Thailandsusu Webboard
สิงหาคม 24, 2017, 12:12:26 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน Gallery เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: จากนักเตะที่เกือบตายด้วยโรคตอนอายุ14มาสู่การลงสนามประเดิมกัลโช่ซีเรียอาตอนอายุ30  (อ่าน 6743 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
NTT
ผมคิดถึงในหลวงร.9ครับ
Moderator
Hero Member
*****

คะแนนความรัก: +5443/-231
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,987



| | |
« เมื่อ: ธันวาคม 31, 2016, 08:15:20 AM »

หนังสือพิมพ์ The Guardian ของอังกฤษ มอบรางวัล Footballer of the Year ซึ่งเพิ่งมีเป็นปีแรกให้กับ ฟาบิโอ ปิซาคาเน่ นักเตะทีม กายารี่
รางวัลนี้มีจุดประสงค์เชิดชูนักฟุตบอลที่เอาชนะความยากลำบาก,ทำตนเป็นประโยชน์,เป็นตัวอย่างที่ดีให้คนอื่น

ทุกวันนี้นักเตะดังๆที่ทำตัวดีเป็นตัวอย่างและ inspire เยาวชนมีให้เห็นกันครับและเป็นสิ่งที่ดี....แต่ลองอ่านเรื่องราวชีวิตของ ฟาบิโอ ปิซาคาเน่ ดู ผมบอกได้คำเดียวว่า แก......แตกต่าง,ดิบ และโคตรของโคตรหล่อ
--------------------------
--------------------------
The Guardian Footballer of the Year is an award given to a player who has done something truly remarkable, whether by overcoming adversity, helping others or setting a sporting example by acting with exceptional honesty. Fabio Pisacane is our inaugural winner.
รางวัลนักฟุตบอลแห่งปีของ The Guardian เป็นรางวัลที่มอบให้กับนักเตะที่ทำบางสิ่งบางอย่างที่เยี่ยมยอด ไม่ว่าจะเป็นการเอาชนะความยากลำบาก,ช่วยเหลือผู้อื่นหรือทำตัวเป็นตัวอย่างที่ดีด้วยการแสดงความซื่อสัตย์อย่างที่สุด และ ฟาบิโอ ปิซาคาเน่ คือคนที่ได้รับรางวัลนี้เป็นการประเดิม


ฟาบิโอ ปิซาคาเน่ ถ่ายรูปกับรางวัลนี้

“It’s an illness that strikes one person in a million,” says Fabio Pisacane, breaking eye contact for a moment to glance down at the floor. “But it’s serious stuff once you have it. Even with treatment, it will take its own course. You have to touch the bottom. Once you touch the bottom, either you start to get better or it’s all over.”
"มันเป็นโรคที่คนหนึ่งในล้านเท้่านั้นที่จะเป็น" ฟาบิโอหลบสายตามองลงพื้นกล่าวถึงโรคที่เขาเคยเป็น "แต่พอเป็นแล้วหนักเลย แม้จะได้รับการรักษาแต่อาการของโรคก็ยังคงดำเนินไป(ให้ความหมายในลักษณะว่าแม้จะได้รับการรักษาแต่อาการต่างๆก็ยังดำเนินต่อไปจนครบและอาจจะดีขึ้นหรือไม่ก็ได้) มันจะดำเนินต่อไปจนแย่สุด พอถึงจุดนี้แล้วก็มีอยู่สองทางคือคุณจะดีขึ้นหรือไม่ก็ตาย"

He is talking about Guillain-Barré syndrome, a condition which occurs when the immune system attacks the peripheral nervous system – causing severe muscle weakness and paralysis. Pisacane was 14 when he was afflicted by it, losing all movement in his limbs before his breathing deteriorated to the point where he had to be intubated. He spent more than three and a half months in hospital, including 20 days in a coma.
สิ่งที่ฟาบิโอพูดถึงคือโรค Guillain-Barre' ซึ่งเป็นโรคที่เกิดความผิดปกติโดยระบบภูมิคุ้นกันร่างกายดันไปทำลายระบบประสาทของอวัยวะของตัวเอง ทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงอย่างหนักหรืออาการอัมพาต ฟาบิโอ เป็นโรคนี้ตอนอายุ 14 ปี ทำให้เคลื่อนไหวแขนขาไม่ได้และหายใจรวยรินลงจนถึงจุดที่ต้องสอดท่อช่วยหายใจ เขาต้องอยู่ในโรงพยาบาล 3 เดือนครึ่งซึ่งรวมถึงการเข้าห้อง ICU ถึง 20 วัน

If that was Pisacane touching the bottom, then this September he arrived at the top – making his Serie A debut with Cagliari at the age of 30. The climb between was hardly uneventful. In April 2011 he won national recognition for reporting an attempt by the Ravenna director Giorgio Buffone to bribe him to throw a match in the third tier.
ถ้านั่นคือสิ่งที่ลึกสุดเหวในชีวิตของเขาแล้วละก็ สิ่งที่สูงสุดก็คือการที่เขาได้ประเดิมสนามในกัลโช ซีเรีย อา ให้กับทีม กายารี่ ตอนอายุ 30 ปี เรียกได้ว่าฟ้ากับเหวเลยทีเดียวโดยในระหว่างทางเหวสู่ฟ้านั้นก็มีอะไรเกิดขึ้นมากมาย ในเดือนเมษายน 2011 ฟาบิโอเป็นข่าวเพราะไปบอกว่าประธานทีมราเวนน่า ที่ชื่อ จอร์จิโอ บุฟโฟเน่ พยายามมาติดสินบนให้เขาล้มบอลในระดับ D3


มาดในสนามกับทีม กายารี่ ในเซเรีย A เขาเป็นกองหลัง

For perseverance through adversity, and for carrying himself with integrity, Pisacane is a deserving winner of the Guardian’s inaugural Footballer of The Year award. Even if he himself is still faintly bemused by the idea that anyone would consider his story worthy of celebration.
ด้วยการที่ฟาบิโอฝ่าฟันความยากลำบากและเป้นคนมีจริยธรรมจึงทำให้เขาได้รับรางวัลนักบอลยอดเยี่ยมรางวัลนี้ของ The Guardian แม้ว่าเจ้าตัวยังมึนๆว่าเรื่องราวของตัวเองนั้นน่ายกย่องก็ตาม

“Honestly, nothing that I do is done to be an example to people,” he says. “That’s not part of my being. I’m quite a simple guy. I think that I have a bit of humility and the humility that I have does not make me think that others should look at me as an example.”
"พูดตรงๆเลย สิ่งที่ผมทำๆมาไม่ได้ต้องการจะให้เป็นตัวอย่างกับคนอื่นเลยครับ" เขากล่าว "มันไม่ใช่แนวผม(ที่จะทำตัวเป็นตัวอย่างที่ดี) ผมค่อนข้างบ้านๆ ผมคิดว่าผมค่อนข้างเป็นคนเจียมตัวและไอ้ความเจียมตัวนี้ก็เลยทำให้ผมไม่คิดว่าคนอื่นควรเอาผมเป้นตัวอย่าง"

And yet, the more one learns about Pisacane, the harder it is not to feel inspired. His path to a career in professional football ran at a steep gradient to begin with. Growing up in Naples’s tough Spanish quarter during an especially tumultuous period, he was surrounded from a young age by opportunities to get mixed up in less nourishing pursuits.
กระนั้น ยิ่งรู้เรื่องราวของเขาก็ยิ่งรู้สึกประทับใจ เส้นทางกว่าจะเป็นนักบอลอาชีพของเขามาไกลเหลือเกิน เขาเติบโตมาในเมืองเนเปิ้ลในฝั่งที่เรียกว่า Quateri Spagnoli ซึ่งเป็นเขตหนึ่งของเนเปิ้ลที่ตั้งชื่อมาในอดีตตามที่ตั้งบ้านเรือนของทหารรักษาการณ์ชาวสเปนซึ่งเป็นเขตที่มีปัญหาเรื่องอาชญากรรมและเศรษฐกิจมากที่สุด ฟาบิโอโตมาท่ามกลางความเสี่ยงที่จะเสียคนมาก

“I was born in 1986, so I lived through the biggest Camorra feud in my neighbourhood,” he recalls. “It went from maybe 1990 to 2005. One time I was playing football and they killed someone five metres away from us. We all stopped for a moment and then we went back to playing. The ugly thing is that it had become almost normal.
"ผมเกิดในปี 1986 ซึ่งเป็นช่วงที่มีอั้งยี่(สงครามระหว่างแก๊งค์อันธพาลที่แย่งกันเรื่องธุรกิจค้ายาและโสเภณีในเมืองเนเปิ้ลส์)ในแถวบ้านผม" เขารำลึกวัยเด็ก "ซึ่งช่วงอั้งยี่นี้อยู่ในช่วงปี 1990-2005 ครั้งหนึ่งผมเตะบอลอยู่แล้วเกิดมีการฆ่าคนตายห่างออกไปแค่ 5 เมตร พวกเราเลยหยุดเล่นไปครู่หนึ่งแล้วก็กลับมาเล่นต่อ ที่มันแย่ก็เพราะสิ่งเหล่านี้เกือบกลายเป็นปกติวิสัยที่นั่น"

“There’s no point hiding the fact that, growing up in a context like that, you can find yourself mixed up in dynamics you would not want to be a part of. Football took me away from that sad reality a little bit. But a lot of my friends, from matches played out in the street, unfortunately they did take that route. Some are dead because they got killed.”
"มันไม่มีประโยชน์อะไรที่จะต้องซ่อนอดีตที่ว่าผมโตมาแบบนั้น ผมโตมาในสภาพแวดล้อมที่ผมไม่ได้อยากจะเป็นแบบนั้น ฟุตบอลนี่แหละที่เอาผมออกมาจากความจริงที่น่าเศร้าอยู่บ้าง แต่เพื่อนๆผมหลายคนที่เคยเตะบอลข้างถนนกันก็โชคไม่ดีที่เลือกทางเดินตามนั้น บางคนก็ตายเพราะโดนฆ่า"

He speaks in matter-of-fact tones, his voice soft but never trembling. These traumas are simply truths that he has lived through. There is no fresh pain in the recounting.
Pisacane is adamant that he was no more talented than his peers but simply more fanatical about football. He was the kid who would find excuses not to see his friends in the evening so as to get a good night’s sleep before a morning kickabout.
ฟาบิโอพูดแบบไร้อารมณ์ เสียเขานุ่มแต่ไม่สั่น ความยากลำบากในอดีตล้วนหล่อหลอมเขามา เขาดูนิ่งและด้านชาในการเล่าเรื่องอดีต
ฟาบิโอพูดแบบมั่นใจเลยว่าเขาไม่ได้มีความสามารถด้านฟุตบอลมากกว่าเพื่อนๆแต่เขาแค่บ้าบอลมากกว่าแค่นั้นเอง สิ่งที่บ่งบอกก็คือในสมัยเด็กๆนั้นเขาอยากเข้านอนเร็วๆเพื่อให้มีแรงเตะบอลตอนเช้าจนต้องหาเรื่องมาอ้างกับเพื่อนในตอนค่ำเพื่อจะได้กลับบ้านนอน


He did sometimes put his life at risk but not for any criminal pursuit. “This? It’s from the street,” he says, grinning broadly in response to a question about the scar beneath his left eye. “My neighbourhood is full of alleyways that cut across each other. I was always chasing through them after a ball. One time a moped was going past and hit me right in the face. The scar is where I got hit by the fender on the wheel of a Vespa.
บางครั้งเขาก็เอาชีวิตไปเสี่ยงแต่ไม่ใช่ว่าไปทำอาชญากรรมนะ "นี่เหรอ(แผล) อันนี้โดนที่ถนน" เขากล่าวถึงรอยแผลเป็นใต้ตาซ้าย "แถวบ้านผมเป็นตรอกเล็กตัดกันไปมาเต็มไปหมด ผมเองก็ชอบวิ่งไล่เตะบอลไปเรื่อย ครั้งหนึ่งรถเวสป้าวิ่งผ่านมาและชนเข้าที่หน้า รอยแผลเป็นก็คือโดนบังโคลนล้อเวสป้าชนครับ"

“My mum always says that there’s a point on my body where, if you stick your finger in just right, I would come completely unstitched. My body is full of stitches – even my ear, look. If I shave my head, I would have another 10 or 11 scars you could see on my head. All of them caused by my fearlessness.”
"แม่ผมบอกประจำว่า จิ้มไปที่ตัวผมนี่หาที่ที่ไม่มีแผลเป็นยากมาก ร่างกายผมเต็มไปด้วยรอยเย็บ แม้กระทั่งหูผม ดูสิ นี่ถ้าผมโกนหัวนะ คนก็จะเห็นรอยแผลเป็นอีก 10-11 ที่รอบหัว ผมได้แผลมาทั้งหมดเพราะความไม่กลัวอะไรนั่นเอง"

That same mindset can only have served him well for what came next. Spotted by scouts from Genoa at the age of 14, he left home and moved hundreds of miles away to join their academy. He had been with them for barely a month when his world fell to pieces.
และด้วยความไม่กลัวนี้เองที่ช่วยให้เขาผ่านประสบการณ์ต่อมาในชีวิตได้ เขาโดนแมวมองทีมเจนัวติดต่อไปตอนอายุ 14 ปี เขาจากบ้านไปเข้าอคาเดมี่ที่อยู่ไกลออกไปเป็นร้อยๆไมล์ และเพียงเดือนเดียวเขาก็เป็นโรคร้าย

“At that age it’s the same every morning: you wake up, you have to go to school, you go to take your pyjamas off,” he says. “But this time my arms did not respond. I woke up and went to take my shirt off, but my arms just stayed hanging like this.”
He leans forward in his chair, limbs limp as they were back then. “It’s one thing to think about that, to say it even, but to experience it is very different. You go out of your head. I understood immediately that something dramatic was not right. My father came to Genoa and together with the club we went to the hospital in Savona.”
Doctors performed blood tests and a spinal tap before Pisacane’s diagnosis was confirmed. Although the majority of people eventually make a full recovery from Guillain-Barré syndrome, it is far from guaranteed. As Pisacane’s condition deteriorated, his father was informed that he might die.
"ตอนอายุ 14 ชีวิตก็เดิทๆทุกเช้าตื่นมาก็ต้องไปโรงเรียน พอตื่นก็ถอดชุดนอนออก" เขากล่าว "แต่วันนั้นแขนผมไม่ตอบสนอง ผมตื่นขึ้นมาและพยายามจะถอดเสื้อออก แต่แขนมันกลับห้อยอยู่อย่างนี้"
ฟาบิโอแสดงท่าให้ดูโดยนั่งลงบนเก้าอี้แล้วทำท่าเหมือนในวันแรกที่เป็นโรค "นึกย้อนไปหนะไม่เท่าไร แต่ตอนนั้นที่เป็นนี่หนักเลย ผมแทบบ้า ผมเข้าใจทันทีตอนนั้นว่ามันต้องมีอะไรผิดปกติอย่างแรง พ่อผมมาที่เจนัวและสโมสรกับพ่อผมก้พาผมไปโรงพยาบาลที่ซาโวน่า"
หมอได้ตรวจเลือดและไขสันหลังก่อนจะยืนยันผล แม้คนส่วนใหญ่ที่เป็นโรคนี้จะหายขาดในที่สุด แต่มันก็ไม่มีอะไรการันตีได้ พออาการของฟาบิโอแย่ลง หมอก็บอกกับคุณพ่อเขาว่าเขาอาจจะเสียชีวิต


The boy himself was initially protected from that verdict but certain truths became hard to avoid after he was moved full-time into the intensive care ward. His father stayed with him throughout. Pisacane also credits a volunteer, Giorgio, who would come to wash his feet and keep his spirits up by bringing in food from outside.
Football was the furthest thing from his mind. “In those moments when I thought I might not be able to make it, the only thing I thought about was my family,” he recalls. “That was the only thing that tormented me. I didn’t want to leave them behind.”
แน่นอนว่าไม่มีการบอกไปยังฟาบิโอในวัย 14 ว่าเขาอาจตาย แต่พอต้องย้ายเข้า ICU ก็ยากจะปกปิดความจริง พ่ออยู่กับเขาโดยตลอด ฟาบิโอยังรู้สึกขอบคุณ อาสาสมัครที่ชื่อ จอร์จิโอ ที่มาล้างเท้าและเอาอาหารจากข้างนอกมาให้เขาด้วย
ตอนนั้นในหัวแทบไม่คิดถึงเรื่องบอล "ในห้วงเวลานั้นผมคิดว่าจะไม่รอดซะแล้ว อย่างเดียวที่ผมคิดตอนนั้นคือครอบครัว" เขารำลึก "นั่นทำให้ผมทรมานเพราะไม่อยากจากครอบครัวไป"


Pisacane calls himself “a little bit” religious. Among his many tattoos is one of a pair of hands clasping rosary beads: an acknowledgment of how faith helped him through. Most of all, though, what he has is a fierce belief in destiny.
“I always say the illness didn’t come to kill me. If it had come to kill me, then I wouldn’t be here talking to you. The illness came to give me something good.”
Even after he awoke from his coma, a long course of rehabilitation lay ahead. It would be weeks before he could walk unaided, let alone play football. Pisacane insists he felt no urgency. All he cared about was getting his life back. Once that had been achieved, football naturally followed.
ฟาบิโอบอกว่าตัวเขาเองค่อนข้างเคร่งศาสนา ในบรรดารอยสักหลายแห่งบนตัวเขามีรอยสักมือคู่หนึ่งที่จับสร้อยลุกปัดไว้แน่น อันเป็นสิ่งบ่งบอกถึงแรงศรัทธาที่ทำให้เขาผ่านมาได้ แต่ที่สำคัญที่สุดคือความเชื่ออันแรงกล้าในชะตา
"ผมพูดเสมอว่าความเจ็บป่วยไม่ได้มาฆ่าผม เพราะถ้าเช่นนั้นผมคงไม่ได้มายืนคุยกับคุณวันนี้แล้ว ความเจ็บป่วยมาเพื่อให้บางสิ่งที่ดีกับผมต่างหาก"
แม้หลังเขาฟื้นจากอาการโคม่า ก็ยังต้องฟื้นฟูบำบัดกันอีกนาน ใช้เวลาหลายสัปดาห์กว่าจะเดินโดยไม่ต้องช่วยพยุงได้ แทบไม่ต้องคิดถึงการได้เตะฟุตบอลเลยด้วยซ้ำ สิ่งที่เขาคิดอย่างเดียวคือเอาชีวิตให้รอดกลับมา แต่พอดีขึ้นแล้วฟุตบอลก็ตามมาอย่างธรรมชาติ



Genoa took him back into their youth system and from there he proceeded down a career path common to many footballers in Italy – bouncing between loans, co-ownerships and other short-term deals at a series of lower league clubs.
He was playing at Lumezzane, in the third tier, when Buffone asked him to help fix a game. The phone call arrived out of the blue, although the two men knew each other from Pisacane’s one season at Ravenna.
Even now the question of why anyone would think he might agree to such a deal continues to vex him. Was it because of that scarred face, the rough edges and tough guy swagger that Pisacane still carries as the legacy of growing up in a hard place at a hard time? The money on offer was substantial – €50,000 was close to a year’s salary – but there is a strain of genuine hurt in his voice when he discusses it.
พอหายแล้วทีมเจนัวก็เอาเขากลับสู่อคาเดมี่และจากนั้นฟาบิโอก็เข้าสู่เส้นทางอาชีพเหมือนนักเตะหลายคนในอิตาลี นั่นคือ เวียนว่ายอยู่กับการยืมตัวและสัญญาระยะสั้นๆในลีกล่างๆ
ตอนที่ บุฟโฟเน่ ติดต่อให้เขาล้มบอลนั้นเขาเล่นให้ทีม ลูเมซซาเน่ ใน D3 อยู่ดีๆก็มีโทรศัพท์เข้ามาแม้ว่าเขากับบุฟโฟเน่ จะรู้จักกันมาก่อนตอนอยู่ทีม ราเวนน่า
จนถึงตอนนี้คำถามที่ว่าทำไมใครสักคนจึงคิดว่าฟาบิโอน่าจะรับสินบนยังคงกวนใจเขาอยู่เลย อาจจะเป็นเพราะหน้าตาที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นของเขา หรืออาจจะเป็นปูมหลังที่เขาโตมาในละแวกที่เถื่อนในช่วงเวลาที่พีคสุด? เงินสินบนในหนนั้นคือ 5 หมื่นยูโร ซึ่งเท่ากับรายได้ทั้งปีในขณะนั้นของเขา แต่พอพูดถึงเรื่องนี้น้ำเสียงเขาแสดงความเจ็บปวดอย่างแท้จริง


“I told him: ‘I don’t do these things,’” he says. “He kept saying things to make me accept but at a certain point I put the phone down, went to the club and said everything. They went to the sporting courts and we reported it all. Even now, though, at several years’ distance, I understand making that report is not something that helped me to live very well.”
Invited to expand on that last point, Pisacane replies: “You won’t please everyone when you do the right thing. But in the end the thing that matters is my conscience. My conscience tells me to stay calm. And that’s why I am calm.”
Buffone was arrested and suspended from involvement with Italian football, his case one of several to be successfully prosecuted in the sporting courts as part of what became known as the Calcioscommesse scandal. Pisacane was rewarded with an invitation to join a training session with the Italian national team.
"ผมบอกเขา(บุฟโฟเน่)ว่า ผมไม่ทำสิ่งไม่ดีเหล่านี้หรอก" ฟาบิโอกล่าว "เขาก็ยังคงโน้มน้าวผมต่อไปจนถึงจุดที่ว่าผมวางหูเลยแล้วก็ไปที่สโมสรและเล่าเรื่องนี้ให้เจ้าหน้าที่สโมสรฟัง สโมสรก็เลยพาผมไปที่ศาลกีฬาและรายงานเรื่องนี้หมดเปลือก จนถึงตอนนี้ซึ่งผ่านมา 2-3 ปีแล้ว ผมบอกเลยว่าการไปรายงานเรื่องนี้ทำเอาชีวิตผมอยู่ยากเหมือนกัน"
พอขอให้เขาขยายความตอนสุดท้ายที่พูด ฟาบิโอบอกว่า "เวลาเราทำในสิ่งที่ถูกต้อง มันไม่ใช่ว่าเราทำให้ทุกคนพอใจนะ แต่ตอนจบสิ่งที่สำคัญที่สุดคือความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของผม ความรู้สึกนี้บอกให้ผมเยือกเย็นเอาไว้ และนั่นเป็นสาเหตุที่ผมนิ่งไง"
ในที่สุดบุฟโฟเน่ก็โดนจับกุมตัวและถูกแบนจากฟุตบอลอิตาลี เคสนี้เป็นหนึ่งใน 2-3 เคสที่ถูกรับฟ้องในศาลกีฬาและเป็นหนึ่งใน Calcioscommesse scandal (เป็นช่วงที่มีเรื่องฉาวโฉ่ล้มบอลในวงการบอลอิตาลีในช่วงปี 2011-2012)
ฟาบิโอได้รับรางวัลในการแสดงความซื่อตรงหนนี้ด้วยการถูกเชิญให้ไปซ้อมกับทีมชาติอิตาลี


Through adversity he began to climb the football pyramid. Pisacane helped Ternana to win promotion to the second tier in 2012, then promptly tore a cruciate ligament. Once recovered, he moved on to Avellino and Cagliari. It was with the latter that he won a Serie B title this May.
When his top-flight debut finally arrived, at home to Atalanta on 18 September, one more cruel twist lay in store. Midway through the first half a penalty was awarded against Pisacane for a challenge he had made some distance outside the area.
“If I had thought, that day: ‘This stuff always happens to me,’ then maybe the ball would have gone in,” he says. “But sometimes positive thinking can help you to nudge good luck or bad luck into a different direction.”
หลังจากผ่านพ้นความยากลำบากมาเขาก็ค่อยๆไต่เต้าในวงการ ฟาบิโอช่วยให้ทีม แตร์นาน่า ได้ขึ้นสู่ซีเรียบีในปี 2012 แต่หลังจากนั้นก็เอ็นไข้วขาด พอหายดีก็ย้ายไปทีม อเวลลิโน่ และ กายารี่ และเขาก็ชนะเลิศเซเรียบีกับกายารี่เมื่อพฤษภาคมที่ผ่านมานี้เอง
พอได้โอกาสลงสนามเซเรียเอเป็นครั้งแรกในชีวิต ในการเปิดบ้านรับ อตาลันต้า เมื่อ 18/09/59 ก็มีดราม่าอีกเพราะพอครึ่งแรกผ่านไปครึ่งทางเขาก็ทำทีมเสียจุดโทษเพราะไปสกัดคู่แข่งแต่ว่านอกเขตโทษ
"ถ้าในตอนนั้นผมคิดว่า "ไอ้เรื่องแบบนี้ชอบเกิดขึ้นกับตู" บางทีบอลอาจจะเข้าไปแล้วก็ได้" ฟาบิโอกล่าว
"แต่บางครั้งการคิดบวกก็ช่วยให้คุณมีโชคในโมเมนต์ซวยๆได้"



สมัยอยู่กับ อเวลลิโน่ ในซีเรีย B

บันทึกการเข้า
NTT
ผมคิดถึงในหลวงร.9ครับ
Moderator
Hero Member
*****

คะแนนความรัก: +5443/-231
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,987



| | |
« ตอบ #1 เมื่อ: ธันวาคม 31, 2016, 08:15:33 AM »

The suggestion that external events can be affected by one’s thoughts will be a claim too far for many. One way or another, though, Alberto Paloschi did miss the ensuing spot-kick and Cagliari roared to a 3-0 win.
For once Pisacane could not maintain his composure. During a post-game interview he suddenly broke down into tears.
“I am not someone who makes plans for my emotions,” says Pisacane when the contrast between this moment and his otherwise stoic demeanour is put to him. “I’m spontaneous. Often my spontaneity and my impulsive being has led me to make errors as well.
“It’s normal that, after the match, I started to cry, because the journalist touched the right nerves. Maybe he got inside me and I exploded. I didn’t think about being in front of the cameras. I was exactly what everybody saw: a guy who had been through a lot to reach that day.”
การคิดไปว่าความคิดของคนเรานั้นไปมีผลต่อเหตุการณ์ใดๆ(อย่างที่ฟาบิโอคิด)นั้นสำหรับบางคนอาจเป้นเรื่องไร้สาระ แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม อัลแบร์โต้ ปาลอชชี่ ของ อตาลันต้า ดันยิงจุดโทษพลาดและในที่สุดกายารี่ชนะเกมนี้ไป 3-0
สำหรับฟาบิโอแล้วมันทำเอาเขากลั้นอารมณ์ไว้ไม่อยู่ ในการให้สัมภาษณ์หลังเกมเขาถึงกับร้องไห้เลย
"ผมไม่ใช่คนประเภทที่สั่งน้ำตาได้" ฟาบิโอกล่าวถึงโมเมนต์ที่กลั้นต้ำตาไม่อยู่ซึ่งสวนทางกับพฤติกรรมที่ค่อนข้างไร้อารมณ์ของเขา "ผมเป็นคนดิบๆนะ ก็บ่อยเลยที่ความดิบนำผมไปสู่ความผิดพลาดเหมือนกัน"
"มันเป็นเรื่องปกต่ที่ผมร้องไห้หลังเกมเพราะนักข่าวถามโดนๆ บางที่นักข่าวอาจจะถามโดนจนผมกลั้นไม่อยู่ ผมไม่ได้คิดหรอกว่าอยู่หน้ากล้อง ผมก็เป็นอย่างที่ทุกคนเห็นแหละ:คนที่ผ่านอะไรมาเยอะกว่าจะถึงวันนี้"


La commozione di Fabio Pisacane per l'esordio in A

ร้องไห้

He is a guy who is doing his bit to make it easier for others to follow his path, setting up a volunteering association, Pisadog, in Naples which aims to help talented kids from poor backgrounds find places at football schools; a guy whose career deserves to be celebrated, even if he does not understand why.
ฟาบิโอเป็นคนประเภทที่เป็นตัวอย่างให้คนได้เลย ทั้งก่อตั้งสมาคมอาสาสมัครที่ชื่อว่า Pisadog ในเมืองเนเปิ้ลส์ ซึ่งตั้งใจจะช่วยเด็กที่มีความสามารถแต่ยากจนให้ได้มีโอกาสเข้าอคาเดมี่ฟุตบอล ทั้งเป็นนักบอลที่น่ายกย่อง...แม้ว่าเขาจะไม่เก็ตว่าทำไมต้องยกย่องเขาก็ตาม

Source https://www.theguardian.com/football/blog/2016/dec/29/fabio-pisacane-guardian-footballer-of-year-award
บันทึกการเข้า
hartmann
ฮูย่า!
Sr. Member
****

คะแนนความรัก: +94/-103
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,220



| | |
« ตอบ #2 เมื่อ: ธันวาคม 31, 2016, 08:29:03 PM »

หร้อยนัด
บันทึกการเข้า

เชียร์เข้าไป พวกเรามา cheer Thailand!
Raktakan
Jr. Member
**

คะแนนความรัก: +68/-21
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 635


| | |
« ตอบ #3 เมื่อ: มกราคม 02, 2017, 01:58:32 AM »

+ 1 ครับ
อ่านจนจบ ..มีแรงต่อสู้กับชีวิตขึ้นเยอะเลย
ขอบคุณท่าน NTT ครับ
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  




Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006-2007, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!