Thailandsusu Webboard
ตุลาคม 18, 2017, 06:53:58 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน Gallery เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: วิทยา เลาหกุล รวบรวมและถ่ายทอด โดย จอน  (อ่าน 8560 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ป๊อกกี้
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +1035/-97
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,142



| | |
« เมื่อ: มิถุนายน 20, 2017, 06:14:44 AM »

คัดลอกมาจาก แฟนเพจ จอน
https://web.facebook.com/KajohnyosChoketanasret/


วิทยา เลาหกุล  ภาค 1

"เขาคือใครสักคน ที่ถูกคนกลุ่มหนึ่งเรียกว่าคนบ้า  แต่เขาก็ไม่ค่อยโต้ตอบหรอก มัวแต่ก้มหน้าก้มตาทำงาน
มารู้สึกตัวอีกที เขาก็อายุ 63 ปีแล้ว"  คนบ้าคนนั้นชื่อ วิทยา นามสกุล เลาหกุล

ผมไม่ได้คิดถึงวิทยา และเกิดไม่ทันชีวิตของแกหรอก  แต่จะขออนุญาตเล่าอะไรให้คุณฟัง

วิทยา เลาหกุล เกิดเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2497 ที่ จ.ลำพูน
เขาเกิดในครอบครัวใหญ่ มีพี่น้องรวม 14 คน
เขาเป็นลูกคนที่ 7 ในครอบครัวที่มีลูกชายถึง 8 คน และลูกสาวอีก 6 คน

ชีวิตในช่วงลมหายใจวัยเยาว์ของวิทยา ค่อนข้างมีปัญหา
คุณพ่อของเขาถูกฟ้องล้มละลาย และติดคุก  ครอบครัวเริ่มลำบาก  และความลำบาก  นั่นคือจุดเกิดเหตุที่เขาต้องเลือก
ขณะที่พี่น้องคนอื่นเลือกเรียน เพื่องาน เพื่อเงิน เพื่ออนาคต
วิทยา กลับเลือกฟุตบอล   โดยมีเป้าหมายเดียวกัน นั่นคือ "เพื่ออนาคต"

วิทยา เลาหกุล เริ่มเตะฟุตบอลในวัย 7-8 ปี ที่โรงเรียนในบ้านเกิด   เขาซ้อมฟุตบอล วันละ 3 เวลา
และจะซ้อมถึงสี่เวลา  หากคืนนั้นเป็นคืนพระจันทร์เดือนหงาย ที่มีแสงสว่างเพียงพอให้กับเขา และลูกฟุตบอล
เขารู้ดีว่า ฝึกเองเท่าไรก็ไม่มีทางเก่ง   เขาต้องหาครู และเขาอยากเป็นลูกศิษย์นักฟุตบอลระดับโลก

วิทยา ใช้วิธีเรียบง่าย เขาวิ่งวันละหลายกิโลเมตร เพื่อไปบ้านเพื่อนที่มีโทรทัศน์ ใช่แล้ว!!
เขาวิ่งไปหา บ๊อบบี้ มัวร์, แจ๊คกี้ ชาร์ลตัน, บ๊อบบี้ ชาร์ลตัน, นอร์แมน ฮันเตอร์ ในทีวี
เขาใช้เวลาหน้าจอโทรทัศน์ขาวดำ จดจำจุดเด่น เบสิค และทักษะของนักฟุตบอลเหล่านั้น
ก่อนจะวิ่งๆๆๆ กลับมาฝึกฝนต่อที่บ้าน ก่อนฟ้ามืด
ความบ้าของเด็กชายวิทยาทำให้เขาถูกเรียกว่า "ยาโม๊ะ"

จากคำเล่าของเขา มันเป็นภาษาเหนือที่แปลว่า บ้าๆ บอๆ
บ่อยครั้งที่เขามักแสดงตัวเป็นหัวโจก สร้างทีมบอล จับเพื่อนคนนั้น พี่น้องคนนี้ เล่นตำแหน่งนั้น ตำแหน่งนี้
"เขาคือ ยาโม๊ะผู้บ้าบอล"

ปี 2516 กีฬาเขตแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 7 ถูกจัดขึ้นที่ จ.นครศรีธรรมราช
วิทยา ฉายพรแสวงออกมาล้นเปี่ยมในวัย 19 ปี  เขาพาทีมฟุตบอลเขต 5 จังหวัดลำพูน คว้าเหรียญทอง
และผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์นั้น ก็คือ "วิทยา เลาหกุล"

เจ้าหนูยาโม๊ะ เริ่มทะนงตัวว่าเก่งกาจ เขาตัดสินใจส่งจดหมายหา อาจารย์วิวิธ ธิโสภา หนึ่งในกุนซือของวงการฟุตบอลไทยในขณะนั้น
เขาต้องการทดสอบฝีเท้า เขาต้องการติดทีมชาติ   ที่สำคัญที่สุด "เขาไม่ได้บ้า เขาเอาจริง"

หลังได้รับจดหมายตอบกลับ วิทยาเดินทางด้วยรถไฟมุ่งสู่เมืองหลวงทันที
ก่อนร่วมทดสอบฝีเท้า และติดทีมชาติไทย ชุดนักเรียนไทย
เขากับเพื่อนๆ พาทีมชาติชุดนักเรียนไทย ได้แชมป์เอเชียทันที ที่ประเทศไต้หวัน
และนั่นคือแชมป์แรกของวิทยา ในรูปแบบที่มีธงชาติไทยปักที่ชุดแข่งขัน

ปี 2518 วิทยา เขยิบขึ้นมาเป็นตัวเลือกในทีมชาติไทย
อายุที่ยังน้อย ประกอบกับความเปิ่น แต่ก็ยังติดทีมชาติ  ทำให้เขาถูก "สุชิน กสิวัตร" รุ่นพี่ และเพื่อนร่วมห้องในทีมช้างศึก
เรียกว่า "เจ้าเฮง" (เฮงมากที่ได้ติดทีมชาติ)

15 มีนาคม 2518
เขาติดทีมชาติไทย ชุดใหญ่ครั้งแรก ในศึกเอเชี่ยนคัพ 1976 รอบคัดเลือก ที่ทีมชาติไทยชนะอินโดนีเซีย 3-1

27 พฤษภาคม 2518
วิทยาทำประตูแรกให้ทีมชาติไทย ในเกมอุ่นเครื่องที่แพ้เลบานอน 1-2

ธันวาคม 2518
วิทยา เป็นหนึ่งในนักเตะชุดแชมป์ซีเกมส์ ครั้งที่ 8 ที่กรุงเทพฯ (สมัยนั้นยังเรียกว่า เซียพเกมส์)
"นั่นคือประวัติศาสตร์ เหรียญทองซีเกมส์แบบเดี่ยวครั้งแรกของทีมชาติไทย  หลังเคยคว้ามาได้ในรูปแบบแชมป์ร่วมกับ พม่า เมื่อปี 2508 (เซียพเกมส์ ครั้งที่ 3)"

ส่วนของสโมสร ช่วงแรก วิทยา เริ่มต้นเล่นกับสโมสร "ฮากกา" สโมสรที่มีต้นกำเนิดมาจากสมาคมหัวเฉียวจีนแคะและชุมชนชาวจีนฮากกาในไทย
แล้วก็ได้ย้ายไปเล่นให้สโมสรราชประชาฯ ของ "หม่อมลูกหนัง" พล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ ประวิตร

"ที่ราชประชา วิทยาได้เงินเดือนแรกโดยไร้สัญญา มันมีค่า 500 บาท"
จากนั้น วิทยา เลาหกุล เจ้าของฉายา "ฮาล์ฟอังกฤษ" จากสไตล์การเล่น
ก็เริ่มเขียนประวัติศาสตร์ให้คนรุ่นหลังได้อ่าน ด้วยกำลังขาทั้งสองข้าง  ด้วยหัวใจที่เขาเองก็ไม่คิดว่าจะเกิดขึ้น

ในรายการแห่งมนต์ขลังของเอเชีย "เมอร์เดก้า คัพ" เมื่อปี 2519
วิทยา พาทีมชาติไทย เสมอกับ ทีมชาติญี่ปุ่น 2-2  โดยเขาเล่าว่า เกมนั้นเขายิงฟรีคิกสองประตู
หลังจบเกม มีคนญี่ปุ่นคนหนึ่ง ชวนวิทยาไปเล่นให้กับ สโมสรยันมาร์ ดีเซล (เซเรโซ่ โอซาก้า ในปัจจุบัน)
"เขาชื่อว่า คูนิชิเกะ กามาโมโต้"
กามาโมโต้ เป็นตำนานของสโมสรยันมาร์ดีเซล
เขาคือนักเตะดาราเอเชีย เขาคือเจ้าของสถิติยิงประตูสูงสุดให้ทีมชาติญี่ปุ่น (80 ประตู จาก 84 นัด)
เขาคือดาวซัลโวของศึกฟุตบอลในโอลิมปิก เกมส์ 1968
เขาคือผู้พาทีมชาติญี่ปุ่น คว้าเหรียญทองแดง โอลิมปิก เกมส์ 1968
เขาคือดาวซัลโว ลีกสูงสุด ฟุตบอลญี่ปุ่น 7 สมัย
เขาคือนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของญี่ปุ่น อีก 7 สมัย
"ย้ำอีกครั้ง เขาชวนวิทยา เลาหกุล ไปเล่นที่ญี่ปุ่น"

พ.ศ. 2520-2521
วิทยา ออกล่าเงินเยนในดินแดนอาทิตย์อุทัย
เขารู้จักฟุตบอลที่เป็นอาชีพมากขึ้น (สมัยนั้น ลีกญี่ปุ่นเป็นกึ่งอาชีพ)
เขารู้จักการฝึกซ้อมที่เข้มข้น  เขาเรียนรู้กับภาษาที่แตกต่าง, อาหารแปลกถิ่น, ไลฟ์สไตล์ที่ไม่เคยพบ และสภาพอากาศหนาวเหน็บในบางช่วง
"ผมไม่แน่ใจเลยว่า ประเทศญี่ปุ่นเมื่อ 40 ปีที่แล้ว จะสวยงาม น่าค้นหา เดินทางยากกว่าสมัยนี้แค่ไหน
ชาวอาทิตย์อุทัยเพิ่งสร้างประเทศมาแค่ 30 กว่าปี หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง
แต่ผมคิดว่า วิทยา เลาหกุล ต้องอดทน และแข็งแกร่งมากๆ  ที่ต้องไปอยู่คนเดียว แม้มันจะมีซากุระที่สวยงามบานเต็มเป็นเพื่อนก็ตาม"

วิทยา ที่สื่อญี่ปุ่นเรียกว่า "เฮงซัง" ลงสนามให้ ยันมาร์ดีเซล สองปี
ความทรงจำที่ดีที่สุด เกิดขึ้นเมื่อเขายิงประตูชัยให้กับ ยันมาร์ ดีเซล ในเกมชนะ ฟูรูกาว่า 2-1 ในศึก เอ็มเพอร์เร่อร์ คัพ (เอฟเอคัพญี่ปุ่น)
รอบรองชนะเลิศ ซึ่งมีการถ่ายทอดสดไปทั่วประเทศญี่ปุ่น

ภายในสองปี  เขาได้รับเลือกเป็น 1 ใน 11 นักเตะยอดเยี่ยมประจำซีซั่น
เขาเป็นดาวซัลโวสูงสุดในศึกเอฟเอคัพ ที่จำนวน 6 ประตู
เขาทำสกอร์ในฟุตบอลลีกของญี่ปุ่น ได้ทั้งสิ้น 14 ประตู

ในขณะที่ เขายังคงติดทีมชาติไทยอยู่เรื่อยๆ โดยมีส่วนร่วมกับการคัดเลือกฟุตบอลโลก 1978 ของทีมชาติไทย
เมื่อปี 2520 ที่ประเทศสิงคโปร์
วิทยา เลาหกุล ยิงประตูแรกในเกมแพ้ มาเลเซีย 4-6
และอยู่ในทีมชุดประวัติศาสตร์ คว้าชัยชนะแรกในศึกฟุตบอลโลก รอบคัดเลือกของทีมชาติไทยได้
เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2520 ที่ชนะ อินโดนีเซีย 3-2(เชิดศักดิ์ ชัยบุตร, เจษฎาภรณ์ ณ พัทลุง และ นิวัฒน์ ศรีสวัสดิ์ เป็นผู้ทำประตู)

"หากคุณไม่เดินทาง คุณก็จะไม่ได้พบโลกที่ใหญ่กว่า"
หลังจบซีซั่นที่สองในญี่ปุ่น วิทยา ปฏิเสธสัญญาที่ยันมาร์ ดีเซล มอบให้จำนวน 5 ปี   รายรับก้อนโต ไม่ตอบโจทย์เขา
ฟุตบอลกึ่งอาชีพ (Semi - Pro League) ที่ญี่ปุ่นในสมัยนั้น มีคนดูแค่หลักร้อยหลักพัน

เขาต้องการพบโลกที่ใหญ่กว่า   เขาต้องการลงเตะท่ามกลางผู้ชมเรือนแสน
ไม่นานนัก ทีมชาติไทย มีเกมพบกับ ฟอร์ทูน่า โคโลญจน์ ทีมดังจากเยอรมัน และ เอสปันญอล สโมสรชั้นนำของสเปน

"เพชรยังไงก็คือเพชร"

หลังจบแมตช์กับ ฟอร์ทูน่า โคโลญจน์  มีแมวมองเดินตรงมาหาวิทยา พร้อมนำเอาผ้าพันคอ
และสูจิบัตรของสโมสรหนึ่งมาให้ และถามวิทยาว่า ไปอยู่ แฮร์ธ่า เบอร์ลิน ไหม?
ประเทศเยอรมันในขณะนั้น ยังอยู่ในภาวะสงครามแบบเนืองๆ   มีการแบ่งแยกดินแดนออกเป็นสองฝั่ง

ตะวันตก ถูกปกครองด้วย สหรัฐอเมริกา, อังกฤษ และฝรั่งเศส
ส่วนฟาก ตะวันออก ถูกปกครองโดย สหภาพโซเวียต
แฮร์ธ่า เบอร์ลิน ในกรุงเบอร์ลิน ตั้งอยู่ในเขตตะวันออก   โดยมีกำแพงเบอร์ลิน ล้อมรอบเมือง
บางคนบอก ฟุตบอลเป็นมากกว่าสงคราม  บางคนก็บอกว่า ฟุตบอลไม่ใช่สงคราม
แล้วถ้าเล่นฟุตบอลในดินแดนที่ยังคงมีกลิ่นสงครามคุกรุ่นอยู่หล่ะ

วิทยา เลาหกุล ข้ามจากเอเชียมายุโรป   และข้ามจากฝั่งเยอรมันตะวันตกมาเยอรมันตะวันออก
เพื่อทำสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับคนไทยให้เกิดขึ้น   นั่นคือการเซ็นสัญญาร่วมทีมอาชีพในลีกบุนเดสลีกา เยอรมัน

วิทยา อาศัยอยู่คนเดียวที่บ้านแถบตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงเบอร์ลิน  และจักรยาน 1 คัน เพื่อเดินทางไปซ้อม
ภายในกำแพงยักษ์เบอร์ลิน ทุกอย่างดูมืดมน และอันตรายนักสำหรับ "ยาโม๊ะ"
ทว่าเพียงครึ่งเดือนหลังฝึกซ้อมปรับสภาพกับทีมชุดสำรอง  ฮันส์ กุสต๊าฟ เอเดอร์ โค้ชทีมสำรอง ก็เดินไปบอก
คูโน่ คล็อตเซอร์ เฮดโค้ชทีมชุดใหญ่ว่า วิทยา พร้อมแล้วกับลีกที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก

วิทยา เป็นตัวสำรองอยู่ 5 เกม จนกระทั่งเกมพบกับ ฟอร์ทูน่า ดุสเซลดอร์ฟ  คูโน่ คล็อตเซอร์ ได้ตะโกนสั่งให้เขาลุกจากม้านั่ง ไปสู่สนาม

จากเด็กลำพูนที่วิ่งหลายกิโลเมตร เพื่อชมเกมฟุตบอลยุโรปทางโทรทัศน์
เขาวิ่งมาเรื่อยๆ จนถึงกรุงเบอร์ลิน
เขาวิ่งมาเรื่อยจนถึง โอลิมปิก สเตเดี้ยม ที่ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ สร้างขึ้น
หนุ่มน้อยยาโม๊ะที่เคยเตะบอลคนเดียวให้พระจันทร์ดู
วันนี้ เขามาได้ไกลจนเป็นหนึ่งในท่ามกลางดวงดาว
ที่มีผู้ชมกว่า 60,000 คนรายล้อมตัวเขา

จบเกมดังกล่าว แฮร์ธา เบอร์ลิน ได้รับชัยชนะ 4-1  และนั่นคือจุดเริ่มต้นของฉายา "ไทยบูม (Thai Boom)" ในลีกเยอรมัน

ทั้งนี้ทั้งนั้น วิทยา ต้องลงเล่นท่ามกลางความกดดันอย่างสูง  สภาพอากาศเอย อาหารการกินเอย การเหยียดเชื้อชาติเอย
และการแข่งขันในทีมที่ยิ่งใหญ่

นอกจากนี้ วิทยาไม่ได้รับการยอมรับจากเพื่อนร่วมทีม  ไม่ค่อยมีคนส่งบอลให้เขา
บ่อยครั้งที่เขาถูกถ่มน้ำลายรดลงมา หากวิ่งได้ช้ากว่าเพื่อนในการวิ่งขึ้นสนาม เพื่อทดสอบความฟิต
ฉายาของเขาคือ ไชนีส (Chinese) และ ไชนีส หมูสกปรก!

วิทยาเล่าให้ฟังว่า กว่าจะได้กินรากผักชี หรือ ปลาทูสักตัว  ซึ่งเป็นอาหารโปรดของเขา ต้องรอเป็นสัปดาห์ๆ หรือเป็นเดือนๆ
ครั้งหนึ่ง ระหว่างการซ้อม วิทยา โดน เจอร์เกน มัวร์ (Jurgen More) ศอกใส่หน้า
เขาตัดสินใจชกกลับ จนโดนปรับถึง 10,000 มาร์กส์ และแบนอีก 1 วีก

"เขาเป็นเอเชียตัวเล็กที่ไม่ค่อยมีคนรัก"  บ่อยครั้งที่เขาต้องเจอคำพูดเสียดสีจากเพื่อนร่วมทีม และโค้ชคนใหม่

ฟุตบอลไทยเล่นได้แค่นี้เหรอ
ที่เมืองไทย เตะฟุตบอลกันแบบนี้เหรอ
ที่ประเทศไทย ส่งบอลกันแบบนี้เหรอ แบบนี้ไปเรียกเมียมาเล่นแทนเถอะ

"หนทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน"

วิทยาใช้เวลา 4-5 เดือน เพื่อนร่วมทีมก็เริ่มเรียกเขามาเล่นลิงในวงเดียวกัน
แต่มันก็ไม่ทัน เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ในฐานะตัวสำรอง   และแฮร์ธ่า เบอร์ลิน ต้องตกชั้น.......

จากนั้น วิทยา ใช้ชีวิตในลีกาสอง เยอรมัน กับแฮร์ธ่า เบอร์ลิน  ทุกอย่างดูดีขึ้น เขามีเพื่อนมากขึ้น มีคนยอมรับมากขึ้น
และได้เพื่อนใหม่เป็นชาวเอเชียอย่าง ชา บอม กุน กองหน้าทีมชาติเกาหลีใต้ และ ยาซูฮิโกะ โอคุเดระ นักเตะทีมชาติญี่ปุ่น

กระทั่งในปี 1982 วิทยาได้ตัดสินใจผิดพลาดครั้งใหญ่ในชีวิต
เนโร ดิ มาร์ติโน่ โค้ชผู้รักษาประตูชาวอิตาลี ของ แฮร์ธ่า เบอร์ลิน แนะนำให้ วิทยา เลาหกุล ไปเล่นกับนาโปลี ในลีกกัลโช่ ซีเรีย อา

วิทยา ปฏิเสธนาโปลี เพราะไม่อยากเริ่มต้นใหม่ ทุกอย่างกำลังเข้าที่แล้วในเยอรมัน จำนวน 3 ปี ที่เขาเดินทางมา
วิทยา ไม่รู้สักนิดว่า อากาศที่อิตาลี เหมาะกับเขามากกว่าเยอรมัน หากเปรียบเทียบกับบ้านเกิด
และเขาก็ไม่รู้ว่า ดิเอโก้ มาราโดน่า ก็จะได้ย้ายไปอยู่กับนาโปลี ในอนาคตอีก 2 ปี ต่อมา

ปี 1982-1984 หลังจากเซย์โนนาโปลี
วิทยาต้องการลงเล่นมากขึ้นที่เยอรมัน
เขาจึงปฏิเสธข้อเสนอการต่อสัญญาจากแฮร์ธ่า เบอร์ลิน
และย้ายข้ามฟากเมืองมาสู่ดินแดนตะวันตก โดยเล่นให้กับ  ซาร์บรุ๊คเค่น เมืองชนบท ในระดับโอเบอร์ลีก้า หรือ ดิวิชั่น 3 ของเยอรมัน

วิทยาใช้เวลาไม่นานนักในการโชว์ฟอร์มได้ดีจนยึดตัวจริง  เขาลงเล่นให้ทีมอย่างสม่ำเสมอ ควบคู่กับการเรียนโค้ชจนจบระดับ A-License
ทุกอย่างกำลังไปได้ดี เขาพาต้นสังกัดเลื่อนชั้น และได้รับการจับตามอง
แต่การจบโค้ช ทำให้เขาอยู่ไม่สุข ลุกลี้ลุกลน เหมือนคนบ้า

"ยาโม๊ะน้อย อยากเป็นโค้ชมาแต่ไหนแต่ไร
ยาโม๊ะ อยากกลับบ้านไปเป็นโค้ช"

วิทยา ตัดสินใจกลับเมืองไทยทันที โดยไม่สนใจโบนัส  ทั้งที่อายุเพียงแค่ 30 ต้นๆ
เพราะต้องการกลับมาเป็นโค้ชสอนเด็กไทยให้ได้รับโอกาสแบบเขา และนั่นคือการตัดสินใจ ที่พลาดที่สุดในชีวิตของเขา

หลายคนบอกว่าเขาบ้า แต่เขาก็คือคนบ้าที่ไปได้ไกลถึงเยอรมัน
หลายคนกล่าวหา ทั้งที่ไม่เคยรู้ความจริงว่า เขาเดินทางมามากมายแค่ไหน
“คนชอบบอกว่าผมบ้า ผมไปจีบผู้หญิง พ่อผู้หญิงยังเอาปืนมาขู่ผมเลยว่า คุณจะเอาอะไรมาเลี้ยงลูกผม”
“แต่ทุกวันนี้ ผู้หญิงคนนั้นน่ะเหรอ?  ก็ภรรยาผมปัจจุบันนี้ไง”
"วิทยา เลาหกุล"



ปล. ถ้าผมมีเวลา ผมจะมาเล่าเรื่องความบ้าของวิทยาต่อ ในภาคการเป็นโค้ช หลังจากกลับมาจากเยอรมัน
ปล. วิทยาทิ้งท้ายการเล่นฟุตบอลได้อย่างสวยงาม  เขาเป็น กัปตันทีมชาติไทย ชุดแชมป์ซีเกมส์ ครั้งที่ 13 ที่ประเทศไทย เมื่อปี 2528
โดยนัดชิงชนะเลิศ ชนะ สิงคโปร์ 2-0 (เฉลิมวุฒิ สง่าพล ยิง 2 ประตู)

"ถ้าคุณรักฟุตบอลได้เท่าวิทยา  ผมจะไม่เถียงคุณสักคำ"

#จอน   03-04-2560



ขอขอบคุณภาพจาก  pantip.com/topic/33151716 (รวมถึงเจ้าของภาพด้วยนะครับ ผมไม่แน่ใจว่าคือใคร)

เนื้อหาข้อมูลทั้งหมดที่ผมนำมาเรียบเรียง ขอได้รับการขอบคุณมาจากผมใน ณ ที่นี้ ด้วยนะครับ
ฟุตบอลสยาม
pantip.com/topic/33151716
fourfourtwo.com/…/100-pii-100-eruuengtngcchdcchamprawatisaa…
วิกิพีเดีย Witthaya Hloagune
thailandsusu.com/webboard/index.php?topic=5763.20
fourfourtwo.com/…/kaalkhranghnuengainyuorp-chiiwitphcchypha…

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 20, 2017, 03:55:45 PM โดย ป๊อกกี้ » บันทึกการเข้า

ป๊อกกี้
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +1035/-97
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,142



| | |
« ตอบ #1 เมื่อ: มิถุนายน 20, 2017, 06:15:22 AM »

คัดลอกมาจาก แฟนเพจ จอน
https://web.facebook.com/KajohnyosChoketanasret/


วิทยา เลาหกุล ภาค 2.1


"มีคนเคยเล่าให้ผมฟังว่า
นานมาแล้ว มีผู้ชายคนหนึ่ง เขาบ้าฟุตบอลมากๆ   เขามีลูกชายอยู่คนหนึ่ง
เขาอยากให้ลูกชายเก่งเหมือนดีเอโก้ มาราโดน่า
จนกระทั่ง เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว เขาอ่านหนังสือพิมพ์ ไปเจอข้อความที่อาจารย์วิทยา เลาหกุล บอกว่า
ใครอยากได้ตำราสอนฟุตบอลเด็ก 7-8 ขวบ ให้เขียนจดหมายแปะแสตมป์ไปหา
แน่นอน เขาก็ทำตาม....  และวันนี้ ลูกชายของเขากำลังจะเดินทางตามรอยวิทยา  ไปเล่นฟุตบอลที่ลีกสูงสุดของญี่ปุ่น"

ผู้ชายคนนั้นชื่อว่า ก้องภพ
ส่วนลูกชายของเขาชื่อ ชนาธิป
ทั้งคู่มีนามสกุลว่า สรงกระสินธ์

........ หลังจากเล่นฟุตบอลอาชีพในเยอรมันยาวนานกว่า 5 ปี
ยาโม๊ะน้อยผู้บ้าบอล ที่พกดีกรีโค้ชไลเซนส์จากเยอรมัน  ตัดสินใจกลับสู่เมืองไทยอีกครั้งในวัย 30 ปี ต้นๆ
วิทยา เลาหกุล ทิ้งทวนการรับใช้ชาติได้สวยงามด้วยการรับบทกัปตันทีม   นำทีมชาติไทยคว้าแชมป์ซีเกมส์ ครั้งที่ 13 เมื่อปี 1985 ที่ประเทศไทย
โดยนัดชิงชนะเลิศ ชนะ สิงคโปร์ 2-0 (เฉลิมวุฒิ สง่าพล ยิง 2 ประตู)

อันที่จริงความตั้งใจของวิทยา คือ การกลับมาคว้าแชมป์ซีเกมส์ และสอนฟุตบอลให้เด็กไทย
ทว่าเขาคิดง่ายเกินไป ง่ายจนลืมไปว่า เด็กไทยเปรียบเสมือนไม้แก่ที่ดัดยาก
เขายังไม่มีประสบการณ์ เขามีอายุเพียง 31 ปี

วิทยาตัดสินใจย้ายกลับไปสู่ญี่ปุ่น ที่ที่สร้างเขาขึ้นมา  พร้อมกับสตั๊ดที่เขาปัดฝุ่น และสวมมันอีกครั้ง
"ความฝันของวิทยา ยังไม่เกิดขึ้นจริง  แต่เขาก็ไม่เคยย่อท้อ"

ปี 1986 วิทยา เดินทางสู่ประเทศญี่ปุ่น ร่วมทีมสโมสร มัตสึซิตะ  สโมสรแห่งนี้ เพิ่งก่อตั้งเมื่อปี 1980
โดยได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มธุรกิจของ พานาโซนิค และใช้ชื่อของ โคโนสุเกะ มัตสึชิตะ
อดีตผู้ก่อตั้งพานาโซนิค คอร์ปอเรชั่น เป็นชื่อสโมสร

การกลับมาดินแดนอาทิตย์อุทัยในรอบเกือบสิบปีครั้งนี้
วิทยา เลาหกุล ไม่ใช่เด็กน้อยเหมือนเก่า เขาไม่ใช่จูเนียร์เหมือนก่อน
เขาคือซีเนียร์ภายในทีม ผู้ถูกยกย่องว่ามีประสบการณ์ในศึกบุนเดสลีกา

ปี 1986-1987 คือสองปีสุดท้ายที่วิทยา โลดแล่นบนผืนหญ้า  มันน่าเสียดายที่เขาต้องปิดฉากการเล่นบนผืนแผ่นดินอื่น ที่ไม่ใช่เมืองไทย
และเรื่องที่น่าเสียดายที่สุดของผมเอง (จอน) นั่นคือผมเกิดปี 1987 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่ วิทยา เลาหกุล เลิกเล่นฟุตบอล
ผมจึงไม่เคยมีโอกาสได้ชมการเล่นของเขา  และทำได้เพียงศึกษา พร้อมวาดภาพทุกอย่างด้วยเซลล์สมอง
จากปลายปากกา และคำบอกเล่าของบุคคลรุ่นก่อน  จากวันที่เขาเลิกเล่น จากวันที่จอนเกิด  จากวันนั้นจนถึงวันนี้

30 ปีพอดี ที่วิทยา เลาหกุล แปรสภาพจากยาโม๊ะน้อยผู้บ้าบอล
จากน้องเฮงของรุ่นพี่ในทีมชาติ
จากลูกชายที่ไม่เอาการเรียนในครอบครัวใหญ่ที่เกิดการล้มละลาย
สู่อีกชื่อหนึ่งที่เขาภูมิใจ แม้ว่าจะเป็นอาชีพที่ทำให้เขาถูกด่าทอมากมายก็ตาม
"โค้ชเฮง"
ชีพจรชีวิต มักไม่ถูกลิขิตได้อย่างใจเสมอไป  และชีวิตของวิทยาในฐานะโค้ชก็เป็นเช่นนั้น

ปี 1988 วิทยาเริ่มต้นจับงานโค้ช  ด้วยการเป็นทีมสต๊าฟฟ์ในสโมสร มัตสึซิตะ
หลังจากนั้นไม่นาน "เฮงซัง" ชื่อที่คนญี่ปุ่นใช้เรียก ก็ก้าวขึ้นสู่หัวหน้าโค้ชของมัตสึชิตะ
เขาไม่ใช่เด็กเส้น เขาไม่ใช่คนญี่ปุ่น   เขาเกิดที่ดินแดนข้าวเหนียว  ไม่ใช่แดนปลาดิบอย่างที่ใครเชิดชู  เขาเป็นแค่คนลำพูนคนหนึ่งที่ฝันใหญ่
แต่ไม่ไกลตัว....

ปี 1990 เฮงซัง สร้างประวัติศาสตร์พา มัตสึซิตะ คว้าแชมป์ เอ็มเพอร์เรอร์ คัพ หรือ เอฟเอ คัพ ของญี่ปุ่น ด้วยชัยชนะเหนือสโมสร นิสสัน มอเตอร์ส จากการดวลลูกโทษตัดสิน ในรอบชิงชนะเลิศ

ปี 1992 วิทยา เลาหกุล พาสโมสร มัตสึชิตะ เดินทางข้ามทะเลมาที่ที่เขาเกิด เพื่อลงแข่งขันฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทาน ควีนส์คัพ ประจำปี พ.ศ. 2535  มัตสึชิตะ คว้าแชมป์ครั้งดังกล่าว ที่สนามศุภชลาศัย  ด้วยชัยชนะเหนือ ทหารอากาศ ซึ่งนำมาโดย ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน ที่สกอร์ 4-3
เฮงซัง นำแชมป์ควีนส์ คัพ จากเมืองไทยกลับญี่ปุ่น

แต่การกลับดินแดนอาทิตย์อุทัยครั้งนี้ เขาพาคนไทยไปด้วยสองคน
เขาไม่ลืมหรอกว่าความฝันของตัวเองคืออะไร  เขาอยากสอนคนไทย แม้จะต้องสอนในต่างประเทศก็ตาม
สองคนนั้นคือ รณชัย สยมชัย อดีตกองหน้าดาวซัลโวไทยลีก และตำนานของการท่าเรือไทย เอฟซี กับ นที ทองสุขแก้ว กองหลังระดับตำนานของทีมชาติไทย และสโมสรตำรวจ

ทั้งคู่ได้โอกาสลงเล่นในลีกสูงสุดญี่ปุ่นเท่ากัน ที่จำนวน 11 นัด  แต่ช่างน่าเสียดาย เมื่อแรงเสียดทาน และความกดดันนอกแผ่นดินเกิดมันใหญ่กว่าใจ  ใหญ่เกินพอที่ รณชัย และ นที   ตัดสินใจทิ้งเงินเยนจำนวนมากมาย และกลับบ้านเกิด

"ผมไม่รักดีเอง ผมคิดถึงบ้าน ผมคิดถึงเพื่อน พอได้โอกาสกลับมาเล่นทีมชาติไทยในศึกคิงส์คัพ ผมก็ไม่อยากกลับไปเล่นซะเฉยๆ ยอมรับเลยว่าคิดผิด เพราะถ้ายังเล่นที่ญี่ปุ่น ผมคงมีเงินมากกว่านี้”  คำกล่าวของ นที ทองสุขแก้ว ผ่านสื่อในไทย เมื่อเขาโตขึ้น

แต่เวลาชีวิต ซื้อกลับคืนไม่ได้  นั่นคือสิ่งที่ทำให้ "โค้ชเฮง" วิทยา เลาหกุล ต้องผิดหวัง...  แต่มันก็ไม่ใช่ความผิดหวังแรก
และก็ไม่ใช่ความผิดหวังสุดท้ายในชีวิต

ปี 1995 โค้ชเฮง เริ่มอิ่มตัวกับ มัตสึชิตะ ซึ่งแปรเปลี่ยนชื่อเป็น กัมบะ โอซาก้า ในเวลาต่อมา
เขาปฏิเสธข้อเสนอการคุมทีมชาติญี่ปุ่นชุดเยาวชน จากสมาคมฟุตบอลญี่ปุ่น  เขาตัดสินใจจบชีวิตการเป็นโค้ชกว่า 7 ปี ที่ญี่ปุ่น
เขาทิ้งทุกอย่างที่ญี่ปุ่น ทิ้งปลาดิบ ทิ้งกิโมโน ทิ้งซากุระ ทิ้งฟูจิซัง  ในหัวของเขามีอยู่อย่างเดียวในขณะนั้น คือ "ไทยแลนด์ลีก"

ปี 1996 สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย จัดตั้งฟุตบอลลีกสูงสุดของไทยฤดูกาลแรก โดยเปลี่ยนระบบการแข่งขันจาก ฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทาน ก.  และใช้ชื่อลีกว่า "จอห์นนี่วอล์คเกอร์ ไทยแลนด์ซ็อคเกอร์ลีก"

วิทยา เลาหกุล มองเห็นแสงสว่างบางอย่างที่เขาไม่เคยได้สัมผัส   เขาตื่นเต้น เหมือนหนุ่มวัยกระทงพบเจอสาวแรกแย้ม  เขาอยากสัมผัสมัน

ปีแรก วิทยา คุมทีมธนาคารกรุงเทพ จบอันดับสามของลีก ในฤดูกาลปกติ โดยซีซั่นนั้น จะนำสี่อันดับแรกมาเพลย์ออฟหาแชมป์
สิทธิ์ของอันดับสาม ทำให้ธนาคารกรุงเทพ เข้ามาพบกับ องค์การโทรศัพท์ และชนะไป 3-2
"แบงค์บัวหลวง" ภายใต้การคุมทีมของโค้ชเฮง  ผ่านเข้าชิงชนะเลิศกับ ตลาดหลักทรัพย์ฯ
ผลของชัยชนะ 2-0 ทำให้ ธนาคารกรุงเทพ จารึกประวัติศาสตร์ เป็นทีมแรกที่คว้าแชมป์ไทยลีก และเป็นตัวแทนของไทย เข้าแข่งขันฟุตบอล เอเชียนแชมเปี้ยนส์คัพ (เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก ในปัจจุบัน)

วิทยา เลาหกุล   อดีตนักเตะยอดเยี่ยมของกีฬาเขตแห่งประเทศไทย ในวัย 19 ปี
อดีตนักเตะดีกรีบุนเดสลีกา
อดีตนักเตะในฟุตบอลกึ่งอาชีพของญี่ปุ่น
กลายมาเป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนยอดเยี่ยมคนแรกของไทยลีกในวัย 42 ปี  "โค้ชเฮง" คุมทีมธนาคารกรุงเทพอีกเพียงปีเดียว
ในที่สุด ความสามารถก็ส่งเขานั่งเก้าอี้เฮ้ดโค้ชทีมชาติไทย ในปี 1997

และซีเกมส์ 1997 ที่กรุงจาการ์ต้า, ประเทศอินโดนีเซีย   คือความสำเร็จสูงสุดของเขาในฐานะโค้ชทีมชาติไทย
ทีมชาติไทย คว้าแชมป์กลุ่ม บี ด้วยสถิติ ชนะ 3 นัด เสมอ 1 นัด   ได้ 12 ประตู และเสียเพียง 1 ประตู
รอบรองชนะเลิศ ทีมชาติไทย บด เวียดนาม 2-1  ทำให้ผ่านเข้าชิงชนะเลิศ กับ อินโดนีเซีย

เสนายัน สเตเดี้ยม ในเวลานั้นคือ นรกของทีมเยือนอย่างแท้จริง  แฟนบอลอิเหนาร่วมแสนคนโห่ร้องอย่างเมามันส์
ทุกลูกทุ่ม ทุกการเตะมุม ของนักเตะไทย จะมีหินหรือสิ่งของขว้างปาลงมาอยู่ตลอดเวลา
นักฟุตบอลเล่นตามเสียงเชียร์ และหวังคว้าแชมป์สมัยที่สามในบ้านตนเองให้ได้
เสียงทุกอย่างสงบลงทันทีที่ ชายชาญ เขียวเสน ยิงขึ้นนำ 1-0 ให้ทีมชาติไทย ตั้งแต่นาทีที่ 10  และเมื่อจบครึ่งแรกในสกอร์นี้
ก็ทำให้พักครึ่งเกิดเหตุจลาจลจากแฟนบอลอินโดนีเซีย  เกิดการเผาสนามหลายจุด, พังรั้ว และขว้างปาสิ่งของ
ทำให้นักเตะไทยไม่สามารถลงสนามได้ระยะหนึ่ง  ตามกฏ หากทีมชาติไทยไม่ลงสนาม จะถูกปรับแพ้ทันที

สุดท้าย พวกเขาก็ตัดสินใจลงสนาม  ด้วยเหตุผลเรื่องความปลอดภัย เพราะถ้าไม่ลงสนาม   ก็อาจจะทำให้สถานการณ์คุกรุ่นกว่าเดิม
เกมดังกล่าวจบลงที่ผลเสมอ 1-1 จากลูกยิงของ คูเนียวาน สตาร์ของอินโดนีเซีย และต้องตัดสินด้วยการยิงจุดโทษ

บทสรุปของทัวร์นาเมนต์นั้น
ทีมชาติไทย คว้าแชมป์ ด้วยชัยชนะที่ลูกจุดโทษ 4-2   มันเป็นแชมป์สมัยที่ 8 ของทีมชาติไทย และเป็นสมัยที่สามติดต่อกัน
ดาวซัลโว มีชื่อว่า "เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง"  และเฮ้ดโค้ช มีชื่อว่า "วิทยา เลาหกุล"
และนั่นคือความสำเร็จแรกที่ทั้งคู่ร่วมงานกัน

สิงหาคม 1998 ฟุตบอลชิงแชมป์อาเซียน หรือ "ไทเกอร์คัพ" ครั้งที่ 2 ที่ประเทศเวียดนาม
ทีมชาติไทย ในฐานะแชมป์เก่าจากครั้งแรก  ยังคงไว้ใจ วิทยา เลาหกุล ในการดำรงตำแหน่งเฮ้ดโค้ช
เพื่อบัลลังก์แชมป์แห่งอาเซียน สมัยที่ 2 ติดต่อกัน

จากยาโม๊ะน้อยผู้บ้าบอล วิทยามาไกลเกินกว่าจะกลับได้
หากเขาพาทีมชาติไทยคว้าแชมป์อาเซียนครั้งนี้
ฟุตบอลจะนำพาให้เขาไปไกลขึ้นอีก  แต่ใครเล่าจะรู้ ฟุตบอลที่เขารัก จะกลายเป็นสิ่งที่ทำร้ายเขาที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต...

"ผมยอมรับว่า ตอนนั้นได้รับคำสั่งจากสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ   ห้ามเรียก ตะวัน (ธชตวัน) ศรีปาน, เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง, ดุสิต เฉลิมแสน และ ธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล มาติดทีมชาติ ด้วยเหตุผลเรื่องอายุผู้เล่นที่อาจจะเกินจากการลงแข่งขันในทัวร์นาเมนต์อื่นๆ ในวัยเยาวชน แต่ความมาแตกเมื่อนักเตะเหล่านั้นต้องไปเล่นในต่างแดน"
นี่คือคำบอกกล่าวของโค้ชเฮงจากลิงค์เว็บไซต์ manager.co.th/Sport/ViewNews.aspx?NewsID=9530000051138

หากมันคือความจริง
นี่คือเงื่อนไขแรกที่วิทยาปฏิเสธไม่ได้ ที่เคยเกิดขึ้นเมื่อ 19 ปีที่แล้ว  บทลงโทษย้อนหลังที่สมาคมฟุตบอลฯ อาจจะโดนแบนจากเกมนานาชาติ ทำให้เขาต้องทำตาม  ทางเลือกเดียวที่มีคือ นำผู้เล่นคนอื่นไปแข่งขัน

"เมื่อมีทางเลือกเดียว ก็เท่ากับ ไร้ทางเลือก"
แต่เป้าหมายของทีม ยังเหมือนเดิม คือ "แชมป์"  งานของวิทยา หินขึ้น ยากขึ้น และควบคุมไม่ได้ด้วยตัวเองอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ทีมชาติไทย เริ่มต้นด้วยการเสมอ เมียนมา (พม่า) 1-1 และชนะ ฟิลิปปินส์ 3-1 ในเกมต่อมา
ขณะที่อินโดนีเซีย คู่แข่งแย่งแชมป์กลุ่มในสายเดียวกัน   คว้าชัยชนะ 2 นัดรวด ด้วยการถล่ม ฟิลิปปินส์ 3-0 และอัด พม่า 6-2

แน่นอน ตามปกติของฟุตบอล เกมสุดท้ายระหว่างสองชาติจะเป็นการแย่งแชมป์กลุ่ม เอ
ทว่าสิ่งที่ควบคุมไม่ได้อีกอย่างดันเกิดขึ้นในกลุ่ม บี  ซึ่งแข่งขันเกมสุดท้ายก่อนเพียงวันเดียว
เมื่อเวียดนาม ทีมเจ้าภาพ ทำได้เพียงอันดับสองของกลุ่ม  หลังมีแต้มเท่ากับสิงคโปร์ และประตูได้เสียน้อยกว่า

"เงื่อนไขหลายอย่างเกิดขึ้นในค่ำคืนวันก่อนการแข่งขันนัดสุดท้ายกับอินโดนีเซีย"
การแข่งขันกลุ่ม เอ ของทีมชาติไทย เกิดขึ้นที่เมืองโฮจิมินห์
ส่วนกลุ่ม บี แข่งกันที่เมืองฮานอย  ทั้งสองเมือง ห่างกันกว่า 1,700 กิโลเมตร
ตามกฏของการแข่งขัน แชมป์จะเจอกับรองแชมป์ของอีกกลุ่ม  และทีมแชมป์จะได้แข่งที่สนามเดิม เมืองเดิม โดยไม่ต้องเดินทาง

เวียดนามเองก็ไม่ได้คาดคิดว่า เขาจะเป็นรองแชมป์กลุ่ม
บนการเดินทางเมื่อเกือบยี่สิบปีที่แล้ว ไม่ได้ง่ายดาย และสบายเท่ากับตอนนี้

เวียดนามเลือกที่จะแก้กฏให้ตนเองแข่งขันที่ฮานอยเหมือนเดิม  เพราะเขาพยายามปูทางให้ทุกอย่างเข้าทางตัวเองไว้ตั้งแต่แรก
เขาเลยต้องเดินหน้าต่อ เพื่อ "แชมป์" ในบ้าน  ฉะนั้น แชมป์กลุ่ม เอ ไม่ว่าจะเป็น ทีมชาติไทย หรือ อินโดนีเซีย
ทีมใดทีมหนึ่ง ต้องเดินทางเกือบ 2,000 กิโลเมตร
เพื่อลงแข่งกับเวียดนาม ในอีก 2 วันให้หลัง

ทีมชาติไทย ยุคนั้น ไม่มีเครื่องบินเหมาลำ ไม่มีงบประมาณ
และไม่มีการบริหารจัดการที่ดีพอ
การเดินทางโดยเครื่องบินตัดทิ้งไปได้เลย
รถทัวร์เหรอ (30 ชั่วโมง), รถไฟเหรอ (40 ชั่วโมง)  หรือจะเดิน??

ทีมชาติไทย คิดเสมอว่า ต้องเป็นแชมป์กลุ่ม เล่นให้เต็มที่ เพื่อจะได้อยู่ที่โฮจิมินห์เช่นเดิม
แต่ทุกอย่าง กลับตาลปัตร เมื่อแชมป์ต้องเดินทาง  ไม่มีใครอยากเดินทางไกลไปฮานอย

ที่นั่นมีแฟนบอลเวียดนาม ที่พร้อมคลุ้มคลั่งได้ตลอดเวลารอคอยอยู่
นักเตะบางส่วนของทีมชาติไทย เพิ่งผ่านเหตุการณ์ขวัญผวาที่จาการ์ต้ามาไม่นาน

พวกเขา และทีมสต๊าฟฟ์ ซึ่งนำโดยโค้ชเฮงมีบางอย่างต้องครุ่นคิด
ทีมชาติไทย มีภาษีที่ดีกว่า อินโดนีเซีย ในการเลือกอยู่อันดับสอง   เพราะเพียงผลเสมอ ก็จะเป็นอันดับ 2 ของกลุ่ม

ส่วนอินโดนีเซีย ซึ่งมีแต้มมากกว่า   พวกเขาลงสนามเพื่อ "แพ้"
เกมในวันนั้น จบครึ่งแรกด้วยสกอร์ 0-0

ไม่รู้ว่า ช่วงพักครึ่ง เกิดอะไรขึ้นบ้างในห้องแต่งตัวของอินโดนีเซีย
แต่มีนักข่าวเคยเล่าว่า โค้ชเฮง บอกนักเตะไทยว่า ระวังอินโดนีเซียจะยิงเข้าประตูตัวเอง  ทุกคนส่ายหน้า และไม่เชื่อในสิ่งที่เขาพูด

อินโดนีเซีย ขึ้นนำ 1-0 นาทีที่ 52 ก่อนที่ทีมชาติไทยจะตีเสมอได้ 1-1 ในช่วงนาทีที่ 62
สถานการณ์แบบนี้ ทำให้ดูคล้ายว่าทั้งสองทีมเล่นอย่างเต็มที่ แบบอึดอัดในใจเล็กน้อย โดยมีจังหวะเอื่อยเฉื่อยของนักเตะให้เห็นตลอดทั้งเกม
รวมถึงจังหวะของผู้รักษาประตูอินโดนีเซีย ที่ลากบอลขึ้นมาจนถึงหน้ากรอบเขตโทษทีมชาติไทย
และยิงไกลแบบเบาๆ หวังให้โดนสวนกลับเร็ว

"มันคือเกมที่ใกล้เคียงกับคำว่าอัปยศ"
อินโดนีเซีย ยิงขึ้นนำอีกครั้ง นาทีที่ 84   ทีมชาติไทย ไม่อยากแพ้ (และก็ไม่อยากชนะ)
เทิดศักดิ์ ใจมั่น ตามตีเสมอให้ทีมชาติไทย 2-2 ในนาทีที่ 86  ในจังหวะหลุดเดี่ยว ที่กองหลังคู่แข่งวิ่งเหยาะแหยะตามมา

ประวัติศาสตร์ลูกหนังบอกให้เห็นว่า  ทีมชาติไทย ไม่ได้เล่นเพื่อความพ่ายแพ้
ไม่เช่นนั้น คงไม่สั่งให้บุกเพื่อตามตีเสมอในช่วงไม่ถึง 5 นาทีสุดท้าย

แต่สิ่งที่ วิทยา เลาหกุล ควบคุมไม่ได้ก็เกิดขึ้นอีกครั้ง

เมิร์สยิด เอฟเฟนดี นักเตะของอินโดนีเซียตัดสินใจยิงเข้าประตูตัวเองในช่วงทดเวลา
โดยมีนักเตะไทยพยายามเข้าสกัดเพื่อไม่ให้อินโดนีเซีย ยิงเข้าประตูตัวเอง
และมีนักเตะไทยอีกคน รีบนำบอลมาให้อินโดนีเซียเขี่ย เพื่อเล่นต่อ
และนั่นก็ทำให้เกมดังกล่าว
เป็นเกมอัปยศอย่างสมบูรณ์แบบ

มันคือ รอยแผลของลูกหนังไทย  "หลังจบเกม ไม่ต้องบอกเลยว่า  ความกดดัน ความหมดศรัทธา และเสียงก่นด่าจากทุกสารทิศ
ได้ถาโถมเข้ามาใส่นักฟุตบอลทุกคน สต๊าฟฟ์ทุกท่าน
มากมายมหาศาลแค่ไหน  แม้ในโลกตอนนั้นจะไม่มีโซเชี่ยลก็ตาม"

โอเคหล่ะ การดึงผลการแข่งขัน เพื่อหลีกเลี่ยงทีมแข็ง   มันเกิดขึ้นได้ในโลกของฟุตบอล
ทีมฟุตซอลของญี่ปุ่น เมื่อครั้งศึกฟุตซอลชิงแชมป์เอเชีย 2014  ภายใต้การคุมทัพของ มิเกล โรดริโก้ (อดีตกุนซือโต๊ะเล็กทีมชาติไทยคนล่าสุด) ก็เคยแพ้ อุซเบกิสถาน ในรอบแรก แบบโดนยิงนาทีสุดท้าย  ชนิดที่มีนัยยะสำคัญ

พวกเขาไม่อยากเจอทีมชาติอิหร่านในรอบรองชนะเลิศ
พวกเขาเลือกที่จะพุ่งเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายในฐานะรองแชมป์กลุ่ม แล้ววัดกับ ทีมชาติไทย
และสุดท้ายทีมชาติญี่ปุ่น ก็ผ่านทีมชาติไทยได้สำเร็จตามที่หวัง
ก่อนจะผ่านคูเวต พร้อมกรุยทางเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศแบบสบายๆ
โดยปล่อยให้ อุซเบกิสถาน ไปชนศึกหนักกับ อิหร่าน ในเกมตัดเชือก

"สุดท้าย ด้วยแทคติกที่แยบยลนี้
ฟุตซอลญี่ปุ่น กลายเป็นแชมป์เอเชีย เมื่อปี 2014"  ทว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่สนามในเมืองโฮจิมินห์ เมื่อเกือบ 20 ปีที่แล้ว
มันไม่ใช่แทคติกที่ควรเกิดขึ้น  มันไม่ใช่ฟุตบอลที่ดี
และไม่ควรค่าแก่การนับผลการแข่งขันเลยด้วยซ้ำ

ทีมชาติไทย เลือกวิธีเดินทางด้วยรถทัวร์จากโฮจิมินห์ เข้าสู่ฮานอย
เพื่อลงเล่นรอบรองชนะเลิศกับเจ้าภาพเวียดนาม
ระยะทางเกือบสองพันกิโลเมตร ในเวลามากกว่า 30 ชั่วโมง

บนเส้นทางที่ขรุขระเกินบรรยาย และนอนไม่หลับ   เพราะใจที่ครุ่นคิดตลอดเวลาของแข้งไทยทุกคน
นักเตะไทยไร้ทั้งพลังกาย และพลังใจ  พวกเขารู้สึกบางอย่างก่อนเกมมาตลอดทาง และแทบไม่อยากลงสนามด้วยซ้ำ

ภายใต้เกมที่กดดัน มีแฟนบอลของเวียดนามมากมาย และรถปราบจราจลหลายคัน
นักเตะถูกด่าทอจากแฟนบอลเจ้าภาพ และล้อเลียนถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น ทั้งเกม แม้แต่นักข่าวชาวไทยยังโดนหางเลข จากสื่อเวียดนาม
ผลสุดท้าย เวียดนาม ถล่มทีมชาติไทย 3-0  ผ่านเข้าชิงชนะเลิศกับสิงคโปร์ ที่ชนะอินโดนีเซีย ซึ่งมีสภาพความกดดันไม่ต่างจากไทยมากนัก ด้วยสกอร์ 2-1

เกมรอบชิงที่สาม ระหว่างทีมชาติไทย กับ อินโดนีเซีย แทบไร้ความหมาย ไม่มีใครสนใจผลการแข่งขัน พวกเขาตราหน้าคู่ชิงที่สามว่าเป็น อดีตคู่แข่งในเกมอัปยศ

ทีมชาติไทยกลับบ้านในฐานะขุนพลชุดที่ไม่ควรได้รับการให้เกียรติ
โดยมีแม่ทัพที่ชื่อว่า "วิทยา เลาหกุล"  แฟนบอลไทยในขณะนั้น ด่ากราด และสาปส่ง  ทรยศต่อชาติ ทรยศต่ออาชีพ และที่สำคัญ ทรยศต่อตนเอง

วิทยา เลาหกุล ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่ง  หลังจากเหยียบแผ่นดินเกิด

เรื่องดังกล่าวโด่งดังไปทั่วโลก  และถูกรายงานถึง สหพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย (เอเอฟซี) กับ สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า)
โค้ชเฮง รับสภาพการโดนโจมตี  โดยไม่เปิดเผยสิ่งที่เกิดขึ้น ทั้งก่อน และระหว่างการแข่งขันแม้แต่น้อย
เขาถูกแบนยาวจากฟีฟ่า ห้ามยุ่งเกี่ยวกับวงการฟุตบอลประมาณ 3 ปี

"ลูกผู้ชายที่ชื่อวิทยา  ถูกความอัปยศ ลิขิตให้ต้องหันหลังให้กับฟุตบอล  ที่เขาหลงรักจนหัวปักหัวปำ"

จากนั้น ทีมชาติไทย ก็ได้นำเข้า ปีเตอร์ วิธ ผู้ฝึกสอนชาวอังกฤษ เข้ามาสร้างปรากฏการณ์
โดยเริ่มต้นจากการคว้าอันดับสี่ เอเชี่ยนเกมส์ 1998 ที่ประเทศไทย ช่วงเดือนธันวาคมของปีเดียวกัน

และนั่นก็ทำให้ชื่อของ วิทยา เลาหกุล อดีตฮีโร่ต้องกลายเป็นซีโร่ในวงการทันที

วิทยา กลับบ้าน เขาหยุดนิ่ง แต่ไม่อยู่เฉย  เขาได้เวลาพักมากพอที่จะสามารถเขียนหนังสือสอนฟุตบอลที่เขาอยากเริ่มต้นทำมานาน
เขามีนิมิตความฝันใหม่  เขาชอบสอนเด็ก เขาอยากสอนเด็กไทย  เขาอยากให้เวลาผ่านไปเร็วๆ  เขารักฟุตบอล  แม้รู้ว่า มันจะทำร้ายเขาอีกอย่างแน่นอน

"แม้วงการจะไม่ต้องการเขา   แต่ฟุตบอลกับวิทยา ยังต้องการกันและกัน"

.. บทความนี้ยาวมาก มากเกินกว่าจะอยู่ในรูปเดียวได้
อ่านบทความต่อได้จากในคอมเมนต์แรกนะครับ
ผมจะแปะเอาไว้ต่อ
ขอบคุณครับ




วิทยา เลาหกุล ภาค 2.2

สามปีหลังจากนั้น วิทยา เลาหกุล ได้กลับคืนสู่วงการฟุตบอลอีกครั้ง
เขายังคงถูกยอมรับความสามารถในระดับหนึ่ง  และได้งานทันทีในปี 2002
ด้วยการคุมทีมชาติไทย ชุดอายุ 17 ปี ลุยศึกชิงแชมป์อาเซียน   มันเป็นงานที่ตรงกับสเปคที่เขาอยากได้

แต่โชคชะตา ความกดดัน ความสามารถ หรืออะไรก็แล้วแต่
ทีมชาติไทยตกรอบแรก โดยที่ทีมชาติลาว และ อินโดนีเซีย เข้ารอบต่อไป

วิทยา เลาหกุล กลายเป็นคนเพี้ยนๆ ในวงการฟุตบอล
เขาถูกมองว่าห่วย และเริ่มไร้ความสามารถ

มีคำบอกเล่าของคนในอดีตว่า วิทยา เสียใจมากที่ตกรอบแรก
แต่ความกดดัน และเสียงโจมตี ทำให้เขาระเบิด
วิทยาประกาศว่า จะไม่ทำทีมชาติไทยแล้ว และจะไปสอนเด็กที่ต่างประเทศ
เพื่อกลับมาสู้กับทีมชาติไทย

มันเป็นคำพูดของคนตบะแตก มันคล้ายกับการทะนง มันคือคำพูดที่ไม่ควรพูด
จากขุนศึกที่ทำเพื่อชาติด้วยฟุตบอลมาทั้งชีวิต

เขารักชาติไม่ต่างจากเรา จากคุณ จากผม หรือต่างจากใครหรอก
ฉะนั้น มัน คือ คำพูดที่มาจากหัวใจที่กำลังร้องไห้

"แต่โลกใบนี้ไม่เคยเผื่อเวลาให้กับคนที่ท้อ
และเวลาก็ไม่เคยรอคนที่มัวแต่ก้มหน้า
วิทยาไม่ท้อ และพยายามพิสูจน์ความสามารถตนเองต่อไป
เขาเงยหน้าขึ้น สูดกลิ่นสาปลูกหนัง ที่ยังหอมกรุ่นเสมอ
และเดินหน้าต่อ"

ปี 2002 วิทยา เลาหกุล ได้โอกาสเซ็นสัญญา
ทำทีมเยาวชนของสโมสร เซมบาวัง ในประเทศสิงคโปร์ เป็นเวลา 5 ปี ด้วยค่าจ้างงดงาม
พร้อมมีข่าวว่า สโมสรจากญี่ปุ่น และจีน สนใจดึงตัวไปร่วมงาน

แม้จะดังกระฉ่อนจากเรื่องเสื่อมเสีย ในเกมไทเกอร์คัพ
แต่วิทยากลับเป็นที่ต้องการตัวของชาติต่างๆ ในเอเชีย

ในขณะนั้น เซมบาวัง มี วรวรรณ ชิตะวณิช คุมทีม   และมี ตะวัน (ธชตวัน) ศรีปาน รับบทเพลย์เมกเกอร์
ทั้งคู่ คือ นักเตะดีกรีทีมชาติไทย   และเป็นลูกศิษย์ของวิทยาทั้งสองคน

วิทยา เลือกเดินหน้าทำทีมเยาวชนในต่างประเทศอย่างบ้าคลั่ง
หลังจากนั้น ก็มีข่าวว่า เขาได้เดินทางไปร่วมงานกับสมาคมฟุตบอลญี่ปุ่น ในทีมชุดเยาวชน

จนกระทั่ง โลกของฟุตบอลได้ดูดเขากลับมาเมืองไทยอีกครั้ง เมื่อปี 2005
กลับมาครั้งนี้ วิทยา คิดใหญ่เกินตัว และคิดง่ายเกินไป

"โค้ชเฮง" หาญกล้าท้าชิงตำแหน่งนายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย
กับ วิจิตร เกตุแก้ว อดีตข้าราชการกรมพลศึกษา ที่ดำรงตำแหน่งมานับสิบปี

แน่นอน.. ด้วยระบบการเลือกตั้งในสมัยนั้น, ด้วยพรรคพวกในวงการที่ด้อยพลังกว่า
และที่สำคัญ บ่วงติดหลังที่เป็นเป้าถูกโจมตีง่ายดาย  เขาถูกโจมตีว่าเป็น "โค้ชเกมอัปยศ"   เขาพ่ายแพ้ วิจิตร เกตุแก้ว แบบราบคาบ

"ความพ่ายแพ้ ไม่ได้ทำให้ใครตาย
ความพ่ายแพ้ ทำให้เรารู้ว่า คุณต้องแข็งแกร่งขึ้นอีก
และชัยชนะ ไม่เคยได้มาง่ายดาย"

จากนั้นไม่นาน ผู้บริหารของสโมสร ชลบุรี เอฟซี  ได้เชื้อเชิญโค้ชเฮงมาร่วมทำงานกับสโมสร สมัยที่กำลังก้าวจากโปรลีกขึ้นมาไทยลีก
และนั่นคือรากฐานสำคัญที่ทำให้ "ฉลามชล" คว้าแชมป์ไทยลีก 2007 มาครองได้

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 20, 2017, 06:55:50 AM โดย ป๊อกกี้ » บันทึกการเข้า

ป๊อกกี้
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +1035/-97
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,142



| | |
« ตอบ #2 เมื่อ: มิถุนายน 20, 2017, 06:15:39 AM »

คัดลอกมาจาก แฟนเพจ จอน
https://web.facebook.com/KajohnyosChoketanasret/


วิทยา เลาหกุล ภาค 2.3

ต้นปี 2007 เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวงการฟุตบอลไทย
เมื่อ วิจิตร เกตุแก้ว ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งนายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย
มีแฟนบอลมากมาย อยากให้โค้ชเฮงลงเลือกตั้งอีกครั้ง เพื่อตำแหน่งนี้
ทว่าเขากลับตอบตกลงคุมทีม ต็อตโตริ ในลีกดิวิชั่น 3 ของญี่ปุ่นไปเรียบร้อยแล้ว
โดยโค้ชเฮง เคยให้สัมภาษณ์ในช่วงเวลาดังกล่าวว่า

"ทำไมนายกฯ วิจิตร เกตุแก้ว ไม่ลาออกตอนที่ผมยังอยู่เมืองไทย
เพราะตอนนี้ ผมเซ็นสัญญากับต็อตโตริไปแล้ว ไม่สามารถกลับมาลงสมัครเลือกตั้งได้แน่นอน
แต่หากเลือกตั้งเสร็จแล้ว นายกฯ คนใหม่ต้องการให้ผมทำหน้าที่ประธานพัฒนาเทคนิค
ผมก็จะดูความเป็นได้ในการขอยกเลิกสัญญากับต็อตโตริ แล้วกลับไปช่วยพัฒนาวงการฟุตบอลไทยทันที"

อันที่จริง ช่วงเวลาเดียวกัน เซเรโซ่ โอซาก้า ในเจลีก 2 ก็ต้องการตัวโค้ชเฮง  และสโมสรชลบุรี เอฟซี ก็พร้อมสู้ราคากับสองทีมจากญี่ปุ่น
แต่โค้ชเฮงกลับเลือก ทีมที่อยู่ลีกล่างของญี่ปุ่น  โดยที่หลายคนมองว่าเขาช่างเพี้ยนเหลือเกิน

"เงินไม่เคยซื้อเขาได้  ความท้าทายต่างหาก ที่หอมกว่าเงินตรา"

"ผมตัดสินใจไปคุมทีมที่ญี่ปุ่น เพราะต้องการอัพเกรดตัวเอง
หวังว่าสักวันจะได้รับโอกาสจากสมาคมฯ ให้ทำหน้าที่ประธานฝ่ายพัฒนาเทคนิคดังที่ผมตั้งใจมาตลอด
เพราะผมมีความมุ่งมั่นที่จะทำหน้าที่ประธานพัฒนาเทคนิค เพื่อช่วยพัฒนาวงการฟุตบอลไทยอยู่แล้ว"
นี่คือคำพูดเมื่อปี 2007 ของโค้ชเฮง

การไปญี่ปุ่นคราวนั้นของโค้ชเฮง
แน่นอน เขาไม่ได้ไปตัวเปล่า
หัวใจของเขายังสนใจเด็กไทยอยู่เสมอ
เขาปูทาง เพื่อให้นักเตะไทยได้ตามไป
และนักเตะผึ้งงานผู้มีความมุ่งมั่นคนหนึ่งก็ได้โอกาสไปเปิดโลกทัศน์ที่เมืองปลาดิบ
นั่นคือ อดุล หละโสะ ในวัย 22 ปี

ปี 2009 เมื่อ ชลบุรี เอฟซี ยื่นข้อเสนอให้เขาเป็น ประธานเทคนิคแห่ง "ฉลามชล"
เขาไม่เคยลังเลกับความท้าทายใหม่
เขากล้าหาญที่จะเริ่มต้นเสมอ
ในที่สุด โค้ชเฮง ก็ตัดสินใจหนีญี่ปุ่นกลับเมืองไทยอีกครั้ง
โดยปีดังกล่าว ชลบุรี เอฟซี มีเฮ้ดโค้ชที่ชื่อว่า  "เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง"   และนั่นคือการร่วมงานกันในฐานะเฮ้ดโค้ช กับ ประธานเทคนิคฯ ครั้งแรก

บ่ายวันหนึ่งในเดือนธันวาคม 2009
วิทยา เลาหกุล ในวัย 55 ปี ซึ่งทำงานอย่างหนักหน่วงมาทั้งชีวิต
เขากำลังเดินทางไปจังหวัดชลบุรี เพื่อดูการฝึกซ้อม
เขาเกิดอาการหลับใน และประสบอุบัติเหตุรถเสียหลักพุ่งชนเสาคอนกรีต
จนบาดเจ็บหนัก ชนิดกระดูกสันหลังหัก
และต้องเข้ารับการรักษาตัวนับเดือน

ช่วงแรกของเกมไทยลีก 2010
เริ่มต้นตั้งแต่แมตช์ชิงถ้วยพระราชทาน ก. ระหว่าง เมืองทอง กับ การท่าเรือ (ที่มีตีกัน)
เราจะได้ยินเสียงตะโกนเรียก โค้ชเฮง โค้ชเฮง โค้ชเฮง จากแฟนบอลในสนามอยู่เสมอ
เพื่อให้กำลังใจ ชายแก่ผู้บ้าบอล วัย 55 ปี คนนี้

หลังจากนั้น วิทยา เลาหกุล ก็ได้ดำรงตำแหน่งประธานเทคนิคฯ ของชลบุรี เอฟซี เรื่อยมา
โดยมีบางช่วงที่ขยับมาเป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนเอง
เขาสรรค์สร้างผลผลิตเม็ดงามมากมายให้กับวงการฟุตบอลไทย
ลูกศิษย์ของเขากระจัดกระจายไปทั่วประเทศ
เขาคือครูที่นักฟุตบอลรัก โดยเฉพาะนักเตะเยาวชนของชลบุรี เอฟซี




วิทยา เลาหกุล ภาค 2.4

ประมาณปี 2012
ผม (จอน) ได้มีโอกาสไปร่วมงานของผลิตภัณฑ์กีฬาแบรนด์หนึ่ง
ที่มีการให้โค้ชเฮงมาร่วมสอนฟุตบอลเด็กๆ และให้สื่อมวลชนได้มีโอกาสซ้อมฟุตบอลกับโค้ชเฮงด้วย

ระหว่างที่กำลังพักอยู่นั้น ผมที่กำลังเป็นเพียงเด็กน้อยในวงการสื่อ
ได้เห็นโค้ชเฮงเดินดุ่ยๆ ลงสนามหญ้า และเด็ดหญ้าทีละกอๆ กลางแดดจัด
ผมสงสัยจึงเดินเข้าไปถามว่า แกทำอะไร ทั้งที่ไม่เคยคุยกันมาก่อน

แกตอบกลับด้วยรอยยิ้ม และไมตรีว่า
"พวกหญ้าที่ขึ้นเป็นกอแบบนี้ มันไม่ดี ใครมาเล่นก็มีสิทธิ์สะดุด ทำให้เจ็บได้
ผมกลัวเด็กๆ จะสะดุดหญ้าพวกนี้ เดี๋ยวเขาจะเจ็บเอา
ถ้าไปสั่งให้คนงานมาทำ กลัวจะไม่ทันใจ ผมเด็ดเองดีกว่า"

แกเด็ดอยู่อย่างนั้นก็ราวๆ 15-20 นาที
จนกระทั่งเค้าเรียกให้ทำกิจกรรมต่อ แกจึงเดินไป...

ตอนนั้น แกอายุประมาณ 58 ปี
แกเป็นอดีตนักฟุตบอล และโค้ชทีมชาติไทย
ที่ใส่ใจแม้กระทั่งหญ้ากอเล็กๆ ซึ่งอาจทำให้เด็กบาดเจ็บ

"เวลาหมุนเปลี่ยน คืนวันหมุนผ่าน"

ปี 2016 อย่างที่ทราบกัน ผลการเลือกตั้งสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย
เกิดการเปลี่ยนขั้วอำนาจ โดยที่ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ได้ดำรงตำแหน่ง
และโค้ชเฮง ก็ได้รับการทาบทามให้ดำรงตำแหน่ง
ประธานพัฒนาเทคนิคของสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย
ที่เขารอคอยมานานแสนนาน ในวัย 62 ปี

ชายแก่วัย 60 กว่า ได้ทำงานที่เขาใฝ่ฝัน
มันอาจจะมาช้าไป แต่คำว่าช้า ใช้ไม่ได้กับยะโม๊ะผู้บ้าบอลคนนี้

"ผมคงไม่ตัดสินแทนทุกท่านว่าที่ผ่านมา
การทำงานของโค้ชเฮงในฐานะประธานเทคนิคของทีมชาติไทย เป็นเช่นไร
แต่ผมเชื่อว่า ไม่ว่าเขาจะร่วมงานกับใคร
ทั้งนักเตะทีมชาติ, ทั้งเยาวชน, ทั้งกับเอคโคโน่ หรือแม้กระทั่งกับ "ซิโก้" และ "ราเยวัช"
โค้ชเฮง ได้พยายามอย่างเต็มความสามารถ ในการถ่ายทอดความรู้ และประสบการณ์ทุกอย่าง เพื่อทีมชาติไทย อย่างแท้จริง"

หนังสือสอนฟุตบอลที่ถูกผลิตขึ้นแบบให้ฟรี เมื่อไม่นานมานี้
น่าจะเป็นคำตอบที่ดีว่า วิทยา เลาหกุล
ไม่ได้ใช้ความรู้ฟุตบอลในการ "หากิน" เพียงอย่างเดียว
เขาใช้ความรู้ในสมองเขียนขึ้นให้เป็นตัวตน จับต้องได้
และถ่ายทอดให้คนที่รักฟุตบอล เช่นเดียวกับเขา
แบบ "ฟรีๆ"

ซึ่งบางที ความฟรีของเขา ทำให้ผู้คนมองว่าบ้า

..... แต่ความบ้าบางทีก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้น
มีคนบนโลกมากมายที่เคยถูกมองว่าบ้า
พวกเขาก็แค่คนบ้า ที่บ้าในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ และศรัทธาอย่างที่สุด

พวกเขาไม่ใช่คนเลว พวกเขาไม่คดโกง
พวกเขาสร้างสิ่งของได้ พวกเขาวาดรูปสวยงาม
พวกเขาคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ได้ พวกเขามีทฤษฎีใหม่ๆ ให้เราเรียนรู้
พวกเขาเขียนหนังสือได้ พวกเขาสอนคนได้
พวกเขาสร้างคนได้ พวกเขาเปลี่ยนโลกได้

"แด่ โค้ชเฮง คนบ้าที่บ้าฟุตบอลได้ดีจริงๆ"

"ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตสอนให้ผมรู้ว่าต่อไป
หากจะตัดสินใจทำอะไรก็ตาม ต้องอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้อง
ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ผมคงไม่ทำตามคำสั่งของเบื้องบนในวันนั้น
และจะสั่งให้นักเตะทีมชาติเล่นกันอย่างเต็มที่"

คำกล่าว "โค้ชเฮง" วิทยา เลาหกุล
คัดลอกจาก www.manager.co.th/Sport/ViewNews.aspx?NewsID=9530000051138




วิทยา เลาหกุล ภาค 2.5 (ภาคขอบคุณ)

ผมใช้เวลายาวนานเกือบสามเดือน เพื่อเขียนบทความนี้ขึ้นมา
และก็ไม่ได้คิดว่า มันจะยาวขนาดที่ลงไม่ได้ในครั้งเดียว

ผมไม่ได้โจมตีใคร ผมแค่อยากนำประวัติศาสตร์มาถ่ายทอดให้ทุกท่านได้เรียนรู้
ผมไม่แน่ใจว่า มันดีพอหรือไม่ และครบถ้วนหรือเปล่า
แต่ถึงยังไง ก็ขอได้รับการขอบคุณจากผมในทุกๆ การอ่าน
และหากมีข้อผิดพลาดประการใด ผมขออภัยจริงๆ
ซึ่งถ้ามีจุดไหนที่ผิดพลาดไปจากอดีต แย้งได้เลยนะ เพราะว่าผมเองก็พยายามหาข้อมูลอย่างเต็มที่แล้ว

จากคนที่ไม่เคยเห็น วิทยา เลาหกุล เล่นฟุตบอลกับตาเลยแม้แต่วินาทีเดียว
แต่ขอใช้ หู สมอง และ หัวใจ วาดภาพมันด้วยตัวหนังสืออย่างที่ผมชอบทำ

ขอบคุณจริงๆ
#จอน   16-06-2560



ขอขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก
www.thairath.co.th/content/168917
ark.thairath.co.th/content/55321
oknation.nationtv.tv/blog/chai/2007/09/21/entry-1
en.wikipedia.org/wiki/Gamba_Osaka
www.manager.co.th/Sport/ViewNews.aspx?NewsID=9530000051138
www.the-afc.com/club-profiles/gamba-osaka-jpn
www.thairath.co.th/person/8591
pantip.com/topic/34999389
en.wikipedia.org/wiki/Witthaya_Hloagune
en.wikipedia.org/wiki/J.League
pantip.com/topic/35654737
://fourfourtwo.com/.../runphiisiththiochkh...
youtube.com/watch?v=shYqKY0exwU
thailandsusu.com/webboard/index.php?topic=369909.0
thailandsusu.com/webboard/index.php?topic=27307.0
thailandsusu.com/webboard/index.php?topic=354.0
thailandsusu.com/webboard/index.php?topic=89514.0
และอื่นๆ อีกมากมาย


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 20, 2017, 06:56:08 AM โดย ป๊อกกี้ » บันทึกการเข้า

JuDge4
Thailandsusu
Jr. Member
**

คะแนนความรัก: +272/-24
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 347


เว็บไซต์
| | |
« ตอบ #3 เมื่อ: มิถุนายน 20, 2017, 06:33:01 AM »

วิทยาไม่ได้รับการยอมรับจากเพื่อนร่วมทีม  ไม่ค่อยมีคนส่งบอลให้เขา
บ่อยครั้งที่เขาถูกถ่มน้ำลายรดลงมา หากวิ่งได้ช้ากว่าเพื่อนในการวิ่งขึ้นสนาม เพื่อทดสอบความฟิต
ฉายาของเขาคือ ไชนีส (Chinese) และ ไชนีส หมูสกปรก!

"เขาเป็นเอเชียตัวเล็กที่ไม่ค่อยมีคนรัก"  บ่อยครั้งที่เขาต้องเจอคำพูดเสียดสีจากเพื่อนร่วมทีม และโค้ชคนใหม่

ฟุตบอลไทยเล่นได้แค่นี้เหรอ
ที่เมืองไทย เตะฟุตบอลกันแบบนี้เหรอ
ที่ประเทศไทย ส่งบอลกันแบบนี้เหรอ แบบนี้ไปเรียกเมียมาเล่นแทนเถอะ

"หนทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน"


เด็กรุ่นใหม่ ประเทศไทย เวลาเจอคำพูดแบบนี้ ในต่างแดน จะยังทนอยู่ได้ไหม น่าคิด
ความอดทน ทำให้คนยิ่งใหญ่ ได้จริงๆ คำพูดนี้ใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย


วิทยาจะซ้อมถึง4เวลา  หากคืนนั้นเป็นคืนพระจันทร์เดือนหงาย ที่มีแสงสว่างเพียงพอให้กับเขา และลูกฟุตบอล
บันทึกการเข้า


หากนักฟุตบอลไทยไม่ออกไปเล่นนอกประเทศโอกาสไปฟุตบอลโลกของทีมชาติไทยก็จะน้อยลง อ่านได้ที่ - http://goo.gl/XdHUaD
331807
Sr. Member
****

คะแนนความรัก: +54/-106
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,206


กรูปรีพลัดถิ่น 132


เว็บไซต์
| | |
« ตอบ #4 เมื่อ: มิถุนายน 20, 2017, 07:21:10 AM »

"ถ้าคุณรักฟุตบอลได้เท่าวิทยา  ผมจะไม่เถียงคุณสักคำ"
ถ้าพาดพิงน้าเฮงกรูจะตบให้ปลิ้นเลย
บันทึกการเข้า

กรูปรีพลัดถิ่น 132
เซลล์โรงพิมพ์
สวัสดีไทยแลนด์สู้สู้
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +985/-901
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 9,393



| | |
« ตอบ #5 เมื่อ: มิถุนายน 20, 2017, 07:54:53 AM »

เจเดินรอยตามให้ได้นะ
บันทึกการเข้า
ยายทอง
กันตรึม !!!
Hero Member
*****

คะแนนความรัก: +634/-810
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,363



| | |
« ตอบ #6 เมื่อ: มิถุนายน 20, 2017, 08:41:33 AM »

+1 ขอชื่นชมครับ
บันทึกการเข้า
เมา ดี นี่
Jr. Member
**

คะแนนความรัก: +23/-7
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 398



| | |
« ตอบ #7 เมื่อ: มิถุนายน 20, 2017, 09:00:39 AM »

+1 ครับ ขอบคุณมากๆเลย
บันทึกการเข้า
อ้วน_Navara FC
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +326/-646
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,257


ไม่มีความยุติธรรม บ้านเมืองไม่มีวันสงบ


| | |
« ตอบ #8 เมื่อ: มิถุนายน 20, 2017, 10:53:47 AM »

อ่านจบแล้ว  สะอึก  T T  สุดยอดครับเฮีย
บันทึกการเข้า

   จงมีดี แต่อย่าอวดดี
 
supakiat88
Full Member
***

คะแนนความรัก: +42/-15
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,120



เว็บไซต์
| | |
« ตอบ #9 เมื่อ: มิถุนายน 20, 2017, 11:08:43 AM »

ขอบคุณมากๆครับ  เดี๋ยวมาอ่านต่อ ^ ^

ปล. ผมต้องcopy มาไว้ใน word เพื่อแอบอ่านในออฟฟิตครับ
บันทึกการเข้า

นักปราชญ์ควรรู้ว่าเมื่อไหร่ควรหยุด
เเสงตะวันเดือนอ้าย
Hero Member
*****

คะแนนความรัก: +1065/-1459
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,919


ยอม อด อย่าง เสือ ดี กว่า อิ่ม อย่าง หมา


| | |
« ตอบ #10 เมื่อ: มิถุนายน 20, 2017, 11:16:57 AM »

รอเเฟนคลับโค้ชเฮง2ท่านมาคอมเม้นครับ
บันทึกการเข้า

คุณค่าของการรอคอยไม่ได้อยู่ที่­­­ปลายทาง แต่อยู่ที่ระหว่างทางคุณได้เรีย­­­นรู้อะไรจากการรอคอยบ้าง
เซลล์โรงพิมพ์
สวัสดีไทยแลนด์สู้สู้
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +985/-901
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 9,393



| | |
« ตอบ #11 เมื่อ: มิถุนายน 20, 2017, 11:34:44 AM »

รอเเฟนคลับโค้ชเฮง2ท่านมาคอมเม้นครับ
ท่านไหนจ้ะ
บันทึกการเข้า
NTT
ผมคิดถึงในหลวงร.9ครับ
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +5523/-234
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,086



| | |
« ตอบ #12 เมื่อ: มิถุนายน 20, 2017, 11:57:19 AM »

ชอบครับ
บันทึกการเข้า
tpong
Newbie
*

คะแนนความรัก: +12/-4
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 96


| | |
« ตอบ #13 เมื่อ: มิถุนายน 20, 2017, 12:01:34 PM »

ขอบคุณมากครับ หวังว่าหลายๆ คนจะเข้าใจ ความเป็นโค้ชเฮงมากขึ้นครับ
บันทึกการเข้า
whisky in the jar
Jr. Member
**

คะแนนความรัก: +51/-65
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 652


| | |
« ตอบ #14 เมื่อ: มิถุนายน 20, 2017, 12:09:07 PM »

ผมอีกคนที่ชอบโค้ชคนนี้ครับ
บันทึกการเข้า
gopher
Jr. Member
**

คะแนนความรัก: +92/-9
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 288


| | |
« ตอบ #15 เมื่อ: มิถุนายน 20, 2017, 12:13:03 PM »

สุดยอดครับรวบรวมมาให้อ่าน
บันทึกการเข้า
Bob_Sothorn
Sr. Member
****

คะแนนความรัก: +145/-74
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,826


| | |
« ตอบ #16 เมื่อ: มิถุนายน 20, 2017, 12:16:41 PM »

  ตามเม๊นท์บน อีกเสียงครับ  ให้โอกาส แกทำงานอีกซัก 4ปีครับ

แต่น้าเฮง แกแพ้สายบันเทิง ปธ เทคนิคคนเก่า   ;D555 (แพ้ น้าเป็ด ตรงที่ไม่มีตลกเรียกแขก  ตอนพักครึ่ง ฮี่ๆๆ)
บันทึกการเข้า
beEr_kMuTT
Jr. Member
**

คะแนนความรัก: +22/-6
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 229


ไม่เก่ง...แต่อยากเตะ !!!


เว็บไซต์
| | |
« ตอบ #17 เมื่อ: มิถุนายน 20, 2017, 01:08:49 PM »

เขียนดี อ่านสนุก และโค้ชเฮงสวดยวดมากๆครับ.
บันทึกการเข้า



THAILAND GO GO GOLD !!!!

http://www.becterosasana.in.th
Koragap
Hero Member
*****

คะแนนความรัก: +146/-293
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,065


| | |
« ตอบ #18 เมื่อ: มิถุนายน 20, 2017, 02:56:36 PM »

ขอบคุณมากครับ
บันทึกการเข้า
wawa
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +161/-403
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,324


| | |
« ตอบ #19 เมื่อ: มิถุนายน 20, 2017, 07:07:22 PM »

นายกไม่พอใจซิโก้ แต่เฮงเป็นคนบอกนายกฯ ว่าไม่ควรเอาซิโก้ออก.... ซิโก้เลยได้ต่อสัญญาอีก จนมาแพ้อีก 2 นัดโดนแฟนบอลกดดันพร้อมดราม่าเมีย ... สุดท้ายก็อยู่ไม่ได้ต้องลาออก... แถมยังมีวาทะ เสือกระดาษให้เฮงซังอีก...แต่เฮงซังก็ไม่ตอบโต้ แถมต่อมาไปอบรมโค้ชที่ญี่ปุ่น โก้ยังไปถ่ายรูปยืนใกล้อีกนะ อืม... ถือว่าซิโก้เป็นคนธรรมดานะ ต้องมีเห็นแก่ตัวพอประมาณ แต่เฮงซังนี่ เป็นผู้ใหญ่ที่ดีจริงๆ ดีใจกับนายก ที่มีคนดีมีฝีมือคู่กาย
บันทึกการเข้า
Figo Pro Ubon Fc Av
บอลนอกแค่สะใจ บอลไทยไล่สมาคม
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +1109/-1779
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 32,624



| | |
« ตอบ #20 เมื่อ: มิถุนายน 20, 2017, 09:02:18 PM »

ยอดคน
บันทึกการเข้า

สาเหตุฟุตบอลไทยล้าหลังนับ10ปี และปัญหาต่างๆนานาในปัจจุบัน
http://www.guideubon.com/web/viewtopic.php?t=23193
sangsood7
Thailandsusu
Sr. Member
**

คะแนนความรัก: +79/-49
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,557



เว็บไซต์
| | |
« ตอบ #21 เมื่อ: มิถุนายน 20, 2017, 09:16:00 PM »

ขอบคุณครับ
บันทึกการเข้า

Funeral
Jr. Member
**

คะแนนความรัก: +73/-58
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 418



| | |
« ตอบ #22 เมื่อ: มิถุนายน 20, 2017, 10:43:42 PM »

สุดยอดครับโค้ชเฮง  ในเฟสโดนด่าเยอะเลย ตั้งแต่เกมส์ที่เจออินโด รวมถึงตามด่าโค้ชเฮง เพราะโค้ชเฮงไปวิจารร์ซืโก้ แต่ไม่ว่าช่วงไหนแกจะโดนแฟนบอลรุมด่าแค่ไหน ผมก็มั่นใจว่าโค้ชคือสุดยอดโค้ชคนนึงของไทยครับ เด็กๆอคาเดมี่ชลบุรีควรเรียนรู้จากโค้ชให้เยอะๆ แกสอนทั้งทักษะในสนาม ยันวินัยนอกสนามและทัศนคติ
บันทึกการเข้า

cikada
ที่ไหนมีป่า ที่นั้นมีน้ำ
Hero Member
*****

คะแนนความรัก: +519/-868
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,667


นักรบกรมหลวง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุทยานเสด็จในกรม กรมหลวงชุมพร


| | |
« ตอบ #23 เมื่อ: มิถุนายน 21, 2017, 12:44:40 AM »

สมัยนักเตะต้องยอมรับเลย เด็กๆควรดูเป็นตัวอย่าง อยากให้เด็กไทย รวมทั้งนักเตะที่จะไปเล่นต่างประเทศ เอาแกเป็นตัวอย่าง
กล้าที่จะชนะความกลัว คำดูถูก พิสูจน์ด้วยฝีเท้า จึงประสบความสำเร็จ
สมัยเป็นโค้ช ยังถือว่าธรรมดา ไม่มีผลงานโดดเด่น
สมัยเป็นปรธานเทคนิค 1 ปีแรกล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง แต่ก็เริ่มมีทิศทางที่ดีขึ้น รอดูผลงานกันต่อไป
บันทึกการเข้า

เฮงซัง GetOut !! สนับสนุน บิ๊กป๋อม”อดิศักดิ์ เบ็ญจศิริวรรณ เป็นประธานพัฒนาเทคนิคฟุตบอลทีมชาติไทย
ktre4916
Sr. Member
****

คะแนนความรัก: +124/-198
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,713


| | |
« ตอบ #24 เมื่อ: มิถุนายน 21, 2017, 08:51:33 AM »

สมัยก่อนอินเตอร์เนทก็ไม่มี โทรศัพท์ก็โคตรลำบาก


ต้องใช้ความพยายาม ตั้งใจขนาดไหน คิดดู

นักเตะสมัยนี้ ถ้าฝีเท้าถึง ก็ไม่ต้องคิดอะไรหรอก ก็ไปต่างประเทศเลย ตอนนี้มันสะดวกกสบายมาก ร้านอาหารไทย ซุปเปอร์ทั่วโลกก็มีอาหารให้เลือก

คงไม่โฮมซิกหรอก อยู่ที่ใจมากกว่า
บันทึกการเข้า
art27
Thailandsusu
Sr. Member
**

คะแนนความรัก: +94/-32
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,896



| | |
« ตอบ #25 เมื่อ: มิถุนายน 21, 2017, 09:49:42 AM »

สุดยอดจริงๆคนนี้
บันทึกการเข้า
thepong
Hero Member
*****

คะแนนความรัก: +183/-68
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,008



| | |
« ตอบ #26 เมื่อ: สิงหาคม 23, 2017, 09:04:09 PM »

หนังสือสอนฟุตบอลที่ถูกผลิตขึ้นแบบให้ฟรี เมื่อไม่นานมานี้
น่าจะเป็นคำตอบที่ดีว่า วิทยา เลาหกุล
ไม่ได้ใช้ความรู้ฟุตบอลในการ "หากิน" เพียงอย่างเดียว
เขาใช้ความรู้ในสมองเขียนขึ้นให้เป็นตัวตน จับต้องได้
และถ่ายทอดให้คนที่รักฟุตบอล เช่นเดียวกับเขา
แบบ "ฟรีๆ"




คนที่ไม่บ้าบอล และรักฟุตบอลแบบสุดใจคงทำไม่ได้
บันทึกการเข้า

deawfico
Hero Member
*****

คะแนนความรัก: +394/-1275
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,435



| | |
« ตอบ #27 เมื่อ: สิงหาคม 23, 2017, 09:07:25 PM »

รอนายทองดีมาตอบ
บันทึกการเข้า

ชีวิตที่สันโดษย่อมมีความสุขเสมอ
ninjaball
Hero Member
*****

คะแนนความรัก: +363/-1565
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,027


ข้องใจอะไรเจอกันปีหน้านะ !!


| | |
« ตอบ #28 เมื่อ: สิงหาคม 23, 2017, 09:24:26 PM »

สมัยนักเตะต้องยอมรับเลย เด็กๆควรดูเป็นตัวอย่าง อยากให้เด็กไทย รวมทั้งนักเตะที่จะไปเล่นต่างประเทศ เอาแกเป็นตัวอย่าง
กล้าที่จะชนะความกลัว คำดูถูก พิสูจน์ด้วยฝีเท้า จึงประสบความสำเร็จ
สมัยเป็นโค้ช ยังถือว่าธรรมดา ไม่มีผลงานโดดเด่น
สมัยเป็นปรธานเทคนิค 1 ปีแรกล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง แต่ก็เริ่มมีทิศทางที่ดีขึ้น รอดูผลงานกันต่อไป

ประมาณนี้แหละ
ถ้านับรวมผลงาน ปธ.เทคนิคที่ชลรีด้วย ต้องบอกว่าทำงานด้านบริหาร ณ เวลานี้ยังสอบไม่ผ่านจริงๆ
บันทึกการเข้า

pongonwon
Hero Member
*****

คะแนนความรัก: +312/-942
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,578



| | |
« ตอบ #29 เมื่อ: สิงหาคม 23, 2017, 09:46:07 PM »

1.สมัยนักเตะ
-เป็นนักเตะ ที่อดทน เด็ดเดี่ยว ไม่ธรรมดานะครับ ที่จะไปเล่นไกลบ้านไกลเมือง
การติดต่อกลับบ้าน ยากเย็น มันต้องใช้ความพยายามมาก
 นับถือมากๆครับ ตรงนี้นักเตะรุ่นใหม่ต้อง เรียนรู้จากโค้ชเฮงอย่างมาก

2.ตอนเป็นโค้ช
-ก็ถือว่า เป็นโค้ชรุ่นบุกเบิก ที่เรียนจบ A-licence
เพราะต้องเข้าใจว่าในอดีต การเรียนโค้ชในเอเชียยากมากๆ
ผมนับให้โค้ชเฮง เป็นตำนานคนนึง

3.ปัจจุบัน ประธานเทคนิค
-ผมว่ายังไม่ผ่าน และหลายๆคนก็คิดว่าไม่ผ่านในด้านประธานเทคนิค และยังไม่เห็นผลงานโค้ชเฮง

บันทึกการเข้า
Koragap
Hero Member
*****

คะแนนความรัก: +146/-293
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,065


| | |
« ตอบ #30 เมื่อ: สิงหาคม 23, 2017, 09:47:57 PM »

+1 ขอบคุณมากๆครับ
บันทึกการเข้า
TONS@BallTHAI_ในฝัน
FAIR FOOTBALL THAI
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +657/-196
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,917


ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด


เว็บไซต์
| | |
« ตอบ #31 เมื่อ: สิงหาคม 23, 2017, 10:09:04 PM »

คนที่พอผลงานไม่ดี แฟนบอลอยากให้ออกก็ศิษย์รักแกทั้งนั้น ทั้งโค้ชซิโก้  โค้ชโย่ง โค้ชชัยยงค์ โค้ชเฉลิมวุฒ  หรือแม้แต่โค้ชเทิด ของชลบุรีเหมือนโค้ชเฮงเคยพูดถ้าไม่ให้โอกาสโค้ชไทยเรียนรู้ แล้วจะเอาเวทีไหนให้เค้าได้ลองได้พัฒนา

ผมมองว่าแกเป็นคนให้โอกาสคน ซึ่งเป็นเรื่องดีมาก แต่ส่วนใหญ่คนที่แกให้โอกาสมักทำให้แกผิดหวังไม่รู้ทำไมแต่แกก็ยังจะทำและทำต่อไปไม่หยุด จากอดีตพา นที รณชัย ไปญี่ปุ่นก็หนีไม่กลับไปเล่น
พาอดุลย์ไป ก็ยังไม่ประสพความสำเร็จ จนถึงปัจจุบันแก ก็ยังพาย้า พาวรชิต และเด็กคนไหนที่มีแวว แกจะผลักดันหมด

แต่เหมือนแฟนบอลไทยไม่ค่อยอดทนและไม่ค่อยให้โอกาสคนแบบแกทำงานเท่าไร ทั้งที่แกเพิ่งทำงานในตำแหน่งนี้แค่ 2 ปี แต่แกก็คงไม่สนใจว่าใครจะไล่แกด่าแก เพราะอดีตแกโดนมาหนักกว่านี้เยอะ แฟนโทษว่าทรงฟุตบอลไทยห่วยแตกภายใต้การดูแลของแก โค้ชที่เลือกมาห่วยแตก เพราะดูเหมือนผลงานที่ชัดเจนของประธานเทคนิค คือการสร้างโค้ช ซึ่งเป็นเป้าหมายอันดับ 1 สร้างโค้ชทุกระดับให้มากที่สุด ซึ่งโค้ชเหล่านี้จะช่วยกันพัฒนาฟุตบอลอย่างถูกต้องต่อไป ซึ่งอีกไม่นานแกก็คงนั่งดูโค้ชเหล่านี้ทำงานแทนแก เพราะคงสบายใจว่าแกได้คนที่รู้เรื่องฟุตบอลอย่างถูกต้องขึ้นมาอีก หลายพันคน
บันทึกการเข้า

pongonwon
Hero Member
*****

คะแนนความรัก: +312/-942
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,578



| | |
« ตอบ #32 เมื่อ: สิงหาคม 23, 2017, 10:27:23 PM »

คนที่พอผลงานไม่ดี แฟนบอลอยากให้ออกก็ศิษย์รักแกทั้งนั้น ทั้งโค้ชซิโก้  โค้ชโย่ง โค้ชชัยยงค์ โค้ชเฉลิมวุฒ  หรือแม้แต่โค้ชเทิด ของชลบุรีเหมือนโค้ชเฮงเคยพูดถ้าไม่ให้โอกาสโค้ชไทยเรียนรู้ แล้วจะเอาเวทีไหนให้เค้าได้ลองได้พัฒนา

ผมมองว่าแกเป็นคนให้โอกาสคน ซึ่งเป็นเรื่องดีมาก แต่ส่วนใหญ่คนที่แกให้โอกาสมักทำให้แกผิดหวังไม่รู้ทำไมแต่แกก็ยังจะทำและทำต่อไปไม่หยุด จากอดีตพา นที รณชัย ไปญี่ปุ่นก็หนีไม่กลับไปเล่น
พาอดุลย์ไป ก็ยังไม่ประสพความสำเร็จ จนถึงปัจจุบันแก ก็ยังพาย้า พาวรชิต และเด็กคนไหนที่มีแวว แกจะผลักดันหมด

แต่เหมือนแฟนบอลไทยไม่ค่อยอดทนและไม่ค่อยให้โอกาสคนแบบแกทำงานเท่าไร ทั้งที่แกเพิ่งทำงานในตำแหน่งนี้แค่ 2 ปี แต่แกก็คงไม่สนใจว่าใครจะไล่แกด่าแก เพราะอดีตแกโดนมาหนักกว่านี้เยอะ แฟนโทษว่าทรงฟุตบอลไทยห่วยแตกภายใต้การดูแลของแก โค้ชที่เลือกมาห่วยแตก เพราะดูเหมือนผลงานที่ชัดเจนของประธานเทคนิค คือการสร้างโค้ช ซึ่งเป็นเป้าหมายอันดับ 1 สร้างโค้ชทุกระดับให้มากที่สุด ซึ่งโค้ชเหล่านี้จะช่วยกันพัฒนาฟุตบอลอย่างถูกต้องต่อไป ซึ่งอีกไม่นานแกก็คงนั่งดูโค้ชเหล่านี้ทำงานแทนแก เพราะคงสบายใจว่าแกได้คนที่รู้เรื่องฟุตบอลอย่างถูกต้องขึ้นมาอีก หลายพันคน

ถ้าทำดี
เสียงนกเสียงกา(แบบผม)
ก็หายไปเองครับ

สุดท้ายผลงานเท่านั้นคือคำตอบ



ส่วนการให้โอกาสโค้ชเป็นสิ่งที่ดีครับ
แต่ถ้าให้โอกาสคนใกล้ตัวมากเกินไปมันจะกลายเป็น"ระบอบอุปภัมภ์"
ครับ
บันทึกการเข้า
bungart
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +350/-198
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,394


| | |
« ตอบ #33 เมื่อ: สิงหาคม 23, 2017, 10:43:29 PM »

..เค้าเกิดมาเพื่อฟุตบอลโดยแท้ เค้าควรจะได้รับการยกย่องจากชนรุ่นหลัง ว่านี่คือแบบอย่างของคนไทยคนหนึ่งที่แข็งแกร่ง ไปตระเวณหาประสบการณ์มาจากทั่วโลกอย่างยากลำบาก ... แต่มันแทบไม่มีค่าเลยนะกับคนยุคนี้ ที่เล่นบอลเป็นหรือเปล่ายังไม่รู้ แต่สามารถใช้ปรายนิ้วร่ายปานมหาเทพแห่งเกมส์ฟุตบอล.....จะขำหรืออนาจ
ดี...
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 24, 2017, 12:04:35 PM โดย bungart » บันทึกการเข้า
tpong
Newbie
*

คะแนนความรัก: +12/-4
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 96


| | |
« ตอบ #34 เมื่อ: สิงหาคม 24, 2017, 07:44:03 AM »

ขอบคุณครับ
บันทึกการเข้า
ชื่อนี้มีผู้ใช้แล้ว
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +348/-196
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,354


ผมรักบอลไทย


| | |
« ตอบ #35 เมื่อ: สิงหาคม 24, 2017, 07:51:28 AM »

ขอบคุณครับ


บันทึกการเข้า
hartmann
ฮูย่า!
Sr. Member
****

คะแนนความรัก: +118/-187
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,559



| | |
« ตอบ #36 เมื่อ: สิงหาคม 24, 2017, 08:37:52 AM »

"วิ่งออกจากบ้านไปดูบอลบ้านเพื่อนแล้ววิ่งกลับ"
เดี่ยวนี้ เปิด www.thailandsusu.com ก็สามารถละเลงคีย์บอร์ดได้เลย ฮรี่ๆ

เรื่องโค้ชและการวางแนวทางยังไม่ชัดเจน แต่เราก็ต้องให้เวลาแกครับ
"โค้ชไทยออกไปสู่ภายนอกมันคือ ศักดิ์ศรี"
บันทึกการเข้า

เชียร์เข้าไป พวกเรามา cheer Thailand!
sakoncity
เชียร์บอลไทยไปด้วยกัน
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +297/-132
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,294



| | |
« ตอบ #37 เมื่อ: สิงหาคม 24, 2017, 10:05:19 AM »

เอาใจช่วยน้าเฮงนะครับ คนที่มุ่งทำดี ซักวันเค้าก็ต้องเห็นค่ามันบ้างแระ
บันทึกการเข้า

dragonheart
Thailandsusu
Newbie
**

คะแนนความรัก: +322/-17
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 112


| | |
« ตอบ #38 เมื่อ: สิงหาคม 24, 2017, 10:20:32 AM »

ถึงแม้โชคชะตามักเล่นตลกกับโค้ชเฮง
แต่ความที่มีใจรักและความมุมานะพากเพียร
โดยอาศัยความอดทนและมองที่เป้าหมายเป็นหลัก
ทำให้เขาเดินก้าวผ่านปัญหาและอุปสรรคไปได้

เราต้องยอมรับในตรงนี้ของผู้ชายที่ชื่อ...วิทยา

ถึงแม้จะติติงคอมเม้นท์แบบตรงไปตรงมาตามประสา
แต่ในใจโค้ชเฮงแกรักและอยากเห็นความก้าวหน้าของเด็กรุ่นหลัง
ด้วยความสูงวัยและใจดี  บางทีก็มีปัญหาตามมา
แต่สุดท้าย...ผมเชื่อว่าวันเวลาจะพิสูจน์คุณค่าของตัวเอง
ขอคารวะและนับถือฝีมือและคุณค่าของ...วิทยา เลาหกุล


+ ให้ จขกท. ครับ
บันทึกการเข้า
KaRaKaSaNG
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +772/-162
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 7,586


| | |
« ตอบ #39 เมื่อ: สิงหาคม 24, 2017, 02:52:39 PM »

ขอบคุณครับ
บันทึกการเข้า
เภสัชผู้บ้าบอล
Thailandsusu
Sr. Member
**

คะแนนความรัก: +463/-101
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,821


| | |
« ตอบ #40 เมื่อ: สิงหาคม 24, 2017, 03:44:28 PM »

ขอบคุณ คุณ จอน ที่ได้พยายาม เอาทองที่พี่เฮงปิดไว้ด้านหลังองค์พระมาเปิดเผย  ที่ผ่านมาแกโดนเด็กรุ่นหลังทั้งสู้ๆนี้และภายนอกรวมถึงสื่อบางสำนัก ถ่มน้ำลายรดแกด้วย ตัวหนังสือ แกอดทนมาโดยตลอด ผมหวังว่า แกคงมีอายุยืนพอที่จะได้เห็นดอกและผลผลิใบ  จากที่แกได้ปลูก  ผมขออวยพรให้พี่ได้เห็นวันนั้นน่ะครับพี่เฮง
บันทึกการเข้า
thepong
Hero Member
*****

คะแนนความรัก: +183/-68
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,008



| | |
« ตอบ #41 เมื่อ: สิงหาคม 24, 2017, 08:04:10 PM »

คนที่พอผลงานไม่ดี แฟนบอลอยากให้ออกก็ศิษย์รักแกทั้งนั้น ทั้งโค้ชซิโก้  โค้ชโย่ง โค้ชชัยยงค์ โค้ชเฉลิมวุฒ  หรือแม้แต่โค้ชเทิด ของชลบุรีเหมือนโค้ชเฮงเคยพูดถ้าไม่ให้โอกาสโค้ชไทยเรียนรู้ แล้วจะเอาเวทีไหนให้เค้าได้ลองได้พัฒนา

ผมมองว่าแกเป็นคนให้โอกาสคน ซึ่งเป็นเรื่องดีมาก แต่ส่วนใหญ่คนที่แกให้โอกาสมักทำให้แกผิดหวังไม่รู้ทำไมแต่แกก็ยังจะทำและทำต่อไปไม่หยุด จากอดีตพา นที รณชัย ไปญี่ปุ่นก็หนีไม่กลับไปเล่น
พาอดุลย์ไป ก็ยังไม่ประสพความสำเร็จ จนถึงปัจจุบันแก ก็ยังพาย้า พาวรชิต และเด็กคนไหนที่มีแวว แกจะผลักดันหมด

แต่เหมือนแฟนบอลไทยไม่ค่อยอดทนและไม่ค่อยให้โอกาสคนแบบแกทำงานเท่าไร ทั้งที่แกเพิ่งทำงานในตำแหน่งนี้แค่ 2 ปี แต่แกก็คงไม่สนใจว่าใครจะไล่แกด่าแก เพราะอดีตแกโดนมาหนักกว่านี้เยอะ แฟนโทษว่าทรงฟุตบอลไทยห่วยแตกภายใต้การดูแลของแก โค้ชที่เลือกมาห่วยแตก เพราะดูเหมือนผลงานที่ชัดเจนของประธานเทคนิค คือการสร้างโค้ช ซึ่งเป็นเป้าหมายอันดับ 1 สร้างโค้ชทุกระดับให้มากที่สุด ซึ่งโค้ชเหล่านี้จะช่วยกันพัฒนาฟุตบอลอย่างถูกต้องต่อไป ซึ่งอีกไม่นานแกก็คงนั่งดูโค้ชเหล่านี้ทำงานแทนแก เพราะคงสบายใจว่าแกได้คนที่รู้เรื่องฟุตบอลอย่างถูกต้องขึ้นมาอีก หลายพันคน

ถ้าทำดี
เสียงนกเสียงกา(แบบผม)
ก็หายไปเองครับ

สุดท้ายผลงานเท่านั้นคือคำตอบ



ส่วนการให้โอกาสโค้ชเป็นสิ่งที่ดีครับ
แต่ถ้าให้โอกาสคนใกล้ตัวมากเกินไปมันจะกลายเป็น"ระบอบอุปภัมภ์"
ครับ
คนที่พอผลงานไม่ดี แฟนบอลอยากให้ออกก็ศิษย์รักแกทั้งนั้น ทั้งโค้ชซิโก้  โค้ชโย่ง โค้ชชัยยงค์ โค้ชเฉลิมวุฒ  หรือแม้แต่โค้ชเทิด ของชลบุรีเหมือนโค้ชเฮงเคยพูดถ้าไม่ให้โอกาสโค้ชไทยเรียนรู้ แล้วจะเอาเวทีไหนให้เค้าได้ลองได้พัฒนา

ผมมองว่าแกเป็นคนให้โอกาสคน ซึ่งเป็นเรื่องดีมาก แต่ส่วนใหญ่คนที่แกให้โอกาสมักทำให้แกผิดหวังไม่รู้ทำไมแต่แกก็ยังจะทำและทำต่อไปไม่หยุด จากอดีตพา นที รณชัย ไปญี่ปุ่นก็หนีไม่กลับไปเล่น
พาอดุลย์ไป ก็ยังไม่ประสพความสำเร็จ จนถึงปัจจุบันแก ก็ยังพาย้า พาวรชิต และเด็กคนไหนที่มีแวว แกจะผลักดันหมด

แต่เหมือนแฟนบอลไทยไม่ค่อยอดทนและไม่ค่อยให้โอกาสคนแบบแกทำงานเท่าไร ทั้งที่แกเพิ่งทำงานในตำแหน่งนี้แค่ 2 ปี แต่แกก็คงไม่สนใจว่าใครจะไล่แกด่าแก เพราะอดีตแกโดนมาหนักกว่านี้เยอะ แฟนโทษว่าทรงฟุตบอลไทยห่วยแตกภายใต้การดูแลของแก โค้ชที่เลือกมาห่วยแตก เพราะดูเหมือนผลงานที่ชัดเจนของประธานเทคนิค คือการสร้างโค้ช ซึ่งเป็นเป้าหมายอันดับ 1 สร้างโค้ชทุกระดับให้มากที่สุด ซึ่งโค้ชเหล่านี้จะช่วยกันพัฒนาฟุตบอลอย่างถูกต้องต่อไป ซึ่งอีกไม่นานแกก็คงนั่งดูโค้ชเหล่านี้ทำงานแทนแก เพราะคงสบายใจว่าแกได้คนที่รู้เรื่องฟุตบอลอย่างถูกต้องขึ้นมาอีก หลายพันคน

ถ้าทำดี
เสียงนกเสียงกา(แบบผม)
ก็หายไปเองครับ

สุดท้ายผลงานเท่านั้นคือคำตอบ



ส่วนการให้โอกาสโค้ชเป็นสิ่งที่ดีครับ
แต่ถ้าให้โอกาสคนใกล้ตัวมากเกินไปมันจะกลายเป็น"ระบอบอุปภัมภ์"
ครับ
คนที่พอผลงานไม่ดี แฟนบอลอยากให้ออกก็ศิษย์รักแกทั้งนั้น ทั้งโค้ชซิโก้  โค้ชโย่ง โค้ชชัยยงค์ โค้ชเฉลิมวุฒ  หรือแม้แต่โค้ชเทิด ของชลบุรีเหมือนโค้ชเฮงเคยพูดถ้าไม่ให้โอกาสโค้ชไทยเรียนรู้ แล้วจะเอาเวทีไหนให้เค้าได้ลองได้พัฒนา

ผมมองว่าแกเป็นคนให้โอกาสคน ซึ่งเป็นเรื่องดีมาก แต่ส่วนใหญ่คนที่แกให้โอกาสมักทำให้แกผิดหวังไม่รู้ทำไมแต่แกก็ยังจะทำและทำต่อไปไม่หยุด จากอดีตพา นที รณชัย ไปญี่ปุ่นก็หนีไม่กลับไปเล่น
พาอดุลย์ไป ก็ยังไม่ประสพความสำเร็จ จนถึงปัจจุบันแก ก็ยังพาย้า พาวรชิต และเด็กคนไหนที่มีแวว แกจะผลักดันหมด

แต่เหมือนแฟนบอลไทยไม่ค่อยอดทนและไม่ค่อยให้โอกาสคนแบบแกทำงานเท่าไร ทั้งที่แกเพิ่งทำงานในตำแหน่งนี้แค่ 2 ปี แต่แกก็คงไม่สนใจว่าใครจะไล่แกด่าแก เพราะอดีตแกโดนมาหนักกว่านี้เยอะ แฟนโทษว่าทรงฟุตบอลไทยห่วยแตกภายใต้การดูแลของแก โค้ชที่เลือกมาห่วยแตก เพราะดูเหมือนผลงานที่ชัดเจนของประธานเทคนิค คือการสร้างโค้ช ซึ่งเป็นเป้าหมายอันดับ 1 สร้างโค้ชทุกระดับให้มากที่สุด ซึ่งโค้ชเหล่านี้จะช่วยกันพัฒนาฟุตบอลอย่างถูกต้องต่อไป ซึ่งอีกไม่นานแกก็คงนั่งดูโค้ชเหล่านี้ทำงานแทนแก เพราะคงสบายใจว่าแกได้คนที่รู้เรื่องฟุตบอลอย่างถูกต้องขึ้นมาอีก หลายพันคน

ถ้าทำดี
เสียงนกเสียงกา(แบบผม)
ก็หายไปเองครับ

สุดท้ายผลงานเท่านั้นคือคำตอบ



ส่วนการให้โอกาสโค้ชเป็นสิ่งที่ดีครับ
แต่ถ้าให้โอกาสคนใกล้ตัวมากเกินไปมันจะกลายเป็น"ระบอบอุปภัมภ์"
ครับ

ลองยกรายชื่อโค้ชไทย ที่คิดว่าไม่อยู่ใน ระบอบอุปถัมภ์ทีสิครับ

ถ้าใช้ใช่แต่โค้ชนอกล้วนๆ  ก็คงมีนกกามาตารังควานอยู่ดี ว่าไม่ให้โอกาสโค้ชไทยพัฒนาฝีมือ

สุดท้าย อคติ ก็คือ อคติ  ที่มันไม่เกี่ยวว่าผลงานจะเป็นเช่นไร 
บันทึกการเข้า

pongonwon
Hero Member
*****

คะแนนความรัก: +312/-942
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,578



| | |
« ตอบ #42 เมื่อ: สิงหาคม 24, 2017, 08:33:32 PM »

คนที่พอผลงานไม่ดี แฟนบอลอยากให้ออกก็ศิษย์รักแกทั้งนั้น ทั้งโค้ชซิโก้  โค้ชโย่ง โค้ชชัยยงค์ โค้ชเฉลิมวุฒ  หรือแม้แต่โค้ชเทิด ของชลบุรีเหมือนโค้ชเฮงเคยพูดถ้าไม่ให้โอกาสโค้ชไทยเรียนรู้ แล้วจะเอาเวทีไหนให้เค้าได้ลองได้พัฒนา

ผมมองว่าแกเป็นคนให้โอกาสคน ซึ่งเป็นเรื่องดีมาก แต่ส่วนใหญ่คนที่แกให้โอกาสมักทำให้แกผิดหวังไม่รู้ทำไมแต่แกก็ยังจะทำและทำต่อไปไม่หยุด จากอดีตพา นที รณชัย ไปญี่ปุ่นก็หนีไม่กลับไปเล่น
พาอดุลย์ไป ก็ยังไม่ประสพความสำเร็จ จนถึงปัจจุบันแก ก็ยังพาย้า พาวรชิต และเด็กคนไหนที่มีแวว แกจะผลักดันหมด

แต่เหมือนแฟนบอลไทยไม่ค่อยอดทนและไม่ค่อยให้โอกาสคนแบบแกทำงานเท่าไร ทั้งที่แกเพิ่งทำงานในตำแหน่งนี้แค่ 2 ปี แต่แกก็คงไม่สนใจว่าใครจะไล่แกด่าแก เพราะอดีตแกโดนมาหนักกว่านี้เยอะ แฟนโทษว่าทรงฟุตบอลไทยห่วยแตกภายใต้การดูแลของแก โค้ชที่เลือกมาห่วยแตก เพราะดูเหมือนผลงานที่ชัดเจนของประธานเทคนิค คือการสร้างโค้ช ซึ่งเป็นเป้าหมายอันดับ 1 สร้างโค้ชทุกระดับให้มากที่สุด ซึ่งโค้ชเหล่านี้จะช่วยกันพัฒนาฟุตบอลอย่างถูกต้องต่อไป ซึ่งอีกไม่นานแกก็คงนั่งดูโค้ชเหล่านี้ทำงานแทนแก เพราะคงสบายใจว่าแกได้คนที่รู้เรื่องฟุตบอลอย่างถูกต้องขึ้นมาอีก หลายพันคน

ถ้าทำดี
เสียงนกเสียงกา(แบบผม)
ก็หายไปเองครับ

สุดท้ายผลงานเท่านั้นคือคำตอบ



ส่วนการให้โอกาสโค้ชเป็นสิ่งที่ดีครับ
แต่ถ้าให้โอกาสคนใกล้ตัวมากเกินไปมันจะกลายเป็น"ระบอบอุปภัมภ์"
ครับ
คนที่พอผลงานไม่ดี แฟนบอลอยากให้ออกก็ศิษย์รักแกทั้งนั้น ทั้งโค้ชซิโก้  โค้ชโย่ง โค้ชชัยยงค์ โค้ชเฉลิมวุฒ  หรือแม้แต่โค้ชเทิด ของชลบุรีเหมือนโค้ชเฮงเคยพูดถ้าไม่ให้โอกาสโค้ชไทยเรียนรู้ แล้วจะเอาเวทีไหนให้เค้าได้ลองได้พัฒนา

ผมมองว่าแกเป็นคนให้โอกาสคน ซึ่งเป็นเรื่องดีมาก แต่ส่วนใหญ่คนที่แกให้โอกาสมักทำให้แกผิดหวังไม่รู้ทำไมแต่แกก็ยังจะทำและทำต่อไปไม่หยุด จากอดีตพา นที รณชัย ไปญี่ปุ่นก็หนีไม่กลับไปเล่น
พาอดุลย์ไป ก็ยังไม่ประสพความสำเร็จ จนถึงปัจจุบันแก ก็ยังพาย้า พาวรชิต และเด็กคนไหนที่มีแวว แกจะผลักดันหมด

แต่เหมือนแฟนบอลไทยไม่ค่อยอดทนและไม่ค่อยให้โอกาสคนแบบแกทำงานเท่าไร ทั้งที่แกเพิ่งทำงานในตำแหน่งนี้แค่ 2 ปี แต่แกก็คงไม่สนใจว่าใครจะไล่แกด่าแก เพราะอดีตแกโดนมาหนักกว่านี้เยอะ แฟนโทษว่าทรงฟุตบอลไทยห่วยแตกภายใต้การดูแลของแก โค้ชที่เลือกมาห่วยแตก เพราะดูเหมือนผลงานที่ชัดเจนของประธานเทคนิค คือการสร้างโค้ช ซึ่งเป็นเป้าหมายอันดับ 1 สร้างโค้ชทุกระดับให้มากที่สุด ซึ่งโค้ชเหล่านี้จะช่วยกันพัฒนาฟุตบอลอย่างถูกต้องต่อไป ซึ่งอีกไม่นานแกก็คงนั่งดูโค้ชเหล่านี้ทำงานแทนแก เพราะคงสบายใจว่าแกได้คนที่รู้เรื่องฟุตบอลอย่างถูกต้องขึ้นมาอีก หลายพันคน

ถ้าทำดี
เสียงนกเสียงกา(แบบผม)
ก็หายไปเองครับ

สุดท้ายผลงานเท่านั้นคือคำตอบ



ส่วนการให้โอกาสโค้ชเป็นสิ่งที่ดีครับ
แต่ถ้าให้โอกาสคนใกล้ตัวมากเกินไปมันจะกลายเป็น"ระบอบอุปภัมภ์"
ครับ
คนที่พอผลงานไม่ดี แฟนบอลอยากให้ออกก็ศิษย์รักแกทั้งนั้น ทั้งโค้ชซิโก้  โค้ชโย่ง โค้ชชัยยงค์ โค้ชเฉลิมวุฒ  หรือแม้แต่โค้ชเทิด ของชลบุรีเหมือนโค้ชเฮงเคยพูดถ้าไม่ให้โอกาสโค้ชไทยเรียนรู้ แล้วจะเอาเวทีไหนให้เค้าได้ลองได้พัฒนา

ผมมองว่าแกเป็นคนให้โอกาสคน ซึ่งเป็นเรื่องดีมาก แต่ส่วนใหญ่คนที่แกให้โอกาสมักทำให้แกผิดหวังไม่รู้ทำไมแต่แกก็ยังจะทำและทำต่อไปไม่หยุด จากอดีตพา นที รณชัย ไปญี่ปุ่นก็หนีไม่กลับไปเล่น
พาอดุลย์ไป ก็ยังไม่ประสพความสำเร็จ จนถึงปัจจุบันแก ก็ยังพาย้า พาวรชิต และเด็กคนไหนที่มีแวว แกจะผลักดันหมด

แต่เหมือนแฟนบอลไทยไม่ค่อยอดทนและไม่ค่อยให้โอกาสคนแบบแกทำงานเท่าไร ทั้งที่แกเพิ่งทำงานในตำแหน่งนี้แค่ 2 ปี แต่แกก็คงไม่สนใจว่าใครจะไล่แกด่าแก เพราะอดีตแกโดนมาหนักกว่านี้เยอะ แฟนโทษว่าทรงฟุตบอลไทยห่วยแตกภายใต้การดูแลของแก โค้ชที่เลือกมาห่วยแตก เพราะดูเหมือนผลงานที่ชัดเจนของประธานเทคนิค คือการสร้างโค้ช ซึ่งเป็นเป้าหมายอันดับ 1 สร้างโค้ชทุกระดับให้มากที่สุด ซึ่งโค้ชเหล่านี้จะช่วยกันพัฒนาฟุตบอลอย่างถูกต้องต่อไป ซึ่งอีกไม่นานแกก็คงนั่งดูโค้ชเหล่านี้ทำงานแทนแก เพราะคงสบายใจว่าแกได้คนที่รู้เรื่องฟุตบอลอย่างถูกต้องขึ้นมาอีก หลายพันคน

ถ้าทำดี
เสียงนกเสียงกา(แบบผม)
ก็หายไปเองครับ

สุดท้ายผลงานเท่านั้นคือคำตอบ



ส่วนการให้โอกาสโค้ชเป็นสิ่งที่ดีครับ
แต่ถ้าให้โอกาสคนใกล้ตัวมากเกินไปมันจะกลายเป็น"ระบอบอุปภัมภ์"
ครับ

ลองยกรายชื่อโค้ชไทย ที่คิดว่าไม่อยู่ใน ระบอบอุปถัมภ์ทีสิครับ

ถ้าใช้ใช่แต่โค้ชนอกล้วนๆ  ก็คงมีนกกามาตารังควานอยู่ดี ว่าไม่ให้โอกาสโค้ชไทยพัฒนาฝีมือ

สุดท้าย อคติ ก็คือ อคติ  ที่มันไม่เกี่ยวว่าผลงานจะเป็นเช่นไร 

ลองไปค้น ดูกระทู้ผมนะครับ
ผมบอกเลยทุกอย่างอยู่ที่ผลงาน

อะไรที่มันดีผมชม
อะไรที่ไม่ดีผมก็ด่า
แค่นั้น

ไม่มี อคติ
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  




Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006-2007, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!