Thailandsusu Webboard
ตุลาคม 20, 2018, 04:22:11 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน Gallery เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: Football Made in Germany สารคดีอธิบายโครงสร้างบอลเยอรมันยุคใหม่  (อ่าน 4933 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
NTT
ชีวิตเดินหน้าต่อไป ในใจนึกถึงแนวทางพระองค์
Moderator
Hero Member
*****

คะแนนความรัก: +5936/-250
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,412



| | |
« เมื่อ: มกราคม 04, 2018, 09:52:02 AM »

ทำสารคดีโดย Deutsche Wells Journal หรือ DWJ โทรทัศน์ของเยอรมันที่คล้ายกับ BBC ของอังกฤษ ครับ สารคดีนี้ถูกโพสต์ลงบน Youtube channel ของ DW English เมื่อ พฤษภาคม 2559 ครับ เนื้อหาเป็นภาษาอังกฤษ ถ้าต้องการ subtitle ก็ไปที่ setting ของ youtube ได้ ผมเองถอดความแปลเป็นไทยมาให้ข้างล่างแล้วครับ

Football Made in Germany | Documentaries


องค์ที่ 1: ความล้มเหลวตกรอบแรก EURO 2000 ด้วยการเล่นที่ทื่อและผู้เล่นที่มีอายุ
-จุดเริ่มต้นคือ ความล้มเหลวของทีมชาติเยอรมันใน Euro2000 ที่ตกรอบแรก โอลิเวอร์ เบียร์ฮอฟ อดีตนักเตะชุดนั้นและทุกวันนี้เป็น ผจก ทั่วไป ทีมชาติเยอรมันนี บอกว่า เยอรมันต้องคิดใหม่ทำใหม่ จากที่เป็นชาติที่เล่นฟุตบอลมีประสิทธิภาพแต่แข็งทื่อ ต้องเปลี่ยนมาเป็นการเล่นที่มีความสนุกและสีสันมากขึ้น ซึ่งนั่นก็หมายถึง การที่ต้องสร้างหรือเปิดโอกาสให้ผู้เล่นรุ่นใหม่ที่มีทักษะสูงขึ้นมาสู่ทีมชาติ ดังนั้นจากอายุเฉลี่ยของชุด EURO2000 ที่อยู่ที่ 31.5 ปี เยอรมันจึงต้องปั้นเด็กรุ่นใหม่ขึ้นมา เบียร์ฮอฟบอกว่า ฟร้านซ์ เบ็คเค็นบาวเออร์ เคยพูดไว้ก่อนที่กำแพงเบอร์ลินจะแตกว่า การที่เยอรมันมีทีมที่แข็งแกร่งในยุค 1980-1990 บวกกับการที่ได้ผู้เล่นจากฝั่งเยอรมันตะวันออกมา จะทำให้เยอรมันนีไม่แพ้ใครไปอีกหลายปี ซึ่งเบียร์ฮอฟบอกว่าคำพูดนี้ทำให้วงการบอลเยอรมันหยุดนิ่งและปล่อยให้ชาติอื่นๆไล่แซงโดยไม่สนใจ

องค์ที่ 2: (นาทีที่ 4:00 เป็นต้นไป) สร้างผู้เล่นระดับโลกอายุน้อยได้ โดยปูพื้นฐานด้วย DFB Mobile 30 units ให้ความรู้แก่บอลเยาวชนรากหญ้า
-ในปี 2001 DFB จึงจัดประชุมพูดคุยกับ Bundesliga และตัวแทนสโมสรต่างๆเพื่อหาทางที่จะสร้างผู้เล่นระดับโลกขึ้นมาในอนาคต ในปี 2002 DFB จึงออกโครงการที่จะโปรโมทการใช้ผู้เล่นดาวรุ่งอายุน้อยๆขึ้นมา ซึ่งทำขึ้นในทุกๆระดับตั้งแต่รากหญ้า ซึ่งนั่นหมายความว่าต้องมี โค้ช, วิธีฝึก, อุปกรณ์และสนาม ที่ดีขึ้นในทุกๆระดับ
-DFB เริ่มต้นด้วยความคิดที่ว่า “ตราบใดฟุตบอลในระดับสมัครเล่นยังไม่ถูกพัฒนา ฟุตบอลในระดับอาชีพย่อมไม่มีทางดีขึ้น” โครงการ DFB Mobile ถือเป็นตัวอย่างที่บ่งบอกถึงการให้ความสำคัญของ DFB ต่อบอลระดับสมัครเล่น DFB มี Mobile unit ที่ประกอบไปด้วยโค้ชที่ได้รับการอบรมแบบมืออาชีพ 2 คนขับรถ van โดยมีแบบนี้ 30 unit ทั่วประเทศ เพื่อออกไปหาบอลท้องถิ่นตามหมู่บ้านและสอนหรือให้คำแนะนำ ในสารคดีนี้ DFB Mobile unit นี้กำลังออกไปหาทีมบอลเด็กอายุ 7-8 ขวบที่อยู่ในท้องถิ่นของรัฐ แบรนเดนเบิร์ก ซึ่งการไปนั้นจะทำในสองส่วนคือ ให้คำแนะนำฟรีๆแก่โค้ชสมัครเล่นท้องถิ่น และส่วนที่สองคือเข้าไปสอนเด็ก(NTT: สิ่งที่น่าสนใจก็คือการที่โค้ชของ DFB บอกกับโค้ชสมัครเล่นท้องถิ่นว่า “ถ้าสงสัยหรืออยากท้วงติงเพราะเห็นว่าสิ่งที่แนะนำไปนั้นผิดให้บอกได้เลยไม่ต้องลังเล เพราะเราจะพัฒนาไปด้วยกัน” นี่คือการให้คำแนะนำที่เป็นแบบเปิด ประเภทว่าสามารถถกเถียงพัฒนาความคิดไปด้วยกันได้ ไม่ใช่การไปแบบผู้รู้ไปโปรดสัตว์) ซึ่ง ฮันส์ ดีเตอร์ ฟลิก ผอ.การกีฬาของ DFB ที่เคยเป็นผู้ช่วยของ โจอาคิม เลิฟ ในทีมชาติชุดแชมป์โลก 2014 มาก่อน บอกว่า (ก่อนที่เขาจะมาเล่นให้ บาเยิร์น มิวนิก) เขามาจากทีมบอลเล็กๆ สิ่งที่สำคัญมากคือ โค้ชที่จะต้องเป็นผู้กระตุ้นและปั้นนักเตะ ดังนั้นสิ่งที่สำคัญคือต้องมีโค้ชที่ดีตั้งแต่ระดับสมัครเล่นหรือรากหญ้า ในสารคดีแสดงถึงการที่โค้ช DFB ให้เด็กอายุ 7-8 ขวบ โยนบอลขึ้นฟ้าและตบมือ 1 ครั้งแล้วค่อยรับบอลที่ตกลงมา พอให้เด็กลองทำสักพัก ก็เรียกเด็กกกลับมาและถามว่าเป็นไงบ้าง มีเด็กคนหนึ่งบอกว่าทำไม่ได้เพราะพอโยนบอลขึ้นมันไปข้างหลังเลยต้องมองไปข้างหลังและรับบอลไม่ได้ โค้ชสรุปโดยบอกว่าการฝึกแบบนี้ก็เปรียบเสมือนการที่เรามีบอลอยู่กับเท้าและต้องตัดสินใจว่าจะผ่านบอลให้เพื่อนหรือไม่ ซึ่งมันต้องรู้สึก feel กับบอล จึงต้องฝึกการมี coordination กับบอล (หมายความง่ายๆคือให้บอลเชื่องมือหรือเชื่องเท้า ซึ่งการมี coordination กับบอลนี้ใช้ได้กับทุกกีฬาที่มีลูกบอล) ฮอร์ส ฮรูเบช อดีตกองหน้าทีมชาติเยอรมันชุดแชมป์ EURO 1980 และเป็นโค้ช U21 แชมป์ยุโรปปี 2009 ที่ว่ากันว่าคือชุดดีที่สุดของเยอรมันเพราะมีถึง 7 คนในชุดนั้นที่ก้าวมาเป็นแชมป์โลก 2014 กล่าวว่า การมีโค้ชเยาวชนที่ทำงานเป็นถือเป็นสิ่งที่สำคัญมาก โค้ชรุ่นใหม่จะต้องไม่ทำงานแบบโบราณประเภทให้เด็กๆยืนหน้ากระดานฝึกอะไรเหมือนๆกันอยู่ 20 นาทีซึ่งจะทำให้เด็กเบื่อ โค้ช DFB Mobile บอกว่าต้องสอนทักษะที่จำเป็นให้เด็กตั้งแต่ยังเล็ก เช่นการคอนโทรลบอลและผ่านบอลที่แม่นยำ ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ทำให้นักเตะชั้นยอดอย่าง เมซุต โอซิล แตกต่างจากคนอื่น นั่นคือการผ่านบอลที่แม่นและได้เรื่อง timing ส่วนทักษะเรื่องอื่นๆเด็กๆก็จะได้เรียนรู้ต่อเมื่อขึ้นไปเล่นในสนามขนาดเต็มความกว้างยาวมาตรฐาน

องค์ที่ 3: (นาทีที่ 17:00 เป้นต้นไป) มุ่งสู่ความเป็นเลิศตั้งแต่เด็กอายุ 11-12 ด้วยศูนย์ฝึก 366 แห่งและ scout staff 1300 คนทั่วประเทศเพื่อปั้นและขัดเกลาเด็กเยาวชนชั้นยอดสู่นักเตะอาชีพ
สารคดีสรุปช่วงแรกเอาไว้ว่า นับแต่เยอรมันปฏิรูปฟุตบอลในช่วงปี 2001 เป็นต้นมา พวกเขามีโค้ชอาชีพ 1300 คนประจำอยู่ในศูนย์ฟุตบอล 366 แห่งทั่วประเทศเพื่อสอนและ scout เด็กที่มีแววดีไม่ให้หลุดรอดสายตาไปได้ องค์ที่ 3 ของสารคดีพูดถึง คาร์ล เด็กอายุ 12 ที่ถูก scout เฟ้นขึ้นมาจากทีมท้องถิ่นว่าเป็นนักเตะที่มีศักยภาพ นับแต่ถูกเฟ้นขึ้นมาชีวิตของคาร์ลก็เปลี่ยนไป เขาเข้าสู่ตารางการฝึกพร้อมๆไปกับการเรียนตามหลักสูตรทั่วไป เขากิน,นอน อย่างมีคุณภาพแบบนักกีฬาอาชีพ คาร์ลต้องไปฝึกซ้อมตามโปรแกรมของ Centre of Excellence 4 ครั้งต่อสัปดาห์ และมีแมทช์เล่น 1 เกมต่อสัปดาห์ DFB เริ่มปั้นเด็กตั้งแต่อายุ 11-12 ปี ในศูนย์นี้จะมีโค้ชคอยสอนและติดตามผลงานเด็กยุวชนและประเมินผลเป็นรายสัปดาห์ ข้อมูลบอกว่าการมีพื้นฐานบอลที่ดีนั้นถือเป็นเพียงคุณสมบัติพื้นฐานของเด็กเท่านั้น แต่สิ่งสำคัญที่เด็กในระดับอายุนี้ต้องพัฒนาคือความเข้าใจแท็กติกที่ซับซ้อน โค้ชบอกว่าเป้าหมายคือในเวลาเพียง 7-8 ปีเท่านั้นที่เด็กเหล่านี้จะต้องพัฒนาไปเป็นนักเตะระดับอาชีพให้ได้ โค้ชอีกคนพูดถึงปัจจัยสำคัญ 2 ประการกล่าวคือการเคลื่อนที่แบบมีบอล กับการเคลื่อนที่ในขณะไม่มีบอล ซึ่งการเคลื่อนที่ขณะไม่มีบอลคือการสลัดหนีตัวประกบและเคลื่อนที่ไปในทิศทางที่นำไปสู่การยิงประตู เขาบอกว่าในสมัยที่เขายังเป็นเด็กพอได้บอลแล้วมีเวลาคิดว่าจะส่งหรือเลี้ยงหรือยิง แต่ในฟุตบอลสมัยใหม่ที่มีพื้นที่และเวลาจำกัดนั้น นักเตะถูกฝึกให้ทั้งเคลื่อนที่และคิดสิ่งที่จะทำล่วงหน้าควบคู่กันไป แต่ก็มีนักวิชาการที่แสดงความคิดแย้งต่อการที่ DFB scout เด็กมาปั้นแบบเข้มข้นตั้งแต่อายุยังน้อย โดยนักวิชาการแย้งว่าเป็นที่รู้กันว่านักบอลยุวชนอายุ 11-12 ปีที่ถูกเอามาปั้น ส่วนใหญ่ไปไม่ถึงระดับบุนเดสลีก้า ส่วนพวกบุนเดสลีก้าก็ไม่ถูกฝึกแบบเข้มข้นแบบนี้ตอนที่มีอายุเท่านี้ นักวิชาการคนเดิมนี้ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า ระบบแบบนี้คือเฟ้นเด็กมาฝึกและประเมินเป็นระยะๆ เมื่อเวลาผ่านไปก็จะมีเด็กที่หลุดออกไปและมีคนเข้ามาแทน เขาบอกว่ามันเป็นระบบการคัดเลือกมากกว่าระบบการพัฒนา

องค์ที่ 4: อคาเดมี่สโมสรอาชีพรับช่วงการพัฒนาต่อตั้งแต่ระดับอายุ 16-17
-พอถึงในเวลาที่เด็กอายุประมาณ 17 ปีจะไปสู่ High Performance Centre ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่สโมสรอาชีพเข้ามามีบทบาท โดยในปี 2002 เป็นปีแรกที่ทีมในบุนเดสลีก้าต่างต้องมี High Performance Centre ของแต่ละสโมสรเอง ส่วนทีมระดับลีก้า 2 ก็มี Centre แบบนี้ของตัวเองในปี 2003 เป็นต้นมา ขณะนี้เยอรมันมี High Performance Centre ที่บริหารโดยแต่ละสโมสรอยู่ 54 แห่งทั่วประเทศ สารคดีพูดถึง ฟลอเรียน วัยรุ่นวัย 17 ปีที่ถูกเฟ้นมาเข้าทีม U17 ของชาลเก้ 04 ซึ่ง High Performance Centre ของชาลเก้นี้เป็นที่ๆ เบเนดิด โฮเวเดซ, เมซุต โอซิล, มานูเอล นอยเออร์ และ ยูเลียน แดรกซเลอร์ ทีมชาติเยอรมันล้วนผ่านการปั้นจากศูนย์นี้ทั้งสิ้น โอลิเวอร์ เรอนาร์ท ผ.อ. ศูนย์ของชาลเก้บอกว่าตอนปี 2000 ที่ DFB เสนอไอเดียการที่สโมสรแต่ละสโมสรมี High Performance Centre ขึ้นมานั้นมีหลายสโมสรมากที่ไม่ได้ให้ความสนใจแต่ในเวลาต่อมาไอเดียนี้พิสูจน์ว่าถูกต้องเพราะมันทำให้เยอรมันที่มีชื่อเสียงมาในอดีตว่าประสบความสำเร็จจากการเล่นที่มีประสิทธิภาพมาต่อยอดสิ่งนี้ด้วยแผนและเทคนิกการเล่นที่ดีขึ้น เบเนดิก โฮเวเดซ กัปตันทีมชาลเก้และนักเตะทีมชาติชุดใหญ่บอกว่าฟุตบอลนั้นเปลี่ยนไปมากจากแต่เดิมที่เล่นกองหลังแบบมีตัวกวาดห้อยเอาไว้เพื่อเน้นความปลอดภัยในเกมรับมาเป็นระบบสมัยใหม่ที่รุกและรับทั้งทีมโดยเริ่มจากการบีบผู้เล่นฝั่งตรงข้ามตั้งแต่ในแดนของพวกเขาเพื่อให้ได้บอลมารุกและต่อเมื่อได้บอลมาก็เปลี่ยนเป็นการรุกให้เร็วที่สุด สารคดีพูดถึงมุมลบของการที่ฝึกแบบมืออาชีพตั้งแต่อายุยังน้อยว่าทำให้พวกนักเตะเหล่านี้ขาดการใช้ชีวิตวัยรุ่นที่มีความห่ามและท้าทายไป แต่ แฟรงก์ ฟาเรนฮอร์ส อดีตนักเตะบุนเดสลีก้าและเป็นโค้ชทีม U17 ชาลเก้บอกว่านักเตะในวัยนี้จำเป็นต้องมีสมาธิและทำงานหนักเพื่อพัฒนาไปสู่ระดับบุนเดสลีก้า นักวิชาการคนเดิมพูดถึงความกดดันที่นักเตะวัยรุ่นต้องได้รับจากการที่กลัวว่าจะถูกคัดทิ้งบวกด้วยการที่ไม่มีเพื่อนหรือครูที่คอยสนับสนุนและปลอบเพราะเพื่อร่วมทีมก็คือคู่แข่งและครูหรือโค้ชก็คือคนที่คัดทิ้งนั่นเอง แต่ฟลอเรียน นักเตะ U17 ชาลเก้บอกว่าถ้าอยากเป็นนักเตะอาชีพก็ต้องรับให้ได้

องค์ที่ 5: (นาทีที่ 24 เป็นต้นไป) ทีมชาติ U21 กับบทบาทการปั้นนักเตะให้พร้อมเป็นทีมชาติตั้งแต่อายุยังน้อย
-สารคดีพูดถึงทีม U21 ชุดแชมป์ EURO U21 ปี 2009 ที่มีนักเตะชุดนั้นถึง 6 คนที่เป็นตัวหลักของชุดแชมป์โลก 2014 ซึ่งทีม U21 เยอรมันมี ฮอร์ส ฮรูเบช อดีตศูนย์หน้าทีมชาติเป็นโค้ชอยู่ ฮรูเบชพูดถึงชุดนั้นว่าครบเครื่องทุกอย่างและแถมเป็นทีมที่มีทีมสปิริตร่วมกันที่ดีมาก ทีมชุดนั้นชนะ U21 อังกฤษ ในรอบชิงไปถึง 4-0 ประเด็นสำคัญในหัวข้อนี้คือ การที่ DFB แต่งตั้งตำแหน่ง ผู้อำนวยการกีฬาหรือ DFB Director of Sport (ตำแหน่งนี้ ฮันส์ ดีเตอร์ ฟลิก เป็นอยู่) ขึ้นมาเพื่อเป็นสะพานเชื่อมจากทีม U21 สู่ทีมชาติชุดใหญ่ แต่เดิมนั้นโค้ชทีมชาติชุดใหญ่จะเลือกนักเตะมาติดทีมชาติตรงๆจากสโมสร แต่นับจากปี 2006 ที่ DFB มีตำแหน่งนี้ก็จะมีบทบาทร่วมกับโค้ช U21 ในการถ่ายนักเตะสู่ชุดใหญ่ ฮอร์ส ฮรูเบช บอกว่านักเตะระดับ U21 ของสโมสรส่วนใหญ่ยังไม่ได้เป็นผู้นำทีมในสโมสรจึงเฟ้นเอาพวกนี้มาพัฒนาทั้งฝีเท้าและความเป็นผู้นำกับทีมชาติชุด U21 ซึ่งสารคดีบอกว่านักเตะทีม U21 ทีมชาติเยอรมันนั้นพัฒนาจนมีความพร้อมในการขึ้นสู่ทีมชาติชุดใหญ่และเป็นตัวหลักของสโมสรบุนเดสลีก้าหรือทีมในยุโรปแล้ว ซึ่งนั่นคือการตอบโจทย์ของ DFB ที่ตั้งไว้เมื่อปี 2000 ว่าจะผลิตนักเตะระดับโลกที่อายุน้อยๆมาเป็นทีม

องค์ที่ 6: (นาที 28 เป็นต้นไป) เมื่อมีปัจจัยที่นำไปสู่ความสำเร็จแล้ว ต้องไม่หยุดนิ่ง ต้องมองคู่แข่งและปรับตัว
-นับถึงตอนนี้เยอรมันได้แชมป์ระดับทีมชาติเยาวชนรวมกัน 4 ถ้วยซึ่งมากกว่าที่เคยได้ก่อนหน้านี้ 25 ปีแต่ก็ยังตามหลังสเปนที่ได้ถึง 9 ถ้วย สารคดีไปสัมภาษณ์ CEO บริษัทประเมินอคาเดมี่จากประเทศเบลเยียม เขาบอกว่า เยอรมันได้สกอร์สูงเพราะมีโครงสร้างและแผนพัฒนาที่ชัดเจน
-จริงๆแล้ว บาร์เซโลน่า เองก็ให้ความสำคัญกับการปั้นเยาวชนมาก่อนหน้าแล้วด้วยการซื้อตัวนักเตะตั้งแต่ยังเด็กๆมาเข้าศูนย์ที่ La Masia และปั้นตั้งแต่ยังเด็กจนโตขึ้นมาสู่ชุดใหญ่ของสโมสร ส่วนฝรั่งเศสตั้งศูนย์แห่งชาติ Centre of Excellence ที่ แคลฟองเทน มาตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1980 โดยเอาเด็กเยาวชนชั้นยอดมาฝึกเข้มข้นจนผลผลิตขึ้นไปสู่ทีมชาติชุดใหญ่ชุดแชมป์โลก 1998 และแชมป์ยูโร 2000 หลายคนมาก CEO ของบริษัทประเมินอคาเดมี่ของเบลเยียมบอกว่าอย่างไรก็ตาม ศูนย์ที่แคลฟองเทน ของฝรั่งเศส กลับหยุดนิ่งในการคิดค้นการพัฒนาไปจนทำให้ผลงานทีมชาติฝรั่งเศสสะดุดลง
-สารคดีไปสัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวชาวเยอรมันที่ไปทำงานในอังกฤษอยู่หลายปีจนพูดภาษาอังกฤษแทบจะด้วยสำเนียงอังกฤษ เขาบอกว่า อังกฤษเคยประสบปัญหาเพราะมีเงินมากไปใช้เงินซื้อความสำเร็จและซื้อนักเตะจนขาดการให้ความสำคัญกับเยาวชน แต่ในที่สุด FA อังกฤษก็มาถึงจุดที่เปลี่ยนมุมมองและสร้างศูนย์ฝึกแห่งชาติที่ St. George ที่ใหญ่มากและมีความครบครันทุกด้าน นอกจากนี้ EPL และสโมสรชั้นยอดก็ทำงานสอดคล้องโดยการมีกฏว่าทีมสโมสรจะต้องมีนักเตะที่ปั้นเองจากอคาเดมี่อย่างน้อย 8 คนในทีม นั่นทำให้ทีมอย่าง สเปอร์ส และ แมนฯซิตี้ รวมถึง ลิเวอร์พูล มีอคาเดมี่ที่น่าจับตามองขึ้นมา (NTT: FA อังกฤษได้รับคำชมว่าประสบความสำเร็จมากในปี 2017 เพราะทีม U17 และ U20 ได้แชมป์โลกในปีเดียวกัน)
-ฮันส์ ดีเตอร์ ฟลิก บอกว่าไม่มีทางเลยที่เยอรมันจะสู้กับอังกฤษด้วยพลังทางการเงิน ดังนั้นเยอรมันต้องไม่หยุดนิ่งกับโครงสร้างพัฒนาเยาวชนของตนเอง ต้องมองคู่แข่งและปรับปรุงตลอดเวลา มันไม่ดีแน่ที่จะคิดไปว่า “เราคือแชมป์โลก ดังนั้นก็ให้ระบบที่ดีอยู่แล้วมันวิ่งไปของมัน” สารคดีบอกว่าสิ่งที่เยอรมันยังขาดอยู่คือ National Football Centre อย่างที่ฝรั่งเศสมี แคลฟองเทน และอังกฤษมี St. George หรือ อิตาลี (NTT: อิตาลีมีศูนย์ฝึกแห่งชาติที่ โคแวชชีอาโน่ หรือ Coverciano) หรือ ฮอลแลนด์ หรือ สเปนมี นั่นทำให้ DFB สร้างศูนย์ฝึกแห่งชาติขึ้นมาที่แฟรงก์เฟิร์ต โดยตั้งชื่อโครงการว่า “Project of the century” และตั้งชื่อศูนย์ว่า DFB Academy ซึ่ง Scope งานของ DFB Academy นั้นครอบคลุมนอกจากเรื่องการฝึกซ้อมแล้วยังรวมไปถึงการพัฒนาและวิจัยทางฟุตบอลด้วย เรียกได้ว่าเป็น “สมองศูนย์รวมแห่งฟุตบอลเยอรมัน” ฮันส์ ดีเตอร์ ฟลิก บอกว่านี่ไม่ใช่การแค่ว่าเห็นชาติอื่นทำแล้วก็ทำตาม แต่คือการพัฒนาให้ผลอย่างที่เราต้องการจริงๆ สารคดีสรุปว่า มันหมดสมัยแล้วที่สุดยอดฟุตบอลคือการไต่เต้าขึ้นมาของบอลข้างถนน Football Made in Germany คือการที่ให้การศึกษาและปั้นนักบอลชั้นยอดตั้งแต่เด็กๆ แต่สารคดีก็ทิ้งท้ายไว้ด้วยคำพูดของทั้งนักวิชาการที่บอกว่า DFB เองก็รู้อยู่แก่ใจว่านักบอลอคาเดมี่เด็ดๆส่วนใหญ่ไปไม่ถึงระดับบุนเดสลีก้า และคำพูดของโค้ชฟุตบอลที่บอกว่า อาชีพนักบอลที่คนทั่วไปฝันหานั้นมันโหดมากและต้องทำงานอย่างหนักตั้งแต่เด็กๆ และที่สำคัญคือการปั้นเด็กเยาวชนแม้ในระดับเพื่อความเป็นเลิศก็ต้องไม่ลืมว่าพวกเขาคือเด็กที่ต้องมีครอบครัว,มีการไปโรงเรียนทั่วไปเพื่อเรียนรู้สิ่งจำเป็นในชีวิตและใช้ชีวิตกับเพื่อนๆ คำพูดสุดท้ายของ เบเนดิก โฮเวเดซ ทีมชาติเยอรมันบอกว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือชีวิตหลังอาชีพฟุตบอลเพราะช่วงอาชีพของนักบอลนั้นไม่ยาวนานแถมถ้าบาดเจ็บอาจต้องเลิกในเวลาอันสั้น

Source https://www.youtube.com/channel/UCknLrEdhRCp1aegoMqRaCZg
บันทึกการเข้า
pongonwon
เฮงซัง get out
Hero Member
*****

คะแนนความรัก: +498/-1811
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,817



| | |
« ตอบ #1 เมื่อ: มกราคม 04, 2018, 10:06:09 AM »

งั้นแปลว่า

ที่หลายคนบอกว่าเยาวชนไม่เน้นถ้วย ในประเทศที่พัฒนาฟุตบอลแล้ว

ไม่จริงใช่ไหมครับ
บันทึกการเข้า
tonmania
Thailandsusu
Full Member
**

คะแนนความรัก: +232/-517
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 868



| | |
« ตอบ #2 เมื่อ: มกราคม 04, 2018, 10:42:12 AM »

เหตุผลของการมีศูนย์ฝึกฟุตบอลแห่งชาติ  ฮันส์ ดีเตอร์ ฟลิก บอกว่านี่ไม่ใช่การแค่ว่าเห็นชาติอื่นทำแล้วก็ทำตาม แต่คือการพัฒนาให้ผลอย่างที่เราต้องการจริงๆ หันมามองบ้านเราอย่างน้อยก็เริ่มทำซะทีแม้จะแค่หนึ่งแห่งก็เหอะก็จะรอดูแม้ว่าอาจต้องใช้เวลาอีกซัก7-8ปีก็ตามว่าโปรเจกต์นี้จะไปถึงไหนได้เด็กเก่งออกมากี่คนในแต่ละรุ่น
บันทึกการเข้า
art27
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +119/-47
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,308



| | |
« ตอบ #3 เมื่อ: มกราคม 04, 2018, 12:15:02 PM »

ขอบคุณครับ
บันทึกการเข้า
Agents of S.H.I.E.L.D.
Marvel Comics
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +1222/-683
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 15,417


| | |
« ตอบ #4 เมื่อ: มกราคม 04, 2018, 12:20:07 PM »

ตอนนี้ อยากรู้ว่า อังกฤษ ทำไมประสบสำเร็จในฟุตบอลระดับเยาวชน
บันทึกการเข้า
hartmann
ฮูย่า!
Hero Member
*****

คะแนนความรัก: +266/-423
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,473



| | |
« ตอบ #5 เมื่อ: มกราคม 04, 2018, 12:42:24 PM »

ตอนนี้ อยากรู้ว่า อังกฤษ ทำไมประสบสำเร็จในฟุตบอลระดับเยาวชน

จะว่าไปอังกฤษก็ใช้ลูกครึ่ง ผิวสีมาเยอะเหมือนกันนะ ล่าสุดแช้มป์โลก u20
พวกนี้พละกำลังเหลือๆ ร่างกายแข็งแกร่งมาก
บันทึกการเข้า

เชียร์เข้าไป พวกเรามา cheer Thailand!
mama_xi
ใช้คำไม่สุภาพ(งดตอบกระทู้30วัน) ครบ30วันให้PM แจ้งadmin
Hero Member
*

คะแนนความรัก: +700/-1507
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 13,369


Japansusu !!


| | |
« ตอบ #6 เมื่อ: มกราคม 04, 2018, 12:53:04 PM »

+1
บันทึกการเข้า
thepong
Hero Member
*****

คะแนนความรัก: +270/-269
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,275



| | |
« ตอบ #7 เมื่อ: มกราคม 04, 2018, 01:08:29 PM »

ตอนนี้ อยากรู้ว่า อังกฤษ ทำไมประสบสำเร็จในฟุตบอลระดับเยาวชน

 แต่ในที่สุด FA อังกฤษก็มาถึงจุดที่เปลี่ยนมุมมองและสร้างศูนย์ฝึกแห่งชาติที่ St. George ที่ใหญ่มากและมีความครบครันทุกด้าน นอกจากนี้ EPL และสโมสรชั้นยอดก็ทำงานสอดคล้องโดยการมีกฏว่าทีมสโมสรจะต้องมีนักเตะที่ปั้นเองจากอคาเดมี่อย่างน้อย 8 คนในทีม นั่นทำให้ทีมอย่าง สเปอร์ส และ แมนฯซิตี้ รวมถึง ลิเวอร์พูล มีอคาเดมี่ที่น่าจับตามองขึ้นมา (NTT: FA อังกฤษได้รับคำชมว่าประสบความสำเร็จมากในปี 2017 เพราะทีม U17 และ U20 ได้แชมป์โลกในปีเดียวกัน)

ถ้าจำไม่ผิด อังกฤษเริ่มให้ความสำคัญกับไลเซ่นส์โค้ช หลังจากละเลยมานาน  ช่วงนั้น เฟอร์กี้ได้รับการยกเว้น เพราะได้แชมป์และทำงานมานานมาก  ที่เหลือก็เริ่มกฎโฮมกราวด์ ใส่ใจเยาวชนมากขึ้น แต่กว่าจะเห้นผลก็ไม่ใช่ ปี-2 ปีนะ
บันทึกการเข้า

thepong
Hero Member
*****

คะแนนความรัก: +270/-269
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,275



| | |
« ตอบ #8 เมื่อ: มกราคม 04, 2018, 01:13:15 PM »

งั้นแปลว่า

ที่หลายคนบอกว่าเยาวชนไม่เน้นถ้วย ในประเทศที่พัฒนาฟุตบอลแล้ว

ไม่จริงใช่ไหมครับ


 DFB เริ่มปั้นเด็กตั้งแต่อายุ 11-12 ปี ในศูนย์นี้จะมีโค้ชคอยสอนและติดตามผลงานเด็กยุวชนและประเมินผลเป็นรายสัปดาห์ ข้อมูลบอกว่าการมีพื้นฐานบอลที่ดีนั้นถือเป็นเพียงคุณสมบัติพื้นฐานของเด็กเท่านั้น แต่สิ่งสำคัญที่เด็กในระดับอายุนี้ต้องพัฒนาคือความเข้าใจแท็กติกที่ซับซ้อน โค้ชบอกว่าเป้าหมายคือในเวลาเพียง 7-8 ปีเท่านั้นที่เด็กเหล่านี้จะต้องพัฒนาไปเป็นนักเตะระดับอาชีพให้ได้

ผมว่า ในปัจจุบัน  แค่การมีพื้นฐานบอลที่ดี  บอลระดับโรงเรียนยังละเลยและมุ่งหวังแชมป์จนละเลยการพัฒนาด้วยซ้ำ  ไม่ต้องพูดถึง  ความเข้าใจแท็กติกที่ซับซ้อน เลย ถ้าตราบใด สโมสรไทยหรือโรงเรียนยังมุ่งเน้นไปที่แชมป์  มากกว่าพัฒนาผู้เล่น  บอลไทยคงไม่ไปไหนหรอกครับ
บันทึกการเข้า

hartmann
ฮูย่า!
Hero Member
*****

คะแนนความรัก: +266/-423
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,473



| | |
« ตอบ #9 เมื่อ: มกราคม 04, 2018, 03:46:36 PM »

งั้นแปลว่า

ที่หลายคนบอกว่าเยาวชนไม่เน้นถ้วย ในประเทศที่พัฒนาฟุตบอลแล้ว

ไม่จริงใช่ไหมครับ


 DFB เริ่มปั้นเด็กตั้งแต่อายุ 11-12 ปี ในศูนย์นี้จะมีโค้ชคอยสอนและติดตามผลงานเด็กยุวชนและประเมินผลเป็นรายสัปดาห์ ข้อมูลบอกว่าการมีพื้นฐานบอลที่ดีนั้นถือเป็นเพียงคุณสมบัติพื้นฐานของเด็กเท่านั้น แต่สิ่งสำคัญที่เด็กในระดับอายุนี้ต้องพัฒนาคือความเข้าใจแท็กติกที่ซับซ้อน โค้ชบอกว่าเป้าหมายคือในเวลาเพียง 7-8 ปีเท่านั้นที่เด็กเหล่านี้จะต้องพัฒนาไปเป็นนักเตะระดับอาชีพให้ได้

ผมว่า ในปัจจุบัน  แค่การมีพื้นฐานบอลที่ดี  บอลระดับโรงเรียนยังละเลยและมุ่งหวังแชมป์จนละเลยการพัฒนาด้วยซ้ำ  ไม่ต้องพูดถึง  ความเข้าใจแท็กติกที่ซับซ้อน เลย ถ้าตราบใด สโมสรไทยหรือโรงเรียนยังมุ่งเน้นไปที่แชมป์  มากกว่าพัฒนาผู้เล่น  บอลไทยคงไม่ไปไหนหรอกครับ

ไม่ต้องถึงกับโรงเรียนเน้นแช้มป์
เห็นๆกันอยู่แฟนบอลหัวร้อน พร้อมผู้ปกครอง ฯลฯ จ้องจะเอาชนะกันไม่สนวิธีการ
บันทึกการเข้า

เชียร์เข้าไป พวกเรามา cheer Thailand!
pongonwon
เฮงซัง get out
Hero Member
*****

คะแนนความรัก: +498/-1811
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,817



| | |
« ตอบ #10 เมื่อ: มกราคม 04, 2018, 04:31:35 PM »

งั้นแปลว่า

ที่หลายคนบอกว่าเยาวชนไม่เน้นถ้วย ในประเทศที่พัฒนาฟุตบอลแล้ว

ไม่จริงใช่ไหมครับ


 DFB เริ่มปั้นเด็กตั้งแต่อายุ 11-12 ปี ในศูนย์นี้จะมีโค้ชคอยสอนและติดตามผลงานเด็กยุวชนและประเมินผลเป็นรายสัปดาห์ ข้อมูลบอกว่าการมีพื้นฐานบอลที่ดีนั้นถือเป็นเพียงคุณสมบัติพื้นฐานของเด็กเท่านั้น แต่สิ่งสำคัญที่เด็กในระดับอายุนี้ต้องพัฒนาคือความเข้าใจแท็กติกที่ซับซ้อน โค้ชบอกว่าเป้าหมายคือในเวลาเพียง 7-8 ปีเท่านั้นที่เด็กเหล่านี้จะต้องพัฒนาไปเป็นนักเตะระดับอาชีพให้ได้

ผมว่า ในปัจจุบัน  แค่การมีพื้นฐานบอลที่ดี  บอลระดับโรงเรียนยังละเลยและมุ่งหวังแชมป์จนละเลยการพัฒนาด้วยซ้ำ  ไม่ต้องพูดถึง  ความเข้าใจแท็กติกที่ซับซ้อน เลย ถ้าตราบใด สโมสรไทยหรือโรงเรียนยังมุ่งเน้นไปที่แชมป์  มากกว่าพัฒนาผู้เล่น  บอลไทยคงไม่ไปไหนหรอกครับ

ไม่ต้องถึงกับโรงเรียนเน้นแช้มป์
เห็นๆกันอยู่แฟนบอลหัวร้อน พร้อมผู้ปกครอง ฯลฯ จ้องจะเอาชนะกันไม่สนวิธีการ

แล้วตอนนี้วิธีการได้ยังครับ

ถ้าได้ รูปแบบ ที่ชัดเจนไม่มีใครว่าหรอก
บันทึกการเข้า
Doctor สลัม
อยากจะรวยจริงๆ
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +2502/-3466
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 50,000


หล่อไม่มาก แต่ท่ายากเฮียมีเยอะ


| | |
« ตอบ #11 เมื่อ: มกราคม 04, 2018, 05:50:30 PM »

ขอบคุณครับ
บันทึกการเข้า

ลมหายใจคือฟุตบอล
อาจารย์หนุ่ย_SR38
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +644/-196
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 9,444


สโมสรฟุตบอลอุดรธานี เอฟซี


เว็บไซต์
| | |
« ตอบ #12 เมื่อ: มกราคม 04, 2018, 08:06:56 PM »

สิ่งที่น่าสนใจก็คือการที่โค้ชของ DFB บอกกับโค้ชสมัครเล่นท้องถิ่นว่า “ถ้าสงสัยหรืออยากท้วงติงเพราะเห็นว่าสิ่งที่แนะนำไปนั้นผิดให้บอกได้เลยไม่ต้องลังเล เพราะเราจะพัฒนาไปด้วยกัน” นี่คือการให้คำแนะนำที่เป็นแบบเปิด ประเภทว่าสามารถถกเถียงพัฒนาความคิดไปด้วยกันได้ ไม่ใช่การไปแบบผู้รู้ไปโปรดสัตว์
-----------------------
ผมชอบแนวคิดนี้ จริงๆ ที่ทำให้ กีฬาฟุตบอลในเยอรมัน นำไปสู่การเป็นแชมป์โลก ได้หลายสมัย เพราะการเล่นฟุตบอลคือ ศาสตร์ และ ศิลป์ ที่เก่งขึ้นมาจากพรสวรรค์ ก็มีเยอะ ซึ่งแนวคิดแบบนี้ จะไม่มีในโค้ชของไทยเลย เพราะ นักฟุตบอลจะเก่ง แค่ใหน ในต่างจังหวัด เมื่อเข้ามาเล่นในทีมใหญ่ จะถูกมองว่า เบสิคไม่แน่น เล่นไม่เข้าระบบ ต้องจับฝึกใหม่  และในทางกลับกัน นักฟุตบอล ที่ถูกฝึกมาจากทีมใหญ่ๆ หรือสโมสรดังๆ เมื่อมาร่วมงานกับโค้ชในต่างจังหวัด จะไม่มีความศรัทธา นักฟุตบอลจะบอกกันเอง เล่น กันเอง ในสนาม เพราะคนไทยเรา ยังคิดว่า ชื่อเสียง น่าเชื่อถือ กว่า ความสามารถจริงๆ ครับ
บันทึกการเข้า

NTT
ชีวิตเดินหน้าต่อไป ในใจนึกถึงแนวทางพระองค์
Moderator
Hero Member
*****

คะแนนความรัก: +5936/-250
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,412



| | |
« ตอบ #13 เมื่อ: มกราคม 04, 2018, 08:37:32 PM »

สิ่งที่น่าสนใจก็คือการที่โค้ชของ DFB บอกกับโค้ชสมัครเล่นท้องถิ่นว่า “ถ้าสงสัยหรืออยากท้วงติงเพราะเห็นว่าสิ่งที่แนะนำไปนั้นผิดให้บอกได้เลยไม่ต้องลังเล เพราะเราจะพัฒนาไปด้วยกัน” นี่คือการให้คำแนะนำที่เป็นแบบเปิด ประเภทว่าสามารถถกเถียงพัฒนาความคิดไปด้วยกันได้ ไม่ใช่การไปแบบผู้รู้ไปโปรดสัตว์
-----------------------
ผมชอบแนวคิดนี้ จริงๆ ที่ทำให้ กีฬาฟุตบอลในเยอรมัน นำไปสู่การเป็นแชมป์โลก ได้หลายสมัย เพราะการเล่นฟุตบอลคือ ศาสตร์ และ ศิลป์ ที่เก่งขึ้นมาจากพรสวรรค์ ก็มีเยอะ ซึ่งแนวคิดแบบนี้ จะไม่มีในโค้ชของไทยเลย เพราะ นักฟุตบอลจะเก่ง แค่ใหน ในต่างจังหวัด เมื่อเข้ามาเล่นในทีมใหญ่ จะถูกมองว่า เบสิคไม่แน่น เล่นไม่เข้าระบบ ต้องจับฝึกใหม่  และในทางกลับกัน นักฟุตบอล ที่ถูกฝึกมาจากทีมใหญ่ๆ หรือสโมสรดังๆ เมื่อมาร่วมงานกับโค้ชในต่างจังหวัด จะไม่มีความศรัทธา นักฟุตบอลจะบอกกันเอง เล่น กันเอง ในสนาม เพราะคนไทยเรา ยังคิดว่า ชื่อเสียง น่าเชื่อถือ กว่า ความสามารถจริงๆ ครับ
บทสะท้อนทัศนคติแบบไทยๆได้ชัดจริงๆ
บันทึกการเข้า
thon law
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +769/-1381
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,469


new world order


| | |
« ตอบ #14 เมื่อ: มกราคม 04, 2018, 09:03:53 PM »

สิ่งที่น่าสนใจก็คือการที่โค้ชของ DFB บอกกับโค้ชสมัครเล่นท้องถิ่นว่า “ถ้าสงสัยหรืออยากท้วงติงเพราะเห็นว่าสิ่งที่แนะนำไปนั้นผิดให้บอกได้เลยไม่ต้องลังเล เพราะเราจะพัฒนาไปด้วยกัน” นี่คือการให้คำแนะนำที่เป็นแบบเปิด ประเภทว่าสามารถถกเถียงพัฒนาความคิดไปด้วยกันได้ ไม่ใช่การไปแบบผู้รู้ไปโปรดสัตว์
-----------------------
ผมชอบแนวคิดนี้ จริงๆ ที่ทำให้ กีฬาฟุตบอลในเยอรมัน นำไปสู่การเป็นแชมป์โลก ได้หลายสมัย เพราะการเล่นฟุตบอลคือ ศาสตร์ และ ศิลป์ ที่เก่งขึ้นมาจากพรสวรรค์ ก็มีเยอะ ซึ่งแนวคิดแบบนี้ จะไม่มีในโค้ชของไทยเลย เพราะ นักฟุตบอลจะเก่ง แค่ใหน ในต่างจังหวัด เมื่อเข้ามาเล่นในทีมใหญ่ จะถูกมองว่า เบสิคไม่แน่น เล่นไม่เข้าระบบ ต้องจับฝึกใหม่  และในทางกลับกัน นักฟุตบอล ที่ถูกฝึกมาจากทีมใหญ่ๆ หรือสโมสรดังๆ เมื่อมาร่วมงานกับโค้ชในต่างจังหวัด จะไม่มีความศรัทธา นักฟุตบอลจะบอกกันเอง เล่น กันเอง ในสนาม เพราะคนไทยเรา ยังคิดว่า ชื่อเสียง น่าเชื่อถือ กว่า ความสามารถจริงๆ ครับ

เรื่องโค้ชต่างจังหวัดกับกรุง ย้อนดูล้อจากเอคโคโน่มองได้2กรณี คือเด็กเก่งจริงแต่โค้ชมีอีโก้  พอเข้ามาต้องวางรากใหม่ทั้งที่จริงต่อยอดไปได้เลยแต่โค้ชโปรไฟล์ดีกว่าไม่ทำ
กับเด็กไม่ดีจริงๆ คนภายนอกหรือไลเซนส์ไม่มากพอที่จะมองออกจริง เลยต้องยอมเสียเวลาลงปรับพื้นฐานตั้งแต่ต้นใหม่
มันคงมีสองกรณีนี้แหล่ะครับ อีโก้โค้ช(ซึ่งถ้าเป็นกรณีนี้คงไม่ใช่แค่คนไทยที่เป็น)หรือความเดียงสาของผู้ไม่รู้จริง 
บันทึกการเข้า

how u live and how u fly , smiles u give and tears u cry , and all u touch and all u see , is all u life will ever be
deawfico
ยกเลิกสมาชิก
Hero Member
*

คะแนนความรัก: +707/-1898
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,778



| | |
« ตอบ #15 เมื่อ: มกราคม 04, 2018, 09:07:12 PM »

มันก็ที่โค้ชเฮงและท่านสมยศกำลังทำตามแนวทางนี่แหละ แต่มันต้องใช้เวลา ไม่ทันใจแฟนบอลบักบันนี่กันเท่าไหร่...การผลักดันดาวรุ่งสู่ทีมชาติ การสร้างศูนย์ฝึก สมาคมก็ทำทั้งนั้น. สู้ๆต่อไปครับสมาคม อย่าไปฟังแฟนบอลหัวร้อน..
บันทึกการเข้า

ชีวิตที่สันโดษย่อมมีความสุขเสมอ
pongonwon
เฮงซัง get out
Hero Member
*****

คะแนนความรัก: +498/-1811
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,817



| | |
« ตอบ #16 เมื่อ: มกราคม 05, 2018, 02:09:17 AM »

มันก็ที่โค้ชเฮงและท่านสมยศกำลังทำตามแนวทางนี่แหละ แต่มันต้องใช้เวลา ไม่ทันใจแฟนบอลบักบันนี่กันเท่าไหร่...การผลักดันดาวรุ่งสู่ทีมชาติ การสร้างศูนย์ฝึก สมาคมก็ทำทั้งนั้น. สู้ๆต่อไปครับสมาคม อย่าไปฟังแฟนบอลหัวร้อน..

คิดว่าแฟนบอลเยอรมัน หัวเย็นไหม??
บอกเลยหัวร้อนกว่าไทยเยอะ
ผมบอกเลยแฟนบอลไทยวิจารณ์+บ่น  น้อยมากๆ

เจอพวกเยอรมัน อังกฤษ  หัวร้อนกว่าเราเยอะ
บันทึกการเข้า
SuperTOR
Full Member
***

คะแนนความรัก: +151/-271
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 940


| | |
« ตอบ #17 เมื่อ: มกราคม 05, 2018, 06:28:08 AM »

มันก็ที่โค้ชเฮงและท่านสมยศกำลังทำตามแนวทางนี่แหละ แต่มันต้องใช้เวลา ไม่ทันใจแฟนบอลบักบันนี่กันเท่าไหร่...การผลักดันดาวรุ่งสู่ทีมชาติ การสร้างศูนย์ฝึก สมาคมก็ทำทั้งนั้น. สู้ๆต่อไปครับสมาคม อย่าไปฟังแฟนบอลหัวร้อน..
หัวร้อนหรือตื่นตูม เอาให้แน่ๆ
บันทึกการเข้า
พริ้วไหวดั่งสายลม
Thailandsusu
Full Member
**

คะแนนความรัก: +81/-82
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,050



| | |
« ตอบ #18 เมื่อ: มกราคม 06, 2018, 12:04:32 PM »

การพัฒนาฟุตบอลมันก็เหมือนการปลูกต้นไม้นั่นล่ะครับ ต้องค่อยๆประคับประครอง
ค่อยเป็นค่อยไป รดน้ำพรวนดินใส่ปุ๋ย ต้องใช้เวลาใจร้อนยังไงต้นไม้มันก็ไปโตขึ้นมาหรอก
ฟุตบอลก็เช่นกัน ใจร้อน โวยวาย วู่วาม ด่าทอ เบสิค หรือระบบมันก็ไม่ได้ดีขึ้นมันตาเห็นหรอกครับ
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  




Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006-2007, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!