Thailandsusu Webboard
กุมภาพันธ์ 24, 2019, 01:56:43 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน Gallery เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: โชเซ่ อัลเวส บอร์จีส : ผมอยู่ในบั้นปลายอาชีพโค้ชรึยังน่ะเหรอ?  (อ่าน 1646 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
PeepoClub
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +303/-70
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,420



| | |
« เมื่อ: มกราคม 13, 2019, 11:02:10 PM »

Credit : www.thaileague.co.th
https://www.thaileague.co.th/official/index.php?r=News/ScoopRead&id=334&lang=

เขาคือกุนซือชาวบราซิลมากประสบการณ์ที่ผ่านงานคุมทีมมาอย่างโชกโชน เคยนำทีมอย่าง พนักงานยาสูบ คว้าแชมป์ไทยลีกแบบสุดเซอร์ไพรส์ เคยมีส่วนร่วมกับการปั้นนักเตะที่เป็นดาวดังมาก็ไม่น้อย ฤดูกาลนี้ โชเซ่ อัลเวส บอร์จีส ขึ้นเหนือมารับงานกับ สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด แต่นี่จะเป็นภารกิจครั้งสุดท้ายในชีวิตของเขาแล้วหรือยัง

ประวัติการคุมทีมช่วงแรกในประเทศบราซิลของคุณถือว่าโชกโชนไม่น้อย แต่ช่วงที่หลายคนน่าจะพูดถึงมากที่สุดคือระหว่างปี 2000-2003 ตอนคุม เซา เปาโล ชุดเยาวชนที่ปั้น กาก้า กับ ดาวิด ลุยซ์ อยากให้ช่วยเล่าเรื่องราวตอนนั้นหน่อย

เมื่อมีโอกาสได้ทำงานกับสโมสรใหญ่ๆ ในบราซิล คุณย่อมมีโอกาสได้เจอกับนักเตะดีๆ มากมายที่อยู่ในระหว่างการพัฒนาอยู่ล่ะครับ กาก้า กับ ดาวิด ลุยซ์ ก็เช่นกัน ถึงกระนั้นผมไม่อยากที่จะยกให้เครดิตตัวเองแต่เพียงผู้เดียว เพราะทีมงานทุกคนได้ช่วยกันทำให้พวกเขามีวันนี้ อย่าง กาก้า ตอนนั้นเขาอยู่ในทีมชุดยู-17 และไม่มีใครเชื่อเลยว่าเขาจะเป็นนักเตะอาชีพได้ เพราะตอนนั้นมีคนที่ดีกว่าเขา แต่เวลาผ่านไป เขาก็ได้สร้างความแปลกใจให้กับเรา เมื่อสามารถเติบใหญ่ ได้ไปเล่นกับ เอซี มิลาน และคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของโลกปี 2007 ซึ่งฟุตบอลก็แบบนี้แหละ คุณต้องเชื่อมั่นว่าสามารถก้าวเป็นยอดนักเตะ และทุ่มเทเพื่อให้ไปถึงตรงนั้นแบบที่ กาก้า ทำให้ทุกคนเห็นแล้ว

ส่วน ดาวิด ลุยซ์ ผมได้เป็นโค้ชให้เขาในตอนที่ยังเป็นกองกลางตัวรุกอยู่เลย ซึ่งแม้จะตัวเล็ก แต่ก็มีทักษะดี แต่พอหลังจากที่ผมมารับงานที่ไทย ผมก็ได้ข่าวว่าเขาย้ายทีมไปอยู่กับ บาเฮีย และเริ่มปรับมาเล่นตำแหน่งใหม่ จนมาแจ้งเกิดกับ เบนฟิก้า ในฐานะกองหลัง ตรงนี้คือสิ่งที่ผมจะบอกว่า ในการเล่นฟุตบอล คุณต้องมีความยืดหยุ่น และเชื่อฟังโค้ชในเวลาที่เขาต้องการให้คุณเปลี่ยนตำแหน่ง เพราะมันสามารถช่วยคุณพัฒนาฝีเท้าได้

ตอนได้รับข้อเสนอจากทีม พนักงานยาสูบ เมื่อปี 2004 เหตุใดถึงตัดสินใจมาคุมทีมที่ประเทศไทย

ปี 2003 บริษัท ไอแอมสปอร์ต เซ็นสัญญาเป็นพันธมิตรกับ เซา เปาโล เพื่อร่วมกันพัฒนานักเตะเยาวชนในไทย คือในสมัยนั้น ที่ไทยยังไม่มีระบบอคาเดมี่ มีแต่ระบบโรงเรียน และทางท่านประธานสโมสรขอให้ผมไปช่วยงานตรงนี้ เราเลยได้สร้าง เซา เปาโล อคาเดมี่ ที่บางนา เพื่อสอนทักษะฟุตบอลที่ถูกต้องกับเด็กๆ ตอนนั้นมีโค้ชไทยไม่น้อยเลยที่มาดูการซ้อมแล้วก็ใช้วิชาครูพักลักจำ แต่ผมก็มีความสุขนะ เพราะจริงๆ พวกโค้ชเขารู้แหละว่าการสอนเด็กๆ เป็นอะไรที่สำคัญมาก เพียงแต่พวกเขาไม่รู้วิธีการที่ถูกต้อง จึงต้องเรียนรู้จากโค้ชเมืองนอก ด้วยเหตุนี้ผมเลยมีโอกาสได้มาที่ไทย ก่อนที่ปี 2004 ทีม พนักงานยาสูบ ก็ติดต่อให้ผมไปเป็นเฮดโค้ชให้



เพียงแค่ปีที่สองที่มาคุมทีม พนักงานยาสูบก็ประสบความสำเร็จกับการคว้าแชมป์ไทยลีกปี 2005 แบบพลิกความคาดหมาย อะไรคือเคล็ดลับความสำเร็จ

ตอนนั้น พนักงานยาสูบ วนเวียนอยู่ในโซนตกชั้นมาตลอดจนฝ่ายบริหารทนไม่ไหว ตั้งเป้าหมายให้ผมว่า ถ้าไม่ติดท็อป 5 ก็ไล่ออกนะ (หัวเราะ) ซึ่งผมก็โอเค ไม่มีปัญหา เพราะเป้าหมายของผมเนี่ยคือตั้งเป้าถึงแชมป์เลย เราเริ่มต้นฤดูกาลด้วยผู้เล่นชุดเดิม เสริมด้วยนักเตะบราซิล 2 คน แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงอย่างมากเลยจริงๆ คืองานด้านเทคนิค ผมนำโค้ชฟิตเนส, โค้ชผู้รักษาประตู ตลอดจนล่ามเข้ามา อีกสิ่งที่เปลี่ยนไปคตือสไตล์การเล่น สมัยนั้นสโมสรของไทยส่วนใหญ่จะเล่นบอลยาว แต่ผมนำสไตล์การเล่นบอลสั้น ผ่านบอลแม่นยำเข้ามา นั่นคือเหตุผลสำคัญที่ทำให้เราเป็นแชมป์ไทยลีกฤดูกาล 2004/05 รวมถึงฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานประเภท ก (ออมสิน ไทยแลนด์ แชมเปี้ยนส์ คัพ ในปัจจุบัน) และหลังจากนั้น ทีมต่างๆ ในไทยก็หันมาเล่นบอลสั้นแบบเดียวกับที่ผมทำกับพนักงานยาสูบ จะบอกว่าผมคือหนึ่งในผู้นำการเปลี่ยนแปลงมาสู่วงการฟุตบอลไทยก็ว่าได้แหละนะ

มีอยู่ช่วงหนึ่งระหว่างปี 2011-2012 ที่คุณไปคุมทีม ยาดานาร์บอน ของเมียนมา เหตุใดถึงตัดสินใจไปรับงานที่นั่น

ความท้าทายล้วนๆ เลยครับ ยาดานาร์บอน ทำให้ผมรู้สึกอยากเข้าไปทำทีมให้ถึงจุดสูงสุด เพราะตอนที่ผมเข้าไป ทีมจบฤดูกาลในอันดับ 9 แต่พวกเขามีนักเตะที่ดีเกินกว่าจะอยู่ตรงนั้น สิ่งที่ผมเข้าไปเปลี่ยนแปลงก็คือ รูปแบบการฝึกซ้อม รวมถึงการดูแลนักเตะและสตาฟฟ์โค้ชอย่างมืออาชีพ ถึงแม้ฤดูกาลต่อมาเราจะเข้าป้ายเพียงอันดับ 3 แต่ก็ถือเป็นฤดูกาลที่ดี และเป็นรากฐานสู่ความสำเร็จในเวลาต่อมา

ตอนคุมทีม บีอีซี-เทโรศาสน (โปลิศ เทโร ในปัจจุบัน) ระหว่างปี 2013-2014 คุณมีโอกาสได้ร่วมงานกับนักเตะอย่าง ชนาธิป สรงกระสินธ์ ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นหนึ่งในนักเตะชั้นแนวหน้าของทีมชาติไทยและเจลีกไปแล้ว รู้สึกอย่างไรบ้างกับลูกศิษย์คนนี้

ตอนที่ผมคุม บีอีซี-เทโร ชนาธิปยังเป็นนักเตะที่มีพรสวรรค์แต่ขาดประสบการณ์ด้านแท็คติก ถึงกระนั้น ผมสนใจในสิ่งที่เขาสามารถทำเพื่อทีมได้มากกว่า และแม้ผมจะสอนเขาในเรื่องนี้ด้วยก็จริง แต่ผมย้ำเขาเสมอว่า จงกล้าที่จะเล่น กล้าที่จะเลี้ยงลุยเข้าไป ถ้าเขาพลาด ถือซะว่าเป็นความผิดของผมเอง ไม่เพียงเท่านั้น ในช่วงเวลาดังกล่าวเขาประสบปัญหาอาการบาดเจ็บด้วย ซึ่งผมก็ช่วยสนับสนุนเขาในการกลับมาและกล้าเล่นอย่างไม่กลัว สิ่งที่ผมทำในตอนนั้น คือการกระตุ้น และดึงความตลกในตัวเขาออกมาเพื่อลดความรู้สึกที่ต้องรับผิดชอบลงไป ทำให้เขากล้าเล่นโดยไม่เสียตัวตนของเขา พร้อมย้ำอยู่เสมอว่า ‘ฟุตบอลน่ะต้องเล่นให้มีความสุข’

แต่ก็เช่นเดียวกับ กาก้า และ ดาวิด ลุยซ์ ไม่มีใครสามารถรับอ้างได้หรอกว่า ‘ฉันคือผู้สร้างนักเตะคนนี้แต่เพียงผู้เดียว’ เพราะนั่นคือความรับผิดชอบร่วมกันของผมและทีมงาน ก็มีแค่พ่อกับแม่เขาเท่านั้นแหละที่สามารถพูดได้เต็มปากว่า ‘ฉันสร้างเมสซี่เจขึ้นมา’

ผมภูมิใจนะที่ได้เห็นเขาไปเล่นที่ญี่ปุ่น ผมให้กำลังใจเขาเสมอ และเขาก็ชอบกินบาร์บีคิวฝีมือผมด้วย แต่ตอนนี้เราไม่มีเวลาได้ทำแบบนั้นแล้วล่ะ (หัวเราะ)

ฟุตบอลไทยลีกจากประสบการณ์อันยาวนานของคุณเป็นอย่างไรบ้าง มีพัฒนาการอย่างไร



ถ้าเทียบกับสมัยที่ผมเข้ามาคุมทีมที่นี่ใหม่ๆ ไทยลีกมีพัฒนาการในทางที่ดีขึ้นนะ ทั้งด้านการตลาด, การถ่ายทอดสด หรือแม้กระทั่งสนาม แต่หากต้องการจะก้าวสู่ระดับนานาชาติ สมาคมฯ ควรต้องให้ความรู้กับบุคลากรในการสร้างผู้จัดการทีม หรือผู้อำนวยการฟุตบอลให้มากกว่านี้ เพื่อที่พวกเขาจะได้เข้ามาดูแลสโมสรอย่างเป็นมืออาชีพด้วยความรู้ที่มากขึ้น อีกสิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกก็คือ เราทุ่มค่าจ้างกับนักเตะโดยเฉพาะนักเตะต่างชาติแบบเสียเปล่าเกินไปหน่อย บางคนทำผลงานได้งั้นๆ แต่ได้ค่าเหนื่อยถึงเดือนละ 2-3 ล้านบาท หลายสโมสรเห็นนักเตะที่โปรไฟล์ดีหน่อยก็ยอมทุ่มค่าเหนื่อยให้ละ ทั้งๆ ที่ฝีเท้าของพวกนั้นในบ้านเกิดยังธรรมดา แต่หนึ่งตัวอย่างที่ดีเลยคือ ดิโอโก้ หลุยส์ ซานโต เขามีความเป็นมืออาชีพ, เล่นได้ดี และพาทีมไปถึงจุดสูงสุดได้ แบบนี้แหละเขาถึงสมควรได้รับค่าเหนื่อยสูง
 

ฟุตบอลไทยลีกกับของประเทศอื่นๆ ที่คุณเคยทำงาน มีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง

บราซิลเล่นฟุตบอลอย่างมีจิตวิญญาณเสมอ ส่วนเมียนมา พวกเขามีทัศนคติในการเล่นที่ดีนะ แต่เทคนิคนักเตะไม่ดีเท่าไหร่ ส่วนของไทย นักเตะที่นี่มีคุณภาพ แต่ผมคิดว่าเราควรต้องลดจำนวนทีมลงเพื่อลดจำนวนเกมของนักเตะ และทำให้แต่ละเกมมีคุณภาพยิ่งขึ้น ซึ่งฤดูกาลนี้ที่เหลือ 16 ทีมก็ถือเป็นสัญญาณที่ดี

จากการทำงานที่ผ่านมา คุณมีโอกาสได้ทำงานกับนักเตะเยาวชนหลายครั้ง ทั้งในบราซิล จีน และไทย เด็กเยาวชนของแต่ละประเทศที่คุณเคยร่วมงานด้วยมีความแตกต่างอย่างไรบ้าง และนักเตะไทยควรเสริมสร้างในส่วนไหนถึงจะสามารถสู้กับชาติอื่นได้

อันที่จริง นักเตะดาวรุ่งนั้นมีอยู่ทุกที่ ซึ่งที่ไทยก็มีไม่น้อย ปัญหาคือจะทำอย่างไรให้ก้อนหินเหล่านี้ได้รับการเจียระไนจนเป็นเพชร เป็นนักเตะที่ดีมีคุณภาพ ไทยลงเงินไปมากมายในการทำทีมชุดใหญ่ แต่กลับไม่ใส่ใจการพัฒนานักเตะเยาวชนเท่าที่ควร สโมสรทำแค่เพียงโยนเงินให้โรงเรียนบางโรงเรียนเพื่อเป็นพันธมิตรร่วมกัน ส่งโค้ชมาดูแลนักเตะเพื่อให้โรงเรียนคว้าแชมป์ แล้วก็เก็บเกี่ยวเอานักเตะที่ดีๆ ของทีมชุดนั้นเข้าไปปั้นต่อในสโมสร ทว่ากับที่อื่นล่ะ พวกเขาอาจจะมีนักเตะ แต่ไม่มีโค้ชและสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโต ดังนั้น จาก 100 คน อาจจะมีเพียงแค่ 2-3 คนเท่านั้นที่สามารถเล่นในไทยลีกได้ แต่ที่บราซิล กับแค่ทีมเยาวชนพวกเขาก็ใช้เงินมากถึงหลักสิบล้านบาทแล้ว

ส่วนที่จีน ผมมีความรู้สึกว่านักเตะเยาวชนที่ดีๆ มีไม่ค่อยมากเท่าไหร่ เพราะพวกเขาดูแลเด็กๆ เหล่านี้ไม่ค่อยดีนัก จนพวกเขาดูจะกลัวความล้มเหลว กลัวอะไรไปซะทุกอย่าง จริงอยู่ ตอนนี้พวกเขามีโปรเจ็คท์ใหญ่ในการพัฒนาวงการฟุตบอล แต่พวกเขาไม่ยอมทุ่มทุนกับโค้ชมากเท่าที่ควร ผลลัพธ์ที่ออกมาก็เลยดูไม่ดีเท่าไหร่นัก

สำหรับไทย พวกเขามีดาวรุ่งฝีเท้าดีอยู่เสมอ สิ่งที่ขาดคือโค้ชที่จะช่วยในเรื่องของพัฒนาการ แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะมีโค้ชรุ่นใหม่เข้ามาประดับวงการมากขึ้น ดังนั้นเรื่องที่อาจต้องทำอีกอย่างก็คือ วิธีการสอนเด็ก

อีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันคือ เด็กๆ ที่บราซิลมีนักเตะระดับไอดอลมากมายให้ดำเนินรอยตาม ส่วนที่ไทยตอนนี้มีแค่ ชนาธิป ส่วนจีนก็มีแต่นักเตะต่างชาติที่เข้ามาโกยเงินแล้วก็ออกไป บางทีเรื่องนี้ก็อาจเป็นปัญหาสำหรับเด็กๆ ในการก้าวขึ้นมาเป็นเพชรแท้ของวงการอยู่นะ

เหตุใดถึงตัดสินใจรับงานกับ เชียงราย ยูไนเต็ด ในปีนี้



หลังสัญญาในการเป็นผู้บริหารอคาเดมี่ของ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด สิ้นสุด คุณมิตติ ติยะไพรัช ประธานสโมสร เชียงราย ยูไนเต็ด (ปัจจุบันลาออกแล้ว) ได้เข้ามาพูดคุยกับผมว่า เขาต้องการให้ทีมไปถึงตำแหน่งแชมป์ไทยลีกเสียที เพราะนี่คือเกียรติยศที่สโมสรยังขาดหาย และทีมนี้ก็มีนักเตะดาวรุ่งอยู่หลายคนด้วย ความท้าทาย 2 เรื่องนี้ทำให้ผมตอบตกลง ผมชอบความท้าทาย แม้ต้องรอการพิสูจน์ แต่ผมเชื่อว่าเราทำได้

เชียงรายคว้าแชมป์ ช้าง เอฟเอ คัพ มา 2 ปีติด คุณจะนำทีมนี้อย่างไรให้ไปได้ไกลกว่าเดิม

ในช่วงเวลาที่เชียงรายคว้าแชมป์ ช้าง เอฟเอ คัพ 2 ปีติด เรามีหนึ่งในผู้รักษาประตูที่ดีที่สุดในไทยลีกอย่าง บอย - ฉัตรชัย บุตรพรม ที่เซฟทีมในจังหวะสำคัญๆ อยู่บ่อยครั้ง แต่ฤดูกาลนี้เขาได้ย้ายออกไปแล้ว สิ่งแรกที่ผมจำเป็นต้องทำคือสร้างเกมรับที่เหนียวแน่นเหมือนเดิมให้ได้เสียก่อน อีกประการที่สำคัญก็คือ เราต้องเก็บแต้มให้ได้สม่ำเสมอขึ้น อย่างน้อยๆ ก็ต้อง 70% ของแต้มที่มีให้เก็บ เพราะฤดูกาลก่อนเราเก็บแต้มได้เพียง 50.9% เท่านั้นเอง

ปีนี้เชียงรายต้องลงแข่งถ้วยเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีกด้วย เตรียมการไว้อย่างไรบ้างเพื่อให้ผ่านไปเล่นรอบแบ่งกลุ่มได้

กับถ้วยเอเชีย เราต้องเล่นให้เนี้ยบ ไม่พลาดง่ายๆ แล้วรอคอยจังหวะเพื่อชัยชนะ หากลูกทีมสามารถเข้าใจในรูปเกม รวมถึงการเปลี่ยนจากรับเป็นรุกในเวลาอันรวดเร็วได้ ผมก็เชื่อว่าเรามีโอกาสชนะ

ตอนนี้คุณอายุ 60 ปีแล้ว สำหรับอาชีพส่วนใหญ่ก็ถึงวัยเกษียณ แล้วคุณเริ่มมองเห็นวันนั้นใกล้มาถึง หรือยังสนุกกับการคุมทีมอย่างนี้ไปเรื่อยๆ

ตอนนี้ผมก็ยังสนุกกับการเป็นโค้ชอยู่นะ อีกอย่างก็คือ ผมเองก็ไม่ใช่คนที่ร่ำรวยอะไร เพราะไม่ได้หาเศษหาเลยกับนักเตะหรือเอเยนต์เลย ผมมีชีวิตอยู่รอดด้วยเงินเดือน ดังนั้น เรื่องเกษียณนี่ยังอีกไกล เพราะผมยังไม่มีเงินมากพอที่จะมีชีวิตโดยปราศจากฟุตบอลน่ะสิ (หัวเราะ)
บันทึกการเข้า
KangKaree
Newbie
*

คะแนนความรัก: +8/-3
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 92



| | |
« ตอบ #1 เมื่อ: มกราคม 13, 2019, 11:17:26 PM »

ขอบคุณครับ ผมว่าคนแบบนี้แหละครับ ที่สมาคมควรดึงมาทำงานด้วย
บันทึกการเข้า

แกงกะหรี่ไก่กินกับไข่ดาวอร่อย
sett
Full Member
***

คะแนนความรัก: +147/-31
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 875



เว็บไซต์
| | |
« ตอบ #2 เมื่อ: มกราคม 13, 2019, 11:35:33 PM »

อ่านแล้วสุดยอดครับ โค้ชท่านนี้เข้าใจฟุตบอลไทยอย่างถ่องแท้
บันทึกการเข้า

รับเขียนเว็บไซต์ขนาดเล็กครับ
pongonwon
เฮงซัง get out
Hero Member
*****

คะแนนความรัก: +579/-2137
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,420



| | |
« ตอบ #3 เมื่อ: มกราคม 14, 2019, 12:23:12 AM »

คนนี้เป็นคนปั้นเด็กเก่งมากๆ
บันทึกการเข้า
Once is not enough_SR
Thailandsusu
Full Member
**

คะแนนความรัก: +80/-21
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,119


เชียร์บอลไทยมาเป็นสิบปี เข้าบอร์ดนี้ปีแรก ไปอยู่ไหนมา หืม


| | |
« ตอบ #4 เมื่อ: มกราคม 14, 2019, 08:36:53 AM »

คนนี้เก่ง สมาคมน่าดึงมาทำงานด้วยจริงๆ
บันทึกการเข้า
joker999
Jr. Member
**

คะแนนความรัก: +23/-16
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 481


| | |
« ตอบ #5 เมื่อ: มกราคม 14, 2019, 08:38:49 AM »

เหมาะมากครับสำหรับงานด้านพัฒนาเยาวชนของสมาคม  น่าจะค่าจ้างไม่แพงมากด้วย
บันทึกการเข้า
Francesco Titti
Jr. Member
**

คะแนนความรัก: +52/-30
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 379


| | |
« ตอบ #6 เมื่อ: มกราคม 14, 2019, 09:00:33 AM »

ตอนนี้ผมก็ยังสนุกกับการเป็นโค้ชอยู่นะ อีกอย่างก็คือ ผมเองก็ไม่ใช่คนที่ร่ำรวยอะไร เพราะไม่ได้หาเศษหาเลยกับนักเตะหรือเอเยนต์เลย ผมมีชีวิตอยู่รอดด้วยเงินเดือน ดังนั้น เรื่องเกษียณนี่ยังอีกไกล เพราะผมยังไม่มีเงินมากพอที่จะมีชีวิตโดยปราศจากฟุตบอลน่ะสิ (หัวเราะ)

แปลว่าที่มีคนพูดว่ามีโค้ชร่วมมือกับเอเย่นต์ดันเด็กเพื่อขายต่อก็มีจริงๆนะสิ
บันทึกการเข้า
Livermania
Jr. Member
**

คะแนนความรัก: +34/-14
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 206


| | |
« ตอบ #7 เมื่อ: มกราคม 14, 2019, 09:15:14 AM »

บุรีรัมย์ เอาใครเข้ามาแทนครับ เสียดายแทนเลย
บันทึกการเข้า
ice5509876
Sr. Member
****

คะแนนความรัก: +77/-16
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,671



| | |
« ตอบ #8 เมื่อ: มกราคม 14, 2019, 10:14:11 AM »

คนนี้เก่งจริงครับ
บันทึกการเข้า
Kokkabark
Hero Member
*****

คะแนนความรัก: +259/-483
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,620



| | |
« ตอบ #9 เมื่อ: มกราคม 14, 2019, 10:29:16 AM »

บุรีรัมย์ เอาใครเข้ามาแทนครับ เสียดายแทนเลย

แอนดรู  ออด
บันทึกการเข้า
Possible_กลุ่มเสื้อบอลไทย182
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +527/-61
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 7,581


ฟุตบอล เป็น ส่วนใหญ่ๆในชีวิต


| | |
« ตอบ #10 เมื่อ: มกราคม 14, 2019, 03:39:51 PM »

รูดูผลงานคุม เชียงราย ถ้ารักษาบอลถ้วยได้สักใบก็โหดแล้วครับ
บันทึกการเข้า
lotto009
Full Member
***

คะแนนความรัก: +92/-82
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 796


| | |
« ตอบ #11 เมื่อ: มกราคม 14, 2019, 05:02:35 PM »

อันนี้จริง เค้ามองขาดมากก
-----------------
ไทยลงเงินไปมากมายในการทำทีมชุดใหญ่ แต่กลับไม่ใส่ใจการพัฒนานักเตะเยาวชนเท่าที่ควร สโมสรทำแค่เพียงโยนเงินให้โรงเรียนบางโรงเรียนเพื่อเป็นพันธมิตรร่วมกัน ส่งโค้ชมาดูแลนักเตะเพื่อให้โรงเรียนคว้าแชมป์ แล้วก็เก็บเกี่ยวเอานักเตะที่ดีๆ ของทีมชุดนั้นเข้าไปปั้นต่อในสโมสร ทว่ากับที่อื่นล่ะ พวกเขาอาจจะมีนักเตะ แต่ไม่มีโค้ชและสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโต ดังนั้น จาก 100 คน อาจจะมีเพียงแค่ 2-3 คนเท่านั้นที่สามารถเล่นในไทยลีกได้
--------------
บันทึกการเข้า
lotto009
Full Member
***

คะแนนความรัก: +92/-82
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 796


| | |
« ตอบ #12 เมื่อ: มกราคม 14, 2019, 05:05:24 PM »

ขอให้ไปเป็นประธานเทคนิคได้ใหม ชอบมากเลยคนนี้ทัศคติเยี่ยม ไม่เคยหาเศษหาเลยกับเอเจนซี่ ได้จากเงินเดือนเท่านั้น
โครตชอบมาก จะมีใครบ้างหนอที่มืออาชีพขนาดนี้ อยากจะร้องให้เลยพ่อคุณ
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  




Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006-2007, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!