Thailandsusu Webboard
ตุลาคม 22, 2018, 10:23:40 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน Gallery เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: สมเด็จพระนารายณ์ทรงมองการณ์ไกลยิ่งนัก  (อ่าน 6078 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
deawfico
ยกเลิกสมาชิก
Hero Member
*

คะแนนความรัก: +711/-1898
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,778



| | |
« เมื่อ: เมษายน 05, 2018, 09:19:53 PM »

ผมมองว่าพระองค์ท่านคิดอยากให้เราทัดเทียมกับพวกยุโรป จึงนิยมชมชอบคนมีความสามารถหรือคนต่างชาติมาปูพื้นวิทยาการใหม่ๆให้กับชาวอยุธยา ถ้าอยุธยาดำเนินนโยบายนี้ต่อไปเรื่อยๆ แบบที่ญี่ปุ่นรับวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามาปูพื้นฐาน  อยุธยาอาจจะเป็นเมืองที่ทันสมัยที่สุดในเอเชียก็เป็นได้. เพียงแต่เราไปขัดกันเองเสียก่อน น่าเสียดายมาก..
บันทึกการเข้า

ชีวิตที่สันโดษย่อมมีความสุขเสมอ
jeed @leo
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +268/-103
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,637

ปานหว่าคนป่ามีปืน...ซำกับขี้ทูตหป่งเล็บ


| | |
« ตอบ #1 เมื่อ: เมษายน 05, 2018, 09:33:36 PM »

จนทุกวันนี้พวกเราก็ถนัดขัดกันเองครับ
บันทึกการเข้า
โค้ช คาร์ลอส_xi (ซุ้มท่าน้ำนนท์)
งดเข้าห้องซื้อ-ขาย
Hero Member
*

คะแนนความรัก: +396/-370
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 7,262


FC-012 คิดถึงพ่อยี


เว็บไซต์
| | |
« ตอบ #2 เมื่อ: เมษายน 05, 2018, 09:35:57 PM »

สมัยนี้มันต่างจากเดิมมั้ยล่ะ?
บันทึกการเข้า
marvis
Newbie
*

คะแนนความรัก: +18/-52
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 91



| | |
« ตอบ #3 เมื่อ: เมษายน 05, 2018, 09:41:52 PM »

จับพระสึกก็เกินไปหน่อยนะครับ สมัยก่อนศาสนาพุทธในอยุทธยาถือว่าสิ่งที่น่านับถือ คนเป็นพระอยู่ในศิลในธรรม เป็นที่นับถือ เป็นอาจารย์
บันทึกการเข้า
deawfico
ยกเลิกสมาชิก
Hero Member
*

คะแนนความรัก: +711/-1898
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,778



| | |
« ตอบ #4 เมื่อ: เมษายน 05, 2018, 09:47:29 PM »

จับพระสึกก็เกินไปหน่อยนะครับ สมัยก่อนศาสนาพุทธในอยุทธยาถือว่าสิ่งที่น่านับถือ คนเป็นพระอยู่ในศิลในธรรม เป็นที่นับถือ เป็นอาจารย์
เรื่องจับพระสึกมาทำงาน ผมมองว่า เรื่องสร้างป้อมมันเรื่องสำคัญนะ ฝรั่งคงมองคนล่ะมุมกับเรา เอามาช่วยงานจะได้ประโยชน์กว่า
บันทึกการเข้า

ชีวิตที่สันโดษย่อมมีความสุขเสมอ
pongonwon
เฮงซัง get out
Hero Member
*****

คะแนนความรัก: +498/-1823
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,818



| | |
« ตอบ #5 เมื่อ: เมษายน 05, 2018, 09:54:02 PM »

ในอดีต อยุธยา สมัยพระนารายณ์ น่าจะมีประชากรราวๆ100,000คน เท่านั้น คนน้อย พื้นที่เยอะ

ประชากร ค่อนข้างเบาบาง มีแต่ป่า

และในอดีตการเดินเรือ ต้องเลียบชายฝั่ง เพราะข้อจำกัดเทคโนโลยีในสมัยนั้น
อยุธยา เลยเป็น ที่แลกเปลี่ยนสินค้า
จุดกึ่งกลางระหว่างอินเดีย และจีน
จากอินเดีย ไม่ต้องไปถึงจีน มาแวะที่นี้ก็แลกเปลี่ยนสินค้าได้แล้ว(จีนก็ ทำแบบเดียวกัน โดยใช้อยุธยา มาแลกเปลี่ยน สินค้า)


การที่เป็นแบบนี้ทำให้ หลายชาติ มาปักหลักที่อยุธยา
มีทหารรับจ้าง หลายชาติด้วย
การเมืองยุคนั้น ไม่ได้นิ่งเลย มีตัวแปรมากมาย
และพระนารายณ์ไม่ได้ตั้งใจ ปูพื้นฐานแบบที่เดี่ยวว่าหรอก

แต่หากมาจาก การค้าขาย ทรัพยากรที่เยอะ คนที่น้อย
ทำให้ต่างชาติมาปักหลักได้ไม่ยาก และคนท้องถิ่นก็ไม่แอนตี้

ข้อสังเกตุ
1.สังเกตุไหมคนไทยไม่แอนตี้ต่างชาติ
2.คนเชื้อสายโปรตุเกส ชวา จีน  ๆลๆ อยู่ในไทย ไม่น้อย


เรื่องนี้ ค่อนข้างยาว


เอาเป็นว่าสรุปคือ ยุคพระนารายณ์ ไม่สามารถ ถ่ายทอดวิทยาการได้หรอก เพราะคนไทยรู้หนังสือ น้อยมาก น่าจะราวๆ1000คน

คนไทยรู้หนังสือน้อยในชั้นปกครองเท่านั้นทำให้ การขยาย หรือ แลกเปลี่ยน ข้อมูล การพัฒนา มันทำไม่ได้
(ยุโรปยุคเดียวกัน มีคนรู้หนังสือเยอะมาก)

แต่ผลจากยุคนั้นตามที่บอก คนไทยไม่ค่อยแอนตี้ต่างชาติ  
บันทึกการเข้า
pongonwon
เฮงซัง get out
Hero Member
*****

คะแนนความรัก: +498/-1823
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,818



| | |
« ตอบ #6 เมื่อ: เมษายน 05, 2018, 10:05:01 PM »

ไทยมีปัญหา เรื่องการศึกษา และการอ่านหนังสือ
ร.5 ทั้งประเทศมีประชากรราวๆ 1ล้านคน  มีการประเมินว่ามีคนรู้หนังสือราวๆ1,000-2000คน
เท่านั้น
(ในขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นสมัย ร.5 มีประชากร 10ล้านคนรู้หนังสือราวๆ5-6ล้านคน)


ร.6 เลย ต้องให้ขุนนางที่ชอบสร้างวัด มาสร้างโรงเรียนแทน(ในอดีต ขุนนางชอบสร้างแต่วัด)

สรุป
สาเหตุที่ไทยเจริญช้า มาจาก การไม่รู้หนังสือ
การมองหนังสือคือของสูง ชาวบ้านรู้หนังสือน้อยมาก
อย่างเช่นสมัย พระนารายณ์ ได้รูปวาด การจดบันทึก
จากฝรั่งทั้งนั้น(เช่น ลาลูแบร์)

ส่วนทางฝั่งไทยแทบไม่มีการจดบันทึกอะไรเลย

ข้อมูลที่เราได้ ในสมัยอยุธยา มาจากการจดบันทึกการเดินเรือของฝรั่งแทบทั้งหมด
บันทึกการเข้า
deawfico
ยกเลิกสมาชิก
Hero Member
*

คะแนนความรัก: +711/-1898
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,778



| | |
« ตอบ #7 เมื่อ: เมษายน 05, 2018, 10:06:46 PM »

ไทยมีปัญหา เรื่องการศึกษา และการอ่านหนังสือ
ร.5 ทั้งประเทศมีประชากรราวๆ 1ล้านคน  มีการประเมินว่ามีคนรู้หนังสือราวๆ1,000-2000คน
เท่านั้น
(ในขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นสมัย ร.5 มีประชากร 10ล้านคนรู้หนังสือราวๆ5-6ล้านคน)


ร.6 เลย ต้องให้ขุนนางที่ชอบสร้างวัด มาสร้างโรงเรียนแทน(ในอดีต ขุนนางชอบสร้างแต่วัด)

สรุป
สาเหตุที่ไทยเจริญช้า มาจาก การไม่รู้หนังสือ
การมองหนังสือคือของสูง ชาวบ้านรู้หนังสือน้อยมาก
อย่างเช่นสมัย พระนารายณ์ ได้รูปวาด การจดบันทึก
จากฝรั่งทั้งนั้น(เช่น ลาลูแบร์)

ส่วนทางฝั่งไทยแทบไม่มีการจดบันทึกอะไรเลย

ข้อมูลที่เราได้ ในสมัยอยุธยา มาจากการจดบันทึกการเดินเรือของฝรั่งแทบทั้งหมด
เพิ่งเห็นท่านมีสาระก็ครานี้..
บันทึกการเข้า

ชีวิตที่สันโดษย่อมมีความสุขเสมอ
Nakhoniqe Dunnesta
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +491/-345
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 10,072



เว็บไซต์
| | |
« ตอบ #8 เมื่อ: เมษายน 05, 2018, 10:10:56 PM »

หลาย ๆ ทฤษฎี เกิดขึ้นที่ยุโรป     ไปเจริญงอกงามที่ญี่ปุ่น    แล้ว มาตายที่เมืองไทย  หุหุ
บันทึกการเข้า

Deangchick_FC28
Hero Member
*****

คะแนนความรัก: +254/-691
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,186


มัจฉาสีน้ำเงิน ศรีราชา เอฟซี


| | |
« ตอบ #9 เมื่อ: เมษายน 05, 2018, 11:39:14 PM »

ไทยมีปัญหา เรื่องการศึกษา และการอ่านหนังสือ
ร.5 ทั้งประเทศมีประชากรราวๆ 1ล้านคน  มีการประเมินว่ามีคนรู้หนังสือราวๆ1,000-2000คน
เท่านั้น
(ในขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นสมัย ร.5 มีประชากร 10ล้านคนรู้หนังสือราวๆ5-6ล้านคน)


ร.6 เลย ต้องให้ขุนนางที่ชอบสร้างวัด มาสร้างโรงเรียนแทน(ในอดีต ขุนนางชอบสร้างแต่วัด)

สรุป
สาเหตุที่ไทยเจริญช้า มาจาก การไม่รู้หนังสือ
การมองหนังสือคือของสูง ชาวบ้านรู้หนังสือน้อยมาก
อย่างเช่นสมัย พระนารายณ์ ได้รูปวาด การจดบันทึก
จากฝรั่งทั้งนั้น(เช่น ลาลูแบร์)

ส่วนทางฝั่งไทยแทบไม่มีการจดบันทึกอะไรเลย

ข้อมูลที่เราได้ ในสมัยอยุธยา มาจากการจดบันทึกการเดินเรือของฝรั่งแทบทั้งหมด

สมัยรัชกาลที่5 มีประชากรตามที่สำรวจเกือย 9ล้านคนครับ
บันทึกการเข้า

เรารักศรีราชา เอฟซี เราจะอยู่รอด
www.srirachafc.com
ethongsuk
Thailandsusu
Sr. Member
**

คะแนนความรัก: +157/-50
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,295


| | |
« ตอบ #10 เมื่อ: เมษายน 05, 2018, 11:55:45 PM »

ความคิดเห็นส่วนตัวนะครับ ว่าจริงๆ งานบันทึกของ กรุงสุโขทัย มาจนถึงกรุงศรีอยุธยา น่าจะมีการบันทึกเหมือนกัน เพียงแต่ว่า เมื่อเปลี่ยนรัชกาล โดยเฉพาะจากการรัฐประหาร อาจมีการทำลายหลักฐานต่าง ๆ ที่ได้บันทึกไว้ แล้วบันทึกในแบบที่ตัวเองต้องการ ทำให้หลักฐานการจดบันทึกต่าง ๆ จะได้มาจากชาวต่างชาติซะเป็นส่วนใหญ่ 
บันทึกการเข้า
pongonwon
เฮงซัง get out
Hero Member
*****

คะแนนความรัก: +498/-1823
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,818



| | |
« ตอบ #11 เมื่อ: เมษายน 06, 2018, 12:42:24 AM »

ไทยมีปัญหา เรื่องการศึกษา และการอ่านหนังสือ
ร.5 ทั้งประเทศมีประชากรราวๆ 1ล้านคน  มีการประเมินว่ามีคนรู้หนังสือราวๆ1,000-2000คน
เท่านั้น
(ในขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นสมัย ร.5 มีประชากร 10ล้านคนรู้หนังสือราวๆ5-6ล้านคน)


ร.6 เลย ต้องให้ขุนนางที่ชอบสร้างวัด มาสร้างโรงเรียนแทน(ในอดีต ขุนนางชอบสร้างแต่วัด)

สรุป
สาเหตุที่ไทยเจริญช้า มาจาก การไม่รู้หนังสือ
การมองหนังสือคือของสูง ชาวบ้านรู้หนังสือน้อยมาก
อย่างเช่นสมัย พระนารายณ์ ได้รูปวาด การจดบันทึก
จากฝรั่งทั้งนั้น(เช่น ลาลูแบร์)

ส่วนทางฝั่งไทยแทบไม่มีการจดบันทึกอะไรเลย

ข้อมูลที่เราได้ ในสมัยอยุธยา มาจากการจดบันทึกการเดินเรือของฝรั่งแทบทั้งหมด


สมัยรัชกาลที่5 มีประชากรตามที่สำรวจเกือย 9ล้านคนครับ

สิ้นรัชกาลที่5 ปี2453 มีประชากร
เกือบๆ 9ล้านจริงครับ

แต่ก่อนหน้านั้น ไม่มีการทำสถิติ

ตัวเลข1-5ล้าน เป็นช่วงต้น ที่ ร.5 ครองราช ครับ

https://www.google.co.th/url?sa=t&source=web&rct=j&url=http://www.ipsr.mahidol.ac.th/ipsrbeta/FileUpload/PDF/Report-File-509.pdf&ved=2ahUKEwixm72526PaAhVBuI8KHUFSAt8QFjADegQIARAB&usg=AOvVaw3Ul3pHth5vKrFhuEg-AKWw


สมัย ร.4ต่อ ร.5 มันมีตัวเลขโดยประมาณ
เพราะ ยังไม่มีการสำรวจชัดเจน


ตอนปลาย ร.4 ต้น ร.5
มีประชากร ที่คาดคะเน ราวๆ1-5ล้านคนครับ


บันทึกการเข้า
pongonwon
เฮงซัง get out
Hero Member
*****

คะแนนความรัก: +498/-1823
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,818



| | |
« ตอบ #12 เมื่อ: เมษายน 06, 2018, 12:42:50 AM »

ไทยมีปัญหา เรื่องการศึกษา และการอ่านหนังสือ
ร.5 ทั้งประเทศมีประชากรราวๆ 1ล้านคน  มีการประเมินว่ามีคนรู้หนังสือราวๆ1,000-2000คน
เท่านั้น
(ในขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นสมัย ร.5 มีประชากร 10ล้านคนรู้หนังสือราวๆ5-6ล้านคน)


ร.6 เลย ต้องให้ขุนนางที่ชอบสร้างวัด มาสร้างโรงเรียนแทน(ในอดีต ขุนนางชอบสร้างแต่วัด)

สรุป
สาเหตุที่ไทยเจริญช้า มาจาก การไม่รู้หนังสือ
การมองหนังสือคือของสูง ชาวบ้านรู้หนังสือน้อยมาก
อย่างเช่นสมัย พระนารายณ์ ได้รูปวาด การจดบันทึก
จากฝรั่งทั้งนั้น(เช่น ลาลูแบร์)

ส่วนทางฝั่งไทยแทบไม่มีการจดบันทึกอะไรเลย

ข้อมูลที่เราได้ ในสมัยอยุธยา มาจากการจดบันทึกการเดินเรือของฝรั่งแทบทั้งหมด
เพิ่งเห็นท่านมีสาระก็ครานี้..

เอาน่าเดี่ยว นิดนึง 555
บันทึกการเข้า
pongonwon
เฮงซัง get out
Hero Member
*****

คะแนนความรัก: +498/-1823
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,818



| | |
« ตอบ #13 เมื่อ: เมษายน 06, 2018, 12:43:15 AM »

ความคิดเห็นส่วนตัวนะครับ ว่าจริงๆ งานบันทึกของ กรุงสุโขทัย มาจนถึงกรุงศรีอยุธยา น่าจะมีการบันทึกเหมือนกัน เพียงแต่ว่า เมื่อเปลี่ยนรัชกาล โดยเฉพาะจากการรัฐประหาร อาจมีการทำลายหลักฐานต่าง ๆ ที่ได้บันทึกไว้ แล้วบันทึกในแบบที่ตัวเองต้องการ ทำให้หลักฐานการจดบันทึกต่าง ๆ จะได้มาจากชาวต่างชาติซะเป็นส่วนใหญ่ 

เป็นไปได้ครับๆ
บันทึกการเข้า
Scop
Sr. Member
****

คะแนนความรัก: +146/-140
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,257



| | |
« ตอบ #14 เมื่อ: เมษายน 06, 2018, 12:48:14 AM »

ดาบมันมี 2 คม ครับ คือมองมุมพระนารายณ์ ใช้ความสามารถฝรั่ง ความรู้ชาวฝรั่งที่เหนือกว่าคนไทยเราในสมัยนั้นมาก มาช่วยพัฒนาประเทศมันก็ดีอยู่ครับ

แต่อีกมุมหนึ่ง ฝรั่ง ก็ยังนำทหารเข้ามา เอาเรือรบเข้ามา ซึ่งมันก็มองได้ว่าจ้องที่จะยึดอำนาจอยู่ ซึ่งหากไม่กำจัดฝรั่งทิ้งไปให้เร็วก็อาจเจอฝรั่งทำรัฐประหารก่อนเช่นกัน
บันทึกการเข้า
tong
ไม่มีสิทธิ์ตั้งกระทู้
Jr. Member
*

คะแนนความรัก: +59/-158
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 353


| | |
« ตอบ #15 เมื่อ: เมษายน 06, 2018, 12:50:17 AM »

ในอดีต อยุธยา สมัยพระนารายณ์ น่าจะมีประชากรราวๆ100,000คน เท่านั้น คนน้อย พื้นที่เยอะ

ประชากร ค่อนข้างเบาบาง มีแต่ป่า

และในอดีตการเดินเรือ ต้องเลียบชายฝั่ง เพราะข้อจำกัดเทคโนโลยีในสมัยนั้น
อยุธยา เลยเป็น ที่แลกเปลี่ยนสินค้า
จุดกึ่งกลางระหว่างอินเดีย และจีน
จากอินเดีย ไม่ต้องไปถึงจีน มาแวะที่นี้ก็แลกเปลี่ยนสินค้าได้แล้ว(จีนก็ ทำแบบเดียวกัน โดยใช้อยุธยา มาแลกเปลี่ยน สินค้า)


การที่เป็นแบบนี้ทำให้ หลายชาติ มาปักหลักที่อยุธยา
มีทหารรับจ้าง หลายชาติด้วย
การเมืองยุคนั้น ไม่ได้นิ่งเลย มีตัวแปรมากมาย
และพระนารายณ์ไม่ได้ตั้งใจ ปูพื้นฐานแบบที่เดี่ยวว่าหรอก

แต่หากมาจาก การค้าขาย ทรัพยากรที่เยอะ คนที่น้อย
ทำให้ต่างชาติมาปักหลักได้ไม่ยาก และคนท้องถิ่นก็ไม่แอนตี้

ข้อสังเกตุ
1.สังเกตุไหมคนไทยไม่แอนตี้ต่างชาติ
2.คนเชื้อสายโปรตุเกส ชวา จีน  ๆลๆ อยู่ในไทย ไม่น้อย


เรื่องนี้ ค่อนข้างยาว


เอาเป็นว่าสรุปคือ ยุคพระนารายณ์ ไม่สามารถ ถ่ายทอดวิทยาการได้หรอก เพราะคนไทยรู้หนังสือ น้อยมาก น่าจะราวๆ1000คน

คนไทยรู้หนังสือน้อยในชั้นปกครองเท่านั้นทำให้ การขยาย หรือ แลกเปลี่ยน ข้อมูล การพัฒนา มันทำไม่ได้
(ยุโรปยุคเดียวกัน มีคนรู้หนังสือเยอะมาก)

แต่ผลจากยุคนั้นตามที่บอก คนไทยไม่ค่อยแอนตี้ต่างชาติ  

น่าจะเป็นการถ่ายทอดให้กับ ข้าราชสำนักพร้อมที่จะนำไปศึกษาและพัฒนา  นะครับ
บันทึกการเข้า
Doctor สลัม
อยากจะรวยจริงๆ
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +2503/-3467
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 50,029


หล่อไม่มาก แต่ท่ายากเฮียมีเยอะ


| | |
« ตอบ #16 เมื่อ: เมษายน 06, 2018, 07:26:29 AM »

ไม่รู้นะ
ผมไม่ค่อยจะเชื่อกับประวัติศาตร์เท่าไหร่นัก
เพราะผมไม่เห็นกับตา
บันทึกการเข้า

ลมหายใจคือฟุตบอล
หงส์ดรุณ
Newbie
*

คะแนนความรัก: +5/-1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 50


| | |
« ตอบ #17 เมื่อ: เมษายน 06, 2018, 09:57:33 AM »

ผมว่าพระนารายนำฝรั่งมา(วิลันดา ฝรั่งเศส มัวร์) เพราะปัจจัยการเมืองภายในนะ เพราะกำลังพลอยุธยาเองคงสุยเสียไปไม่น้อยเพราะการแย่งชิงกันก่อนหน้า และเรื่องของไว้วางใจด้วย จึงจ้างฝรั่งมา อะไรที่เป้นเรื่องใหม่วิทยาการใหม่จากฝรั่งหากทำให้เกิดความมั่นคงของอาณาจักร(หรือบัลลังก์)ก้พร้อมยอมรับ

ส่วนบุคคลต่างชาติที่เข้ามามีตำแหน่งในราชสำนักก้ดูเหมือนว่าจะมีมาเป้นปกติในหลายสมัย อย่างโกษาธิบดีหลายยุคก้เป้นเปอร์เซ๊ย เป้นแขก กรณีฟอลคอลก็ไม่น่าต่างกันนัก เพราะเริ่มมาจากเป้นล่ามของท่านโกษาเหล็ก จากนั้นพระนารายณ์จึงเห้นความสามารถเลยเอามาใช้งาน ซึ่งพระนารายคงมองว่าเลือกจากความสามารถที่แสดงให้เห้นมากกว่าการเป้นฝรั่ง เป้นกรีก

ผมมองว่าหากเป้นกรณีที่ต้องการนำศาสตร์องค์ความรู้ของฝรั่งมาปูพื้นฐานของไทยเลย ผมมองไปที่สมัยรัชกาลที่๔ กับ๕ มากกว่า
บันทึกการเข้า
DrummerOat
Sr. Member
****

คะแนนความรัก: +61/-41
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,844



| | |
« ตอบ #18 เมื่อ: เมษายน 06, 2018, 03:27:21 PM »

ครับผม
บันทึกการเข้า
sakoncity
เชียร์บอลไทยไปด้วยกัน
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +425/-250
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 7,943



| | |
« ตอบ #19 เมื่อ: เมษายน 06, 2018, 07:35:36 PM »

การปกครองทุกยุคล้วนมีเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง
แต่คนที่ต้องรับซะตากรรมคือประชาชน หากได้คนดีปกครองก็อยู่ดีมีสุข หากได้คนไม่ดีปกครองก็เดือดร้อนทั้งแผ่นดิน....
บันทึกการเข้า

FlyingDutchManZ
"...ฟุตบอล ชีวิต และมิตรภาพ..."
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +1767/-1003
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 36,545



เว็บไซต์
| | |
« ตอบ #20 เมื่อ: เมษายน 08, 2018, 11:08:59 AM »

ในขณะที่บางระจัน กับลังรบกับพม่า ข้ามไปยุโรปเค้าสร้างรถจักรไอน้ำได้เเล้ว 
บันทึกการเข้า
koksan
Hero Member
*****

คะแนนความรัก: +162/-330
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,046


| | |
« ตอบ #21 เมื่อ: เมษายน 08, 2018, 11:54:18 AM »

ไทยมีปัญหา เรื่องการศึกษา และการอ่านหนังสือ
ร.5 ทั้งประเทศมีประชากรราวๆ 1ล้านคน  มีการประเมินว่ามีคนรู้หนังสือราวๆ1,000-2000คน
เท่านั้น
(ในขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นสมัย ร.5 มีประชากร 10ล้านคนรู้หนังสือราวๆ5-6ล้านคน)


ร.6 เลย ต้องให้ขุนนางที่ชอบสร้างวัด มาสร้างโรงเรียนแทน(ในอดีต ขุนนางชอบสร้างแต่วัด)

สรุป
สาเหตุที่ไทยเจริญช้า มาจาก การไม่รู้หนังสือ
การมองหนังสือคือของสูง ชาวบ้านรู้หนังสือน้อยมาก
อย่างเช่นสมัย พระนารายณ์ ได้รูปวาด การจดบันทึก
จากฝรั่งทั้งนั้น(เช่น ลาลูแบร์)

ส่วนทางฝั่งไทยแทบไม่มีการจดบันทึกอะไรเลย

ข้อมูลที่เราได้ ในสมัยอยุธยา มาจากการจดบันทึกการเดินเรือของฝรั่งแทบทั้งหมด
ผมว่าไม่แน่คนไทยอาจจะ จดอยู่ นะ แต่โดนเผาไปหมดแล้วไง
บันทึกการเข้า
nunezto
Full Member
***

คะแนนความรัก: +65/-164
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 710


| | |
« ตอบ #22 เมื่อ: เมษายน 08, 2018, 01:21:04 PM »

นึกถึงสมัยนั้นก่อน ว่าประชาชนทั่วไปจะเป็นอย่างไร เหมื่อนที่มีหลายคนคิด ว่าถ้าเราเป็นเมืองขึ้นฝรัง เราก็จะ ได้ภาษาที่ 2,3 แต่พี่น้องคนไทยจะต้องขมขื่นเท่าไหร โดนขมเหง ข่มขืน กดขี่ เราคนรุ่นหลังไม่รู้หรอก ทำไม่ พระมหากษัต ไทยจึงไม่ยอมเสียเอกราช ยอมเสียแผ่นดิน เพื่อให้ประชาชนไม่ถูกรังแก เสียดายความคิดเห็นแก่ตัวของ ลูกหลานรุ่นหลัง ที่อยากเป็นขี้ข้าฝรั่ง
บันทึกการเข้า
cikada
โดนแบนเพราะหน้าตาดี
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +549/-1207
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,267


ที่ไหนมีป่า ที่นั้นมีน้ำ


| | |
« ตอบ #23 เมื่อ: เมษายน 08, 2018, 03:11:33 PM »

การที่พระนาราย์เปิดรับฝรั่งเข้ามา ก็เพื่อจะได้เรียนรู้วิทยาการใหม่ๆ นำมาใช้ในราชอาณาจักร
ในรัชการของพระองค์เพียงเท่านั้น พระองค์ก็คงจะรู้พิษภัยของฝรั่งพวกนี้เป้นอย่างดี
ไม่งั้นช่วงประชวรไกล้สวรรคต คงไม่ตั้งออกพระเพทราชาผู้ต่อต้านฝรั่งเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เป็นแน่
บันทึกการเข้า

เฮงซัง GetOut !!
Seamus O'grady
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +3596/-1537
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 33,921


ลิเวอร์พูลทั่วไทย..!!!


| | |
« ตอบ #24 เมื่อ: เมษายน 08, 2018, 03:34:44 PM »

กรุงศรีอยุธยา หลังจากสิ้นรัชกาล สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม แห่งราชวงศ์สุโขทัย เหมือนนับถอยหลัง พระโอรสของพระเจ้าทรงธรรมได้ขึ้นครองราชตามธรรมเนียมหนึ่งพระองค์ อีกพระองค์ก็ขึ้นครองราชแบบหุ่นเชิด
         จนสิ้นราชวงศ์สุโขทัยก็เริ่มราชวงศ์ใหม่คือ ราชวงศ์ปราสาททอง  จวบจนสิ้นรัชกาลสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ปฐมกษัตริย์ในราชวงศ์นี้พระโอรสคือ สมเด็จเด็จเจ้าฟ้าไชย ขึ้นครองราช แต่อยู่ได้ไม่นาน พระศรีสุธรรมราชา ซึ่งมีศักดิ์เป็นอาของเจ้าฟ้าไชย ร่วมกับพระนารายณ์ซึ่งมีศักดิ์เป็นน้องชายต่างมารดากับเจ้าฟ้าไชย ทำการรัฐประหาร โดยอ้างว่า ราชสมบัติต้องเป็นของพระศรีสุธรรมราชา เมื่อได้ขึ้นครองราช พระศรีสุธรรมราชา จะเอาน้องสาวของพระนารายณ์มาเป็นพระสนม พระนารายณ์เลยหมดความนับถือ จึงเอาเหตุนี้ทำการรัฐประหาร ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์ทันที

การรัฐประหารแต่ละครั้ง ต้องใช้คำว่า "ล้างบาง" ขุนนาง ทหาร คนมีฝีมือ ตายไม่รู้เท่าไหร่ ที่โดนร่างแห ที่ต้องหนีเข้าป่า ในสมัยพระนารายณ์มีชาวต่างชาติเก่งๆ เข้ามาทำงาน มีวิทยาการใหม่ๆ นำเข้ามาในอาณาจักรเป็นอันมาก สมเด็จพระนารยณ์ พระองค์ทรงไว้ใจฝรั่งให้มียศถาบรรดาศักดิ์ แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ได้วางใจเสียทีเดียว ทรงสร้างลพบุรีไว้เป็นเมืองหลวงแห่งที่ 2 และช่วงปลายรัชสมัยพระองค์ จำเป็นต้องแต่งตั้งขุนนางชั้นผู้ใหญ่ ที่ไม่ได้เป็นราชนิกูลด้วยซ้ำ อย่างพระเพทราชา จางวางกรมช้าง ที่เป็นที่นับถือทั่วไปในบรรดาเหล่าขุนนางทั้งหลาย ขึ้นปฏิบัติราชการแทนพระองค์ เพราะพระปีย์ พระโอรสบุญธรรมและเจ้าฟ้าอภัยทศ พระอนุชา แอบไปเข้ารีต นับถือคริตส์ศาสนา พระองค์ไม่มีพระราชโอรสจากพระอัครมเหษี ไว้คอยสืบราชสมบัตินั่นเอง
บันทึกการเข้า

แหล่งชุมนุมของตากล้องหน้าตาดี...ชาวสุราษฎร์ฯ
Jame_SURINFC
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +2231/-314
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 14,551



| | |
« ตอบ #25 เมื่อ: เมษายน 09, 2018, 11:06:45 PM »

ในขณะที่บางระจัน กับลังรบกับพม่า ข้ามไปยุโรปเค้าสร้างรถจักรไอน้ำได้เเล้ว 

ครับผม
บันทึกการเข้า

Little dragon_TS91
This is Rajamangala
สมาชิกทั่วไป ไม่สามารถกด+ -
Hero Member
*

คะแนนความรัก: +2715/-341
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 31,161


อยากกด + ให้ทุกท่าน ใจแทบขาด


| | |
« ตอบ #26 เมื่อ: เมษายน 09, 2018, 11:49:30 PM »

ไม่รู้นะ
ผมไม่ค่อยจะเชื่อกับประวัติศาตร์เท่าไหร่นัก
เพราะผมไม่เห็นกับตา

ทำไมท่านถึงไม่เชื่อ ประวัติศาสตร์ คือ กุมารทองของ แม่หญิงการะเกด เลยนะ
บันทึกการเข้า

บอลไทยในสายเลือด
godNorthstar
Jr. Member
**

คะแนนความรัก: +158/-120
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 692



| | |
« ตอบ #27 เมื่อ: เมษายน 10, 2018, 09:54:18 AM »

การที่พระนาราย์เปิดรับฝรั่งเข้ามา ก็เพื่อจะได้เรียนรู้วิทยาการใหม่ๆ นำมาใช้ในราชอาณาจักร
ในรัชการของพระองค์เพียงเท่านั้น พระองค์ก็คงจะรู้พิษภัยของฝรั่งพวกนี้เป้นอย่างดี
ไม่งั้นช่วงประชวรไกล้สวรรคต คงไม่ตั้งออกพระเพทราชาผู้ต่อต้านฝรั่งเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เป็นแน่

ตามนี้ ครับ 
บันทึกการเข้า
godNorthstar
Jr. Member
**

คะแนนความรัก: +158/-120
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 692



| | |
« ตอบ #28 เมื่อ: เมษายน 10, 2018, 09:56:19 AM »

ในอดีต อยุธยา สมัยพระนารายณ์ น่าจะมีประชากรราวๆ100,000คน เท่านั้น คนน้อย พื้นที่เยอะ

ประชากร ค่อนข้างเบาบาง มีแต่ป่า

และในอดีตการเดินเรือ ต้องเลียบชายฝั่ง เพราะข้อจำกัดเทคโนโลยีในสมัยนั้น
อยุธยา เลยเป็น ที่แลกเปลี่ยนสินค้า
จุดกึ่งกลางระหว่างอินเดีย และจีน
จากอินเดีย ไม่ต้องไปถึงจีน มาแวะที่นี้ก็แลกเปลี่ยนสินค้าได้แล้ว(จีนก็ ทำแบบเดียวกัน โดยใช้อยุธยา มาแลกเปลี่ยน สินค้า)


การที่เป็นแบบนี้ทำให้ หลายชาติ มาปักหลักที่อยุธยา
มีทหารรับจ้าง หลายชาติด้วย
การเมืองยุคนั้น ไม่ได้นิ่งเลย มีตัวแปรมากมาย
และพระนารายณ์ไม่ได้ตั้งใจ ปูพื้นฐานแบบที่เดี่ยวว่าหรอก

แต่หากมาจาก การค้าขาย ทรัพยากรที่เยอะ คนที่น้อย
ทำให้ต่างชาติมาปักหลักได้ไม่ยาก และคนท้องถิ่นก็ไม่แอนตี้

ข้อสังเกตุ
1.สังเกตุไหมคนไทยไม่แอนตี้ต่างชาติ
2.คนเชื้อสายโปรตุเกส ชวา จีน  ๆลๆ อยู่ในไทย ไม่น้อย


เรื่องนี้ ค่อนข้างยาว


เอาเป็นว่าสรุปคือ ยุคพระนารายณ์ ไม่สามารถ ถ่ายทอดวิทยาการได้หรอก เพราะคนไทยรู้หนังสือ น้อยมาก น่าจะราวๆ1000คน

คนไทยรู้หนังสือน้อยในชั้นปกครองเท่านั้นทำให้ การขยาย หรือ แลกเปลี่ยน ข้อมูล การพัฒนา มันทำไม่ได้
(ยุโรปยุคเดียวกัน มีคนรู้หนังสือเยอะมาก)

แต่ผลจากยุคนั้นตามที่บอก คนไทยไม่ค่อยแอนตี้ต่างชาติ   


อ้างอิงตามนี้ http://www.manager.co.th/IndoChina/ViewNews.aspx?NewsID=9560000008955   ประชากรชาวกรุงศรี น่าจะมีราวๆ 1,000,000 คน ครับ
บันทึกการเข้า
T_Bunny@BEC.TERO
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +897/-1037
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 7,459


รถไฟวิ่งบนราง เฌอปราง วิ่งอยู่ในใจ


| | |
« ตอบ #29 เมื่อ: เมษายน 10, 2018, 05:41:12 PM »

กระทู้ดี มีสาระ น่าปักหมุดครับ
บันทึกการเข้า

กิจกรรมวันหยุด ขอดูบอลไทยก็พอแล้วว/Users/KURON/Desktop/mourn.png
pongonwon
เฮงซัง get out
Hero Member
*****

คะแนนความรัก: +498/-1823
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,818



| | |
« ตอบ #30 เมื่อ: เมษายน 10, 2018, 06:01:44 PM »

ในอดีต อยุธยา สมัยพระนารายณ์ น่าจะมีประชากรราวๆ100,000คน เท่านั้น คนน้อย พื้นที่เยอะ

ประชากร ค่อนข้างเบาบาง มีแต่ป่า

และในอดีตการเดินเรือ ต้องเลียบชายฝั่ง เพราะข้อจำกัดเทคโนโลยีในสมัยนั้น
อยุธยา เลยเป็น ที่แลกเปลี่ยนสินค้า
จุดกึ่งกลางระหว่างอินเดีย และจีน
จากอินเดีย ไม่ต้องไปถึงจีน มาแวะที่นี้ก็แลกเปลี่ยนสินค้าได้แล้ว(จีนก็ ทำแบบเดียวกัน โดยใช้อยุธยา มาแลกเปลี่ยน สินค้า)


การที่เป็นแบบนี้ทำให้ หลายชาติ มาปักหลักที่อยุธยา
มีทหารรับจ้าง หลายชาติด้วย
การเมืองยุคนั้น ไม่ได้นิ่งเลย มีตัวแปรมากมาย
และพระนารายณ์ไม่ได้ตั้งใจ ปูพื้นฐานแบบที่เดี่ยวว่าหรอก

แต่หากมาจาก การค้าขาย ทรัพยากรที่เยอะ คนที่น้อย
ทำให้ต่างชาติมาปักหลักได้ไม่ยาก และคนท้องถิ่นก็ไม่แอนตี้

ข้อสังเกตุ
1.สังเกตุไหมคนไทยไม่แอนตี้ต่างชาติ
2.คนเชื้อสายโปรตุเกส ชวา จีน  ๆลๆ อยู่ในไทย ไม่น้อย


เรื่องนี้ ค่อนข้างยาว


เอาเป็นว่าสรุปคือ ยุคพระนารายณ์ ไม่สามารถ ถ่ายทอดวิทยาการได้หรอก เพราะคนไทยรู้หนังสือ น้อยมาก น่าจะราวๆ1000คน

คนไทยรู้หนังสือน้อยในชั้นปกครองเท่านั้นทำให้ การขยาย หรือ แลกเปลี่ยน ข้อมูล การพัฒนา มันทำไม่ได้
(ยุโรปยุคเดียวกัน มีคนรู้หนังสือเยอะมาก)

แต่ผลจากยุคนั้นตามที่บอก คนไทยไม่ค่อยแอนตี้ต่างชาติ   


อ้างอิงตามนี้ http://www.manager.co.th/IndoChina/ViewNews.aspx?NewsID=9560000008955   ประชากรชาวกรุงศรี น่าจะมีราวๆ 1,000,000 คน ครับ


1ล้านคนคือ ทั้งอณาจักรครับ

แต่ที่ผมบอกตัวเลขนั้น คือเขต เมืองหลองครับ
บันทึกการเข้า
Arniya
Jr. Member
**

คะแนนความรัก: +30/-19
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 297


| | |
« ตอบ #31 เมื่อ: เมษายน 10, 2018, 10:02:22 PM »

ไม่รู้นะ
ผมไม่ค่อยจะเชื่อกับประวัติศาตร์เท่าไหร่นัก
เพราะผมไม่เห็นกับตา

ประวัติศาสตร์เกิดจากการที่ได้บอกต่อกันผ่านทางการจดบันทึก ภาพวาด โบราณสถาน โบราณวัตถุ เป็นสิ่งอ้างอิง ถึงมันจะไม่ 100%
แต่ก็ถือเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่เชื่อถือได้ในช่วงเวลานั้นๆ จนกว่าจะมีหลักฐานใหม่อ้างอิง ถ้าจะให้เห็นกับตาก็ต้องไปดูสถานที่จริงครับ
แต่ถ้าท่านบอกว่าผู้คนในสมัยนั้นไม่ได้เห็นกับตา อันนี้จนปัญหาจะให้ท่านเห็นแล้วหละ
บันทึกการเข้า
cikada
โดนแบนเพราะหน้าตาดี
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +549/-1207
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,267


ที่ไหนมีป่า ที่นั้นมีน้ำ


| | |
« ตอบ #32 เมื่อ: เมษายน 11, 2018, 01:29:49 AM »

ในอดีต อยุธยา สมัยพระนารายณ์ น่าจะมีประชากรราวๆ100,000คน เท่านั้น คนน้อย พื้นที่เยอะ

ประชากร ค่อนข้างเบาบาง มีแต่ป่า

และในอดีตการเดินเรือ ต้องเลียบชายฝั่ง เพราะข้อจำกัดเทคโนโลยีในสมัยนั้น
อยุธยา เลยเป็น ที่แลกเปลี่ยนสินค้า
จุดกึ่งกลางระหว่างอินเดีย และจีน
จากอินเดีย ไม่ต้องไปถึงจีน มาแวะที่นี้ก็แลกเปลี่ยนสินค้าได้แล้ว(จีนก็ ทำแบบเดียวกัน โดยใช้อยุธยา มาแลกเปลี่ยน สินค้า)


การที่เป็นแบบนี้ทำให้ หลายชาติ มาปักหลักที่อยุธยา
มีทหารรับจ้าง หลายชาติด้วย
การเมืองยุคนั้น ไม่ได้นิ่งเลย มีตัวแปรมากมาย
และพระนารายณ์ไม่ได้ตั้งใจ ปูพื้นฐานแบบที่เดี่ยวว่าหรอก

แต่หากมาจาก การค้าขาย ทรัพยากรที่เยอะ คนที่น้อย
ทำให้ต่างชาติมาปักหลักได้ไม่ยาก และคนท้องถิ่นก็ไม่แอนตี้

ข้อสังเกตุ
1.สังเกตุไหมคนไทยไม่แอนตี้ต่างชาติ
2.คนเชื้อสายโปรตุเกส ชวา จีน  ๆลๆ อยู่ในไทย ไม่น้อย


เรื่องนี้ ค่อนข้างยาว


เอาเป็นว่าสรุปคือ ยุคพระนารายณ์ ไม่สามารถ ถ่ายทอดวิทยาการได้หรอก เพราะคนไทยรู้หนังสือ น้อยมาก น่าจะราวๆ1000คน

คนไทยรู้หนังสือน้อยในชั้นปกครองเท่านั้นทำให้ การขยาย หรือ แลกเปลี่ยน ข้อมูล การพัฒนา มันทำไม่ได้
(ยุโรปยุคเดียวกัน มีคนรู้หนังสือเยอะมาก)

แต่ผลจากยุคนั้นตามที่บอก คนไทยไม่ค่อยแอนตี้ต่างชาติ   


อ้างอิงตามนี้ http://www.manager.co.th/IndoChina/ViewNews.aspx?NewsID=9560000008955   ประชากรชาวกรุงศรี น่าจะมีราวๆ 1,000,000 คน ครับ


1ล้านคนคือ ทั้งอณาจักรครับ

แต่ที่ผมบอกตัวเลขนั้น คือเขต เมืองหลองครับ


ผมว่าไม่น่าถึงนะครับ ขณะนั้นคือผู้ชายทุกคนต้องพร้อมรบ กรุงศรีเกณฑ์ไพร่พลออกรบได้สูงประมาณ 1 แสน ในรัชสมัยพระนเรศร  ผมว่าน่าจะมีราวๆ 2-3 แสนทั้งราชอาณาจักร
บันทึกการเข้า

เฮงซัง GetOut !!
Seamus O'grady
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +3596/-1537
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 33,921


ลิเวอร์พูลทั่วไทย..!!!


| | |
« ตอบ #33 เมื่อ: เมษายน 11, 2018, 10:13:22 AM »

ในอดีต อยุธยา สมัยพระนารายณ์ น่าจะมีประชากรราวๆ100,000คน เท่านั้น คนน้อย พื้นที่เยอะ

ประชากร ค่อนข้างเบาบาง มีแต่ป่า

และในอดีตการเดินเรือ ต้องเลียบชายฝั่ง เพราะข้อจำกัดเทคโนโลยีในสมัยนั้น
อยุธยา เลยเป็น ที่แลกเปลี่ยนสินค้า
จุดกึ่งกลางระหว่างอินเดีย และจีน
จากอินเดีย ไม่ต้องไปถึงจีน มาแวะที่นี้ก็แลกเปลี่ยนสินค้าได้แล้ว(จีนก็ ทำแบบเดียวกัน โดยใช้อยุธยา มาแลกเปลี่ยน สินค้า)


การที่เป็นแบบนี้ทำให้ หลายชาติ มาปักหลักที่อยุธยา
มีทหารรับจ้าง หลายชาติด้วย
การเมืองยุคนั้น ไม่ได้นิ่งเลย มีตัวแปรมากมาย
และพระนารายณ์ไม่ได้ตั้งใจ ปูพื้นฐานแบบที่เดี่ยวว่าหรอก

แต่หากมาจาก การค้าขาย ทรัพยากรที่เยอะ คนที่น้อย
ทำให้ต่างชาติมาปักหลักได้ไม่ยาก และคนท้องถิ่นก็ไม่แอนตี้

ข้อสังเกตุ
1.สังเกตุไหมคนไทยไม่แอนตี้ต่างชาติ
2.คนเชื้อสายโปรตุเกส ชวา จีน  ๆลๆ อยู่ในไทย ไม่น้อย


เรื่องนี้ ค่อนข้างยาว


เอาเป็นว่าสรุปคือ ยุคพระนารายณ์ ไม่สามารถ ถ่ายทอดวิทยาการได้หรอก เพราะคนไทยรู้หนังสือ น้อยมาก น่าจะราวๆ1000คน

คนไทยรู้หนังสือน้อยในชั้นปกครองเท่านั้นทำให้ การขยาย หรือ แลกเปลี่ยน ข้อมูล การพัฒนา มันทำไม่ได้
(ยุโรปยุคเดียวกัน มีคนรู้หนังสือเยอะมาก)

แต่ผลจากยุคนั้นตามที่บอก คนไทยไม่ค่อยแอนตี้ต่างชาติ   


อ้างอิงตามนี้ http://www.manager.co.th/IndoChina/ViewNews.aspx?NewsID=9560000008955   ประชากรชาวกรุงศรี น่าจะมีราวๆ 1,000,000 คน ครับ


1ล้านคนคือ ทั้งอณาจักรครับ

แต่ที่ผมบอกตัวเลขนั้น คือเขต เมืองหลองครับ


ผมว่าไม่น่าถึงนะครับ ขณะนั้นคือผู้ชายทุกคนต้องพร้อมรบ กรุงศรีเกณฑ์ไพร่พลออกรบได้สูงประมาณ 1 แสน ในรัชสมัยพระนเรศร  ผมว่าน่าจะมีราวๆ 2-3 แสนทั้งราชอาณาจักร


ถ้ามีรายละเอียดตรงนี้ จะดีไม่น้อยนะครับ ว่าเราเกณฑ์ไพร่พล ได้จากที่ไหนบ้าง มาจากเมืองไหน ได้จำนวนเท่าไหร่ มันจะบ่งบอกขอบเขตอาณาจักรที่ชัดเจนขึ้น เช่น เมืองศรีธรรมาโศกราช ส่งไพร่พลมา 8,000  เมืองพิชัย ส่งมา 3,000 เมืองพิมาย ส่งมา 2,000 ไรเงี้ย
บันทึกการเข้า

แหล่งชุมนุมของตากล้องหน้าตาดี...ชาวสุราษฎร์ฯ
ไม่หล่อไม่ท้อจะรัก
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +160/-164
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 2,044


| | |
« ตอบ #34 เมื่อ: เมษายน 11, 2018, 10:25:32 AM »

เรื่องนี้มันก็มองได้หลายมุมครับ พระองค์ท่านก็คงอยากได้วิวัฒนาการ การเรียนรู้จากต่างชาติ เอาฝรั่งเศลมาถ่วงดุลอำนาจกับ วิลันดา แต่การที่มีกองกำลังมาประจำการ 6-700 พร้อมอาวุธถึงจะอยู่ที่บางกอกมันก็น่าหวาดหวั่นอยู่เหมือนกันครับในมุมพระเพทราชา รวมถึงฝ่ายพระสงฆ์มองถึงการเผยแพร่ศาสนา ก็คงจะมีผลต่อสยามประเทศพอสมควรเลย ส่วนการที่มีการชักชวนให้พระนารายณ์เปลี่ยนศาสนาผมว่าท่านคงไม่เปลี่ยนแน่นอนแค่ต้องการวิทยาการทันสมัยจากต่างประเทศเท่านั้น แต่ต้องไม่ลืมว่า ฝรั่งเศลเค้าก็คงไม่มาฟรีๆเปล่าๆ เค้าก็คงต้องการผลประโยชน์จากเราแน่นอน ซึ่งการที่มีกองกำลังแบบนี้ใกล้กรุงศรี มันก็ถือเป็นภัยคุกคามพอสมควรครับรวมถึงยังมี คอนสแตนตินที่มีอำนาจอีก อยุ่ในเมืองอีก
บันทึกการเข้า
โต้หิมะ ณ ปราการ
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +1181/-438
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 9,017


ผมอยากเห็นคนไทยรักครอบครัวแบบผม


| | |
« ตอบ #35 เมื่อ: เมษายน 11, 2018, 11:17:52 AM »

สมัยพระองค์เป็นยุคที่รุ่งเรืองยุคหนึ่งได้เลย  มันมี2มุมคือใช้ฝรั่งเศสมาทัดทานอำนาจของพวกวิลันดา ...  แต่ก็เหมือนดาบ 2คมที่จะทำให้ฝรั่งเศสสามารถใช้เป้นเหมือนบ้านหลังที่2ได้เลย (โดยใช้พระปีย์เป็นหุ่นเชิด)   และการเปลี่ยนแปลงศาสนาเป็นคริสต์ในสมัยนั้น
...หลังจากพระเพทราชาขึ้นครองราชย์แล้ว  ก็มีการขับไล่(ทางอ้อม)ปิดประเทศยาวๆๆๆๆเลย  จนสมัยรัตนโกสินท์ถึงเริ่มเปิดอีกครั้ง
บันทึกการเข้า

โต้หิมะ ณ ปราการ
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +1181/-438
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 9,017


ผมอยากเห็นคนไทยรักครอบครัวแบบผม


| | |
« ตอบ #36 เมื่อ: เมษายน 11, 2018, 11:55:48 AM »

เพิ่มเติมข้อมูล  ขุนพลในสมัยพระองค์
- ขุนศึก    เจ้าพระยาโกษาเหล็ก  เป็นขุนศึกด้านการรบคู่ใจ
- มือศึก     พระยาเดโชชัย (พระยาสีหราชเดโชไชย) เปรียบเสมือนรองแม่ทัพ
- ตาศึก     พระยาพิมลธรรม  เหมือนเหยี่ยวข่าว ม้าไว  แต่ภายหลังตามหลักฐานซ่องสุมกำลังคน สึกมาเป็นกบฎ
- หูศึก       เจ้าพระยาวิชเยนทร์ (คอนสแตนติน ฟอลคอน)  ทางการข่าว วัสัยทัศน์ต่างๆ
- ปากศึก   พระวิสุตรสุนทร (เจ้าพระยาโกษาธิบดี ปาน)  นักการทูต
- ตีนศึก     พระเพทราชา   สมเด็จพระเพทราชา)  เจ้ากรมคชบาล คุมกำลังพลช้าง ม้า พร้อมสรรพ
- กำลังศึก   ไม่ปรากฎชื่อผู้ควบคุมกองเสบียง  แต่ตามหลักฐานบันทึกถือว่าอุดมสมบูรณ์พร้อมการศึก
บันทึกการเข้า

supakiat88
Sr. Member
****

คะแนนความรัก: +52/-23
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,518



เว็บไซต์
| | |
« ตอบ #37 เมื่อ: เมษายน 11, 2018, 03:42:25 PM »

สาระ และความรู้ล้วนๆเลยครับ ขอบคุณทุกๆท่าน ^ ^
บันทึกการเข้า

นักปราชญ์ควรรู้ว่าเมื่อไหร่ควรหยุด
deawfico
ยกเลิกสมาชิก
Hero Member
*

คะแนนความรัก: +711/-1898
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,778



| | |
« ตอบ #38 เมื่อ: เมษายน 16, 2018, 10:31:19 AM »

สิ่งที่ละครบุพเพสันนิวาสไม่ได้บอก🤫🤫

+ พระนารายณ์ส่งทูตไปวาติกัน พร้อมตัวละครลับ ที่ทำพระสันตะปาปาทึ่งในชาวสยาม +

😥พระนารายณ์ไม่ใช่คนหูเบาเชื่อฝรั่งอย่างที่ในละครปาคำนี้ใส่พระองค์แทบทุกตอน แต่คือมหาราชที่ปรีชาสามารถอย่างแท้จริง ทรงเดินเกมการทูตเหนือชั้นอย่างที่ไม่เคยมีกษัตริย์เอเชียชาติไหนทำได้มาก่อน😲

😲พร้อมเผยตัวละครลับ หนุ่มน้อยอัจฉริยะ ปินโต ชาวสยามที่ทรงส่งไปกับคณะทูต ผู้สร้างความเลื่องลือ ในมวลหมู่นักวิชาการและนักปราชญ์ ตั้งแต่ฝรั่งเศสถึงวาติกัน ผู้ทำให้พระสันตะปาปาทึ่งในสติปัญญาของชาวสยาม

มีเหตุการณ์พระราชกรณียกิจที่ยิ่งใหญ่มากมายของพระนารายณ์ที่ละครไม่นำเสนอ หรือนำเสนอในแง่ให้พระเพทราชามาวีนๆใส่ แล้วพระนารายณ์ก็ไม่ตอบเหตุผลที่ดีอันใดได้ ทั้งที่จริงทุกอย่างทรงมีเหตุผลที่ลึกซึ้งและชาญฉลาดอย่างมาก จนทำให้อยุธยาเป็นยุคทอง และรุ่งเรืองที่สุดในสุวรรณภูมิ อีกทั้งทรงเป็นมหาราชที่ไม่ได้มาจากการรบแต่มาจากการสร้างความเจริญให้ประเทศ หนึ่งในนั้น ก็คือ นโยบายด้านศาสนาของพระองค์เอง

-สร้างมิตรดีกว่าสร้างศัตรู-

พระนารายณ์ทรงโปรดการเรียนรู้ศาสนาอื่นๆ โดยให้คนแปลคัมภีร์ไบเบิ้ล หรือ กุรอ่าน อ่านถวาย เมื่อได้ฟังแล้วจะได้รู้ว่าศาสนานั้นๆสอนสิ่งใด ทรงไม่ใช่คนที่ตัดสินสิ่งใดจากอคติคิดว่าของตัวเองดีแล้วของคนอื่นเป็นศัตรูไปหมด แต่เข้าทำความเข้าใจให้รู้แจ้งเห็นจริง และทรงแต่งตั้งบุคคลในศาสนานั้นมารับราชการและเป็นสื่อกลางดูแลศาสนิกนั้นๆในพระนคร เช่นการตั้ง  “หลวงศรียศ” หรือ “ออกญาจุฬาราชมนตรี” (ในหนังคือหนุ่มหล่อเคราสามเหลี่ยม)ผู้ดูแลมุสลิมทั้งพระนคร ตัวอย่างสำคัญคือ ครั้งกบฎมักกะสัน ที่ต้องการลอบปลงพระชนม์พระนารายณ์ และเปลี่ยนอยุธยาเป็นรัฐอิสลาม ก็ได้ขุนนางมุสลิมที่จงรักภักดีทูลให้พระองค์ทราบก่อนจนเตรียมการปราบปรามได้สำเร็จ

วิธีกำจัดศัตรูของพระนารายณ์จึงเป็น วิธีที่คนเก่งๆคนฉลาดทำกัน คือทำให้เขากลายเป็นมิตร แทนวิธีโหดเหี้ยมเช่นการเข่นฆ่ากำจัดอย่างพระเพทราชา

-ปูมหลังและปัญหาศาสนาคริสต์สมัยอยุธยา-

ถ้าใครดูจากละคร อาจจะเข้าใจว่า ฝรั่งเศสนี้เป็นเจ้าของศาสนาคริสต์ในสยามหรืออย่างไร เพราะทั้งเรื่องนำเสนออยู่เท่านี้ แต่ที่จริง ชุมชนคริสต์ที่กล้าแข็งและลงลึกที่สุดในอยุธยาคือ โปรตุเกส ที่เข้ามาตั้งแต่สมัยพระรามาธิบดีที่2 และยังช่วยพระไชยราชารบพม่า จนได้ตั้งรกรากในอยุธยา(ในหนังเรื่องสุริโยทัยของท่านมุ้ยจะเห็นว่า ตอนพระไชยราชา(อ๊อฟ พงษ์พัฒน์)ถูกยิงผู้ผ่าตัดกระสุนให้คือบาทหลวงโปรตุเกส) จากยุคนั้นจนถึงสมัยพระนารายณ์ จากชุมชนโปรตุเกส170หลังคาเรือน กลายเป็นลูกครึ่งอยุธยาโปรตุเกส700หลังคาเรือน และแม่มะลิ(มารี ตอง กีมาร์)กับครอบครัวก็เป็นสมาชิกชุมชนนี้ และฟอลคอนเองก็ล้างบาปเข้าคาทอลิกกัีบบาทหลวงโปรตุเกส และแต่งงานโบสถ์โปรตุเกส

แต่ในยุคพระรายณ์นี้เอง ได้เกิดความขัดแย้งขึ้น เมื่อฝรั่งเศสเข้ามายังอยุธยา และส่งสารถึงพระสันตะปาปาเคลเมนต์ที่9 ขอให้ชาวคริสต์ทั้งหมดในสยามขึ้นกับพระสังฆราชของทางฝรั่งเศสที่ส่งมาประจำการ ดังนั้นอาจใช้ภาษาง่ายๆว่า มาชุบมือเปิบไปเลยนั่นเอง ซึ่งส่งผลให้ชาวคริสต์โปรตุเกสหรือผู้เข้าคริสต์กับบาทหลวงโปรตุเกส ไม่ยอมรับบาทหลวงฝรั่งเศสหรือผู้เข้าศาสนาคริสต์กับฝรั่งเศส โดยแยกวัดแยกโบสถ์กันชัดเจน และ ต่อมาจนถึงสมัยพระเจ้าท้ายสระก็ยังปรากฎหลักฐาน ที่ชาวคริสต์ฝ่ายโปรตุเกสไม่ยอมเข้าวัดของบาทหลวงฝรั่งเศส

-การส่งราชทูตไปวาติกันของพระนารายณ์ คือพระปรีชาอันเหนือชั้นในการคานอำนาจทางศาสนาของฝรั่งเศส-

    พระนารายณ์ย่อมล่วงรู้เรื่องชาวคริสต์ในอยุธยาส่วนใหญ่ไม่ได้ยอมขึ้นกับฝรั่งเศส แต่สิ่งที่ทรงล่วงรู้ยิ่งกว่านั้นคือรู้ว่า ฝรั่งเศสและพระเจ้าหลุยส์ที่14ไม่ใช่เจ้าของศาสนาคริสต์ แต่ประมุขศาสนาคริสต์คือพระสันตะปาปาแห่งวาติกัน การส่งราชทูตไปวาติกัน คือการเปิดทางที่จะก้าวข้ามฝรั่งเศสขึ้นไปหาพระสันตะปาปาโดยตรง การมีมหามิตรเป็นผู้สวมมงกุฎให้กษัตริย์ทั่วยุโรป คือวิธีลดอำนาจทางศาสนาของฝรั่งเศสแบบพระปรีชาของมหาราชโดยแท้

  ละครบอกเพียงว่า คณะทูตที่พระนารายณ์ส่งไปฝรั่งเศสพบพระเจ้าหลุยส์ที่14 แต่ไม่บอกว่าคณะทูตยังเดินทางไปวาติกันด้วย โดยเวลานั้นเป็นสมณสมัยของพระสันตะปาปา อินโนเซนต์ที่11 โดยทรงกำชับทูตด้วยพระองค์เองว่าให้คำนับพระสันตะปาปาอย่างไร ทรงมีพระราชสาสน์ถึงพระสันตะปาปาจารึกบนแผ่นทองคำความตอนหนึ่งว่า

"พระราชสาสน์ของพระเจ้าแผ่นดินอันยิ่งใหญ่แห่งกรุงสยาม มายังท่านสันตปาปา ผู้เป็นยอดและเป็นบิดาของบรรดาคริสตศาสนิกชน และเป็นผู้บำรุงศาสนาให้รุ่งเรืองแผ่ไพศาล ทั้งเป็นผู้ปกครองบังคับบัญชาให้บรรดาคริสตศาสนิกชนให้ถาวร  และปฏิบัติตามศาสนาและครองยุติธรรม ทั้งเป็นผู้ที่พระเจ้าแผ่นดินและเจ้านายทั่วไปเคารพนับถือไปหามาสู่อยู่เนืองๆ ....

......เมื่อราชทูตของเราได้กระทำการต่างๆ ตามที่เราสั่งไว้เป็นการเสร็จแล้ว ขอให้ท่านสั่งให้กลับมา เพื่อราชทูตจะได้นำข่าวของสันตปาปามารายงานต่อเรา ซึ่งจะเป็นข่าวที่เราจะยินดีเป็นอันมาก กับข้าพเจ้าขอให้ท่านสันตปาปาได้ส่งทูตมายังข้าพเจ้าด้วย และขอให้ราชทูตของเราทั้งสองฝ่ายได้ไปมามิได้ขาด เพื่อไมตรีอันดีอันมีค่าจะได้ติดต่อกันชั่วกาลนาน...."

พระสันตะปาปาแสดงความชื่นชมยกย่องพระนารายณ์มาก สั่งให้หล่อทำเหรียญที่ระลึกเหตุการณ์ที่ราชทูตจากอยุธยาเข้าเฝ้า บรรยายเหตุการณ์ วันเข้าเฝ้าเมื่อมาถึงเหรียญหนึ่ง และวันเข้าเฝ้าเพื่อลากลับอีกเหรียญหนึ่ง ซึ่งเท่ากับว่า ความเป็นมิตรนี้เป็นทางการและเป็นพิเศษจนประสงค์จะจารึกไว้ชั่วกาลนาน ปัจจุบันยังเก็บรักษาไว้ที่หอสมุดวาติกัน

😲- ปินโต หนุ่มอยุธยาอัจฉริยะ เซอร์ไพร์วาติกันของพระนารยณ์-😲

  ในคณะทูตที่พระนารายณ์ทรงส่งไป มีบุคคลที่ถูกจารึกชื่อในประวิตศาสตร์ไปด้วยคนหนึ่ง ชื่ออันโตนิโอ ปินโต

บันทึกของ อธิการแห่ง  ชัวซี (Abbe de Choisy) ที่เดินทางมาพร้อมกับทูต ฝรั่งเศส เล่าว่า

       สามเณรคนหนึ่งเป็นที่สังเกตของคนทั้งหลาย สามารถตอบปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างยอดเยี่ยมเขาชื่อ อันโตนิโอ ปินโต บิดาเป็นชาวโปรตุเกส มารดาเป็นคนสยาม สามารถพูดภาษาละติน โปรตุเกส ฝรั่งเศส ต่อมา เขาได้ติดตามคณะทูต ไปประเทศฝรั่งเศสและโต้วาทีวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับเรื่องทางเทวศาสตร์ที่สามเณราลัยคณะมิสซังต่างประเทศที่อาสนวิหาร นอตร์ดาม และที่มหาวิทยาลัยซอร์บอน(มหาวิทยาลัยเก่าแก่อันดับ2ของโลก)

"การบรรยายนี้ คนทั้งกรุงปารีสแห่กันมาฟัง บรรดาสมณะชั้นผู้ใหญ่ก็พากันมาฟังเป็นอันมาก ทุกคนยอมรับว่าไม่มีใครพูดได้ดีกว่าชาวสยามคนนี้"

2-3เดือนต่อมา ปินโตได้ไปโต้วาทีวิทยานิพนธ์อีกครั้งหนึ่งเฉพาะพระพักตร์สมเด็จพระสันตะปาปา คณะพระคาร์ดินัล และ "ใครต่อใครที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ปราดเปรื่อง"ในกรุงโรม

"พระสันตะปาปาทรงชื่นชอบพระทัย อย่างยิ่ง ถึงกับรับสั่งให้บวชอันโตนิโอเป็นบาทหลวง แม้มีอายุเพียง 22 ปี ทั้งนี้ เป็นการยกเว้นที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน พระองค์ทรงถือว่าปินโตสมควรจะได้เป็นพระสังฆราชผู้แทนพระสันตะปาปา(Vicaire Apostolique) แทนประมุขมิสซังองค์ใดองค์หนึ่ง"

ยิ่งไปกว่าการมีพระสันตะปาปาเป็นมิตรกับสยาม ซึ่งสามารถช่วยไกล่เกลี่ยกรณีพิพาทของประเทศคาทอลิกด้วยกันได้แล้ว การที่พระนารายณ์ มีคริสตชนชาวอยุธยา ผู้เป็นที่ชื่นชมจากพระสันตะปาปา และอาจเป็นว่าที่พระสังฆราชแห่งศาสนาคริสต์ในอยุธยา เท่ากับประมุขศาสนาคริสต์จะไม่ต้องเป็นคนต่างชาติอีก แต่เป็นคนอยุธยาเอง ก็เท่ากับปิดทางการวางอำนาจผ่านศาสนาของชาวต่างชาติที่กลัวกันหนักหนา นี่คือสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นในอยุธยา ด้วยพระปรีชาและวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของพระนารายณ์มหาราช

แต่น่าเสียดายที่สิ่งเหล่านี้ไม่อาจเกิดขึ้นจริง เพราะหลังการปฏิวัติของพระเพทราชา เกิดการไล่เข่นฆ่าเบียดเบียนคริสตชน เผาสามเณราลัย(สถานที่เรียนเป็นบาทหลวง) ปล้นโบสถ์ มีการจับคริสตชนไปขังคุก และทรมานให้เปลี่ยนศาสนามาเป็นพุทธ คริสตชนหลายคนรวมทั้งมิชชันนารีบางคนถูกทรมานจนตายในคุก ชื่อของหนุ่มอัจฉริยะ ปินโต ก็หายสาปสูญไปจากประวัติศาสตร์

และอยุธยาอันรุ่งเรืองของมหาราชผู้เลื่องลือทั่วโลก ก็ถูกดับแสงรุ่งโรจน์ และมอดไหม้บ่ายหน้าสู่การเสียเมืองให้พม่า โดยเอกสารหลักฐานแห่งประวัติศาสตร์อันเรืองรองมากมายก็ถูกเผาทำลายจนเกือบหมดสิ้น

#บุพเพสันนิวาส #พระนารายณ์ #ออเจ้า
บันทึกการเข้า

ชีวิตที่สันโดษย่อมมีความสุขเสมอ
loeicity2029
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +289/-525
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,625



| | |
« ตอบ #39 เมื่อ: เมษายน 16, 2018, 02:12:01 PM »

ในขณะที่บางระจัน กับลังรบกับพม่า ข้ามไปยุโรปเค้าสร้างรถจักรไอน้ำได้เเล้ว 
บันทึกการเข้า
เซลล์โรงพิมพ์
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +1074/-1628
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 10,720



| | |
« ตอบ #40 เมื่อ: เมษายน 17, 2018, 02:29:51 PM »

เพิ่งฟังอ.ธันยวัชร์ ไชยตระกูลชัยคุยเรื่องสมัยสมเด็จพระนารายณ์ไปเมื่อสักครู่บอกว่าสมัยนั้นวิทยาการของตะวันตกยังสู้ตะวันออกไม่ได้ ซึ่งตะวันตกเพิ่งจะมีวิทยาการเหนือกว่าตะวันออกก็หลังจากปฏิวัติอุตสาหกรรมเมื่อปีค.ศ.1750 ซึ่งสมัยพระนารายณ์นั้นอยู่ในช่วงค.ศ.1656-1688 ซึ่งเป็นช่วงก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม หลังจากนั้นอาวุธต่างๆของทางตะวันตกจึงล้ำสมัยกว่าตะวันออกไปตั้งแต่ช่วงนี้

ซึ่งคำกล่าวนี้ประกอบกับที่ผมเคยค้นข้อมูลนั้นปรากฏว่าอาณาจักรอยุธยานั้นยิ่งใหญ่กว่าตะวันตกอยู่พอสมควร และยังถูกยกให้ติด1ใน16เมืองยิ่งใหญ่ของประวัติศาสตร์โลกด้วย
http://travel.trueid.net/detail/yV2kMEQkpmy


ส่วนในเรื่องของที่บอกว่าเอาชาวต่างชาติมาปูวิทยาการคิดว่าไม่ใช่เพราะตอนนั้นอยุธยาล้ำหน้ากว่าตะวันตก แต่ที่ต้องใช้ทหารฝรั่งก็เพราะว่าสมัยบิดาของพระนารายณ์นั้นยึดอำนาจมา ทำให้ไม่สามารถไว้ใจทหารที่เป็นชาวไทยได้ จึงจ้างทหารฝรั่งเพื่อคุ้มกัน และยังได้แยกมาสร้างวังที่ลพบุรีเพื่อป้องกันคนที่คิดจะยึดอำนาจจากพระนารายณ์ที่มีอำนาจอยู่อยุธยาเหมือนกัน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 17, 2018, 02:40:33 PM โดย เซลล์โรงพิมพ์ » บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  




Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006-2007, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!