต่ถ้าเป็นอุตสาหกรรมที่ไม่สามารถยกระดับได้จะให้ย้ายโรงงานฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีต้นทุนค่าแรงการผลิตต่ำกว่า (ย้ายจากตะวันออกไปตอนกลางของประเทศ)
4. ภาคอุตสาหกรรมใหม่ หรือเศรษฐกิจใหม่ (New Ecomomy) ที่จีนเริ่มต้น พร้อมประเทศอื่นๆ เช่น AI จีนได้เปรียบในเรื่องจำนวนทรัพยากรมนุษย์อยู่แล้ว จึงทำให้ธุรกิจหรือผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เกิดขึ้น มีโอกาสประสบความสำเร็จ หรือเป็นรูปธรรมได้มากกว่า

- นโยบายเศรษฐกิจสำคัญที่เราจะได้เห็นจากจีนนับจากนี้ คือ
ปี 2025 นโยบาย Made in China 2025 ที่จะพลิกจีนจากประเทศการเป็นแหล่งผลิตสินค้าราคาถูกสู่ศูนย์กลางการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมก้าวหน้า เช่น เทคโนโลยีสารสนเทศ หุ่นยนต์ รถยนต์พลังงานสะอาด ใครที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับ
การนำเข้าของจากจีน หูตาต้องกว้างไกลแล้ว เพราะต่อไปการขนส่งสินค้าจีน จะเปลี่ยนจากคำว่า Made in China
ไปเป็น Made by Chinese แต่โรงงานอยู่ประเทศอื่น
ปี 2030 จีนตั้งเป้าเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI
- เมื่อปี 2015 จีนประการศสร้าง cluster แห่งอภิมหาเมืองรวม 11 แห่ง หลักการ คือ การเชื่อมเมืองใหญ่ และเมืองเล็กโดยรอบหลายเมืองเข้าไว้ด้วยรถไฟความเร็วสูง พัฒนาเมืองใหม่ขึ้นตรงกลางของ Cluster เพื่อเป็นการกระจายความเจริญ ลดความหนาแน่นจากเมืองใหญ่ ในขณะเดียวกันก็ช่วยให้คนอยู่เมืองเล็กไม่ต้องย้ายถิ่นฐานเข้ามาอัดแน่นในเมือง เพราะรถไฟความเร็วสูงสามารถพามาถึงเมืองใหญ่ภายในชั่วโมงเดียว

3 แห่งที่จะเป็นอภิมหาเมืองระดับ Super Cluster
Jing-Jin-Ji ศูนย์กลางอยู่ปักกิ่ง เชื่อม 13 เมือง 130 ล้านคน
Yangtze River Delta ศูนย์กลางอยู่เซี่ยงไฮ้ เชื่อม 16 เมือง 80 ล้านคน
Pearl River Delta ศูนย์กลางอยู่กวางเจา เชื่อม 11 เมือง 80 ล้านคน
ทั้งหมดที่ว่ามา เราจะได้เห็นในปี 2050

- โครงการเชื่อมโลก
One-Belt-One-Road ที่เราคุ้นหู ประเทศไทย อยู่ในส่วนที่เรียกว่า"ระเบียงเศรษฐกิจคาบสมุทรอินโดจีน"ซึ่งรวมเวียดนาม และกัมพูชาด้วย ระเบียงนี้เป็นเพียง 1 ใน 6 ระเบียงเศรษฐกิจย่อยเท่านั้น ภาพรวมของโครงการนี่ ต้องบอกว่า ใหญ่ระดับที่ส่งผลกระทบกับชีวิตคนมากกว่าครึ่งโลกจริงๆ มากกว่าส่งคนไปดวงจันทร์เสียอีกเพราะผลกระทบนี้ เกี่ยวข้องกับชีวิตเราทุกมิติจริงๆ โดยเฉพาะเศรษฐกิจ การอพยพย้ายถิ่นฐานของผู้คน การหลั่งไหลแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมยุทธศาสตร์นี้เป็นการประกาศให้โลกรู้ว่า จีนพร้อมแล้ว !! ที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำของโลก แต่ วิธีการนั้นจะเป็นมิตรกว่าอเมริกา ที่เข้าไปเอาแต่ผลประโยชน์ ในขณะที่ จีน พร้อมให้ความร่วมมือกับทุกประเทศที่เข้าไป (แม้จีนจะต้อง Win กว่าอยู่ดี) และสนับสนุนความเป็นโลกาภิวัฒน์มากกว่า

- จีนประกาศจะเป็นผู้นำด้าน AI ในปี 2030 (อีก 12 ปี นับจากนี้) โดยถือเป็นการเดิมพันครั้งสำคัญว่า จีนจะทำได้จริงหรือไม่

- แม้วันนี้จีนยังเป็นรองในด้านระบบการประมวลผล Computer Processor กับ ขั้นตอนของการวิเคราะห์ (Algorithm)
แต่สิ่งที่จีนมีเหนือกว่ามากคือ ปริมาณข้อมูลมหาศาล (Big Data)

- การทำงานของ AI ใช้ทั้ง 3 อย่างนี้ประกอบกัน 2 อย่างแรกจีนใช้วิธีการซื้อ และ ดูดคน ดูดองค์ความรู้ไปเรื่อยๆ ซึ่งในที่สุดจีน จะตามทันแน่นอน แต่ในเรื่อง Big Data นั้น จีนสามารถปิดข้อมูลการใช้งานของคนในประเทศได้ นั่นคือ สิ่งที่ทำให้จีนได้เปรียบในที่สุด- AI จะช่วยยกระดับประสิทธิภาพการแข่งขันของจีนในทุกด้าน เช่นลดต้นทุนการผลิต ลดการใช้พลังงาน เพิ่มความสะดวกสบายในการใช้ชีวิต แต่ที่สำคัญที่สุด คือ เอาไว้ควบคุมสังคมในประเทศนั่นเอง

- บริษัทเทคฯ ใหญ่ ตอนนี้ต่างหันมาพัฒนาด้าน AI ชนิดเต็มสูบ ทั้ง alibaba baidu tencents แข่งกันแบบวิ่งร้อยเมตรทุกวันจริงๆ

"เพื่อรู้เท่าทันอนาคตของเรา และอนาคตของโลก จงจับตามองทุกฝีกก้าว"
Credit : หนังสือ CHINA 5.0
บันทึกการเข้า
PeepoClub
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +298/-68
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,386



| | |
« ตอบ #1 เมื่อ: มกราคม 24, 2019, 09:41:25 AM »

อ่านแล้วแบบ อื้ม เราล่ะ
บันทึกการเข้า
racz
Sr. Member
****

คะแนนความรัก: +251/-189
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,542



| | |
« ตอบ #2 เมื่อ: มกราคม 24, 2019, 10:17:25 AM »

การรวบอำนาจมันปราบคอร์รัปชั่นไม่ได้หรอกครับ
อย่าโลกสวยมาก ที่ปราบไปคือคนฝั่งตรงข้ามเขาแค่นั้นแหละ คนที่มีอำนาจโดยไม่ต้องฟังคนอื่นนั้นละเขาเรียกคอรัปชั่นแล้ว
ส่วนที่จีนพัฒนาได้เร็วเพราะทรัพยากรครับ
ทั้งคนเยอะด้วย ประเทศต่างๆเลยชอบมาลงทุนเพราะเป็นตลาดใหญ่ แรงงานถูกมาก่อน ต่างชาติชอบ แถมการเมืองสงบเพราะเป็นเผด็จการ มันเลยพัฒนาง่าย
อินเดียก็คนเยอะตลาดใหญ่ขนาดเศรษฐกิจใหญ่มาก แต่มีข้อเสียเรื่องชนชั้นทำให้แม้เศรษฐกิจดี
แต่คุณภาพชีวิตยังเหลื่อมล้ำสูง
บันทึกการเข้า

เจ้าจอม
morzor61
Newbie
*

คะแนนความรัก: +22/-21
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 116


| | |
« ตอบ #3 เมื่อ: มกราคม 24, 2019, 03:02:32 PM »

การรวบอำนาจมันปราบคอร์รัปชั่นไม่ได้หรอกครับ
อย่าโลกสวยมาก ที่ปราบไปคือคนฝั่งตรงข้ามเขาแค่นั้นแหละ คนที่มีอำนาจโดยไม่ต้องฟังคนอื่นนั้นละเขาเรียกคอรัปชั่นแล้ว
ส่วนที่จีนพัฒนาได้เร็วเพราะทรัพยากรครับ
ทั้งคนเยอะด้วย ประเทศต่างๆเลยชอบมาลงทุนเพราะเป็นตลาดใหญ่ แรงงานถูกมาก่อน ต่างชาติชอบ แถมการเมืองสงบเพราะเป็นเผด็จการ มันเลยพัฒนาง่าย
อินเดียก็คนเยอะตลาดใหญ่ขนาดเศรษฐกิจใหญ่มาก แต่มีข้อเสียเรื่องชนชั้นทำให้แม้เศรษฐกิจดี
แต่คุณภาพชีวิตยังเหลื่อมล้ำสูง

ส่วนตัว เชื่อว่า รวบอำนาจ สามารถปราบคอรัปชั่นได้ครับ
บันทึกการเข้า
racz
Sr. Member
****

คะแนนความรัก: +251/-189
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,542



| | |
« ตอบ #4 เมื่อ: มกราคม 24, 2019, 03:21:30 PM »

การรวบอำนาจมันปราบคอร์รัปชั่นไม่ได้หรอกครับ
อย่าโลกสวยมาก ที่ปราบไปคือคนฝั่งตรงข้ามเขาแค่นั้นแหละ คนที่มีอำนาจโดยไม่ต้องฟังคนอื่นนั้นละเขาเรียกคอรัปชั่นแล้ว
ส่วนที่จีนพัฒนาได้เร็วเพราะทรัพยากรครับ
ทั้งคนเยอะด้วย ประเทศต่างๆเลยชอบมาลงทุนเพราะเป็นตลาดใหญ่ แรงงานถูกมาก่อน ต่างชาติชอบ แถมการเมืองสงบเพราะเป็นเผด็จการ มันเลยพัฒนาง่าย
อินเดียก็คนเยอะตลาดใหญ่ขนาดเศรษฐกิจใหญ่มาก แต่มีข้อเสียเรื่องชนชั้นทำให้แม้เศรษฐกิจดี
แต่คุณภาพชีวิตยังเหลื่อมล้ำสูง

ส่วนตัว เชื่อว่า รวบอำนาจ สามารถปราบคอรัปชั่นได้ครับ
ไปเชื่อมาจากไหน
การมีอำนาจโดยไม่ฟังคนอื่นนั้นละเขาเรียกคอรัปชั่นทางอำนาจครับ
อีกอย่างคนเรามันเลือกสิ่งที่ดีให้ตัวเองอยู่แล้วครับ
ถ้าใครมีอำนาจก็จะเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ตนเอง
แค่เงินเดือนที่ได้รับจากตำแหน่งต่างๆที่ตนมี นั้นก็คือคอรัปชั่นละครับ เพราะเป็นตำแหน่งที่ไม่ได้ความเห็นชอบจากคนอื่นแต่ดันได้รับค่าตอบแทนจากคนอื่น(ภาษี)
เปรียบง่ายๆครับถ้าผมไปบริหารเงินให้บ้านท่านโดยท่านไม่ได้ยินยอม ไม่มีสิทธิบริหารเงินตนเองเลย
ผมจะบริหารให้ดีเลย แต่ผมขอเงินเดือนจากท่านด้วยนะทุกเดือน
แบบนี้ท่านว่าถูกไหมละ
มองโลกให้กว้างครับ อย่ามองโลกแคบ
บันทึกการเข้า

เจ้าจอม
racz
Sr. Member
****

คะแนนความรัก: +251/-189
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,542



| | |
« ตอบ #5 เมื่อ: มกราคม 24, 2019, 03:27:49 PM »

การรวบอำนาจมันปราบคอร์รัปชั่นไม่ได้หรอกครับ
อย่าโลกสวยมาก ที่ปราบไปคือคนฝั่งตรงข้ามเขาแค่นั้นแหละ คนที่มีอำนาจโดยไม่ต้องฟังคนอื่นนั้นละเขาเรียกคอรัปชั่นแล้ว
ส่วนที่จีนพัฒนาได้เร็วเพราะทรัพยากรครับ
ทั้งคนเยอะด้วย ประเทศต่างๆเลยชอบมาลงทุนเพราะเป็นตลาดใหญ่ แรงงานถูกมาก่อน ต่างชาติชอบ แถมการเมืองสงบเพราะเป็นเผด็จการ มันเลยพัฒนาง่าย
อินเดียก็คนเยอะตลาดใหญ่ขนาดเศรษฐกิจใหญ่มาก แต่มีข้อเสียเรื่องชนชั้นทำให้แม้เศรษฐกิจดี
แต่คุณภาพชีวิตยังเหลื่อมล้ำสูง

ส่วนตัว เชื่อว่า รวบอำนาจ สามารถปราบคอรัปชั่นได้ครับ
ไปเชื่อมาจากไหน
การมีอำนาจโดยไม่ฟังคนอื่นนั้นละเขาเรียกคอรัปชั่นทางอำนาจครับ
อีกอย่างคนเรามันเลือกสิ่งที่ดีให้ตัวเองอยู่แล้วครับ
ถ้าใครมีอำนาจก็จะเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ตนเอง
แค่เงินเดือนที่ได้รับจากตำแหน่งต่างๆที่ตนมี นั้นก็คือคอรัปชั่นละครับ เพราะเป็นตำแหน่งที่ไม่ได้ความเห็นชอบจากคนอื่นแต่ดันได้รับค่าตอบแทนจากคนอื่น(ภาษี)
เปรียบง่ายๆครับถ้าผมไปบริหารเงินให้บ้านท่านโดยท่านไม่ได้ยินยอม ไม่มีสิทธิบริหารเงินตนเองเลย
ผมจะบริหารให้ดีเลย แต่ผมขอเงินเดือนจากท่านด้วยนะทุกเดือน
แบบนี้ท่านว่าถูกไหมละ
มองโลกให้กว้างครับ อย่ามองโลกแคบ

ขอเสริมนะครับ พวกคนที่จะครอบงำรัฐบาล
เช่นพวกนายทุน ที่จะหาผลประโยชน์ที่ไม่ถูกต้อง
เขาจะชอบเผด็จการครับ ชอบคนมีอำนาจโดยที่ไม่ต้องฟังคนอื่น ชอบผู้มีอิทธิพล เพราะเขาหาง่าย ล้มยาก เข้าหาแค่คนเดียวจบเลย ไม่ต้องเอาใจใคร
แต่ในระบอบที่ประชาชนมีสิทธิมีเสียงมันยากต่อการครอบงำ เพราะคนมันเยอะ คิดก็ไม่เหมือนกัน ไม่แน่นอนอีก วันนี้ชนะเลือกตั้งถล่มถลายวันหน้าคนเกลียดก็มี ง่ายๆคือเขาต้องเข้าหาหลายฝ่ายเพื่อครอบงำ แต่ถ้ารวบอำนาจจบเลยครับเข้าหาคนมีอำนาจคนเดียว อันนี้ยกตัวอย่างให้ดูเพื่อให้ท่านคิด
บันทึกการเข้า

เจ้าจอม
racz
Sr. Member
****

คะแนนความรัก: +251/-189
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,542



| | |
« ตอบ #6 เมื่อ: มกราคม 24, 2019, 03:42:21 PM »

การรวบอำนาจมันปราบคอร์รัปชั่นไม่ได้หรอกครับ
อย่าโลกสวยมาก ที่ปราบไปคือคนฝั่งตรงข้ามเขาแค่นั้นแหละ คนที่มีอำนาจโดยไม่ต้องฟังคนอื่นนั้นละเขาเรียกคอรัปชั่นแล้ว
ส่วนที่จีนพัฒนาได้เร็วเพราะทรัพยากรครับ
ทั้งคนเยอะด้วย ประเทศต่างๆเลยชอบมาลงทุนเพราะเป็นตลาดใหญ่ แรงงานถูกมาก่อน ต่างชาติชอบ แถมการเมืองสงบเพราะเป็นเผด็จการ มันเลยพัฒนาง่าย
อินเดียก็คนเยอะตลาดใหญ่ขนาดเศรษฐกิจใหญ่มาก แต่มีข้อเสียเรื่องชนชั้นทำให้แม้เศรษฐกิจดี
แต่คุณภาพชีวิตยังเหลื่อมล้ำสูง

ส่วนตัว เชื่อว่า รวบอำนาจ สามารถปราบคอรัปชั่นได้ครับ
ไปเชื่อมาจากไหน
การมีอำนาจโดยไม่ฟังคนอื่นนั้นละเขาเรียกคอรัปชั่นทางอำนาจครับ
อีกอย่างคนเรามันเลือกสิ่งที่ดีให้ตัวเองอยู่แล้วครับ
ถ้าใครมีอำนาจก็จะเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ตนเอง
แค่เงินเดือนที่ได้รับจากตำแหน่งต่างๆที่ตนมี นั้นก็คือคอรัปชั่นละครับ เพราะเป็นตำแหน่งที่ไม่ได้ความเห็นชอบจากคนอื่นแต่ดันได้รับค่าตอบแทนจากคนอื่น(ภาษี)
เปรียบง่ายๆครับถ้าผมไปบริหารเงินให้บ้านท่านโดยท่านไม่ได้ยินยอม ไม่มีสิทธิบริหารเงินตนเองเลย
ผมจะบริหารให้ดีเลย แต่ผมขอเงินเดือนจากท่านด้วยนะทุกเดือน
แบบนี้ท่านว่าถูกไหมละ
มองโลกให้กว้างครับ อย่ามองโลกแคบ

ขอเสริมนะครับ พวกคนที่จะครอบงำรัฐบาล
เช่นพวกนายทุน ที่จะหาผลประโยชน์ที่ไม่ถูกต้อง
เขาจะชอบเผด็จการครับ ชอบคนมีอำนาจโดยที่ไม่ต้องฟังคนอื่น ชอบผู้มีอิทธิพล เพราะเขาหาง่าย ล้มยาก เข้าหาแค่คนเดียวจบเลย ไม่ต้องเอาใจใคร
แต่ในระบอบที่ประชาชนมีสิทธิมีเสียงมันยากต่อการครอบงำ เพราะคนมันเยอะ คิดก็ไม่เหมือนกัน ไม่แน่นอนอีก วันนี้ชนะเลือกตั้งถล่มถลายวันหน้าคนเกลียดก็มี ง่ายๆคือเขาต้องเข้าหาหลายฝ่ายเพื่อครอบงำ แต่ถ้ารวบอำนาจจบเลยครับเข้าหาคนมีอำนาจคนเดียว อันนี้ยกตัวอย่างให้ดูเพื่อให้ท่านคิด
แถมครับจัดอันดับประเทศเกี่ยวกับคอรัปชั่น
โปร่งใสมากมาที่ 1 คอรัปชั่นมากก็อันดับท้ายๆ
ปี 2017 ยี่สิบอันดับแรกเป็นประเทศประชาธิปไตยหมด
ไทยเราเกือบร้อย จีนเกือบแปดสิบ ไม่ต่างไทยเรา
ไหนบอกว่าจีนปราบคอรัปชั่น มโนล้วนๆ
บันทึกการเข้า

เจ้าจอม
DrummerOat
Hero Member
*****

คะแนนความรัก: +69/-48
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 2,133



| | |
« ตอบ #7 เมื่อ: มกราคม 24, 2019, 03:47:32 PM »

ตามนั้นครับ
บันทึกการเข้า
WMPTECH
Newbie
*

คะแนนความรัก: +11/-1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 30


| | |
« ตอบ #8 เมื่อ: มกราคม 24, 2019, 03:58:58 PM »

ตอนนี้ผมเรียนที่จีนครับ (ใน ม.ที่มีชื่อหน่อยๆ )
ถ้าเป็นในระดับสถานศึกษา ผมว่ามันต่างจากไทยคร่าวๆ ตามนี้ครับ

1. เช้าเรียน 8 โมง เลิก 4 ทุ่ม อยู่แล็บต้องสแกนลายนิ้วมือเหมือนอยู่โรงงาน
2. เน้นวิจัยจริงๆ จังๆ มากกว่าบ้านเรา จะจบได้ต้องตีพิมพ์ในฐาน SCI (บ้านเราใช้ SCOPUS ซึ่งจีนไม่เอาเลย 555) จำนวน 3-5 ฉบับในระดับท็อบๆ ของแต่ละสาขา เช่น ใครทำเกี่ยวกับเครื่องจักร จะจบได้ต้องตีพิมพ์ในวารสารเกี่ยวกับเครื่องจักรเท่านั้น ใครทำเกี่ยวกับหุ่นยนต์ จะจบได้ต้องตีพิมพ์ในวารสารที่เกี่ยวกับหุ่นยนต์เท่านั้น
3. งานวิจัยเน้นงานวิจัยเชิงลึกต้องได้ทฤษฎีใหม่ ถ้าเป็นประเภทงานประยุกต์เอาทฤษฎีที่มีอยู่แล้วมาใช้เพื่อให้เกิดงานใหม่ .. แบบนี้อาจารย์จะไม่รับ
4. เด็กจะอยู่แล็บ 7 วัน ถ้าหน้าหนาวจะอยู่ตลอด 24 ชม. เพราะเปิดฮีตเตอร์ได้ ไฟใช้ได้เต็มที่ อาจารย์ก็จะทำงานหนักมาก อยู่ ม. 6-7 วันต่อสัปดาห์ทำงานถึง 4-5 ทุ่มทุกวัน (คิดว่าเอาจริงเอาจังมากกว่า อ.บ้านเราครับ เพราะผมก็จบที่ไทยมา)
5. ควบคุมเสถียรภาพป้อมปืนรถถัง ชุดควบคุมไดร์ฟ ชุดควบคุมซีเอ็นซี ชุดควบคุมแขนกล เลเซอร์อุตสาหกรรม ระบบซับเสียงในรถไฟความเร็วสูง ระบบร่อนลงจอดเครื่องบินจีนบางรุ่น ฯลฯ เราอาจจะคิดว่าเขาก๊อบ แต่นั่นคือผลจากงานวิจัยเริ่มต้นจากมหาวิทยาลัยครับ เป็นผลมาจากการทำงานหนักทั้งนั้นครับ ชิ้นงานเหมือนแต่โค้ดไม่มีทางเหมือนหรอกครับ
6. Matlab, Ansys, Abaqus, ฯลฯ ลืมไปได้เลย ส่วนใหญ่เขามักจะให้ นศ. เขียนโค้ดสด ใช้ C++, Python อะไรก็ว่าไป
7. ป.โท เน้นฮาร์ดแวร์มาก ข้อ 5 นั่นแหล่ะผลงาน ป.โท ทั้งนั้น
8. คนเยอะ จะทำอะไรก็รุมกันทำ งานๆ หนึ่งทำหลายคน ตั้งแต่ ป.โท+ป.เอก+หลัง ป.เอก + อาจารย์ ทำให้งานเสร็จเร็ว
9. ประชุมกันเอาเป็นเอาตาย เถียงต้องเสร็จ ต้องได้ข้อสรุป
10. หลายคนคิดว่าค่าแรงเขาถูก อันนี้แตกต่างกันในแต่ละมณฑลครับ อาจจะเป็นชั้นแรงงานครับ
11. แต่ถ้ามองดูเพื่อนๆ ป.เอก ในแล็บผมที่จบไปแล้ว ส่วนใหญ่จะรับที่ 35,000 หยวนขึ้นต่อเดือน (ป.โทจะรับราวๆ 8-10k up) ในตำแหน่ง R&D ครับ ... สำหรับผมถือว่าเยอะเลยล่ะ (ผมยังอยากหางานทำที่นี่เพื่อเก็บตังเลยครับ)
12. ทุกๆ ปี จีนให้ทุนต่างชาติมาเรียน ให้ค่าเทอม ให้เงินเดือนๆ ละ 3,500 หยวน ที่อยู่ที่พักฟรีครับ ใครสนใจลองสมัครได้ มีหลายร้อยมหาวิทยาลัยเลย
13. ถ้าเรียนระดับ Post-doctoral ถ้าได้รับการตอบรับ เงินเดือนตีเป็นเงินไทยจะราวๆ เดือนละ 8 หมื่นบาทขึ้นไปครับ แต่ต้องเก่งจริง ต้องจบโปรเจ็คได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด และต้องได้เปเปอร์ระดับท๊อป
14. ม.ไปเปิดบริษัทได้ครับ บ้านเราทำไม่ได้ ตาม ม.ใหญ่ๆ ไปเปิดบริษัทหรือถือหุ้นบริษัทเทคโนโลยีกันเยอะมาก
15. อ. ส่วนใหญ่ค่อนข้าง Practical ครับ เขียนโค้ด แก้ปัญหาเซ็นเซอร์ ฮาร์ดแวร์ ฯลฯ ได้หมด อันนี้ค่อนข้างต่างจากบ้านเราครับ
16. เดินคนเดียวในเมืองตอนดึกๆ เที่ยงคืน จะรู้สึกปลอดภัยกว่า กทม.บ้านเราครับ กฏหมายแรง จับก็จับจริง
17. ไม่ค่อยมีใครมาตีกัน ฆ่ากัน ครับ เหตุผลเดียวกับ 16.
ฯลฯ ต่างกันกับสถานศึกษาบ้านเราเยอะครับ เขาตั้งเป้าว่าจะต้องมี ม.จีน ติดอันดับ 1 ใน 100 ราวๆ 50 ม. ตอนนี้ก็เริ่มมีหลาย ม. แล้วล่ะครับ (ม.ไทยอันดับห่างไกลมากครับ 555)

ส่วนการใช้ชีวิตประจำวัน คิดว่าจีนสมัยใหม่ไม่เหมือนสมัยก่อนแล้ว
ในจีน ใช้มือถือเครื่องเดียวก็ไปได้ทุกที่แล้ว ขึ้นรถเมล์ รถไฟฟ้า ฯลฯ ทำได้แทบทุกอย่างในทุกเมือง
ก่อนมาเรียน กับ ตอนนี้ ... หลายอย่างเรามองผิดไปเยอะครับ
สมัยอยู่ไทยเคยได้ยินว่าแบบนั้นแบบนี้ เป็นแบบนั้นแบบนี้
พอเจอจริงๆ ทัศนคติที่มีต่อจีนเปลี่ยนไปเลย
ต้องลองมาอยู่ดูครับ จะรู้ว่า ... หลายๆ อย่างเขาไปไกลกว่าบ้านเราเยอะเลย

ในฐานะที่เป็นคนไทย มองจากข้างนอกเข้ามาบ้านเรา ... ผมว่าครั้งนี้ต้องเปลี่ยนแปลงแล้วล่ะครับ เอาคนดีๆ เข้ามาทำงานให้ประเทศ ไม่งั้นหนักครับ

ปล.ไม่ใช่ว่าเขาไม่มีข้อเสียนะครับ ข้อเสียก็มีเยอะเหมือนกันครับ
บันทึกการเข้า
PeepoClub
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +298/-68
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,386



| | |
« ตอบ #9 เมื่อ: มกราคม 24, 2019, 04:21:25 PM »

ตอนนี้ผมเรียนที่จีนครับ (ใน ม.ที่มีชื่อหน่อยๆ )
ถ้าเป็นในระดับสถานศึกษา ผมว่ามันต่างจากไทยคร่าวๆ ตามนี้ครับ

1. เช้าเรียน 8 โมง เลิก 4 ทุ่ม อยู่แล็บต้องสแกนลายนิ้วมือเหมือนอยู่โรงงาน
2. เน้นวิจัยจริงๆ จังๆ มากกว่าบ้านเรา จะจบได้ต้องตีพิมพ์ในฐาน SCI (บ้านเราใช้ SCOPUS ซึ่งจีนไม่เอาเลย 555) จำนวน 3-5 ฉบับในระดับท็อบๆ ของแต่ละสาขา เช่น ใครทำเกี่ยวกับเครื่องจักร จะจบได้ต้องตีพิมพ์ในวารสารเกี่ยวกับเครื่องจักรเท่านั้น ใครทำเกี่ยวกับหุ่นยนต์ จะจบได้ต้องตีพิมพ์ในวารสารที่เกี่ยวกับหุ่นยนต์เท่านั้น
3. งานวิจัยเน้นงานวิจัยเชิงลึกต้องได้ทฤษฎีใหม่ ถ้าเป็นประเภทงานประยุกต์เอาทฤษฎีที่มีอยู่แล้วมาใช้เพื่อให้เกิดงานใหม่ .. แบบนี้อาจารย์จะไม่รับ
4. เด็กจะอยู่แล็บ 7 วัน ถ้าหน้าหนาวจะอยู่ตลอด 24 ชม. เพราะเปิดฮีตเตอร์ได้ ไฟใช้ได้เต็มที่ อาจารย์ก็จะทำงานหนักมาก อยู่ ม. 6-7 วันต่อสัปดาห์ทำงานถึง 4-5 ทุ่มทุกวัน (คิดว่าเอาจริงเอาจังมากกว่า อ.บ้านเราครับ เพราะผมก็จบที่ไทยมา)
5. ควบคุมเสถียรภาพป้อมปืนรถถัง ชุดควบคุมไดร์ฟ ชุดควบคุมซีเอ็นซี ชุดควบคุมแขนกล เลเซอร์อุตสาหกรรม ระบบซับเสียงในรถไฟความเร็วสูง ระบบร่อนลงจอดเครื่องบินจีนบางรุ่น ฯลฯ เราอาจจะคิดว่าเขาก๊อบ แต่นั่นคือผลจากงานวิจัยเริ่มต้นจากมหาวิทยาลัยครับ เป็นผลมาจากการทำงานหนักทั้งนั้นครับ ชิ้นงานเหมือนแต่โค้ดไม่มีทางเหมือนหรอกครับ
6. Matlab, Ansys, Abaqus, ฯลฯ ลืมไปได้เลย ส่วนใหญ่เขามักจะให้ นศ. เขียนโค้ดสด ใช้ C++, Python อะไรก็ว่าไป
7. ป.โท เน้นฮาร์ดแวร์มาก ข้อ 5 นั่นแหล่ะผลงาน ป.โท ทั้งนั้น
8. คนเยอะ จะทำอะไรก็รุมกันทำ งานๆ หนึ่งทำหลายคน ตั้งแต่ ป.โท+ป.เอก+หลัง ป.เอก + อาจารย์ ทำให้งานเสร็จเร็ว
9. ประชุมกันเอาเป็นเอาตาย เถียงต้องเสร็จ ต้องได้ข้อสรุป
10. หลายคนคิดว่าค่าแรงเขาถูก อันนี้แตกต่างกันในแต่ละมณฑลครับ อาจจะเป็นชั้นแรงงานครับ
11. แต่ถ้ามองดูเพื่อนๆ ป.เอก ในแล็บผมที่จบไปแล้ว ส่วนใหญ่จะรับที่ 35,000 หยวนขึ้นต่อเดือน (ป.โทจะรับราวๆ 8-10k up) ในตำแหน่ง R&D ครับ ... สำหรับผมถือว่าเยอะเลยล่ะ (ผมยังอยากหางานทำที่นี่เพื่อเก็บตังเลยครับ)
12. ทุกๆ ปี จีนให้ทุนต่างชาติมาเรียน ให้ค่าเทอม ให้เงินเดือนๆ ละ 3,500 หยวน ที่อยู่ที่พักฟรีครับ ใครสนใจลองสมัครได้ มีหลายร้อยมหาวิทยาลัยเลย
13. ถ้าเรียนระดับ Post-doctoral ถ้าได้รับการตอบรับ เงินเดือนตีเป็นเงินไทยจะราวๆ เดือนละ 8 หมื่นบาทขึ้นไปครับ แต่ต้องเก่งจริง ต้องจบโปรเจ็คได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด และต้องได้เปเปอร์ระดับท๊อป
14. ม.ไปเปิดบริษัทได้ครับ บ้านเราทำไม่ได้ ตาม ม.ใหญ่ๆ ไปเปิดบริษัทหรือถือหุ้นบริษัทเทคโนโลยีกันเยอะมาก
15. อ. ส่วนใหญ่ค่อนข้าง Practical ครับ เขียนโค้ด แก้ปัญหาเซ็นเซอร์ ฮาร์ดแวร์ ฯลฯ ได้หมด อันนี้ค่อนข้างต่างจากบ้านเราครับ
16. เดินคนเดียวในเมืองตอนดึกๆ เที่ยงคืน จะรู้สึกปลอดภัยกว่า กทม.บ้านเราครับ กฏหมายแรง จับก็จับจริง
17. ไม่ค่อยมีใครมาตีกัน ฆ่ากัน ครับ เหตุผลเดียวกับ 16.
ฯลฯ ต่างกันกับสถานศึกษาบ้านเราเยอะครับ เขาตั้งเป้าว่าจะต้องมี ม.จีน ติดอันดับ 1 ใน 100 ราวๆ 50 ม. ตอนนี้ก็เริ่มมีหลาย ม. แล้วล่ะครับ (ม.ไทยอันดับห่างไกลมากครับ 555)

ส่วนการใช้ชีวิตประจำวัน คิดว่าจีนสมัยใหม่ไม่เหมือนสมัยก่อนแล้ว
ในจีน ใช้มือถือเครื่องเดียวก็ไปได้ทุกที่แล้ว ขึ้นรถเมล์ รถไฟฟ้า ฯลฯ ทำได้แทบทุกอย่างในทุกเมือง
ก่อนมาเรียน กับ ตอนนี้ ... หลายอย่างเรามองผิดไปเยอะครับ
สมัยอยู่ไทยเคยได้ยินว่าแบบนั้นแบบนี้ เป็นแบบนั้นแบบนี้
พอเจอจริงๆ ทัศนคติที่มีต่อจีนเปลี่ยนไปเลย
ต้องลองมาอยู่ดูครับ จะรู้ว่า ... หลายๆ อย่างเขาไปไกลกว่าบ้านเราเยอะเลย

ในฐานะที่เป็นคนไทย มองจากข้างนอกเข้ามาบ้านเรา ... ผมว่าครั้งนี้ต้องเปลี่ยนแปลงแล้วล่ะครับ เอาคนดีๆ เข้ามาทำงานให้ประเทศ ไม่งั้นหนักครับ

ปล.ไม่ใช่ว่าเขาไม่มีข้อเสียนะครับ ข้อเสียก็มีเยอะเหมือนกันครับ
ขอบคุณมากเลยครับ ชอบมากๆ วันหลังมาเล่าให้ฟังอีกนะครับ เชียร์ทีมอะไรในจีนครับเนี่ย ผมยังไม่เคยไปจีนเลย น่าลองไปดูมากๆครับ +1
บันทึกการเข้า
Doctor สลัม
อยากจะรวยจริงๆ
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +2560/-3716
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 51,817


หล่อไม่มาก แต่ท่ายากเฮียมีเยอะ


| | |
« ตอบ #10 เมื่อ: มกราคม 25, 2019, 10:19:56 PM »

ครับๆ
บันทึกการเข้า

ลมหายใจคือฟุตบอล
joker999
Jr. Member
**

คะแนนความรัก: +23/-16
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 473


| | |
« ตอบ #11 เมื่อ: มกราคม 25, 2019, 10:44:04 PM »

ขอบคุณข้อมูลจากหลายฯท่านครับ ได้ความรู้ได้มุมมองดีฯเพียบ
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  




Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006-2007, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!