Thailandsusu Webboard
พฤศจิกายน 17, 2018, 09:02:04 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน Gallery เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: สินทวีชัย หทัยรัตนกุล ''เพียงชายคนนี้ ไม่ใช่ผู้วิเศษ ... ''  (อ่าน 1767 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ป๊อกกี้
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +1444/-1222
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,496



| | |
« เมื่อ: ตุลาคม 14, 2018, 04:02:45 AM »



สินทวีชัย หทัยรัตนกุล....
เพียงชายคนนี้ ไม่ใช่ผู้วิเศษ

36 ปีที่แล้ว เด็กน้อยคนนึงถือกำเนิดขึ้นบนโลก ณ จังหวัดสกลนคร, ประเทศไทย
ครอบครัวของเขาตั้งชื่อเล่นให้ว่า “บอล” เหมือนรู้ว่า นี่คือสิ่งที่เขาจะได้สัมผัสมากที่สุดในชีวิต

“บอล” โกสินทร์ หทัยรัตนกุล นี่คือชื่อแรกเริ่มของเขา

“บอล” เติบโตภายใต้ชีวิตที่รายล้อมด้วยทุ่งนา ป่าหญ้า และความแห้งแล้ง
ฟุตบอล คือ เพื่อนของเขา นอกเหนือจากเพื่อนคนอื่นๆ
เขาเริ่มต้นที่ตำแหน่งกองหน้า กองกลาง ปีก จนสุดท้าย
เขาร่นตัวเองไปที่ตำแหน่งนายด่านปราการสุดท้าย นั่นคือ ผู้รักษาประตู

“First Save” ของเขาเกิดขึ้นตอนไหน คงไม่มีใครจำได้
แต่ “The Last Save” กับทีมชาติไทยของเขา จะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้

ปัจจุบัน ทุกท่านเรียกเขาว่า “ตี๋”
และคงทราบดีว่า ชื่อจริงของเขาตอนนี้คือ "สินทวีชัย"
ดังนั้น ผมจึงขอเรียกเขาว่า “พี่ตี๋” หลังจากบรรทัดนี้เป็นต้นไป...

พี่ตี๋เล่าให้ฟังว่า สมัยเรียนประถมศึกษา และมัธยมศึกษาตอนต้น
“พี่ตี๋” เป็นเด็กติดบ้านใช้ได้เลย
เขาต้องกอดเอวคุณแม่ ซ้อนท้ายไปเรียนตอนเช้า และถูกรับกลับบ้านในช่วงเย็น
เขาเรียกตัวเองว่า “ลูกแหง่” อย่างเต็มปากเต็มคำ
เขาไม่เคยออกจากบ้านไปไกล
จนกระทั่งวันนึง ฟุตบอลก็ได้พาเขาออกจากอ้อมกอดของสกลนคร

พี่ตี๋ ตั้งใจในเรื่องของฟุตบอลอย่างมาก และอยากไปให้สุด
แล้วไปหยุดที่ธงไตรรงค์บนอกข้างซ้าย
เมื่อวัยเข้า ม.ปลาย “พี่ตี๋” พร้อมคุณแม่ เดินทางด้วยกระเป๋าคนละใบ
หอบกันมาพะรุงพะรังด้วยรถทัวร์ สู่กรุงเทพมหานคร มหานครที่ใครๆ ก็รู้จัก

รถทัวร์ ต่อด้วยรถเมล์ จนมาถึงสนามฟุตบอลการท่าเรือที่คลองเตย
ซึ่งกำลังมีการคัดตัวของโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน

“พี่คัดตัวไม่ติด”... พี่ตี๋หอบความผิดหวังกลับบ้านในวัย 15 ปี
แต่เขาก็ไม่ลดละ เขากลับมาอีกครั้งพร้อมคุณแม่
แต่เปลี่ยนทิศจากกรุงเทพมหานคร สู่ดินแดนบูรพา
ปลายทางของเขาครั้งนี้ คือ โรงเรียนอัสสัมชัญ ศรีราชา
ยอดทีมราชาขาสั้นอีกหนึ่งทีมของเมืองไทย ในจังหวัดชลบุรี

“ถ้าผมมาครั้งนี้ หอบผ้าหอบผ่อนมาจากสกลนคร
แล้วไม่ประสบความสำเร็จ ผมก็จะกลับไปเรียนครับ ไปเป็นช่าง
เพราะตอนที่ผมไป ผมสอบติดทั้ง ช่างเทคนิค และ เทคโนโลยีราชมงคล ที่สกลนคร
พูดตรงๆ การเรียนต่อ มันเป็นความจริง มันคือทางเลือกของชีวิต
แต่ไม่ใช่ความฝันของผม”

แต่ครั้งนี้ เขาสมหวัง เขาได้โอกาสสู้กับความฝันต่อ
และทิ้งการเรียนกับความจริงที่สกลนคร
แล้วมันไม่ใช่ความสมหวังธรรมดาๆ ด้วยสิ

พีตี๋ คัดตัวติดทีมโรงเรียนของอัสสัมชัญ ศรีราชา ในชั้น ม.ปลาย
ตามด้วยโอกาสยิ่งใหญ่ของชีวิตที่เข้ามาในวัย 17 ปี
เมื่อเขาได้ติดทีมชาติไทย ชุดอายุไม่เกิน 17 ปี
ในการไปลุยศึกชิงแชมป์โลก ยู-17 เมื่อปี 1999 ที่ประเทศนิวซีแลนด์

ติดทีมชาติ / ได้ไปฟุตบอลโลก / มีเพื่อนใหม่ / ติดเพื่อน
 / มีรายได้ / มีคนรู้จัก / มีทุกอย่างเท่าที่เด็ก 17-18 พึงจะคิดว่า

“เรามาไกลเท่านี้ เรามันแน่แล้ว”

เมื่อวัยผ่านพ้น 18 ฝน 18 หนาว
“พี่ตี๋” ก็ได้หลงระเริงกับชีวิตวัยรุ่นสุดขีด
จนลืม “น้องบอล ลูกแหง่คนนั้น” ซะหมดสิ้น

“ตอนเด็กๆ นี่ผมจะบอกให้นะ ผมคือลูกแหง่ดีๆ เลย
ผมผูกพันกับคุณแม่มาก ผมกอดเอวแม่ไปเรียน และกลับบ้านทุกวัน
แล้วตอนที่ผมได้ไปเรียนอัสสัมชัญ ศรีราชา
ผมได้เรียนรู้ชีวิตอีกแบบ ชีวิตที่ต้องเอาตัวรอด ชีวิตที่ต้องดูแลตัวเอง
ผมมีเพื่อนใหม่ๆ ผมติดเพื่อน ผมแคร์เพื่อน ผูกพันกับเพื่อนมาก
พอเรียนจบใหม่ ผมก็จะคิดถึงพวกเขา ผมไปหาเพื่อนตลอด”

“เรามีเงินด้วยแหละ เราได้โอกาสติดทีมชาติก่อน มีโอกาสมากกว่าคนอื่น
ช่วงนั้นทุกครั้งที่มีโอกาสดื่มกินไปเที่ยว ผมไปตลอด ต้องบอกว่า
ตอนนั้น ไม่มีใครที่จะมีอิทธิพลกับผมได้เลย
แม้แต่ครอบครัว ทั้งที่ก็เตือนและด่า
แต่ผมไม่สนใจ ผมกำลังดื้อเงียบ แข็งขืน ไม่ฟังใคร”

“ผมมีเรื่องราวชีวิตที่ผมไม่ลืมสองครั้ง
ครั้งแรก มันเป็นช่วงที่ผมกำลังหลงระเริง ผมอายุแค่ 19 ปี
ตอนนั้นมีซีเกมส์ ปี 2001 ที่ประเทศมาเลเซีย
ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการกำหนดอายุของการแข่งขันฟุตบอล ซีเกมส์"

"ผมเป็นหนึ่งในคนที่มีโอกาสติดไปแข่งขัน ทั้งที่อายุน้อยมาก
ผมก็ย่ามใจ และไม่ได้ใส่ใจกับโอกาสที่ผู้ใหญ่ให้มา
ช่วงโค้งสุดท้าย ผมที่เพิ่งเรียนจบมัธยมมาใหม่ๆ ก็ยังคงใช้ชีวิตนอกสนาม
ที่เกเรจนเกินไป ติดเพื่อนมาก จนผมหลุดออกจากทีม เพราะไม่มีสมาธิกับฟุตบอลเลย
เราคิดว่า ยังไงเราก็ติดทีม แต่สุดท้ายด้วยการกระทำของเรา ก็ทำให้เราไม่ติด”

“ช่วงนั้น ฟุตบอลยังไม่เป็นอาชีพ และผมก็ผูกพันกับเพื่อนมาก
ก็ปกติของผู้ชาย ที่มีบ้างที่นอกลู่นอกทาง ไปก็เต็มที่กับเพื่อน ไปไหนไปกัน
ตอนนั้น เรายังไม่ได้โฟกัสกับอาชีพฟุตบอลอย่างแท้จริง
ด้วยความสัตย์จริงเลยนะ เราไม่ได้ใส่ใจต่อการเป็นนักฟุตบอลอาชีพจริงๆ เลย"

“ช่วงนั้น ผมยังคงดื่มประมาณ 3 วันเป็นอย่างน้อย ต่อสัปดาห์นึง
แล้วผมก็เอารถของพี่ชายที่ซื้อมาจากน้ำพักน้ำแรงของเขา ไปเที่ยว
ไปรับเพื่อน ไปกินไปดื่ม จนไปเกิดอุบัติเหตุรถคว่ำลงไหล่ทาง
แถวทางด่วนทับช้าง เพราะผมเพลียจนหลับ ผมโชคดีที่ไม่เป็นอะไร”

“จากนั้น พี่ชายผมก็เดินเข้ามาหาผมในวันที่เห็นสภาพรถ เค้าไม่ด่าผมสักคำเลยนะ
เค้าบอกว่า เค้ารักรถคันนี้มาก แต่ก็ไม่เท่าชีวิตของน้องชายเค้า
ถ้ารถคันนี้ มันจะแลกกับอะไรได้ ก็ขอให้มันแลกกับชีวิตของน้องเค้า
ที่จะกลับมาเล่นฟุตบอลจริงๆ จังๆ อีกสักที ถ้ามันแลกกับชีวิตใหม่ของน้องชาย
ถ้ามันทำให้น้องชายสำนึกได้ พี่ก็จะแลกกับรถที่พี่รัก….”

เหตุการณ์ครั้งนั้น “พี่ตี๋” เหมือนได้คำเตือนจากฟากฟ้า
ที่ยังให้ความปราณีที่เพียงเตือนด้วยเหตุการณ์รถคว่ำ
และเตือนด้วยคำพูดของพี่ชาย

ไม่ได้เอาร่างกาย
ไม่ได้เอากำลังแขน
ไม่ได้เอาชีวิตของเขาไป

“พี่ตี๋” ลุกขึ้นจากวังวนของนักฟุตบอลเสเพล สู่นักฟุตบอลอาชีพจริงๆ
ที่มีอะไรอยากบอกน้องๆ รุ่นปัจจุบัน ที่มีบางคนที่ยังคงหลงระเริงกับ แสง สี เสียง
ที่อยู่ข้างหน้า จนลืมไปว่า แสง และสีจริงๆ ของนักฟุตบอลนั้น
ไม่ใช่แสงสปอร์ตไลค์ในผับ ไม่ใช่สีทองอร่ามจากน้ำจัณฑ์ในแก้วใบนั้น
ไม่ใช่เสียงอันหวานไพเราะจากผู้หญิงที่เข้ามาหา

หากแต่คือ แสงสีที่คอยสาดส่องเมื่อคุณสร้างผลงานในสนาม
และมีความประพฤติอันเป็นมืออาชีพ เป็นตัวอย่างที่ดีกับน้องๆ รุ่นใหม่

“ผมเชื่อว่า น้องๆ ทุกคน รู้ตัวอยู่แล้วว่า กำลังทำอะไรอยู่
แต่สิ่งที่ผมจะแบ่งปันได้ ก็คือประสบการณ์จริงที่เกิดขึ้นกับผม
อยากบอกว่า เรื่องของโอกาส มันไม่ได้มาบ่อยๆ นะ ผมโชคดีที่กลับมาได้
ถ้าเลือกได้ ก็ไม่อยากให้น้องๆ ต้องเอาตัวเองเข้าไปมีประสบการณ์แบบผม
เราสามารถเรียนรู้เรื่องแบบนี้จากรุ่นพี่ และเราไม่ควรเอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยง
มีประสบการณ์แบบที่รุ่นพี่เคยผ่านมา
เพราะไม่รู้ว่า จะมีใครสักที่คนที่จะโชคดีกลับมาได้เหมือนพี่”

ผมคงไม่ต้องเล่าเรื่องราวหลังจากวันที่ “พี่ตี๋” คิดได้
นับจากวันที่หันลำเรือกลับมาจากคลื่นลมกรรโชกแรงในวัย 18-19 ฝน

เพราะทุกสิ่งอย่างที่ สินทวีชัย หทัยรัตนกุล สร้างให้เราเห็นมาตลอด 14 ปี
นับตั้งแต่ลงสนามให้กับทีมชาติไทย ชุดใหญ่ ครั้งแรก จนถึงแมตช์สุดท้ายที่จะเกิดขึ้น
กับ ตรินิแดดฯ ทุกอย่าง เขาตอบทุกคำถามได้หมดด้วยผลงานแล้ว

เขาจริงจังกับหน้าที่ของตัวเอง
เขาเคารพต่อหน้าที่ของคนอื่น
เขาเดินทางบนอาชีพของตัวเองด้วยการกระทำแบบมืออาชีพที่สุดเท่าที่จะทำได้

“ผมไม่ได้บอกว่า ผมเป็นนักฟุตบอลที่ดีร้อยเปอร์เซ็นต์นะ
แต่ผมก็พยายามเข้าใกล้คำๆ นั้นให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
เพื่อให้เรามีร่างกายที่แข็งแรง และเล่นฟุตบอลได้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”

“หลายคนบอกว่า ผมเป็นสุภาพบุรุษ ผมก็ไม่เคยบอกว่า ตัวเองเป็นสุภาพบุรุษนะ
ผมไม่เคยยกยอตัวเองเป็นแบบนั้น ผมรู้ว่า ผมไม่ใช่แบบนั้น และเคยผ่านอะไรไม่ดีมาก่อน
แต่ผมก็พยายามทำตัวให้เป็นนักฟุตบอลอาชีพให้ที่ดีที่สุด จนกว่าที่ผมจะต้องแขวนสตั๊ดจริงๆ...”

ชีวิตของคนหนึ่งคน มีทั้งบวก และลบ มีทั้งคูณ และมีทั้งหาร
ไลฟ์บาลานซ์ คือ กฏเกณฑ์ง่ายๆ
ที่จะทำให้ชีวิตของเราเดินหน้าต่อไปได้แบบมีความสมดุล

เวลาที่คุณอยู่ในมุมบวก คุณก็อย่าลืม “ให้” กับคนที่กำลังลบ
ในเวลาที่คุณกำลังลบ คุณก็ต้องพยุงตัวเองขึ้นมาให้อยู่ในแดนบวกให้ได้

เวลาที่คุณโด่งดังสุดขีด เป็นทวี “คูณ” จากที่เคยผ่านมา
ก็จงอย่าลืมไปว่า ชีวิตเป็นของเราก็จริง
แต่เราไม่มีสิทธิ์ใดๆ หากถูก “หาร” เอาคืนไปแล้ว

ก็เหมือนพี่ตี๋แหละครับ ถ้าวันนั้นเขาไม่หันหลังกลับจากฟ้าที่มืดมน
เขาก็อาจจะไม่มีเทสติโมเนียลแมตช์ ภายใต้ท้องฟ้าอันสว่างไสว
ที่ใครๆ ก็ชื่นชมตัวเขาเองในวันนี้ได้

รถพังยับ ก็ซ่อมได้ ก็ซื้อใหม่ได้
ศรัทธาของคนในครอบครัว ทำให้เกิดขึ้นได้อีกครั้งได้ จากการกระทำของเรา
แต่ชีวิต และร่างกาย เมื่อใช้มันอย่างสุดโต่ง และไม่รู้คุณค่า
หากสูญเสียไปแล้ว มันไม่มีทางซ่อมได้
แม้ว่าคุณจะมีอำนาจล้นฟ้า หรือมีเงินตราล้นธนาคารแค่ไหนก็ตาม….

"ขอขอบคุณเรื่องราวของผู้ชายที่เป็น
เพียงชายคนนี้ ไม่ใช่ผู้วิเศษ
... สินทวีชัย หทัยรัตนกุล"

#จอน
13-10-2561

ที่มา  :  แฟนเพจ จอน
บันทึกการเข้า
Faroh-Air
ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย
Jr. Member
**

คะแนนความรัก: +84/-36
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 583


รักบอลไทย


| | |
« ตอบ #1 เมื่อ: ตุลาคม 14, 2018, 05:39:27 AM »

+1
บันทึกการเข้า

ถ้าทุกคนในชาติทุกภาคส่วนมีความสามัคคีกันแล้ว ฝันที่ไทยจะไปบอลโลกมันก็เกิดขึ้นได้
Kokkabark
Hero Member
*****

คะแนนความรัก: +205/-455
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,048



| | |
« ตอบ #2 เมื่อ: ตุลาคม 14, 2018, 08:32:19 AM »

ต้นแบบของมืออาชีพ  ที่เกิดจากการเรียนรู้  แต่ก็แปลกที่นักฟุตบอลดาวรุ่งทั้งหลายที่อยู่รอบๆตัว

กลับไม่เดินรอยตาม  ทั้งๆที่มีไอดอลตัวเป็นๆให้เห็นเป็นแบบอย่าง

พูดถึงตี๋ถ้าฟ้าประทานความสูงให้เขาเพิ่มอีกซัก 10 cm ผมผมว่าอนาคตทางฟุตบอลของเขาจะไปได้ไกลกว่าปัจจุบันอีกมากเลยละครับ 
บันทึกการเข้า
Doctor สลัม
อยากจะรวยจริงๆ
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +2520/-3488
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 50,261


หล่อไม่มาก แต่ท่ายากเฮียมีเยอะ


| | |
« ตอบ #3 เมื่อ: ตุลาคม 14, 2018, 06:41:19 PM »

ครับผม
บันทึกการเข้า

ลมหายใจคือฟุตบอล
Koragap
Hero Member
*****

คะแนนความรัก: +215/-350
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,968


| | |
« ตอบ #4 เมื่อ: ตุลาคม 14, 2018, 09:35:07 PM »

ขอบคุณมากๆ สำหรับบทความดีๆ
บันทึกการเข้า
TON-Mr.PostMan
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +238/-18
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,722


| | |
« ตอบ #5 เมื่อ: ตุลาคม 15, 2018, 01:01:34 PM »

ขอบคุณสำหรับบทความครับ
บันทึกการเข้า
Raktakan
Full Member
***

คะแนนความรัก: +87/-32
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 929


| | |
« ตอบ #6 เมื่อ: ตุลาคม 15, 2018, 01:29:39 PM »

ขอบคุณครับ ซึ้งเลย
บันทึกการเข้า
Graff_Pi
Newbie
*

คะแนนความรัก: +7/-5
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 107



| | |
« ตอบ #7 เมื่อ: ตุลาคม 15, 2018, 02:45:09 PM »

เยี่ยมยอดครับ
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  




Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006-2007, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!