Thailandsusu Webboard
ธันวาคม 11, 2018, 12:37:44 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน Gallery เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: อาจจะต้องรอจนกว่าสายเลือดใหม่มาเติมเต็ม...  (อ่าน 1006 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
tonmania
Thailandsusu
Full Member
**

คะแนนความรัก: +243/-530
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 899



| | |
« เมื่อ: กันยายน 08, 2018, 04:16:35 PM »

เมื่อปล่อยน้ำใสลงไปในบ่อที่ขุ่นคลักต้องใช้เวลานานขนาดไหนที่น้ำในบ่อนั้นจะเปลี่ยนสีมาเป็นน้ำที่ใสเสมอกัน

เมื่อเริ่มแรกของการสร้างอคาเดมี่ในไทยลีกทุกคนคาดหวังอะไร?

ข้อหนึ่งที่ สโมสรไทยได้เรียนรู้จากการทำอคาเดมีที่เหมือนๆกันทั่วโลกก็คือ ปริมาณผู้เล่น ย่อมมีมากกว่าคุณภาพผู้เล่นเสมอ

ไม่เคยมีอคาเดมี่ไหนการันตีได้ว่าสามารถสร้างเด็กในแต่ละรุ่นเพื่อขึ้นมาสู่ทีมสโมสรหรือก้าวไปติดทีมชาติได้ทุกตำแหน่ง

โอเคล่ะ...การมีอคาเดมีช่วยให้ สโมสรมีนักฟุตบอลเยาวชนในมือมากจำนวนหนึ่ง แต่ด้วยการแข่งขันที่เพิ่มสูงขึ้น ในทุกๆปีของไทยลีก รวมถึงแนวทางของแต่ละสโมสรที่แตกต่างกันออกไป


 ความสามารถของนักเตะเยาวชนที่ไม่เท่ากัน ล้วนมีส่วนทำให้ นักฟุตบอลเยาวชนที่สร้างมาบางส่วน ไม่สามารถขึ้นสู่ชุดใหญ่ได้ ทางออกของ สโมสรที่ทำอคาเดมีในไทย ก็คือ การหาทีมพันธมิตร หรือสโมสรลูก เพื่อปล่อยนักฟุตบอลเยาวชนในอคาเดมี ให้มีพื้นที่ลงเล่น

คือการปล่อยยืมตัว

ในฤดูกาล 2017 สโมสรในไทยลีก จะมีทีมสำรองขึ้น แต่ลักษณะของการปล่อยนักฟุตบอลเยาวชน ไปให้ทีมพันธมิตร ยังคงมีอยู่ เนื่องจากทีมสำรองที่ลงแข่งขันใน ไทยลีก 4 ยังไม่ค่อยตอบโจทย์กับ สโมสรสักเท่าไหร่ ในเมื่อมีทางเลือกที่จะส่งนักเตะไปเล่นลีกที่ดีกว่า เช่น ทีมในไทยลีก 2 หรือทีมในไทยลีกด้วยกัน


แน่นอนว่าการปล่อย นักเตะดาวรุ่ง ที่ยังไม่ได้คิดจะใช้งาน ไปให้มีสนามลงเล่น ย่อมดีกว่า การเอามานั่งสำรองในทีมชุดใหญ่ แบบไม่มีเกม


แต่ในแง่หนึ่งก็ต้องยอมรับผลที่ว่า การปล่อยยืมตัวนานๆ ส่งผลให้เกิดช่องว่างระหว่าง เด็กที่โตในอคาเดมี กับทีมชุดใหญ่ เพราะความสัมพันธ์ ความต่อเนื่องหายไป พอมาได้โอกาสมาเล่น ให้ทีมชุดใหญ่ ความรู้สึกอาจไม่เหมือนกับเด็กทีถูกหยิบจับขึ้นมาอยู่ในทีมชุดใหญ่


ส่วนหนึ่งอาจเป็นผลผลิตที่สร้างมา ไม่ได้ตรงกับความต้องการของทีมชุดใหญ่ เช่น เด็กคนหนึ่งเล่นตำแหน่ง ศูนย์หน้าตัวเป้า มาโดยตลอดในอคาเดมี พอมีโอกาสดันขึ้นชุดใหญ่ ก็ถูกถ่างออกไปเป็น ปีก เนื่องจากมีรูปร่างเล็ก แต่มีความคล่องตัว และไม่สามารถเบียดตำแหน่งกับ กองหน้าต่างชาติ ได้ ก็อาจทำให้เด็กคนนั้นไม่สามารถแสดงศัยกภาพออกมาได้อย่างเต็มที่ หรือปรับตัวกับบอลอาชีพไม่ได้

ในการแจ้งเกิดที่หาได้ยากเพราะรอไม่ได้

ส่วนก็คงดูไปที่ว่า โค้ชและสโมสรนั้นๆ มีนโยบายที่จะผลักดันดาวรุ่งหรือเปล่าในช่วงเวลานั้นๆ ยกตัวอย่าง เมืองทอง ยูไนเต็ด ในปี 2016 พวกเขาต้องการสร้างทีมด้วยการดึงซูเปอร์สตาร์ทีมชาติไทย มาอยู่ในทีมให้ได้มากสุด จนทำให้ดาวรุ่งชุดที่คว้าแชมป์โค้กคัพ 2 สมัยติด ต้องกระจัดกระจาย ไปอยู่สโมสรต่างๆ เช่น สิงห์ เชียงรายฯ, พัทยา ยูไนเต็ด  



อย่างในรายของ มาโน โพลกิ้ง เฮดโค้ชทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด ค่อนข้างชัดเจนว่า เจ้าตัวไม่ค่อยนิยมที่จะใช้งานผู้เล่ยดาวรุ่งอคาเดมีสโมสรสักเท่าไหร่นัก และดูจะเชื่อใจนักเตะลูกครึ่ง กับพวกนักเตะที่ซื้อมามากกว่า


โดยในช่วงเลกสอง ฤดูกาล 2018 แข้งเทพ เหลือนักเตะในอคาเดมีอยู่ในทีมชุดใหญ่ แค่ 2-3 รายเท่านั้น ที่แทบจะไม่ถูกใช้งานในลีกเลย ยกเว้นบอลถ้วยเป็นบางนัด


ขณะที่ผู้เล่นรายอื่นๆ ที่พอจะมีลุ้นเบียดขึ้นทีมชุดใหญ่ อย่างเช่น วิศรุต อิ่มอุระ, เจษฏากร ขาวงาม, จักรกฤษณ์ เวชภิรมย์ ต่างถูกปล่อยตัวให้สโมสรอื่น ยืมไปใช้งาน


นี่เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่า การบริหารจัดการรักษาสมดุลของทีมชุดใหญ่ กับผลผลิตเยาวชน ตั้งแต่รากจนถึงยอดนั้น ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลย แถมยังต้องอาศัยการอดทนอย่างสูง และไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่า เม็ดเงินที่เสียหลายล้านต่อปี จะได้ผลตอบแทนคืนมาเท่าไหร่

ทำไมถึงต้องเป็นไปทั้งระบบ?

คิดว่าในบ่อที่ขุ่นคลักจะใสได้ด้วยด้วยน้ำใสที่ใส่ลงไปไม่กี่หยด  ก็เหมือนคนที่คิดว่าความสำเร็จของเด็กไม่กี่คนจะทำให้ทีมชาติก้าวไกลไปกว่าที่เป็นอยู่นั่นเอง มันอาจเกิดได้ชั่วครู่แต่ที่สุดมันก็จะถูกความขุ่นกลืนหายไปอย่างรวดเร็ว


“เราใช้งบประมาณในการทำอคาเดมี ตกปีละ 30-40 ล้านบาท เฉลี่ยต่อหนึ่งคนเราใช้เงินไม่ต่ำกว่า 350,000 บาท ต่อปี ต่อหัว”


“แต่ไม่ได้หมายความว่า ในนักเตะเยาวชน 200 คน ที่เราลงทุนไปทุกๆปี เราจะได้ผลผลิตกลับมาทั้งหมด ปีๆหนึ่ง ออกดอกผล 1-2 คนก็ถือว่าโชคดีมากแล้ว เพราะบางปีเราก็ไม่ได้อะไรเลย” หนึ่งในคำสัมภาษณ์ของ เนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ผ่าน โกล ประเทศไทย ที่พูดถึงค่าใช้จ่ายที่เสียไปกับการทำอคาเดมีแต่ละปี


ที่มาจากหว่านพืช คุณคิดว่าเจนใหม่ของเราเริ่มจากตอนไหนกันแน่?

ส่วนสำคัญที่ทำให้ หลายๆสโมสรในไทย ลงมือทำอคาเดมีของตัวเองมากขึ้นนั้น มาจากการที่ เอเอฟซี นำเรื่องนี้มาเป็นหนึ่งในเกณฑ์บังคับ การพิจารณาคลับ ไลเซนซิง ของทีมไทยลีก ตั้งแต่ปี  2013 เป็นต้นมา

ถ้านับถึงตอนนี้ก็เข้าสู่ฤดูกาลที่ 6 แล้ว ซึ่งเชื่อว่าผู้อ่าน น่าจะพอเห็นกันอยู่ว่า สโมสรไหนทำจริงจัง สโมสรไหนทำแค่ให้พอผ่านเกณฑ์

อย่างไรก็ดี ต่อให้จะจริงจังหรือไม่จริงจัง การอุบัติขึ้นมา ของ อคาเดมีฟุตบอลในสโมสรอาชีพทั่วฟ้าเมืองไทย ย่อมมีเอฟเฟกต์ที่เป็นบวกมากกว่าลบ ต่อวงการฟุตบอลไทย ในภาพรวมอยู่แล้ว

เอฟเฟกต์บวกที่ตามมาก็คือ ถึงแม้ผู้เล่นส่วนมากที่สโมสรปั้นมา จะไม่ได้ไปต่อในทีมชุดใหญ่ แต่ก็ไม่ได้หมายความหมายว่า พวกเขาจะเลิกเล่นฟุตบอลไปเลย ทรัพยากรเลือดใหม่เหล่านี้ ก็ยังวนเวียนอยู่ในอุตสาหกรรมฟุตบอลไทย อาจจะขยับขยายตัวเอง จากทีมหัวตาราง ไปเล่นทีมกลางตาราราง ไปเล่นลีกรองบ้างตามฝีเท้า

ผลที่ตามมาก็คือ นักฟุตบอลรุ่นใหม่จำนวนหลักร้อยต่อปี จะเข้ามาผลัดใบให้ นักฟุตบอลรุ่นเก่าหลายคน ที่ปรับตัวไม่ได้ ต้องรีไทร์เลิกเล่นไวขึ้น และปรับคุณภาพของลีกให้เป็นไปตามจริง

ด้วยเหตุผลที่ นักเตะรุ่นใหม่ มีฐานเดือนที่ไม่ได้สูงมากนัก แถมยังเปี่ยมไปได้ด้วยพละกำลัง และความรู้ความสามารถที่ได้รับการฝึกฟุตบอลอย่างเป็นมืออาชีพ มาตั้งแต่เด็ก จนทักษะ ความสามารถไล่ทันพวกที่อายุมาก เคยมีชื่อเสียง เคยมีประสบการณ์ แต่มีเงินเดือนที่สูง

แน่นอนว่าถ้าต้องเลือกระหว่าง คนหนุ่มที่เงินเดือนถูกกว่า สดกว่า กับคนอายุมากที่เก๋ากว่า แต่เงินเดือนแพงกว่า เรี่ยวแรงถดถอย สโมสรส่วนใหญ่ ก็ย่อมต้องมอง ฟุตบอลด้วยความเป็นจริง และเลือกลงทุนกับเด็กหนุ่มมากกว่า

ส่วนสโมสรที่สามารถผลิตนักฟุตบอลดาวรุ่งขึ้นมาใช้งานได้เอง นอกจากจะเป็นการลดค่าใช้จ่ายในการซื้อนักฟุตบอล หรือจ้างนักเตะจากต่างทีมแล้ว

เด็กๆปลุกปั้นมาเอง ยังมีความรู้ ความเข้าใจ และความจงรักภักดีกับสโมสรเป็นอย่างดี อย่างเช่น ชลบุรี เอฟซี ที่ปัจจุบันในฤดูกาล 2018 มีนักเตะจากอคาเดมีรุ่นแรกที่สโมสรมาทำเองเต็มรูปแบบ ก้าวขึ้นมาเป็นตัวหลักแล้วถึง 4 ราย

บทสรุปของเรื่องนี้


 ปีที่ผ่านมา อคาเดมีไทยลีก จึงเป็น 10 ปีแห่งการเรียนรู้ การลองผิดลองถูก มีโมเดลที่ประสบความสำเร็จ และล้มเหลว แต่ในความผิดพลาด ความไม่สมบูรณ์แบบ ก็ถือเป็นย่างก้าวที่จะได้เรียนรู้ เข้าใจการพัฒนาเยาวชนอย่างถ่องแท้มากขึ้น และเป็นเข็มทิศนำทางให้สโมสรต่างๆ ได้เดินรู้ว่าอีก 10 ปีข้างหน้าจะเดินต่อไปในทางไหน


เพราะสุดท้ายต่อให้ เมล็ดพันธุ์ที่ผลิตขึ้นมาได้จะดีแค่ไหน ถ้าอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อการเติบโต ดินไม่ดี เมล็ดพันธุ์เหล่านั้นก็คงไม่สามารถเติบโตได้เต็มที่อย่างควรเป็น… ถ้าฟุตบอลไทย หว่านพืชไปเช่นใด ก็ย่อมได้ผลกลับมา เช่นนั้น

 
ขอบคุณบทความอ้างอิงของ : อลงกต เดือนคล้อย
เวบเพจ :Main Stand


* FB_IMG_1527926589879.jpg (68 KB, 1080x720 - ดู 637 ครั้ง.)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 08, 2018, 05:51:40 PM โดย tonmania » บันทึกการเข้า
Kokkabark
Hero Member
*****

คะแนนความรัก: +227/-464
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,205



| | |
« ตอบ #1 เมื่อ: กันยายน 08, 2018, 04:46:57 PM »

เมื่อสโมสรทำผลงานในเอเอฟซีแชมป์เปี้ยนลีก ได้ดี  มีความหวังจนจะไปสุดทางได้นั่นแหละ 

ตอนนี้เราก็ไปได้แค่ครึ่งๆกลางๆ  ทั้งทีมชาติทั้งสโมสร  ถ้าสโมสรเราพัฒนาไปถึงจุดนั้นไม่ต้องห่วงว่าทีมชาติจะไม่พัฒนา

สรุปง่ายๆจะพัฒนาทีมชาติก็ต้องพัฒนาสโมสรด้วย
บันทึกการเข้า
sonypoom1
Thailandsusu
Sr. Member
**

คะแนนความรัก: +85/-45
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,551


ฟุตบอลเอเชีย


| | |
« ตอบ #2 เมื่อ: กันยายน 08, 2018, 04:52:53 PM »

เป็นบทความที่ดีเลยครับ  อยากทราบว่า ศิวกร แสงวงศ์ ตอนนี้น้องเล่นอยู่ทีมไหนแล้ว  ผมยังกระทับใจฝีเท้าแกอยู่เลย ตอนก่อนเจ็บ สำหรับผมแกคือ ดาวรุ่งที่ดีสุดของบีจี
บันทึกการเข้า
thepong
Hero Member
*****

คะแนนความรัก: +272/-279
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,287



| | |
« ตอบ #3 เมื่อ: กันยายน 08, 2018, 04:54:09 PM »

[quote“เราใช้งบประมาณในการทำอคาเดมี ตกปีละ 30-40 ล้านบาท เฉลี่ยต่อหนึ่งคนเราใช้เงินไม่ต่ำกว่า 350,000 บาท ต่อปี ต่อหัว”


“แต่ไม่ได้หมายความว่า ในนักเตะเยาวชน 200 คน ที่เราลงทุนไปทุกๆปี เราจะได้ผลผลิตกลับมาทั้งหมด ปีๆหนึ่ง ออกดอกผล 1-2 คนก็ถือว่าโชคดีมากแล้ว เพราะบางปีเราก็ไม่ได้อะไรเลย” หนึ่งในคำสัมภาษณ์ของ เนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ผ่าน โกล ประเทศไทย ที่พูดถึงค่าใช้จ่ายที่เสียไปกับการทำอคาเดมีแต่ละปี][/quote]


ไม่รู้ชลบุรีมีงบเท่าไหร่สำหรับอคาเดมี่   เพราะชุดใหญ่ยังราวๆ 80-100 ล้านมั้ง


แต่แนวทางของโค้ชเฮงก็ยังสร้างนักเตะ ชั้นดีได้ขึ้นมาเรื่อยๆ

แนวทางของโค้ชเฮงอาจจะไม่ใช่แนวที่ดีที่สุด  แต่เป็นแนวทางทางที่สโมสรทุนน้อยๆเอาไปใช้ได้จริง
บันทึกการเข้า

art27
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +122/-50
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,338



| | |
« ตอบ #4 เมื่อ: กันยายน 08, 2018, 07:01:07 PM »

ขอบคุณครับ
บันทึกการเข้า
jeed @leo
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +285/-111
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,752

ปานหว่าคนป่ามีปืน...ซำกับขี้ทูตหป่งเล็บ


| | |
« ตอบ #5 เมื่อ: กันยายน 09, 2018, 08:58:14 AM »

รออีกสัก4-5ปีครับก็จะเห็นรูปร่างผลผลิตจากเด็กสโมสรและทีมชาติหากธุรกิจฟุตบอลยังเดินแบบนี้แต่ถ้าธุรกิจสะดุดลงก็รอไปเรื่อยๆ ที่ผ่านมานักเตะเราก็สร้างไม่ต่างจากดรีมทีมหรอกเอาเด็กพอมีแวว
ติดทีมชาติมาแต่อายุน้อย ชุดเจ ตั้ม บาส ชุดนี้จะเป็นชุดสุดท้ายถ้าระบบฟุตบอลมันพัฒนา
ระบบขึ้นมาแบบนี้สักระยะมันตัน ไม่เดินต่อเนื่อง
ไปแล้วหยุด แนวทางของเพื่อนบ้านเหมือนกันเช่นเวียตยู23ขุดนี้พอพีกก็จะดรอปลงโตไม่ทันเหมือนเราละ
บันทึกการเข้า
พ่อน้องน้ำหวาน_MTUFC
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +657/-830
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 5,102


คนปากเกร็ด เชียร์เมืองทอง ยูไนเต็ด


| | |
« ตอบ #6 เมื่อ: กันยายน 09, 2018, 09:30:59 AM »

ถ้าการจัดการของลีก ทั้งลีกสูงสุด
ลีกรอง ลีกเยาวชน ยังไม่มีดีพอ
แฟนบอลหดหาย สโมสรก็อยู่ไม่ได้
ลีกล่มสลาย สายเลือดใหม่ไม่เกิด
ดูลีกเพื่อนบ้านที่เขาล่มก่อนเราเป็นตัวอย่าง
ถ้าจะไปแบบยั่งยืน ลีกสำคัญมาก โดยเฉพาะ
ระดับเยาวชน
บันทึกการเข้า

art27
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +122/-50
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,338



| | |
« ตอบ #7 เมื่อ: กันยายน 09, 2018, 10:30:20 AM »

ถ้าการจัดการของลีก ทั้งลีกสูงสุด
ลีกรอง ลีกเยาวชน ยังไม่มีดีพอ
แฟนบอลหดหาย สโมสรก็อยู่ไม่ได้
ลีกล่มสลาย สายเลือดใหม่ไม่เกิด
ดูลีกเพื่อนบ้านที่เขาล่มก่อนเราเป็นตัวอย่าง
ถ้าจะไปแบบยั่งยืน ลีกสำคัญมาก โดยเฉพาะ
ระดับเยาวชน
เห็นด้วยครับ
บันทึกการเข้า
Faroh-Air
ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย
Full Member
***

คะแนนความรัก: +104/-60
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 891


รักบอลไทย


| | |
« ตอบ #8 เมื่อ: กันยายน 09, 2018, 12:05:56 PM »

ใจเย็นครับ ค่อยเป็นค่อยไป
บันทึกการเข้า

ถ้าทุกคนในชาติทุกภาคส่วนมีความสามัคคีกันแล้ว ฝันที่ไทยจะไปบอลโลกมันก็เกิดขึ้นได้
Doctor สลัม
อยากจะรวยจริงๆ
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +2538/-3534
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 50,668


หล่อไม่มาก แต่ท่ายากเฮียมีเยอะ


| | |
« ตอบ #9 เมื่อ: กันยายน 09, 2018, 08:47:41 PM »

ครับๆ
บันทึกการเข้า

ลมหายใจคือฟุตบอล
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  




Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006-2007, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!