Thailandsusu Webboard
มิถุนายน 25, 2018, 08:35:34 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน Gallery เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ผมยกให้ "สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ" เป็นมหาราชอีกพระองค์  (อ่าน 2597 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Piya Ngium
กิเลนผยอง หงส์ผงาด ขุนศึกช้างชาติไทย
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +526/-485
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,013


แฟนเมืองทอง เชียร์ลิเวอร์พูล สู้สู้ไทยแลนด์


| | |
« เมื่อ: พฤษภาคม 18, 2018, 01:35:07 PM »

สมัยเด็กๆ...ตอนเรียนวิชาประวัติศาสตร์ชาติไทย ผมชอบฟังครูเล่าเรื่องเกี่ยวกับกรุงศรีอยุธยามากๆ
แล้วได้ฟังเรื่อง "สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ" รู้สึกประทับใจพระมหากษัตริย์พระองค์นี้เป็นพิเศษ

ผมก็ลองค้นหาพระราชประวัติของพระองค์ท่าน พบว่า ท่างทรงพระปรีชาสามารถมาก ทั้งการศึกและการปกครองเลย
พระองค์ทรงรวบรวบแผ่นดินกรุงศรีอยุธยาให้เป็นปึกแผ่นมั่นคงจนเป็นอณาจักรใหญ่ในดินแดนสุวรรณภูมิ
วางรากฐานการปกครองได้อย่างมีระเบียบแบบแผนจนเป็นต้นแบบการปกครองของกรุงศรีอยุธยามาทุกยุค
ด้านศาสนาก็ทำนุบำรุงถึงขีดสุด มีการแปลพระไตรปิฎกเป็นภาษาไทยไว้ใช้ในวงศาสนาไทยอีกด้วย
มีการแต่งตำราพิชัยสงคราม บ้านเมืองสงบร่มเย็น ต่างชาติไม่กล้ารุกราน ประชาชนอยู่ดีมีสุข
ด้านการต่างประเทศยังมีการติดต่อค้าขายกับชาวโปรตุกีส (สมัยนั้นแค่คุยกันยังไม่รู้เรื่องเลย)
แต่น่าแปลกมากที่พระองค์ท่านเหมือนจะถูกลืมไปจากหน้าประวัติศาสตร์ไทย ทั้งที่ความเจริญในบ้านเมือง
ไม่ได้ด้อยไปกว่าสมัย "พระนารายมหาราช" เลย

ถ้าเปรียบกับจักรพรรดิ์จีนนะ...ประมาณจิ๋นซีฮ่องเต้เลยครับ...แตกต่างกันตรงที่พระองค์ท่านมีทศพิธราชธรรมสมบูรณ์

ผมเอาประวัติคราวๆมาให้อ่านกันครับ

พระราชประวัติ
สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ พระราชสมภพที่ทุ่งพระอุทัย หรือในปัจจุบันเรียกว่า ทุ่งหันตรา โดยเมื่อครั้งสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ (เจ้าสามพระยา)
จะยกกองทัพลงไปตีเมืองพระนครหลวง (นครธม) นั้น ได้รวมพลและตั้งพลับพลาเพื่อประกอบพิธีกรรมตัดไม้ข่มนามที่ทุ่งพระอุทัย
ขณะนั้นพระอัครชายาซึ่งเป็นพระราชธิดาของพระมหาธรรมราชาที่ 2 กษัตริย์แห่งพระราชวงศ์พระร่วง กำลังทรงพระครรภ์อยู่
ได้ออกไปส่งเสด็จ ได้ประสูติสมเด็จพระบรมไตรนาถที่พลับพลานั้น เมื่อปีกุน จุลศักราช ๗๙๗ พ.ศ. ๑๙๗๔ ซึ่งในยวนพ่ายโคลงดั้น
ระบุว่า แถลงปางพระมาตรไท้ สมภพ ท่านนา แดนด่ำบลพระอุทัย ทุ่งกว้าง

ทรงเจริญพระชันษาที่เมืองพิษณุโลก พระองค์ทรงครองราชย์ 40 ปีเป็นเวลานานที่สุดในบรรดาพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์สุพรรณภูมิ
แห่งอาณากรุงศรีอยุธยา โดยเป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 และก็ยังเป็นพระนัดดาในสมเด็จพระอินทราชา
มีพระราชมารดาเชื้อสายราชวงศ์พระร่วง พระนามมีความหมายถึง "พระพุทธเจ้า" หรือ "พระอิศวร" มีผู้ที่เข้าใจว่าคงเป็นพระสหาย
มาตั้งแต่วัยเยาว์ชื่อ "ยุทธิษเฐียร" ซึ่งตอนหลังกลายมาเป็นผู้ชักนำศึกเข้ามา หลังการขึ้นครองราชย์แล้ว ก็เสด็จมาประทับที่อยุธยา
ในช่วงแรกของการครองราชย์ อีกครึ่งหนึ่งเสด็จมาประทับที่พิษณุโลก เชื่อว่าคงเป็นไปเพื่อการควบคุมดูแลหัวเมืองทางด้านเหนือ
และคานอำนาจของอาณาจักรทางเหนือ คือ อาณาจักรล้านนา ซึ่งกำลังมีความเข้มแข็งและต้องการแผ่อำนาจลงมาทางใต้
ในยุคของพระเจ้าติโลกราช

สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเสด็จสวรรคต เมื่อปี พ.ศ. 2031 เมื่อพระชนมายุ 57 พรรษา ทรงครองราชย์ได้ 40 ปี ยาวนานที่สุด
ของอาณาจักรอยุธยา และเป็นลำดับ 3 ของพระมหากษัตริย์ไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน พระองค์ประทับอยู่ที่กรุงศรีอยุธยา
ประมาณ 20 ปี ที่เหลือทรงประทับที่เมืองพิษณุโลกตลอดรัชกาล.

พระราชกรณียกิจ
ด้านการปกครอง
พระราชกรณียกิจด้านการปกครองประกอบด้วยการจัดระเบียบการปกครองส่วนกลางและส่วนภูมิภาค
อันเป็นแบบแผนซึ่งยึดสืบต่อกันมาจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และการตราพระราชกำหนดศักดินา
ซึ่งทำให้มีการแบ่งแยกสิทธิ และหน้าที่ของแต่ละบุคคลแตกต่างกันไป โดยทรงเห็นว่ารูปแบบการปกครอง
นับตั้งแต่รัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 มีความหละหลวม หัวเมืองต่าง ๆ เบียดบังภาษีอากร และปัญหาการแข็งเมือง
ในบางช่วงที่พระมหากษัตริย์อ่อนแอ

สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงแบ่งงานทางการปกครองออกเป็น "ฝ่ายพลเรือน" และ "ฝ่ายทหาร" อย่างชัดเจน
โดยมี "เจ้าพระยามหาเสนาบดี" ดำรงตำแหน่ง สมุหพระกลาโหม มีหน้าที่ดูแลกิจการทหารทั่วอาณาจักร และ
"เจ้าพระยาจักรีศรีองครักษ์" ดำรงตำแหน่ง สมุหนายก รับผิดชอบงานพลเรือนทั่วอาณาจักร พร้อมกับดูแลหน่วยงานจตุสดมภ์
จากเดิมที่พื้นฐานการปกครองนับตั้งแต่สมัยอาณาจักรสุโขทัยยังไม่ได้แยกฝ่ายพลเรือนกับทหารออกจากกันชัดเจน ทั้งนี้
ในยามสงคราม ไพร่ทุกคนจะต้องรับราชการทหารอันเป็นหน้าที่หลัก อันเป็นลักษณะรูปแบบการปกครองของอาณาจักรขนาดเล็ก
ที่ขาดการประสานงานระหว่างเมือง

การปกครองในส่วนภูมิภาค ได้ยกเลิกระบบการปกครองหัวเมืองต่าง ๆ แต่เดิมที่แบ่งออกเป็นเมืองลูกหลวง หลานหลวง
แล้วระบบการปกครองหัวเมืองเสียใหม่ ดังนี้

หัวเมืองชั้นใน เช่น เมืองราชบุรี นครสวรรค์ นครนายก เมืองฉะเชิงเทรา และปราจีนบุรี เป็นต้นจัดเป็นเมืองจัตวา
พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งผู้ที่เหมาะสมไปปกครอง แต่สิทธิอำนาจทั้งหมดยังขึ้นอยู่กับองค์พระมหากษัตริย์
หัวเมืองชั้นนอก หรือ เมืองพระยามหานคร มีการกำหนดเป็นเมืองเอก โท หรือตรี ตามลำดับความสำคัญ
เมืองใหญ่อาจมีเมืองเล็กขึ้นอยู่ด้วย พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งเจ้านายหรือขุนนางชั้นผู้ใหญ่ไปปกครอง
มีการจัดการปกครองเหมือนกับราชธานี คือ มีกรมการตำแหน่งพลและกรมการตำแหน่งมหาดไทย
และพนักงานเมือง วัง คลัง นาเช่น เมืองพิษณุโลก สุโขทัย นครราชสีมา และทวาย จัดเป็น เมือง เอก โท ตรี
พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งพระราชวงศ์หรือข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ไปเป็นเจ้าเมืองมีอำนาจบังคับบัญชาเป็นสิทธิขาด
เป็๋นผู้แทนองค์พระมหากษัตริย์ มีกรมการปกครองในตำแหน่ง เมือง วัง คลัง นา เช่นเดียวกับของทางราชธานี
เมืองประเทศราช คงให้เจ้าเมืองปกครองกันเอง เพียงแต่ส่งเครื่องราชบรรณาการมาถวายตามกำหนด
และเกณฑ์ผู้คนและทรัพย์สินเพื่อช่วยราชการสงคราม สำหรับการปกครองส่วนท้องถิ่น ให้จัดเป็นหมู่บ้าน
มีผู้ใหญ่บ้านปกครองดูแล ตำบล มีกำนันเป็นหัวหน้า แขวง มีหมื่นแขวงเป็นหัวหน้า

ตราพระราชกำหนดศักดินา

สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงตราพระราชกำหนดศักดินาขึ้นเป็นกฎเกณฑ์ของสังคม ทำให้มีการแบ่งประชากรออกเป็นหลายชนชั้น
เช่นเดียวกับหน้าที่และสิทธิของแต่ละบุคคล ศักดินาเป็นความพยายามจัดระเบียบการปกครองให้มีความรัดกุมยิ่งขึ้น
อันเป็นหลักที่เรียกว่า การรวมเข้าสู่ศูนย์กลาง ทั้งนี้ ถึงแม้ว่าศักดินาจะเป็นการกำหนดสิทธิในการถือครองที่ดิน
แต่ในทางปฏิบัติแล้วหมายถึงจำนวนไพร่พลที่สามารถครอบครอง เกณฑ์การปรับไหม และลำดับการเข้าเฝ้าแทน

ศักดินาของคนในสังคมอยุธยา
ฐานะ/ยศ/ตำแหน่ง        ศักดินา (ไร่)
เจ้านาย                   15,000-100,000
ขุนนาง                        400-10,000
มหาดเล็ก, ข้าราชการ          25-400
ไพร่                                  10-25
ทาส                                      5

มีการแต่งตั้งตำแหน่งข้าราชการให้มีบรรดาศักดิ์ตามลำดับจากต่ำสุดไปสูงสุดคือ ทนาย พัน หมื่น ขุน หลวง พระ พระยา
และเจ้าพระยา มีการกำหนดศักดินาเพื่อเป็นค่าตอบแทนการรับราชการ และได้อาศัยใช้เป็นเกณฑ์กำหนดการมีที่นา
และการปรับไหมตามกฎหมาย

กฎมณเฑียรบาล
ในปี พ.ศ. 2001 สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงตั้งกฎมณเฑียรบาล ขึ้นเป็นกฎหมายสำหรับการปกครอง แบ่งออกเป็นสามแผน คือ

พระตำราว่าด้วยแบบแผนพระราชพิธีต่าง ๆ
พระธรรมนูญว่าด้วยตำแหน่งหน้าที่ราชการต่าง ๆ
พระราชกำหนดเป็นข้อบังคับสำหรับพระราชสำนัก

ด้านวรรณกรรม
ในรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ พระองค์ได้โปรดเกล้า ฯ ให้ประชุมนักปราชญ์ราชบัณฑิตแต่งหนังสือมหาชาติคำหลวง
นับว่าเป็นวรรณกรรมทางพระพุทธศาสนา เรื่องแรกของกรุงศรีอยุธยา และเป็นวรรณคดีชั้นเยี่ยมที่ใช้เป็นแนวทางในการศึกษาภาษา
และวรรณคดีของไทย นอกจากนี้ยังมีลิลิตพระลอ ซึ่งเป็นยอดวรรณคดีประเภทลิลิตของไทย

ยังมีพระราชกรณียกิจอีกมากมายที่ยังประโยชน์แก่บ้านเมืองและเป็นแบบแผนใช็กันต่อมาถึงปัจจุบัน เพื่อนๆลองค้นคว้าดูนะครับ
ยิ่งค้นยิ่งทึ่ง ว่าสิ่งดีๆมากมายเกิดขึ้นในยุคของพระองค์ท่าน...ในใจผมผมยกพระองค์ท่านเป็นมหาราชครับ
"สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถมหาราช"

อ้างอิง : https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%88%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%96
บันทึกการเข้า
Seamus O'grady
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +3571/-1519
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 33,752


ลิเวอร์พูลทั่วไทย..!!!


| | |
« ตอบ #1 เมื่อ: พฤษภาคม 18, 2018, 01:50:44 PM »

แนวความคิดในเรื่องของปกครองและการบริหารประเทศ ที่รับมาจากขอม ที่เราเรียกกันว่า "จตุสดมภ์" ในช่วงต้นของการสถาปนาอาณาจักรศรีอโยธยา สมัยพระเจ้าอู่ทอง นั่นคือ

- กรมเวียง
- กรมวัง
- กรมคลัง
- กรมนา

ต่อมาในรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ได้ปรับมาเป็น มีการจัดตั้งกรมเพิ่มขึ้นสองกรม ได้แก่ กรมมหาดไทย ซึ่งดูแลกิจการพลเรือน โดยมีสมุหนายกเป็นอัครเสนาบดีดูแล และกรมกลาโหม ซึ่งดูแลกิจการทหาร โดยมีสมุหพระกลาโหมดูแล จตุสดมภ์นั้นให้มาขึ้นกับกรมมหาดไทย แล้วมีการเปลี่ยนชื่อและเพิ่มหน้าที่

- กรมเวียง เปลี่ยนชื่อเป็น กรมพระนครบาล มีพระยายมราชเป็นเสนาบดี ทำหน้าที่ปราบปรามโจรผู้ร้าย รักษาความสงบภายใน ดับเพลิงในพระนคร และตัดสินคดีความร้ายแรง

- กรมวัง เปลี่ยนชื่อเป็น กรมธรรมาธิกรณ์ มีพระยาธรรมาศรีสุริยวงศ์อัครมหาอุดมบรมวงษาธิบดี หรือพระยาธรรมาธิบดีเป็นเสนาบดี ทำหน้าที่ดูแลงานในพระราชสำนัก งานธุรการ ตัดสินคดีความ และแต่งตั้งยกกระบัตรไปดูแลหัวเมืองต่าง ๆ

- กรมคลัง เปลี่ยนชื่อเป็น กรมโกษาธิบดี มีพระยาศรีธรรมราชเดชาชาติอำมาตยานุชาติพิพัทรัตนราชโกษาธิบดี หรือเรียกสั้นว่า พระยาโกษาธิบดี เป็นเสนาบดี ทำหน้าที่เกี่ยวกับพระราชทรัพย์ การค้ากับต่างประเทศ บัญชีวัสดุและอาวุธของราชการ พระคลังหลวง การรับรองทูตต่างประเทศ และการตัดสินคดีความของคนต่างชาติ

- กรมนา เปลี่ยนชื่อเป็น กรมเกษตราธิการ มีพระยาพลเทพราชเสนาบดีเป็นเสนาบดี ทำหน้าที่ตรวจตราและส่งเสริมการทำนา เก็บข้าวไว้เป็นเสบียงยามสงคราม ตัดสินคดีความเกี่ยวกับที่นา ออกกรรมสิทธิ์ที่นาแก่ราษฎร

นอกจากนี้ ในภายหลังยังเพิ่มกรมให้ขึ้นอยู่กับกรมทั้งสี่นี้ด้วย
บันทึกการเข้า

แหล่งชุมนุมของตากล้องหน้าตาดี...ชาวสุราษฎร์ฯ
Piya Ngium
กิเลนผยอง หงส์ผงาด ขุนศึกช้างชาติไทย
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +526/-485
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,013


แฟนเมืองทอง เชียร์ลิเวอร์พูล สู้สู้ไทยแลนด์


| | |
« ตอบ #2 เมื่อ: พฤษภาคม 18, 2018, 01:56:53 PM »

แนวความคิดในเรื่องของปกครองและการบริหารประเทศ ที่รับมาจากขอม ที่เราเรียกกันว่า "จตุสดมภ์" ในช่วงต้นของการสถาปนาอาณาจักรศรีอโยธยา สมัยพระเจ้าอู่ทอง นั่นคือ

- กรมเวียง
- กรมวัง
- กรมคลัง
- กรมนา

ต่อมาในรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ได้ปรับมาเป็น มีการจัดตั้งกรมเพิ่มขึ้นสองกรม ได้แก่ กรมมหาดไทย ซึ่งดูแลกิจการพลเรือน โดยมีสมุหนายกเป็นอัครเสนาบดีดูแล และกรมกลาโหม ซึ่งดูแลกิจการทหาร โดยมีสมุหพระกลาโหมดูแล จตุสดมภ์นั้นให้มาขึ้นกับกรมมหาดไทย แล้วมีการเปลี่ยนชื่อและเพิ่มหน้าที่

- กรมเวียง เปลี่ยนชื่อเป็น กรมพระนครบาล มีพระยายมราชเป็นเสนาบดี ทำหน้าที่ปราบปรามโจรผู้ร้าย รักษาความสงบภายใน ดับเพลิงในพระนคร และตัดสินคดีความร้ายแรง

- กรมวัง เปลี่ยนชื่อเป็น กรมธรรมาธิกรณ์ มีพระยาธรรมาศรีสุริยวงศ์อัครมหาอุดมบรมวงษาธิบดี หรือพระยาธรรมาธิบดีเป็นเสนาบดี ทำหน้าที่ดูแลงานในพระราชสำนัก งานธุรการ ตัดสินคดีความ และแต่งตั้งยกกระบัตรไปดูแลหัวเมืองต่าง ๆ

- กรมคลัง เปลี่ยนชื่อเป็น กรมโกษาธิบดี มีพระยาศรีธรรมราชเดชาชาติอำมาตยานุชาติพิพัทรัตนราชโกษาธิบดี หรือเรียกสั้นว่า พระยาโกษาธิบดี เป็นเสนาบดี ทำหน้าที่เกี่ยวกับพระราชทรัพย์ การค้ากับต่างประเทศ บัญชีวัสดุและอาวุธของราชการ พระคลังหลวง การรับรองทูตต่างประเทศ และการตัดสินคดีความของคนต่างชาติ

- กรมนา เปลี่ยนชื่อเป็น กรมเกษตราธิการ มีพระยาพลเทพราชเสนาบดีเป็นเสนาบดี ทำหน้าที่ตรวจตราและส่งเสริมการทำนา เก็บข้าวไว้เป็นเสบียงยามสงคราม ตัดสินคดีความเกี่ยวกับที่นา ออกกรรมสิทธิ์ที่นาแก่ราษฎร

นอกจากนี้ ในภายหลังยังเพิ่มกรมให้ขึ้นอยู่กับกรมทั้งสี่นี้ด้วย
+ขอบคุณครับ
บันทึกการเข้า
หงส์ดรุณ
Newbie
*

คะแนนความรัก: +5/-1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 44


| | |
« ตอบ #3 เมื่อ: พฤษภาคม 18, 2018, 02:08:36 PM »

ลิลิตยวนพ่าย ก้เป็นวรรณกรรมที่มีเรื่องราวส่วนหนึ่งเกี่ยวกับสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ  และมหาสงครามกับพระเจ้าติโลกราช
บันทึกการเข้า
Piya Ngium
กิเลนผยอง หงส์ผงาด ขุนศึกช้างชาติไทย
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +526/-485
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,013


แฟนเมืองทอง เชียร์ลิเวอร์พูล สู้สู้ไทยแลนด์


| | |
« ตอบ #4 เมื่อ: พฤษภาคม 18, 2018, 02:18:16 PM »

ลิลิตยวนพ่าย ก้เป็นวรรณกรรมที่มีเรื่องราวส่วนหนึ่งเกี่ยวกับสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ  และมหาสงครามกับพระเจ้าติโลกราช
+ในสู้ๆผู้รู้มีมากจริงๆ...ขอบคุณที่แบ่งปันครับ
บันทึกการเข้า
sakoncity
เชียร์บอลไทยไปด้วยกัน
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +375/-222
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 7,042



| | |
« ตอบ #5 เมื่อ: พฤษภาคม 18, 2018, 02:18:41 PM »

ผมเข้าใจว่า''มหาราช"หมายถึงกษัตริย์ผู้กอบกู้แผ่นดิน เหมือนพระนเรศวร ครั้งเสียกรุงครั้งแรก  พระเจ้าตากสิน ครั้งเสียกรุงครั้งที่2 
บันทึกการเข้า

sakoncity
เชียร์บอลไทยไปด้วยกัน
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +375/-222
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 7,042



| | |
« ตอบ #6 เมื่อ: พฤษภาคม 18, 2018, 02:27:46 PM »

แนวความคิดในเรื่องของปกครองและการบริหารประเทศ ที่รับมาจากขอม ที่เราเรียกกันว่า "จตุสดมภ์" ในช่วงต้นของการสถาปนาอาณาจักรศรีอโยธยา สมัยพระเจ้าอู่ทอง นั่นคือ

- กรมเวียง
- กรมวัง
- กรมคลัง
- กรมนา

ต่อมาในรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ได้ปรับมาเป็น มีการจัดตั้งกรมเพิ่มขึ้นสองกรม ได้แก่ กรมมหาดไทย ซึ่งดูแลกิจการพลเรือน โดยมีสมุหนายกเป็นอัครเสนาบดีดูแล และกรมกลาโหม ซึ่งดูแลกิจการทหาร โดยมีสมุหพระกลาโหมดูแล จตุสดมภ์นั้นให้มาขึ้นกับกรมมหาดไทย แล้วมีการเปลี่ยนชื่อและเพิ่มหน้าที่

- กรมเวียง เปลี่ยนชื่อเป็น กรมพระนครบาล มีพระยายมราชเป็นเสนาบดี ทำหน้าที่ปราบปรามโจรผู้ร้าย รักษาความสงบภายใน ดับเพลิงในพระนคร และตัดสินคดีความร้ายแรง

- กรมวัง เปลี่ยนชื่อเป็น กรมธรรมาธิกรณ์ มีพระยาธรรมาศรีสุริยวงศ์อัครมหาอุดมบรมวงษาธิบดี หรือพระยาธรรมาธิบดีเป็นเสนาบดี ทำหน้าที่ดูแลงานในพระราชสำนัก งานธุรการ ตัดสินคดีความ และแต่งตั้งยกกระบัตรไปดูแลหัวเมืองต่าง ๆ

- กรมคลัง เปลี่ยนชื่อเป็น กรมโกษาธิบดี มีพระยาศรีธรรมราชเดชาชาติอำมาตยานุชาติพิพัทรัตนราชโกษาธิบดี หรือเรียกสั้นว่า พระยาโกษาธิบดี เป็นเสนาบดี ทำหน้าที่เกี่ยวกับพระราชทรัพย์ การค้ากับต่างประเทศ บัญชีวัสดุและอาวุธของราชการ พระคลังหลวง การรับรองทูตต่างประเทศ และการตัดสินคดีความของคนต่างชาติ

- กรมนา เปลี่ยนชื่อเป็น กรมเกษตราธิการ มีพระยาพลเทพราชเสนาบดีเป็นเสนาบดี ทำหน้าที่ตรวจตราและส่งเสริมการทำนา เก็บข้าวไว้เป็นเสบียงยามสงคราม ตัดสินคดีความเกี่ยวกับที่นา ออกกรรมสิทธิ์ที่นาแก่ราษฎร

นอกจากนี้ ในภายหลังยังเพิ่มกรมให้ขึ้นอยู่กับกรมทั้งสี่นี้ด้วย

ขอบคุณครับ +1
แนวความคิดในเรื่องของปกครองและการบริหารประเทศ ที่รับมาจากขอม ที่เราเรียกกันว่า "จตุสดมภ์" ในช่วงต้นของการสถาปนาอาณาจักรศรีอโยธยา สมัยพระเจ้าอู่ทอง
ท่อนนี้ทำให้ผมฉุกคิดขึ้นมาได้ มีบทความเกี่ยวกับการล่มสลายของอาณาจักรขอมที่คาดว่าน่าจะเกิดจากคนเขมรที่เป็นทาสชาวขอมได้ลุกฮือก่อกบฎขึ้นและขับไล่ชาวขอมสำเร็จ แล้วเข้ายึดอาณาจักรขอมแทน
และสันนิฐานว่าพระเจ้าอู่ทองคือหนึ่งในผู้ปกครองอาณาจักรที่หนีรอดออกมาได้ แล้วมาตั้งอาณาจักรอยุธยาขึ้นมาใหม่ ใช้เวลา15ปีก็ยกทัพไปตีอาณาจักรขอมแก้แค้น
อันนี้ผมเคยอ่านเจอข้อสันนิฐานของอาจารย์ท่านหนึ่งที่เป้นผู้เชียวชาญด้านประวัติศาสตร์ แต่ผมจำไม่ได้ว่าอ่านเจอที่ไหน.....
บันทึกการเข้า

Piya Ngium
กิเลนผยอง หงส์ผงาด ขุนศึกช้างชาติไทย
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +526/-485
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,013


แฟนเมืองทอง เชียร์ลิเวอร์พูล สู้สู้ไทยแลนด์


| | |
« ตอบ #7 เมื่อ: พฤษภาคม 18, 2018, 02:42:05 PM »

ผมเข้าใจว่า''มหาราช"หมายถึงกษัตริย์ผู้กอบกู้แผ่นดิน เหมือนพระนเรศวร ครั้งเสียกรุงครั้งแรก  พระเจ้าตากสิน ครั้งเสียกรุงครั้งที่2  
อันนี้ถูกครึ่งนึงครับ...พ่อขุนรามฯ / พระนารายณ์ ไม่เคยกอบกู้แผ่นดิน
แต่แผ่นดินของทั้ง 2 พระองค์ เข้มแข็งเป็นปึกแผ่น จนอริราชศัตรู ไม่กล้ารุกราน
ปกครองด้วย ทศพิธราชธรรม จนไพร่ฟ้าประชาราษฎร์อยู่ดีมีสุข พัฒนาอาณาจักร
จนเจริญรุ่งเรื่องในทุกๆด้าน...ก็ขนานนามได้ว่าเป็นมหาราชแล้วครับ
มหาราชหมายถึง ราชาผู้ยิ่งใหญ่ด้วยความดีครับ ไม่ได้หมายถึงราชาที่รบเก่งครับผม

ส่วนการยกย่องกษัตริย์ที่กอบกู้เอกราชของชาติให้เป็นมหาราชนั้นเป็นเรื่องที่ถูกต้องที่สุด
เพราะ ถ้าประเทศไม่มีเอกราชย่อมหาความเจริญในด้านอื่นๆไม่ได้ครับ

+สำหรับความคิดเห็นครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 18, 2018, 02:45:41 PM โดย Piya Ngium » บันทึกการเข้า
Seamus O'grady
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +3571/-1519
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 33,752


ลิเวอร์พูลทั่วไทย..!!!


| | |
« ตอบ #8 เมื่อ: พฤษภาคม 18, 2018, 03:05:56 PM »

แนวความคิดในเรื่องของปกครองและการบริหารประเทศ ที่รับมาจากขอม ที่เราเรียกกันว่า "จตุสดมภ์" ในช่วงต้นของการสถาปนาอาณาจักรศรีอโยธยา สมัยพระเจ้าอู่ทอง นั่นคือ

- กรมเวียง
- กรมวัง
- กรมคลัง
- กรมนา

ต่อมาในรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ได้ปรับมาเป็น มีการจัดตั้งกรมเพิ่มขึ้นสองกรม ได้แก่ กรมมหาดไทย ซึ่งดูแลกิจการพลเรือน โดยมีสมุหนายกเป็นอัครเสนาบดีดูแล และกรมกลาโหม ซึ่งดูแลกิจการทหาร โดยมีสมุหพระกลาโหมดูแล จตุสดมภ์นั้นให้มาขึ้นกับกรมมหาดไทย แล้วมีการเปลี่ยนชื่อและเพิ่มหน้าที่

- กรมเวียง เปลี่ยนชื่อเป็น กรมพระนครบาล มีพระยายมราชเป็นเสนาบดี ทำหน้าที่ปราบปรามโจรผู้ร้าย รักษาความสงบภายใน ดับเพลิงในพระนคร และตัดสินคดีความร้ายแรง

- กรมวัง เปลี่ยนชื่อเป็น กรมธรรมาธิกรณ์ มีพระยาธรรมาศรีสุริยวงศ์อัครมหาอุดมบรมวงษาธิบดี หรือพระยาธรรมาธิบดีเป็นเสนาบดี ทำหน้าที่ดูแลงานในพระราชสำนัก งานธุรการ ตัดสินคดีความ และแต่งตั้งยกกระบัตรไปดูแลหัวเมืองต่าง ๆ

- กรมคลัง เปลี่ยนชื่อเป็น กรมโกษาธิบดี มีพระยาศรีธรรมราชเดชาชาติอำมาตยานุชาติพิพัทรัตนราชโกษาธิบดี หรือเรียกสั้นว่า พระยาโกษาธิบดี เป็นเสนาบดี ทำหน้าที่เกี่ยวกับพระราชทรัพย์ การค้ากับต่างประเทศ บัญชีวัสดุและอาวุธของราชการ พระคลังหลวง การรับรองทูตต่างประเทศ และการตัดสินคดีความของคนต่างชาติ

- กรมนา เปลี่ยนชื่อเป็น กรมเกษตราธิการ มีพระยาพลเทพราชเสนาบดีเป็นเสนาบดี ทำหน้าที่ตรวจตราและส่งเสริมการทำนา เก็บข้าวไว้เป็นเสบียงยามสงคราม ตัดสินคดีความเกี่ยวกับที่นา ออกกรรมสิทธิ์ที่นาแก่ราษฎร

นอกจากนี้ ในภายหลังยังเพิ่มกรมให้ขึ้นอยู่กับกรมทั้งสี่นี้ด้วย

ขอบคุณครับ +1
แนวความคิดในเรื่องของปกครองและการบริหารประเทศ ที่รับมาจากขอม ที่เราเรียกกันว่า "จตุสดมภ์" ในช่วงต้นของการสถาปนาอาณาจักรศรีอโยธยา สมัยพระเจ้าอู่ทอง
ท่อนนี้ทำให้ผมฉุกคิดขึ้นมาได้ มีบทความเกี่ยวกับการล่มสลายของอาณาจักรขอมที่คาดว่าน่าจะเกิดจากคนเขมรที่เป็นทาสชาวขอมได้ลุกฮือก่อกบฎขึ้นและขับไล่ชาวขอมสำเร็จ แล้วเข้ายึดอาณาจักรขอมแทน
และสันนิฐานว่าพระเจ้าอู่ทองคือหนึ่งในผู้ปกครองอาณาจักรที่หนีรอดออกมาได้ แล้วมาตั้งอาณาจักรอยุธยาขึ้นมาใหม่ ใช้เวลา15ปีก็ยกทัพไปตีอาณาจักรขอมแก้แค้น
อันนี้ผมเคยอ่านเจอข้อสันนิฐานของอาจารย์ท่านหนึ่งที่เป้นผู้เชียวชาญด้านประวัติศาสตร์ แต่ผมจำไม่ได้ว่าอ่านเจอที่ไหน.....

ผมเองก็ไม่กล้าฟันธงว่า แท้จริงท่านมาจากไหน แต่ในช่วงประวัติศาสตร์กรุงศรีฯ ช่วงกบฏท้าวศรีสุดาจันทร์ ทำให้ทราบว่า เหตุการณ์ทุรยศในคราวนั้น แม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ ไม่ใช่ทำเพื่อตอบสนองความต้องการของตนเอง แต่เพื่อกอบกู้ศักดิ์ของราชวงศ์อู่ทองกลับคืนสู่อำนาจเดิม ประมาณว่า อาณาจักรนี้ตระกูลเราคือผู้สร้าง จะมาให้พวกสุพรรณหรือสุโขทัยกดอีกไม่ได้ ถึงเวลาที่อู่ทองต้องคืนกลับมา

จะเห็นได้ว่า ทีมงานข้างพันบุตรศรีเทพ หรือขุนวรวงศาธิราช ส่วนมากมาจากละโว้ ลพบุรี นายจัน บ้านมหาโลก เป็นนักเลง เป็นช่างตีดาบ มีชุมเป็นของตัวเอง การเป็นช่างตีดาบได้ ต้องเป็นตระกูลเก่าแก่ มีความรู้ชำนาญเรื่องการหลอมเหล็กมาก พวกละโว้ เอาจริงๆ ก็มีเชื้อสายขอมกันทั้งนั้น
บันทึกการเข้า

แหล่งชุมนุมของตากล้องหน้าตาดี...ชาวสุราษฎร์ฯ
deawfico
Hero Member
*****

คะแนนความรัก: +572/-1703
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 3,312



| | |
« ตอบ #9 เมื่อ: พฤษภาคม 18, 2018, 04:20:33 PM »

สมัยนี้คนไทยยังเข้าใจว่าเราเสียกรุงศรีอยุธยาแค่ 2 ครั้ง  ทั้งๆที่จริงๆเราเสียถึง 3 ครั้ง  ครั้งแรกเป็นสงครามเสียให้บุเรงนองตั้งแต่สงครามช้างเผือกแล้ว ครั้งที่ 2 ที่เราคิดว่าเสียกรุงครั้งแรก นั่นคือสงครามที่พม่าบอกว่าเป็นสงครามปราบกบฏพระมหินต่างหาก ส่วนครั้งที่ 3 ก็สมัยสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์
บันทึกการเข้า

ชีวิตที่สันโดษย่อมมีความสุขเสมอ
pongonwon
Hero Member
*****

คะแนนความรัก: +431/-1494
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,274



| | |
« ตอบ #10 เมื่อ: พฤษภาคม 18, 2018, 06:22:44 PM »

สมัยนี้คนไทยยังเข้าใจว่าเราเสียกรุงศรีอยุธยาแค่ 2 ครั้ง  ทั้งๆที่จริงๆเราเสียถึง 3 ครั้ง  ครั้งแรกเป็นสงครามเสียให้บุเรงนองตั้งแต่สงครามช้างเผือกแล้ว ครั้งที่ 2 ที่เราคิดว่าเสียกรุงครั้งแรก นั่นคือสงครามที่พม่าบอกว่าเป็นสงครามปราบกบฏพระมหินต่างหาก ส่วนครั้งที่ 3 ก็สมัยสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์

จะว่าไป หลายอย่างเลยครับ
ที่ผิด แต่กระทรวงศึกษา ไม่คิดจะแก้เลย
บันทึกการเข้า
Bob_Sothorn
Hero Member
*****

คะแนนความรัก: +213/-100
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,549


| | |
« ตอบ #11 เมื่อ: พฤษภาคม 18, 2018, 07:19:16 PM »

  เยี่ยมเลย จขกท แต่ละท่าน ความรู้ ประวัติศาสตร์ แน่นปึ๊ก เลย
บันทึกการเข้า
NAWEETEE
Newbie
*

คะแนนความรัก: +6/-2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8



| | |
« ตอบ #12 เมื่อ: พฤษภาคม 18, 2018, 07:27:31 PM »

ชอบกระทู้แบบนี้ +1 ครับ
บันทึกการเข้า
Doctor สลัม
อยากจะรวยจริงๆ
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +2464/-3386
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 48,508


หล่อไม่มาก แต่ท่ายากเฮียมีเยอะ


| | |
« ตอบ #13 เมื่อ: พฤษภาคม 18, 2018, 08:43:09 PM »

ขอบคุณครับ
บันทึกการเข้า

ลมหายใจคือฟุตบอล
Seamus O'grady
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +3571/-1519
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 33,752


ลิเวอร์พูลทั่วไทย..!!!


| | |
« ตอบ #14 เมื่อ: พฤษภาคม 18, 2018, 09:34:46 PM »

สมัยนี้คนไทยยังเข้าใจว่าเราเสียกรุงศรีอยุธยาแค่ 2 ครั้ง  ทั้งๆที่จริงๆเราเสียถึง 3 ครั้ง  ครั้งแรกเป็นสงครามเสียให้บุเรงนองตั้งแต่สงครามช้างเผือกแล้ว ครั้งที่ 2 ที่เราคิดว่าเสียกรุงครั้งแรก นั่นคือสงครามที่พม่าบอกว่าเป็นสงครามปราบกบฏพระมหินต่างหาก ส่วนครั้งที่ 3 ก็สมัยสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์

ก็ 2 ครั้งนั่นแหล่ะ ถ้านับแบบนั้น แบบที่ตำราไทยสอน เสียกรุงฯ ครั้งแรก ปี พ.ศ. 2112 ในรัชสมัยสมเด็จพระมหินทราธิราชเจ้า ถ้าเอาแบบสากลจริงๆ สงครามช้างเผือก เมื่อแผ่นสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ปี พ.ศ. 2106 นั่นแหล่ะที่เป็นทางการมากกว่า เสียทั้งช้างเผือก 4 เชือก อันเป็นเครื่องหมายถึงฐานะกษัตริย์ รวมทั้งเสียลูกชายคนโต สมเด็จพระราเมศวร และสองขุนนางใหญ่ที่แสดงท่าทีต่อต้านทัพพม่าอย่างชัดเจน นั่นคือพระสุนทรสงครามและออกญาจักรี ไปเป็นองค์ประกันที่หงสาวดี ทางฝ่ายพม่าบันทึกไว้ว่า สมเด็จพระมหาจักรพรรดิโดยเสด็จไปหงสาด้วย แต่ทางตำราไทยว่าไม่ได้ไป แค่ตัดสินใจไปอยู่วังหลัง ยกหน้าที่บริหารบ้านเมืองให้กับพระมหินทราฯ โดยการกำกับดูแลอีกชั้นนึงคือสมเด็จพระมหาธรรมราชา เจ้าฟ้าเมืองพระพิษณุโลกสองแคว ซึ่งขณะนั้นแปรพักต์เข้าด้วยกับหงสา

ภายหลังสมเด็จพระมหาธรรมราชา ไปเข้าเฝ้าพระเจ้าบุเรงนองที่กรุงหงสาวดี สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ และสมเด็จพระมหินทราฯ ได้ขึ้นไปรับตัวพระวิสุทธิ์กษัตริย์ ลูกสาวและหลานที่เหลือทั้ง 2 พระองค์ คือ องค์ทองและองค์ขาว กลับมายังกรุงศรีฯ ทำให้สายสัมพันธ์ระหว่างพิษณุโลกกับอยุธยาขาดอย่างสิ้นเชิง เป็นเหตุให้พระเจ้าบุเรงนองต้องยกทัพมาปราบอยุธยา ด้วยข้อหาประมาณว่า อยุธยาทำอะไรไม่เกรงใจ ไม่ปรึกษาไม่ไว้หน้าหงสา เมื่อปี พ.ศ.2111 และปีนั้น สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ เสด็จสวรรคต สมเด็จพระมหินทราฯ ขึ้นครองราชต่อในระหว่างสงคราม กรุงศรีอยุธยาสู้รบกับพม่าปีกว่า ในที่สุดพม่าก็เอาชนะอยุธยา และพระเจ้าบุเรงนอง ได้สถาปนาสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชเจ้า ขึ้นเป็น "สมเด็จพระสรรเพชญ์ที 1" ขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ครองกรุงศรีอยุธยาในลักษณะประเทศราชของอาณาจักรหงสาวดี และพระองค์ก็สถาปนาราชวงศ์ใหม่ นั่นคือ ราชวงศ์สุโขทัย ขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนหน้านี้ ราชวงศ์อู่ทองและราชวงศ์สุพรรณภูมิ คือ 2 ราชวงศ์ที่ต่อสู้แย่งชิงอำนาจกันมาตลอด
บันทึกการเข้า

แหล่งชุมนุมของตากล้องหน้าตาดี...ชาวสุราษฎร์ฯ
Piya Ngium
กิเลนผยอง หงส์ผงาด ขุนศึกช้างชาติไทย
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +526/-485
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,013


แฟนเมืองทอง เชียร์ลิเวอร์พูล สู้สู้ไทยแลนด์


| | |
« ตอบ #15 เมื่อ: พฤษภาคม 19, 2018, 05:19:20 AM »

สมัยนี้คนไทยยังเข้าใจว่าเราเสียกรุงศรีอยุธยาแค่ 2 ครั้ง  ทั้งๆที่จริงๆเราเสียถึง 3 ครั้ง  ครั้งแรกเป็นสงครามเสียให้บุเรงนองตั้งแต่สงครามช้างเผือกแล้ว ครั้งที่ 2 ที่เราคิดว่าเสียกรุงครั้งแรก นั่นคือสงครามที่พม่าบอกว่าเป็นสงครามปราบกบฏพระมหินต่างหาก ส่วนครั้งที่ 3 ก็สมัยสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์

จะว่าไป หลายอย่างเลยครับ
ที่ผิด แต่กระทรวงศึกษา ไม่คิดจะแก้เลย
อันนี้มาจากพงศาวดารพม่าครับ...การศึกษาประวัติศาสตร์
มันสนุกตรงนี้แหระครับ...เรื่องเดียวกันแต่คนละชาติบันทึกไว้ไม่เหมือนกัน
บันทึกการเข้า
Neo-Nazism
Sr. Member
****

คะแนนความรัก: +118/-78
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,256



| | |
« ตอบ #16 เมื่อ: พฤษภาคม 19, 2018, 12:46:57 PM »

แล้วทำไมพระเจ้าติโลกราช ขอล้านนา จึงไม่เป็นมหาราชร่วมด้วยล่ะครับ
ลิลิตยวนพ่าย เป็นวรรณกรรมที่ฝ่ายอโยธยาเขียนแต่ผู้เดียว ก่คงต้องเขียนเข้าข้างตัวเองอยู่แล้ว
บันทึกการเข้า
พ่อน้องน้ำหวาน_MTUFC
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +588/-711
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,461


คนปากเกร็ด เชียร์เมืองทอง ยูไนเต็ด


| | |
« ตอบ #17 เมื่อ: พฤษภาคม 19, 2018, 03:09:16 PM »

แนวความคิดในเรื่องของปกครองและการบริหารประเทศ ที่รับมาจากขอม ที่เราเรียกกันว่า "จตุสดมภ์" ในช่วงต้นของการสถาปนาอาณาจักรศรีอโยธยา สมัยพระเจ้าอู่ทอง นั่นคือ

- กรมเวียง
- กรมวัง
- กรมคลัง
- กรมนา

ต่อมาในรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ได้ปรับมาเป็น มีการจัดตั้งกรมเพิ่มขึ้นสองกรม ได้แก่ กรมมหาดไทย ซึ่งดูแลกิจการพลเรือน โดยมีสมุหนายกเป็นอัครเสนาบดีดูแล และกรมกลาโหม ซึ่งดูแลกิจการทหาร โดยมีสมุหพระกลาโหมดูแล จตุสดมภ์นั้นให้มาขึ้นกับกรมมหาดไทย แล้วมีการเปลี่ยนชื่อและเพิ่มหน้าที่

- กรมเวียง เปลี่ยนชื่อเป็น กรมพระนครบาล มีพระยายมราชเป็นเสนาบดี ทำหน้าที่ปราบปรามโจรผู้ร้าย รักษาความสงบภายใน ดับเพลิงในพระนคร และตัดสินคดีความร้ายแรง

- กรมวัง เปลี่ยนชื่อเป็น กรมธรรมาธิกรณ์ มีพระยาธรรมาศรีสุริยวงศ์อัครมหาอุดมบรมวงษาธิบดี หรือพระยาธรรมาธิบดีเป็นเสนาบดี ทำหน้าที่ดูแลงานในพระราชสำนัก งานธุรการ ตัดสินคดีความ และแต่งตั้งยกกระบัตรไปดูแลหัวเมืองต่าง ๆ

- กรมคลัง เปลี่ยนชื่อเป็น กรมโกษาธิบดี มีพระยาศรีธรรมราชเดชาชาติอำมาตยานุชาติพิพัทรัตนราชโกษาธิบดี หรือเรียกสั้นว่า พระยาโกษาธิบดี เป็นเสนาบดี ทำหน้าที่เกี่ยวกับพระราชทรัพย์ การค้ากับต่างประเทศ บัญชีวัสดุและอาวุธของราชการ พระคลังหลวง การรับรองทูตต่างประเทศ และการตัดสินคดีความของคนต่างชาติ

- กรมนา เปลี่ยนชื่อเป็น กรมเกษตราธิการ มีพระยาพลเทพราชเสนาบดีเป็นเสนาบดี ทำหน้าที่ตรวจตราและส่งเสริมการทำนา เก็บข้าวไว้เป็นเสบียงยามสงคราม ตัดสินคดีความเกี่ยวกับที่นา ออกกรรมสิทธิ์ที่นาแก่ราษฎร

นอกจากนี้ ในภายหลังยังเพิ่มกรมให้ขึ้นอยู่กับกรมทั้งสี่นี้ด้วย

ขอบคุณครับ +1
แนวความคิดในเรื่องของปกครองและการบริหารประเทศ ที่รับมาจากขอม ที่เราเรียกกันว่า "จตุสดมภ์" ในช่วงต้นของการสถาปนาอาณาจักรศรีอโยธยา สมัยพระเจ้าอู่ทอง
ท่อนนี้ทำให้ผมฉุกคิดขึ้นมาได้ มีบทความเกี่ยวกับการล่มสลายของอาณาจักรขอมที่คาดว่าน่าจะเกิดจากคนเขมรที่เป็นทาสชาวขอมได้ลุกฮือก่อกบฎขึ้นและขับไล่ชาวขอมสำเร็จ แล้วเข้ายึดอาณาจักรขอมแทน
และสันนิฐานว่าพระเจ้าอู่ทองคือหนึ่งในผู้ปกครองอาณาจักรที่หนีรอดออกมาได้ แล้วมาตั้งอาณาจักรอยุธยาขึ้นมาใหม่ ใช้เวลา15ปีก็ยกทัพไปตีอาณาจักรขอมแก้แค้น
อันนี้ผมเคยอ่านเจอข้อสันนิฐานของอาจารย์ท่านหนึ่งที่เป้นผู้เชียวชาญด้านประวัติศาสตร์ แต่ผมจำไม่ได้ว่าอ่านเจอที่ไหน.....

ผมเองก็ไม่กล้าฟันธงว่า แท้จริงท่านมาจากไหน แต่ในช่วงประวัติศาสตร์กรุงศรีฯ ช่วงกบฏท้าวศรีสุดาจันทร์ ทำให้ทราบว่า เหตุการณ์ทุรยศในคราวนั้น แม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ ไม่ใช่ทำเพื่อตอบสนองความต้องการของตนเอง แต่เพื่อกอบกู้ศักดิ์ของราชวงศ์อู่ทองกลับคืนสู่อำนาจเดิม ประมาณว่า อาณาจักรนี้ตระกูลเราคือผู้สร้าง จะมาให้พวกสุพรรณหรือสุโขทัยกดอีกไม่ได้ ถึงเวลาที่อู่ทองต้องคืนกลับมา

จะเห็นได้ว่า ทีมงานข้างพันบุตรศรีเทพ หรือขุนวรวงศาธิราช ส่วนมากมาจากละโว้ ลพบุรี นายจัน บ้านมหาโลก เป็นนักเลง เป็นช่างตีดาบ มีชุมเป็นของตัวเอง การเป็นช่างตีดาบได้ ต้องเป็นตระกูลเก่าแก่ มีความรู้ชำนาญเรื่องการหลอมเหล็กมาก พวกละโว้ เอาจริงๆ ก็มีเชื้อสายขอมกันทั้งนั้น


แนวคิดของพระเจ้าอู่ทอง

จดหมายเหตุลาลูแบร์ ระบุว่าพระเจ้าอู่ทองอพยพมาจากเชียงแสน
จดหมายเหตุวันวลิตระบุว่าทรงอพยพมาจากเมืองเพชรบุรี
ชินกาลมาลินีและพระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา ว่าพระเจ้าอู่ทองมาจากละโว้

แต่ถ้าผมคิดต่อไปล่ะเล่นๆว่า...สมัยโน้นพระเจ้าอู่ทองอาจจะโดนกวาดต้อนไปจากฝั่งลุ่มเจ้าพระยา
ซึ่งเป็นเมืองอู่ทองเก่า...ที่สุพรรณบุรี...ไปอยู่ที่พระนคร(ขอม)ถึงเวลาหนีกลับออกมาก็เลือกมาทาง
บ้านเมืองเดิมคือฝั่งลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งมีขอมมาเเผ่อำนาจอยู่ทางลุ่มน้ำลพบุรี

ด้วยบารมีในจังหวะเเละโอกาส....ได้สถาปนาขึ้นเป็น"พระเจ้าอู่ทอง"ซึ่งตรงนี้เเหละมันทำให้ผมฉุดคิด
ว่ามันน่าจะมีความเกี่ยวเนื่องกันอยู่...ซึ่งถ้าไม่เเค้นกันจริงๆ ตั้งเมืองใหม่เเค่ 10 ปี15 ปี ทำไมต้อง
ยกทัพกลับไปตี พระนคร (เขมร) ถ้าตามเหตุผลนะ...เเละจากข้างบน พระเจ้าอู่ทองน่าจะเป็นคนสำคัญ
เเละมีเชื้อเจ้าเชื้อนายทางฝั่งลุ่มน้ำเจ้าพระยาอยู่เเต่ก่อนเเล้วเป็นเเน่ล่ะ
บันทึกการเข้า

cikada
ที่ไหนมีป่า ที่นั้นมีน้ำ
Hero Member
*****

คะแนนความรัก: +535/-1034
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,001


นักรบกรมหลวง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุทยานเสด็จในกรม กรมหลวงชุมพร


| | |
« ตอบ #18 เมื่อ: พฤษภาคม 19, 2018, 05:31:08 PM »

อยากให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชำระประวัติศาสตร์เสียใหม่
ตอนนี้เหมือนถือตำราคนละเล่ม นักวิชาการต่างคนต่างศึกษา 
แต่ที่ผมสงสัย คือสมเด็จพระนเรศวรไม่มีพระราชโอรสไม่มีมเหษี  เป็นไปได้ยังไง นักรบกับนักรักเป็นของคู่กัน
ผมว่าพระนเรศวรทรงมีพระราชโอรส แล้วขึ้นครองราชย์ด้วย  ทรงพระนามว่าพระเจ้าทรงธรรม
บันทึกการเข้า

เฮงซัง GetOut !! สนับสนุน บิ๊กป๋อม”อดิศักดิ์ เบ็ญจศิริวรรณ เป็นประธานพัฒนาเทคนิคฟุตบอลทีมชาติไทย
Seamus O'grady
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +3571/-1519
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 33,752


ลิเวอร์พูลทั่วไทย..!!!


| | |
« ตอบ #19 เมื่อ: พฤษภาคม 19, 2018, 06:57:44 PM »

อยากให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชำระประวัติศาสตร์เสียใหม่
ตอนนี้เหมือนถือตำราคนละเล่ม นักวิชาการต่างคนต่างศึกษา 
แต่ที่ผมสงสัย คือสมเด็จพระนเรศวรไม่มีพระราชโอรสไม่มีมเหษี  เป็นไปได้ยังไง นักรบกับนักรักเป็นของคู่กัน
ผมว่าพระนเรศวรทรงมีพระราชโอรส แล้วขึ้นครองราชย์ด้วย  ทรงพระนามว่าพระเจ้าทรงธรรม

สมเด็จพระนเรศ มีพระราชโอรสและพระราชธิดาครับ แต่พระองค์แต่งตั้งให้สมเด็จพระเอกาทศรถเป็นผู้สืบราชสมบัติต่อ ส่วนพระเจ้าทรงธรรมบ้างก็ว่าเป็นลูกของสมเด็จพระเอกาฯ อันเกิดจากนางสนมบ้านบางปะอิน บ้างก็ว่าเป็นหลานปู่ของสมเด็จพระมหาธรรมราชา ง่ายๆ คือพ่อเป็นน้องของพระนเรศและพระเอกาฯ คลุมเครือมากครับ ไม่ชัดเจน
บันทึกการเข้า

แหล่งชุมนุมของตากล้องหน้าตาดี...ชาวสุราษฎร์ฯ
deawfico
Hero Member
*****

คะแนนความรัก: +572/-1703
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 3,312



| | |
« ตอบ #20 เมื่อ: พฤษภาคม 19, 2018, 07:06:21 PM »

อยากให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชำระประวัติศาสตร์เสียใหม่
ตอนนี้เหมือนถือตำราคนละเล่ม นักวิชาการต่างคนต่างศึกษา 
แต่ที่ผมสงสัย คือสมเด็จพระนเรศวรไม่มีพระราชโอรสไม่มีมเหษี  เป็นไปได้ยังไง นักรบกับนักรักเป็นของคู่กัน
ผมว่าพระนเรศวรทรงมีพระราชโอรส แล้วขึ้นครองราชย์ด้วย  ทรงพระนามว่าพระเจ้าทรงธรรม

สมเด็จพระนเรศ มีพระราชโอรสและพระราชธิดาครับ แต่พระองค์แต่งตั้งให้สมเด็จพระเอกาทศรถเป็นผู้สืบราชสมบัติต่อ ส่วนพระเจ้าทรงธรรมบ้างก็ว่าเป็นลูกของสมเด็จพระเอกาฯ อันเกิดจากนางสนมบ้านบางปะอิน บ้างก็ว่าเป็นหลานปู่ของสมเด็จพระมหาธรรมราชา ง่ายๆ คือพ่อเป็นน้องของพระนเรศและพระเอกาฯ คลุมเครือมากครับ ไม่ชัดเจน
อาจจะเป็นพระเจ้าปราสาททองก็ได้ครับ หรือจมื่นศรีสรรักษ์ ในเรื่องขุนศึกกล่าวถึงตอนจบ. โดยจหมื่นผู้นี้เคยทำผิดต้องโทษหลายครั้ง แต่มณีจันทร์มเหสีในสมเด็จพระนเรศวร ทรงช่วยให้รอดพ้นอาญาตลอด น่าจะมีความสัมพันธ์ต่อกันในทางใดทางหนึ่ง ต่อมาจหมื่นคนนี้ล้มราชบัลลังค์พระเจ้าทรงธรรมสถาปณาตัวเองเป็นพระเจ้าปราสาททอง (พระบิดาของพระนารายณ์)
บันทึกการเข้า

ชีวิตที่สันโดษย่อมมีความสุขเสมอ
Seamus O'grady
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +3571/-1519
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 33,752


ลิเวอร์พูลทั่วไทย..!!!


| | |
« ตอบ #21 เมื่อ: พฤษภาคม 19, 2018, 07:17:13 PM »

อยากให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชำระประวัติศาสตร์เสียใหม่
ตอนนี้เหมือนถือตำราคนละเล่ม นักวิชาการต่างคนต่างศึกษา 
แต่ที่ผมสงสัย คือสมเด็จพระนเรศวรไม่มีพระราชโอรสไม่มีมเหษี  เป็นไปได้ยังไง นักรบกับนักรักเป็นของคู่กัน
ผมว่าพระนเรศวรทรงมีพระราชโอรส แล้วขึ้นครองราชย์ด้วย  ทรงพระนามว่าพระเจ้าทรงธรรม

สมเด็จพระนเรศ มีพระราชโอรสและพระราชธิดาครับ แต่พระองค์แต่งตั้งให้สมเด็จพระเอกาทศรถเป็นผู้สืบราชสมบัติต่อ ส่วนพระเจ้าทรงธรรมบ้างก็ว่าเป็นลูกของสมเด็จพระเอกาฯ อันเกิดจากนางสนมบ้านบางปะอิน บ้างก็ว่าเป็นหลานปู่ของสมเด็จพระมหาธรรมราชา ง่ายๆ คือพ่อเป็นน้องของพระนเรศและพระเอกาฯ คลุมเครือมากครับ ไม่ชัดเจน
อาจจะเป็นพระเจ้าปราสาททองก็ได้ครับ หรือจมื่นศรีสรรักษ์ ในเรื่องขุนศึกกล่าวถึงตอนจบ. โดยจหมื่นผู้นี้เคยทำผิดต้องโทษหลายครั้ง แต่มณีจันทร์มเหสีในสมเด็จพระนเรศวร ทรงช่วยให้รอดพ้นอาญาตลอด น่าจะมีความสัมพันธ์ต่อกันในทางใดทางหนึ่ง ต่อมาจหมื่นคนนี้ล้มราชบัลลังค์พระเจ้าทรงธรรมสถาปณาตัวเองเป็นพระเจ้าปราสาททอง (พระบิดาของพระนารายณ์)

พระเจ้าปราสาททอง เขาว่าอีกนั่นแหล่ะ บ้างก็ว่าเป็นโอรสลับของสมเด็จพระเอกา แต่มีสตอรี่คล้ายๆ พระเจ้าทรงธรรม คือโอรสลับจากนางสนม
บ้างก็ว่าเป็นหลานของพระเจ้าทรงธรรม เป็นราชนิกูลข้างพระราชมารดา
บันทึกการเข้า

แหล่งชุมนุมของตากล้องหน้าตาดี...ชาวสุราษฎร์ฯ
MoSs_ChalarmNan
Nan F.C. 2018 #NextGen
Jr. Member
**

คะแนนความรัก: +12/-5
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 249


งาช้างดำมหากาฬ >>> Go to T3 <<<


| | |
« ตอบ #22 เมื่อ: พฤษภาคม 20, 2018, 12:53:31 PM »

ได้ความรู้เพิ่มขึ้นไปอีกสำหรับกระทู้นี้
บันทึกการเข้า

Piya Ngium
กิเลนผยอง หงส์ผงาด ขุนศึกช้างชาติไทย
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +526/-485
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,013


แฟนเมืองทอง เชียร์ลิเวอร์พูล สู้สู้ไทยแลนด์


| | |
« ตอบ #23 เมื่อ: พฤษภาคม 20, 2018, 04:23:57 PM »

เข้ามา+ให้ทุกเมนท์ครับ
บันทึกการเข้า
cikada
ที่ไหนมีป่า ที่นั้นมีน้ำ
Hero Member
*****

คะแนนความรัก: +535/-1034
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,001


นักรบกรมหลวง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุทยานเสด็จในกรม กรมหลวงชุมพร


| | |
« ตอบ #24 เมื่อ: พฤษภาคม 21, 2018, 01:50:20 AM »

อยากให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชำระประวัติศาสตร์เสียใหม่
ตอนนี้เหมือนถือตำราคนละเล่ม นักวิชาการต่างคนต่างศึกษา 
แต่ที่ผมสงสัย คือสมเด็จพระนเรศวรไม่มีพระราชโอรสไม่มีมเหษี  เป็นไปได้ยังไง นักรบกับนักรักเป็นของคู่กัน
ผมว่าพระนเรศวรทรงมีพระราชโอรส แล้วขึ้นครองราชย์ด้วย  ทรงพระนามว่าพระเจ้าทรงธรรม

สมเด็จพระนเรศ มีพระราชโอรสและพระราชธิดาครับ แต่พระองค์แต่งตั้งให้สมเด็จพระเอกาทศรถเป็นผู้สืบราชสมบัติต่อ ส่วนพระเจ้าทรงธรรมบ้างก็ว่าเป็นลูกของสมเด็จพระเอกาฯ อันเกิดจากนางสนมบ้านบางปะอิน บ้างก็ว่าเป็นหลานปู่ของสมเด็จพระมหาธรรมราชา ง่ายๆ คือพ่อเป็นน้องของพระนเรศและพระเอกาฯ คลุมเครือมากครับ ไม่ชัดเจน

ผมว่าพระเจ้าทรงธรรมก็ต้องมีสิทธิ์ความชอบธรรมในราชสมบัติเหมือนกัน ไม่งั้นคงไม่คิดก่อรัฐประหาร คงมีบารมีมากพอสมควรเนื่องจากอาจเป็นลูกกษัตริย์ ซึ่งเมื่อครั้งประสูติอาจดำรงยศเป็นเจ้าฟ้า แต่ต้องบวชหนีราชภัย หากเป็นลูกพระสนมคงไม่มีสิทธิ์ในราชสมบัติ  และอาจไม่ได้รับความนับถือจากบรรดาขุนนาง 
บันทึกการเข้า

เฮงซัง GetOut !! สนับสนุน บิ๊กป๋อม”อดิศักดิ์ เบ็ญจศิริวรรณ เป็นประธานพัฒนาเทคนิคฟุตบอลทีมชาติไทย
Seamus O'grady
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +3571/-1519
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 33,752


ลิเวอร์พูลทั่วไทย..!!!


| | |
« ตอบ #25 เมื่อ: พฤษภาคม 21, 2018, 09:04:27 AM »

อยากให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชำระประวัติศาสตร์เสียใหม่
ตอนนี้เหมือนถือตำราคนละเล่ม นักวิชาการต่างคนต่างศึกษา 
แต่ที่ผมสงสัย คือสมเด็จพระนเรศวรไม่มีพระราชโอรสไม่มีมเหษี  เป็นไปได้ยังไง นักรบกับนักรักเป็นของคู่กัน
ผมว่าพระนเรศวรทรงมีพระราชโอรส แล้วขึ้นครองราชย์ด้วย  ทรงพระนามว่าพระเจ้าทรงธรรม

สมเด็จพระนเรศ มีพระราชโอรสและพระราชธิดาครับ แต่พระองค์แต่งตั้งให้สมเด็จพระเอกาทศรถเป็นผู้สืบราชสมบัติต่อ ส่วนพระเจ้าทรงธรรมบ้างก็ว่าเป็นลูกของสมเด็จพระเอกาฯ อันเกิดจากนางสนมบ้านบางปะอิน บ้างก็ว่าเป็นหลานปู่ของสมเด็จพระมหาธรรมราชา ง่ายๆ คือพ่อเป็นน้องของพระนเรศและพระเอกาฯ คลุมเครือมากครับ ไม่ชัดเจน

ผมว่าพระเจ้าทรงธรรมก็ต้องมีสิทธิ์ความชอบธรรมในราชสมบัติเหมือนกัน ไม่งั้นคงไม่คิดก่อรัฐประหาร คงมีบารมีมากพอสมควรเนื่องจากอาจเป็นลูกกษัตริย์ ซึ่งเมื่อครั้งประสูติอาจดำรงยศเป็นเจ้าฟ้า แต่ต้องบวชหนีราชภัย หากเป็นลูกพระสนมคงไม่มีสิทธิ์ในราชสมบัติ  และอาจไม่ได้รับความนับถือจากบรรดาขุนนาง 

ต้องการราชสมบัติโดยการกล่าวว่า สมเด็จพระศรีเสาวภาคย์ มีความอ่อนแอไม่เด็ดขาด บารมีไม่พอ แม้ว่าจะเป็นลูกของพระอัครมเหษี หนำซ้ำยังพระเนตรที่มองเห็นข้างเดียว ไม่มีคุณสมบัติที่จะเป็นกษัตริย์ต่อไป
บันทึกการเข้า

แหล่งชุมนุมของตากล้องหน้าตาดี...ชาวสุราษฎร์ฯ
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  




Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006-2007, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!