Thailandsusu Webboard
เมษายน 24, 2017, 12:35:03 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน Gallery เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ขอถามเกี่ยวกับประวัติศาสตร์สงครามสมัยอยุธยา..  (อ่าน 1501 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
deawfico
Sr. Member
****

คะแนนความรัก: +242/-828
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,674



| | |
« เมื่อ: เมษายน 20, 2017, 10:57:16 AM »

เสียกรุงครั้งแรกกับเสียกรุงครั้งที่สอง ระยะห่างของสงครามห่างกัน 100 กว่าปี อยากทราบว่า กลยุทธ์ของสงคราม และอาวุธสงครามของทั้งสองเหตุการณ์เหมือนหรือต่างกันอย่างไร คำว่า 100 กว่าปีเทียบเท่าสงครามโลกครั้งที่สองจนถึงปัจจุบันเลยนะครับ น่าจะมีอะไรที่แตกต่างจากเดิมบ้าง ผมเห็นในหนัง ก็มีแต่ดาบกับปืนใหญ่และปืนไฟ ชุดเกราะก็เหือนกัน ก็ยังคิดในใจอยู่ว่า ยุคสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์กับสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ อายุห่างกันร้อยกว่าปี อาวุธสงครามไม่พัฒนาบ้างเชียวหรือ..?
บันทึกการเข้า

ชีวิตที่สันโดษย่อมมีความสุขเสมอ
teerarod_AV111
Rock 'n Roll Never dies
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +631/-200
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 9,943


Impossible is nothing


| | |
« ตอบ #1 เมื่อ: เมษายน 20, 2017, 11:24:29 AM »

ไม่ค่อยต่าง เพราะมันแทบไม่มีการพัฒนาเทคโนโลยีอะไรเลย

ต่างจากสงครามโลกครั้งที่ 1 กับ 2 อันนี้มันยุคค่อนข้างใหม่แล้ว ยุคหลังการปฏิวัติอุตสาหกรรม
วิทยาศสาสตร์เจริญมากช่วงนี้ เทคโนโลยีหลายอย่างมันเลยก้าวกระโดดได้
บันทึกการเข้า

นายทองดี_GoldCity
ฅuธssม๑ๅ... ๓ีu๓ิ๑๑ิu.....แ๓่มีฟุ๓บoa|uสๅe|aืo๑
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +420/-1027
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,384


อารยะชน..ตรงๆ...แรงแต่ไม่หยาบ...แตกต่างไม่ใช่ปัญหา


เว็บไซต์
| | |
« ตอบ #2 เมื่อ: เมษายน 20, 2017, 02:00:46 PM »

ขนาด และระยะยิงของปืนใหญ่คงพัฒนาขึ้นบ้างมั้ง
บันทึกการเข้า

 
cikada
ที่ไหนมีป่า ที่นั้นมีน้ำ
Hero Member
*****

คะแนนความรัก: +508/-763
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 4,386


นักรบกรมหลวง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุทยานเสด็จในกรม กรมหลวงชุมพร


| | |
« ตอบ #3 เมื่อ: เมษายน 20, 2017, 02:28:14 PM »

อยุธยาช่วงปลายเป็นเมืองที่นั้นค้าขาย ไม่ค่อยได้สนใจกับการทหาร
 ปืนใหญ่ยังเป็นลูกเหล็กเหมือนเดืม 
อาจจะปืนคาบศิลา เพิ่มขึ้นมา
แต่หลังจากเสียกรุงพบว่า ปืนคาบศิลาไม่ได้ถูกนำออกมาใช้เลย
อาจจะไม่เคยชิน 
บันทึกการเข้า

เฮงซัง GetOut !! สนับสนุน บิ๊กป๋อม”อดิศักดิ์ เบ็ญจศิริวรรณ เป็นประธานพัฒนาเทคนิคฟุตบอลทีมชาติไทย
เซลล์โรงพิมพ์
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +391/-426
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,862



เว็บไซต์
| | |
« ตอบ #4 เมื่อ: เมษายน 20, 2017, 02:33:30 PM »

ผมแนะนำซีดีชุดคุยเฟื่องเรื่องอยุธยาของอ.วีระ ธีรภัทร์ฟังแล้วละเอียดยิบเลย
บันทึกการเข้า
Seamus O'grady
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +3485/-1485
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 32,761


ลิเวอร์พูลทั่วไทย..!!!


| | |
« ตอบ #5 เมื่อ: เมษายน 20, 2017, 03:03:03 PM »

กลยุทธ์การป้องกันเมืองของกรุงศรีอยุธยา ไม่ได้มีอะไรซับซ้อน กล่าวคือ การใช้เกาะเมืองเป็นที่ตั้ง เน้นรับแบบเต็มตัว กำแพงเมืองสูงใหญ่ แข็งแรง คูเมืองกว้างและลึก และใช้แม่น้ำที่ล้อมพระราชวังเป็นปราการธรรมชาติ ทั้งแม่น้ำเจ้าพระยา, ลพบุรี และป่าสัก ยื้อไว้ให้นานที่สุดโดยการอพยพผู้คนเข้ามาในเขตกำแพงเมืองและสะสมเสบียง และให้หัวเมืองทางเหนือและทางตะวันตกตีกระหนาบโอบแนวหลังของทัพฆ่าศึก ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นกองทัพพม่า และเมื่อถึงเดือน 9 น้ำเหนือจะเริ่มหลากท่วมรอบพระนคร ทำให้ไม่สามารถตั้งทัพอยู่นานได้ ทั้งขาดเสบียงและโรคระบาดที่มากับน้ำ

การรบสมัยก่อนก็ไม่มีอะไรมาก ยกพวกไปล้อมเมือง กดดันกันไป ยิงปืนใหญ่เข้าไป ปิดเส้นทางเสบียงกันไป ยอมไม่ยอมก็ว่ากันไป เทคโนโลยีใหม่สุดในตอนนั้นก้คงจะเป็นปืนใหญ่ และปืนยาวหรือที่เรียกกันว่าปืนไฟ อาวุธชนิดนี้เข้ามาจากพวกยุโรป ทำให้ไม่ต้องใช้กำลังทหารเป็นแสนๆ เหมือนก่อน
บันทึกการเข้า

แหล่งชุมนุมของตากล้องหน้าตาดี...ชาวสุราษฎร์ฯ
Seamus O'grady
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +3485/-1485
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 32,761


ลิเวอร์พูลทั่วไทย..!!!


| | |
« ตอบ #6 เมื่อ: เมษายน 20, 2017, 03:06:30 PM »

ขนาด และระยะยิงของปืนใหญ่คงพัฒนาขึ้นบ้างมั้ง

ถ้าดูหนังท่านมุ้ย เรื่องตำนานสมเด็จฯ เอาจริงๆ นะ ปืนใหญ่ที่ยิงแล้วลูกตกระเบิด เพิ่งมีในสมัยราชวงศ์ปราสาททอง สมัยสมเด็จพระนารายณ์ ก่อนหน้านั้นกระสุนเป็นลูกเหล็กกลมๆ ไม้กลึงจนกลม การยิงหวังผลเพื่อทำลายที่ตั้งสำคัญๆ ที่วัตถุ อาคาร โครงสร้างอะไรต่างๆ มากกว่า ในหนังก็ทำเกินไปนิดนึง 555+
บันทึกการเข้า

แหล่งชุมนุมของตากล้องหน้าตาดี...ชาวสุราษฎร์ฯ
นายทองดี_GoldCity
ฅuธssม๑ๅ... ๓ีu๓ิ๑๑ิu.....แ๓่มีฟุ๓บoa|uสๅe|aืo๑
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +420/-1027
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,384


อารยะชน..ตรงๆ...แรงแต่ไม่หยาบ...แตกต่างไม่ใช่ปัญหา


เว็บไซต์
| | |
« ตอบ #7 เมื่อ: เมษายน 20, 2017, 03:13:46 PM »

กลยุทธ์การป้องกันเมืองของกรุงศรีอยุธยา ไม่ได้มีอะไรซับซ้อน กล่าวคือ การใช้เกาะเมืองเป็นที่ตั้ง เน้นรับแบบเต็มตัว กำแพงเมืองสูงใหญ่ แข็งแรง คูเมืองกว้างและลึก และใช้แม่น้ำที่ล้อมพระราชวังเป็นปราการธรรมชาติ ทั้งแม่น้ำเจ้าพระยา, ลพบุรี และป่าสัก ยื้อไว้ให้นานที่สุดโดยการอพยพผู้คนเข้ามาในเขตกำแพงเมืองและสะสมเสบียง และให้หัวเมืองทางเหนือและทางตะวันตกตีกระหนาบโอบแนวหลังของทัพฆ่าศึก ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นกองทัพพม่า และเมื่อถึงเดือน 9 น้ำเหนือจะเริ่มหลากท่วมรอบพระนคร ทำให้ไม่สามารถตั้งทัพอยู่นานได้ ทั้งขาดเสบียงและโรคระบาดที่มากับน้ำ

การรบสมัยก่อนก็ไม่มีอะไรมาก ยกพวกไปล้อมเมือง กดดันกันไป ยิงปืนใหญ่เข้าไป ปิดเส้นทางเสบียงกันไป ยอมไม่ยอมก็ว่ากันไป เทคโนโลยีใหม่สุดในตอนนั้นก้คงจะเป็นปืนใหญ่ และปืนยาวหรือที่เรียกกันว่าปืนไฟ อาวุธชนิดนี้เข้ามาจากพวกยุโรป ทำให้ไม่ต้องใช้กำลังทหารเป็นแสนๆ เหมือนก่อน

ลองนึกถึงภาพการรบสมัยนั้นนะ  สงครามภูมิภาคนี้รบกันแบบทหารเลวส่วนมากไม่ได้มีเกราะเหล็กใส่เหมือนของยุโรป  แล้วต้องถือดาบวิ่งเข้าหากัน หรือ คนที่ปีนบันไดเกาะไว้มือนึง กวัดแกว่งดาบมือนึง

ถ้าไม่มีสิ่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจอย่างลึกซึ้งสูงสุด น่าจะทำไม่ได้...ดังนั้นสิ่งที่ซับซ้อนจะส่งผลต่อการรบนั่น คือ ความศรัทธาต่อผู้นำการรบ หรือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ยึดเหนี่ยว นั่นเองครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 20, 2017, 03:15:33 PM โดย นายทองดี_GoldCity » บันทึกการเข้า

 
deawfico
Sr. Member
****

คะแนนความรัก: +242/-828
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,674



| | |
« ตอบ #8 เมื่อ: เมษายน 20, 2017, 03:18:19 PM »

ขนาด และระยะยิงของปืนใหญ่คงพัฒนาขึ้นบ้างมั้ง

ถ้าดูหนังท่านมุ้ย เรื่องตำนานสมเด็จฯ เอาจริงๆ นะ ปืนใหญ่ที่ยิงแล้วลูกตกระเบิด เพิ่งมีในสมัยราชวงศ์ปราสาททอง สมัยสมเด็จพระนารายณ์ ก่อนหน้านั้นกระสุนเป็นลูกเหล็กกลมๆ ไม้กลึงจนกลม การยิงหวังผลเพื่อทำลายที่ตั้งสำคัญๆ ที่วัตถุ อาคาร โครงสร้างอะไรต่างๆ มากกว่า ในหนังก็ทำเกินไปนิดนึง 555+
ใช่ๆผมคิดประมาณท่านนะ
บันทึกการเข้า

ชีวิตที่สันโดษย่อมมีความสุขเสมอ
deawfico
Sr. Member
****

คะแนนความรัก: +242/-828
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,674



| | |
« ตอบ #9 เมื่อ: เมษายน 20, 2017, 03:19:58 PM »

ถ้าตำราวิชาต่างๆไม่ถูกเผาทำลายในสมัยเสียกรุงครั้งที่สอง คงได้องค์ความรู้ที่มากกว่านี้...
บันทึกการเข้า

ชีวิตที่สันโดษย่อมมีความสุขเสมอ
golfgreww
Full Member
***

คะแนนความรัก: +86/-41
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 820



| | |
« ตอบ #10 เมื่อ: เมษายน 20, 2017, 03:41:10 PM »

ลูกปืนใหญ่ยิงแล้วไม่ระเบิดจริงครับ แต่มันมีกระสุนปืนใหญ่หลายอย่าง ทั้งเป็นแบบตุ้ม2ข้าง ตรงกลางเป็นโซ่ เพื่อใช้ยิงคนก็มีครับ ลองหารูปดูครับ ผมจำไม่ได้ว่าเห็นจากเว็บไหน
บันทึกการเข้า
kerng
Jr. Member
**

คะแนนความรัก: +15/-9
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 640



| | |
« ตอบ #11 เมื่อ: เมษายน 20, 2017, 06:17:40 PM »

ช่วงนั้นปืนใหญ่เราเยอะครับซื้อจากยุโรปมาเยอะมีกระทั่งปืนใหญ่แบบมอร์ตายิงกระจายตายเป็นเบือ แต่โดนล้อมนานกอปรกับไม่ได้เตรียมป้องกันไว้แต่แรก เพราะเจ้าฟ้าอุทุมพรที่มีความสามารถทางการรบก็หนีภัยในราชสำนักไปบวช การเตรียมการสั่งสมอาวุธ เสบียง กระสุน ดินปืนมีไม่เพียงพอ พม่าก็เตรียมตัวมาดีเหลือเกิน น้ำหลากมาก็แล้วยังตั้งค่ายล้อมอยุ่ได้ พวกต่างชาติที่อาสามาช่วยรบอย่างอังกฤษยังโดนพม่ารุมฆ่าเละเทะ ทั้งนี้เพราะเทคโนโลยีอาวุธสมัยนั้นไม่ได้เหนือกว่ากันเหมือนช่วงหลังปฎิวัติอุตสาหกรรม

สรุปคือไม่ใช่สู้ไม่ได้แต่ไม่เตรียมพร้อมที่จะสู้ พอโดนล้อมนานๆก็ไม่มีใจที่จะสู้เข้าไปอีก
บันทึกการเข้า
roengrakroengritt998908
ตถตา...ทุกอย่างเป็นอย่างทีมันเป็น
Full Member
***

คะแนนความรัก: +55/-37
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 736



| | |
« ตอบ #12 เมื่อ: เมษายน 20, 2017, 07:20:32 PM »

รู้แต่ว่า เจ้าแรกที่เอาอาวุธปืนเข้ามาขายในอยุธยา คือ โปรตุเกส ....ปืนยาวที่ใช้ยิงกัน โดยมาก็เป็นของโปรตุเกส
รู้แต่ว่า...ภายหลังเสียกรุงครั้งที่สอง พวกพม่าตั้งทัพอยู่ในกรุงศรีอยุธยาไม่ถึงสัปดาห์ ก็กลับ...คนที่เผากรุงศรีอยุธยา ไม่ใช่พม่าเพียงอย่างเดียว แต่คนไทย กับ คนจีน เผาอยุธยามากกว่าที่พม่าเผา เพราะหลังสงครามผู้คนไม่มีอะไรจะกิน ต้องเผาเจดีย์ วิหาร เพื่อลอกเอาทองไปขายมาดำรงชีวิต (ชาวยุโรปคนหนึ่งบันทึกไว้ ไม่แน่ใจว่า อังกฤษหรือฝรั่งเศส ระบุด้วยว่า เห็นแล้วอนาถใจ ไม่คิดว่า คนไทยกับคนจีนจะทำกับอยุธยาแบบนี้)
บันทึกการเข้า

Good man goes to the heaven batman goes to everywhere.
Seamus O'grady
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +3485/-1485
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 32,761


ลิเวอร์พูลทั่วไทย..!!!


| | |
« ตอบ #13 เมื่อ: เมษายน 20, 2017, 08:27:48 PM »

กลยุทธ์การป้องกันเมืองของกรุงศรีอยุธยา ไม่ได้มีอะไรซับซ้อน กล่าวคือ การใช้เกาะเมืองเป็นที่ตั้ง เน้นรับแบบเต็มตัว กำแพงเมืองสูงใหญ่ แข็งแรง คูเมืองกว้างและลึก และใช้แม่น้ำที่ล้อมพระราชวังเป็นปราการธรรมชาติ ทั้งแม่น้ำเจ้าพระยา, ลพบุรี และป่าสัก ยื้อไว้ให้นานที่สุดโดยการอพยพผู้คนเข้ามาในเขตกำแพงเมืองและสะสมเสบียง และให้หัวเมืองทางเหนือและทางตะวันตกตีกระหนาบโอบแนวหลังของทัพฆ่าศึก ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นกองทัพพม่า และเมื่อถึงเดือน 9 น้ำเหนือจะเริ่มหลากท่วมรอบพระนคร ทำให้ไม่สามารถตั้งทัพอยู่นานได้ ทั้งขาดเสบียงและโรคระบาดที่มากับน้ำ

การรบสมัยก่อนก็ไม่มีอะไรมาก ยกพวกไปล้อมเมือง กดดันกันไป ยิงปืนใหญ่เข้าไป ปิดเส้นทางเสบียงกันไป ยอมไม่ยอมก็ว่ากันไป เทคโนโลยีใหม่สุดในตอนนั้นก้คงจะเป็นปืนใหญ่ และปืนยาวหรือที่เรียกกันว่าปืนไฟ อาวุธชนิดนี้เข้ามาจากพวกยุโรป ทำให้ไม่ต้องใช้กำลังทหารเป็นแสนๆ เหมือนก่อน
ลองนึกถึงภาพการรบสมัยนั้นนะ  สงครามภูมิภาคนี้รบกันแบบทหารเลวส่วนมากไม่ได้มีเกราะเหล็กใส่เหมือนของยุโรป  แล้วต้องถือดาบวิ่งเข้าหากัน หรือ คนที่ปีนบันไดเกาะไว้มือนึง กวัดแกว่งดาบมือนึง

ถ้าไม่มีสิ่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจอย่างลึกซึ้งสูงสุด น่าจะทำไม่ได้...ดังนั้นสิ่งที่ซับซ้อนจะส่งผลต่อการรบนั่น คือ ความศรัทธาต่อผู้นำการรบ หรือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ยึดเหนี่ยว นั่นเองครับ

การรบแบบตะลุมบอน รบซึ่งๆ หน้าน้อยมากครับ ส่วนมากจะเป็นกองหน้าหน่วยทะลวงฟันเข้ามาประชิดรบพุ่งกัน การใช้กองกำลังทหารจำนวนมาก แสดงแสนยานุภาพ ทั้งทัพม้า ทัพช้าง ปืนใหญ่ และทหารจากแม่ทัพต่างๆ การแปรริ้วขบวนรบคือสิ่งที่จะข่มขวัญคู่แข่ง แปรขบวน บุกประชิดเข้าไป ยิงปืนใหญ่ขู่เข้าไป เรียกว่าสู้กันด้วยสภาพจิตใจ เหมือนกับเล่นไ่พ่ 9 เก นั่นแหล่ะครับ ใครหน้าตักดีกว่าโอกาสชนะสูง หลังๆ มีการรบแบบจรยุทธ์ หรือรบแบบกองโจร กำลังน้อยแต่สามารถเอาชนะกำลังมากได้ ไพ่เด็ดของการรบแบบนี้คือการตัดกำลัง ทำลายกองเสบียงของคู่ต่อสู้และการแยกไปก่อกวนค่ายเล็กค่ายน้อยของฆ่าศึกให้ต้องเพิ่มความระแวดระวังอยู่เสมอ
บันทึกการเข้า

แหล่งชุมนุมของตากล้องหน้าตาดี...ชาวสุราษฎร์ฯ
SIAMENG49
MUANG THONG UNITED
Thailandsusu
Jr. Member
**

คะแนนความรัก: +86/-17
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 688



| | |
« ตอบ #14 เมื่อ: เมษายน 20, 2017, 08:39:17 PM »

อ่านเป็นความรู้ดีครับ ไทยแลนด์สู้ๆ ไม่ได้มีแต่เรื่องฟุตบอลจริงๆ
บันทึกการเข้า
Seamus O'grady
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +3485/-1485
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 32,761


ลิเวอร์พูลทั่วไทย..!!!


| | |
« ตอบ #15 เมื่อ: เมษายน 20, 2017, 08:54:44 PM »

ช่วงนั้นปืนใหญ่เราเยอะครับซื้อจากยุโรปมาเยอะมีกระทั่งปืนใหญ่แบบมอร์ตายิงกระจายตายเป็นเบือ แต่โดนล้อมนานกอปรกับไม่ได้เตรียมป้องกันไว้แต่แรก เพราะเจ้าฟ้าอุทุมพรที่มีความสามารถทางการรบก็หนีภัยในราชสำนักไปบวช การเตรียมการสั่งสมอาวุธ เสบียง กระสุน ดินปืนมีไม่เพียงพอ พม่าก็เตรียมตัวมาดีเหลือเกิน น้ำหลากมาก็แล้วยังตั้งค่ายล้อมอยุ่ได้ พวกต่างชาติที่อาสามาช่วยรบอย่างอังกฤษยังโดนพม่ารุมฆ่าเละเทะ ทั้งนี้เพราะเทคโนโลยีอาวุธสมัยนั้นไม่ได้เหนือกว่ากันเหมือนช่วงหลังปฎิวัติอุตสาหกรรม

สรุปคือไม่ใช่สู้ไม่ได้แต่ไม่เตรียมพร้อมที่จะสู้ พอโดนล้อมนานๆก็ไม่มีใจที่จะสู้เข้าไปอีก

หลังสิ้นรัชสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ อยุธยาก็เริ่มนับถอยหลังครับ มีการรัฐประหารซ้ำไปซ้ำมาจนไม่เหลือขุนนางและคนมีฝีมือไว้ใช้ในราชการ พวกที่อยู่ก็อยู่แบบต้องระมัดระวังว่าวันไหนจะมีการยึดอำนาจกันอีก ถึงขนาดในสมัยหนึ่งถึงกับต้องจ้างชาวต่างชาติมารับราชการในราชสำนัก เหตุผลเพราะทรัพยากรบุคคลเริ่มจะขาดแคลน แต่ในที่สุด ต่างชาติที่เข้ามาเริ่มที่จะสร้างอิทธิพลและพยามจะฮุบเอากรุงศรีฯ เสียเอง สุดท้ายก็เป็นขุนนางชาวสยามนี่เเหละยึดอำนาจคืนจากพวกขุนนางต่างชาติและก็ขับไล่ออกจากอาณาจักรไป ช่วงนั้นถือว่าโชคดีที่พม่า คู่ต่อสู้สยามอ่อนแอเกินกว่าจะมาทำศึกกับสยามได้ เพราะรบกับมอญอยู่ตลอดเวลา อีกด้านสยามเองก็เน้นค้าขาย คงคิดว่าพม่าคงไม่อาจมาทำอะไรได้อีกแล้ว มอญคุมพม่าอยู่ยี่สิบปี พม่าก็กลับมาได้ อัดมอญซะยับเยินจนสิ้นชาติทุกวันนี้ หลังจากพม่าจัดการกับมอญได้แล้ว ทีนี้ก็มาถึงศัตรูเบอร์หนึ่งคือกรุงศรีอยุธยา พม่ายกทัพมาครั้งแรก ล้อมเอาไว้นานพอสมควร แต่สุดท้ายต้องยกทัพกลับ เพราะผู้นำของพวกเค้าประชวรและสวรรคตระหว่างเสด็จกลับ สยามบอกว่าปืนใหญ่ระเบิดใส่ พม่าบอกว่าโรคบิด อังกฤษบอกว่าเป็นโรคฉี่หนู

รอบแรกพม่ากลับไป สยามก็กลับมาทะเลาะกันเองอีกระหว่างพี่น้อง คล้อยหลังอีก 6 ปี พม่ารุ่นใหม่เจนเนอเรชั่นที่ 3 คราวนี้ไม่ได้ยกทัพมาเอง แต่ใช้สองแม่ทัพยกทัพใหญ่มา 2 ทาง คือด้านเหนือและด้านตะวันตก ใช้ยุทธวิธีแบบคีมล๊อค ตีเมืองต่างๆ มาเรื่อยๆ ใช้การสร้างข่าวลวงว่าอยุธยาไม่ส่งคนมาช่วยหรอก ยอมมาเป็นพวกกับเราดีกว่า สองกองทัพของพม่า ตีไล่มาเรื่อยๆ จนสะสมกองทัพได้มากขึ้น คาดการว่ามาจากอังวะมีแค่ทัพละสองหมื่น แต่สามารถสร้างกำลังเพิ่มขึ้นได้เกือบเท่าตัว จุดสำคัญคืในการรบครั้งสุดท้ายในครั้งนี้ก็คือ พม่าเองมีเวลาไม่เยอะ เพราะต้องติดพันกับการรบจีน การตีอยุธยาในคราวนี้เดิมพันด้วยการสิ้นเมืองพม่าเลยทีเดียว เพราะแม่ทัพอันดับหนึ่งและผู้นำของเค้า ไปยันจีนที่ชายแดน ดังนั้นการรบกับสยามจะต้องทำงานให้เนี๊ยบ รวดเร็ว ฉับไว แม้ว่าจะเจอน้ำท่วมก็ไม่หนี ให้ทำค่ายลอยน้ำ และประเด็นสำคัญที่สุดก็คือ การปิดทางทางไม่ให้อยุธยาติดต่อซื้ออาวุธยุทธภัณฑ์จากต่างประเทศ นี่คือสาเหตุที่อยุธยาต้องแพ้อย่างราบคาบ และเมื่อพม่าชนะก็ต้องรีบกลับ เชลยต่างๆ ทรัพย์สมบัติก็ต้องเอาไปใช้งานเป็นทุนในการรบกับจีนต่อไป
บันทึกการเข้า

แหล่งชุมนุมของตากล้องหน้าตาดี...ชาวสุราษฎร์ฯ
sanggung
Full Member
***

คะแนนความรัก: +223/-857
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,085


| | |
« ตอบ #16 เมื่อ: เมษายน 20, 2017, 09:27:52 PM »

มึคนเชื่อหนัง มโน  ของท่านมุ้ย  เยอะซะด้วย
บันทึกการเข้า
integrity
เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เป็นธรรมดา
Newbie
*

คะแนนความรัก: +6/-6
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 169



| | |
« ตอบ #17 เมื่อ: เมษายน 20, 2017, 09:44:01 PM »

เยี่ยมครับ
บันทึกการเข้า

free image hosting <<<<<<<<<<<<<< รักทีมไทย >>>>>>>>>>>>>>
Seamus O'grady
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +3485/-1485
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 32,761


ลิเวอร์พูลทั่วไทย..!!!


| | |
« ตอบ #18 เมื่อ: เมษายน 20, 2017, 10:42:40 PM »

มึคนเชื่อหนัง มโน  ของท่านมุ้ย  เยอะซะด้วย

ภาพยนต์สร้างเพื่อความบันเทิงครับ ไม่ใช่สารคดี History
บันทึกการเข้า

แหล่งชุมนุมของตากล้องหน้าตาดี...ชาวสุราษฎร์ฯ
cikada
ที่ไหนมีป่า ที่นั้นมีน้ำ
Hero Member
*****

คะแนนความรัก: +508/-763
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 4,386


นักรบกรมหลวง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุทยานเสด็จในกรม กรมหลวงชุมพร


| | |
« ตอบ #19 เมื่อ: เมษายน 21, 2017, 01:22:40 AM »

การที่ราชบัลลังจะมั่นคง ก็ด้วยต้องมีนักรบที่เก่งกาจ หรือต้องมี วังหน้าว่าราชการต่างพระเนตรพระกรรณได้  เสมือนพระเจ้าอยู่หัวองค์ที่ 2 สังเกตุในอดีต วังหน้าจะเป็นทหารนักรบ ออกศึกก่อนวังหลวงเสมอ ตั้งแต่สมเด็จพระนเรศวร หากไม่ตั้งวังหน้าก็จะมีขุนนางเป็นตัวคุมกำลังแทน การที่จะให้ขุนนางนำทัพออกรบขวัญกำลังใจของทหารก็ไม่มี  นำทัพออกไปก็แพ้ ไม่เคยมีขุนนางคนไหนนำทัพออกรบแล้วจะชนะข้าศึกได้ ไม่นับขุนเหล็กเพราะพงศาวดารไม่ชัดเจน นับแต่สินสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศก็ไม่มีการตั้งวั้งหน้าอีกเลยจนเสียกรุง จนถึงรัชการที่ 1 ทรงตั้งวังหน้าขึ้นมา ซึ่งก็นำทัพออกรบชนะทุกครั้ง หรือแม้แต่รัชการที่ 2 เมื่อครั้งยังเป็นวังหน้าก็นำทัพออกศึกมาแล้ว
บันทึกการเข้า

เฮงซัง GetOut !! สนับสนุน บิ๊กป๋อม”อดิศักดิ์ เบ็ญจศิริวรรณ เป็นประธานพัฒนาเทคนิคฟุตบอลทีมชาติไทย
I'm MMM
Full Member
***

คะแนนความรัก: +153/-370
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 935


บ้านคายเอฟซี @ แม่อาย เชียงใหม่


| | |
« ตอบ #20 เมื่อ: เมษายน 21, 2017, 09:33:42 AM »

สรุปเค้าแก้เสื้อไล่ฟันกันเหมือนในละครไหมครับ มันดูโง่ๆนะ
บันทึกการเข้า

begin with the end in mind
sakoncity
หวังว่ารูปจะไม่ผิดกฎ
Hero Member
*****

คะแนนความรัก: +191/-84
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,595



| | |
« ตอบ #21 เมื่อ: เมษายน 21, 2017, 10:57:35 AM »

สมัยก่อยนมีผ้าประเจียดกับตระกุดเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ ทำให้กล้าที่จะถือดาบดาหน้าใส่กัน
บันทึกการเข้า

siamesecat
Hero Member
*****

คะแนนความรัก: +377/-261
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 3,590



| | |
« ตอบ #22 เมื่อ: เมษายน 21, 2017, 11:12:38 AM »

สรุปเค้าแก้เสื้อไล่ฟันกันเหมือนในละครไหมครับ มันดูโง่ๆนะ

ไม่มีเสื้อใส่นี่ผมว่าคงไม่ขนาดละครที่ตุ้ดเป็นคนดูแลแผนกเครื่องแต่งกาย ชอบให้โชว์หัวนมกัน
เค้าใส่เกราะกันครับ ดีหน่อยก็จากเหล็ก ทหารธรรมดาก็ทำจากหวายสาน ชันยา ไปดูที่พิพิฒนภัณได้ทุกที่ มีครับ
เอาดาบไล่ฟันกันจริงแต่ก็มีอะไรกันไว้สุดฤทธิ์นะแหละ ท่าน
บันทึกการเข้า

What doesn't kill you makes you stronger, stronger
Small_kratip
Jr. Member
**

คะแนนความรัก: +102/-13
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 392


| | |
« ตอบ #23 เมื่อ: เมษายน 21, 2017, 12:00:37 PM »

ช่วงนั้นปืนใหญ่เราเยอะครับซื้อจากยุโรปมาเยอะมีกระทั่งปืนใหญ่แบบมอร์ตายิงกระจายตายเป็นเบือ แต่โดนล้อมนานกอปรกับไม่ได้เตรียมป้องกันไว้แต่แรก เพราะเจ้าฟ้าอุทุมพรที่มีความสามารถทางการรบก็หนีภัยในราชสำนักไปบวช การเตรียมการสั่งสมอาวุธ เสบียง กระสุน ดินปืนมีไม่เพียงพอ พม่าก็เตรียมตัวมาดีเหลือเกิน น้ำหลากมาก็แล้วยังตั้งค่ายล้อมอยุ่ได้ พวกต่างชาติที่อาสามาช่วยรบอย่างอังกฤษยังโดนพม่ารุมฆ่าเละเทะ ทั้งนี้เพราะเทคโนโลยีอาวุธสมัยนั้นไม่ได้เหนือกว่ากันเหมือนช่วงหลังปฎิวัติอุตสาหกรรม

สรุปคือไม่ใช่สู้ไม่ได้แต่ไม่เตรียมพร้อมที่จะสู้ พอโดนล้อมนานๆก็ไม่มีใจที่จะสู้เข้าไปอีก

หลังสิ้นรัชสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ อยุธยาก็เริ่มนับถอยหลังครับ มีการรัฐประหารซ้ำไปซ้ำมาจนไม่เหลือขุนนางและคนมีฝีมือไว้ใช้ในราชการ พวกที่อยู่ก็อยู่แบบต้องระมัดระวังว่าวันไหนจะมีการยึดอำนาจกันอีก ถึงขนาดในสมัยหนึ่งถึงกับต้องจ้างชาวต่างชาติมารับราชการในราชสำนัก เหตุผลเพราะทรัพยากรบุคคลเริ่มจะขาดแคลน แต่ในที่สุด ต่างชาติที่เข้ามาเริ่มที่จะสร้างอิทธิพลและพยามจะฮุบเอากรุงศรีฯ เสียเอง สุดท้ายก็เป็นขุนนางชาวสยามนี่เเหละยึดอำนาจคืนจากพวกขุนนางต่างชาติและก็ขับไล่ออกจากอาณาจักรไป ช่วงนั้นถือว่าโชคดีที่พม่า คู่ต่อสู้สยามอ่อนแอเกินกว่าจะมาทำศึกกับสยามได้ เพราะรบกับมอญอยู่ตลอดเวลา อีกด้านสยามเองก็เน้นค้าขาย คงคิดว่าพม่าคงไม่อาจมาทำอะไรได้อีกแล้ว มอญคุมพม่าอยู่ยี่สิบปี พม่าก็กลับมาได้ อัดมอญซะยับเยินจนสิ้นชาติทุกวันนี้ หลังจากพม่าจัดการกับมอญได้แล้ว ทีนี้ก็มาถึงศัตรูเบอร์หนึ่งคือกรุงศรีอยุธยา พม่ายกทัพมาครั้งแรก ล้อมเอาไว้นานพอสมควร แต่สุดท้ายต้องยกทัพกลับ เพราะผู้นำของพวกเค้าประชวรและสวรรคตระหว่างเสด็จกลับ สยามบอกว่าปืนใหญ่ระเบิดใส่ พม่าบอกว่าโรคบิด อังกฤษบอกว่าเป็นโรคฉี่หนู

รอบแรกพม่ากลับไป สยามก็กลับมาทะเลาะกันเองอีกระหว่างพี่น้อง คล้อยหลังอีก 6 ปี พม่ารุ่นใหม่เจนเนอเรชั่นที่ 3 คราวนี้ไม่ได้ยกทัพมาเอง แต่ใช้สองแม่ทัพยกทัพใหญ่มา 2 ทาง คือด้านเหนือและด้านตะวันตก ใช้ยุทธวิธีแบบคีมล๊อค ตีเมืองต่างๆ มาเรื่อยๆ ใช้การสร้างข่าวลวงว่าอยุธยาไม่ส่งคนมาช่วยหรอก ยอมมาเป็นพวกกับเราดีกว่า สองกองทัพของพม่า ตีไล่มาเรื่อยๆ จนสะสมกองทัพได้มากขึ้น คาดการว่ามาจากอังวะมีแค่ทัพละสองหมื่น แต่สามารถสร้างกำลังเพิ่มขึ้นได้เกือบเท่าตัว จุดสำคัญคืในการรบครั้งสุดท้ายในครั้งนี้ก็คือ พม่าเองมีเวลาไม่เยอะ เพราะต้องติดพันกับการรบจีน การตีอยุธยาในคราวนี้เดิมพันด้วยการสิ้นเมืองพม่าเลยทีเดียว เพราะแม่ทัพอันดับหนึ่งและผู้นำของเค้า ไปยันจีนที่ชายแดน ดังนั้นการรบกับสยามจะต้องทำงานให้เนี๊ยบ รวดเร็ว ฉับไว แม้ว่าจะเจอน้ำท่วมก็ไม่หนี ให้ทำค่ายลอยน้ำ และประเด็นสำคัญที่สุดก็คือ การปิดทางทางไม่ให้อยุธยาติดต่อซื้ออาวุธยุทธภัณฑ์จากต่างประเทศ นี่คือสาเหตุที่อยุธยาต้องแพ้อย่างราบคาบ และเมื่อพม่าชนะก็ต้องรีบกลับ เชลยต่างๆ ทรัพย์สมบัติก็ต้องเอาไปใช้งานเป็นทุนในการรบกับจีนต่อไป

+1 สรุปได้เห็นภาพมากครับ นับถือ
ผมก็เป็นคนที่ชอบประวัติศาสตร์เข้าไส้ เหมือนกัน ดีใจที่เห็นคนรักในสิ่งเดียวกันครับ
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  




Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006-2007, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!