Thailandsusu Webboard
สิงหาคม 22, 2019, 04:02:38 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน Gallery เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  

หน้า: 1 2 [3]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: การพัฒนาบอลไทยในช่วงยุค 20-30 ปีตามนี้  (อ่าน 116196 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Figo Pro Ubon Fc Av
บอลนอกแค่สะใจ บอลไทยไล่สมาคม
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +1156/-1893
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 33,646



| | |
« ตอบ #240 เมื่อ: ตุลาคม 06, 2018, 11:43:16 AM »

#จอมฟิต

เขาคือหนึ่งในนักฟุตบอลผู้มากประสบการณ์ เช่นเดียวกับความสำเร็จบนสนามหญ้า
เขาคือหนึ่งในตำนาน อดีตนักเตะทีมชาติชุดโอลิมปิก 1968 ที่เม็กซิโก

"ชัชชัย พหลแพทย์"
สร้างชื่อเสียงบนถนนสายลูกหนัง จากการแข่งขันฟุตบอลนักเรียน กรมพลศึกษา ให้กับทีมโรงเรียนไพศาลศิลป์ รุ่นเดียวกับ บุญเลิศ นิลภิรมย์ ก่อนจะติดธงพร้อมกันในเวลาต่อมา

พ.ศ. 2506 "น้าชัช" ได้เข้าสังกัดสโมสรธนาคารกรุงเทพ ยุคก่อตั้งทีม เริ่มประเดิมสนามลูกหนังเยาวชนรุ่นอายุ 16 และ 18 ปี ตามลำดับ และคว้าแชมป์กับ "แบงค์บัวหลวง" ทั้งสองรายการ

ด้วยความเป็นคนทุ่มเทให้กับเกมลูกหนัง ไม่ว่าจะลงแข่งขันจริงหรือฝึกซ้อม "น้าชัช" จริงจังเคร่งครึมเสมอ
นั่นทำให้เขากลายเป็นกองหลังที่มีความเร็ว และฟิตกว่าเพื่อนร่วมทีม นั่นทำให้เขาถูกเลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นชุดใหญ่ และกลายเป็นกำลังสำคัญคนหนึ่ง ที่ช่วยให้ทีม ธนาคารกรุงเทพ ชนะเลิศถ้วยพระราชทาน ประเภท ก. ประจำปี 2510 ก่อนจะครองถ้วยควีนส์คัพ ครั้งแรก พ.ศ. 2513 โดยเป็นแชมป์ร่วมกับสโมสรทหารอากาศทั้งสองทัวร์นาเมนต์

พ.ศ. 2510 "น้าชัช" ถูกเรียกเข้าทำเนียบทีมชาติไทยชุดใหญ่ รายการแรกคือการเดินทางไปทำศึกฟุตบอลเมอร์เดก้า ครั้งที่ 11 ณ ประเทศมาเลเซีย
หลังจากนั้นเพียงปีเดียว ทีมไทยสามารถชนะเลิศปรี-โอลิมปิก รอบคัดเลือก จึงผ่านเข้าสู่การแข่งขันกีฬาโอลิมปิก รอบสุดท้าย ณ ประเทศเม็กซิโก และเขากลายเป็น 1 ใน 18 ขุนพลนักเตะธงไตรรงค์ ชุดประวัติศาสตร์สมัยที่ 2 ของทีมชาติไทย

ปีถัดมา "น้าชัช" ช่วยให้เยาวชนทีมชาติไทยชนะเลิศฟุตบอลเยาวชนแห่งเอเชีย ครั้งที่ 11 ได้ครองถ้วยทอง ตวน กู อับดุล รามาน เป็นสมัยที่สอง ของวงการลูกหนังเมืองไทย

ชัชชัย พหลแพทย์ ผ่านการรับใช้ชาติหลายรายการทั่วทวีปเอเชีย ระหว่าง พ.ศ. 2510-2517 ทั้ง เอเชี่ยนคัพ, เอเชี่ยนเกมส์, ปรี-เวิลด์คัพ, โอลิมปิก, แหลมทอง, เมอร์เดก้า, คิงส์คัพ, ฉลองเอกราชเวียดนาม, ปัค จุง ฮี คัพ ฯลฯ ก่อนจะแขวนสตั๊ดระดับชาติ ด้วยสถิติการลงเล่นไม่น้อยกว่า 100 นัด

หลังจากนั้น "น้าชัช" มีโอกาสไปศึกษาวิชาโค้ชลูกหนัง ณ ประเทศอังกฤษ เป็นเวลากว่า 2 ปี ก่อนจะกลับมาคุมสโมสร ธนาคารกรุงเทพ กระทั่งในปี พ.ศ. 2535 “บิ๊กหอย” ธวัชชัย สัจจกุล จึงขอตัว “โค้ชจอมฟิต” ชัชชัย พหลแพทย์ ให้มาช่วยฝึกสอนทีมชาติชุดใหม่ หรือรู้จักกันในนามว่า "ดรีมทีม" ประสบความสำเร็จหลายรายการ คือชนะเลิศซีเกมส์ 3 สมัย (พ.ศ. 2536, 2538, 2540), คิงส์คัพ 2 สมัย (พ.ศ. 2537, 2543), อินดิเพนเด้นท์ คัพ ที่อินโดนีเซีย (พ.ศ. 2537) และ อาเซี่ยนคัพ (พ.ศ.2543)

จากนั้น "น้าชัช" เข้ารับตำแหน่งเป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนให้กับสโมสร โอสถสภา โดยสร้างทีมชนะเลิศถ้วยพระราชทาน ก. 2 สมัย (พ.ศ. 2544, 2548) และครองถ้วยพระราชทานควีนส์คัพ รวม 3 สมัยติดต่อกัน (พ.ศ. 2545, 2546, 2547)

นั่นคือเรื่องราวอีกหนึ่งหน้าบันทึกประวัติศาสตร์
“ชัชชัย พหลแพทย์” ตำนานลูกหนังที่ยังมีลมหายใจ

ภาพ: #ฟุตบอลสยาม

╔═══════════════╗
ชอบกดไลค์👍 ถูกใจกดแชร์💞
เพื่อเป็นกำลังใจให้กับทีมงานด้วยนะครับ
อย่าลืมกดติดดาว🌟เพื่อไม่พลาดเรื่องราวดีๆ
╚═══════════════╝

#ทีมชาติไทย #ช้างศึก #บอลไทย #ไทยลีก
#บอลไทยวินเทจ #BallThaiVintagehttps://m.facebook.com/story.php?story_fbid=307273113389497&id=279353359514806https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=307273113389497&id=279353359514806
บันทึกการเข้า

สาเหตุฟุตบอลไทยล้าหลังนับ10ปี และปัญหาต่างๆนานาในปัจจุบัน
http://www.guideubon.com/web/viewtopic.php?t=23193
Figo Pro Ubon Fc Av
บอลนอกแค่สะใจ บอลไทยไล่สมาคม
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +1156/-1893
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 33,646



| | |
« ตอบ #241 เมื่อ: ตุลาคม 07, 2018, 02:50:40 PM »

https://www.mainstand.co.th/catalog/2-Converse/227-%E0%B8%81%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99+90+%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A2+%3A+%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A+%E2%80%9C%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A7%E0%B8%B5%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B8%A2+%E0%B8%AB%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B8%E0%B8%A5%E2%80%9D+%E0%B8%96%E0%B8%B6%E0%B8%87+19+%E0%B8%9B%E0%B8%B5%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4  มือโกล์ทีมชาติ
บันทึกการเข้า

สาเหตุฟุตบอลไทยล้าหลังนับ10ปี และปัญหาต่างๆนานาในปัจจุบัน
http://www.guideubon.com/web/viewtopic.php?t=23193
Figo Pro Ubon Fc Av
บอลนอกแค่สะใจ บอลไทยไล่สมาคม
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +1156/-1893
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 33,646



| | |
« ตอบ #242 เมื่อ: ตุลาคม 09, 2018, 05:17:05 PM »

#แบ็คซ้ายผู้ปฏิเสธบุนเดสลีกา

เด็กหนุ่มจากจังหวัดอุดรธานี ผู้ไม่เคยผ่านรายการใดๆ ให้กับจังหวัดบ้านเกิดเลย ได้มุ่งหน้าเข้าสู่กรุงเทพฯ เพื่อเล่นฟุตบอลโดยเฉพาะ

ก่อนจะได้มาลงเอยกับ สโมสรทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ที่ส่งทีมลงแข่งขันในระดับถ้วย ค.

การลงเล่นให้กับสโมสรแห่งนี้ ทำให้ฝีเท้าของเขาไปเข้าตา ”บิ๊กหอย” ธวัชชัย สัจจกุล ผู้จัดการทีมชาติไทยยุคนั้น จนได้มีชื่อติดทีมเยาวชนทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 16 ปี ชุดเดียวกับ "ซิโก้" เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง, วัชรกร อันทะคำภู, ชูเกียรติ หนูสลุง และต่อยอดมาจนถึงทีมชาติไทยชุดดรีมทีมในยุคนั้น

เขาเป็นนักฟุตบอลทีมชาติไทยคนเดียว ในประวัติศาสตร์ที่เล่นฟุตบอลถ้วยพระราชทานประเภท ค. ตลอดเวลาที่ติดทีมทีมชาติ เพราะไม่ต้องการจะย้ายออกจากสโมสรเดียวที่เขาเคารพรัก

ตลอดการรับใช้ทีมชาติไทย เขายึดตำแหน่งแบ็กซ้ายตัวจริงมาโดยตลอด ทั้งใน เมอร์ไลออนส์ คัพ (ฟุตบอลฉลองเอกราชสิงคโปร์), คิงส์คัพ, ชิงแชมป์อาเซียน, เอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 12, เอเชี่ยนคัพ, ฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก จนมาถึงวันที่ขอถอนตัวออกจากทีมชาติไทย ชุดเตรียมสู้ศึก เอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 13 ที่ประเทศไทย

"เมื่อชีวิตเขาเดินมาถึงทางแยกที่ต้องเลือก ระหว่างไป เยอรมัน กับ ลงเล่นเอเชียนเกมส์ในแผ่นดินเกิด" เป็นการตัดสินใจที่ยากลำบากที่สุดในชีวิตของเขา

โดยเอเชียนเกมส์ ครั้งนั้น จบลงด้วยการคว้าอันดับ 4 มาครองได้อย่างยิ่งใหญ่ การขาดหายไปของเขา ทำให้ ดุสิต เฉลิมแสน ถูกถอยจากกองกลางมาเล่นแบ็กซ้ายเป็นครั้งแรก ก่อนจะกลายเป็นตำแหน่งแจ้งเกิด ที่ทำให้ ดุสิต ก้าวไปถึงรางวัล “ดาราเอเชีย”

"เยอรมัน" คือเหตุผลที่ทำให้ "เจ้าเอ๋" หรือ "ซิกล้วย" โกวิทย์ ฝอยทอง ตัดสินใจถอนตัวจากทีมชาติเพราะนี่คือโอกาสดีสำหรับชีวิตเขาที่ได้รับทุนจากทรัพย์สินฯ ให้ไปศึกษาด้านการบริหารจัดการฟุตบอลเป็นเวลา 2 ปี

ที่มหานครมิวนิค เขาได้เข้าศึกษาในสถาบันสอนกีฬาแห่งหนึ่ง ที่นี่เองทำให้เขาได้พบกับเฮดโค้ชของ เอสเฟา โลห์ฮอฟ ที่ชักชวนให้ไปทดสอบฝีเท้า ก่อนจะได้รับสัญญาอาชีพอาชีพในเวลาต่อมา พร้อมกับเปลี่ยนตำแหน่งไปเล่นกองหน้า ซึ่งสามารถกระหน่ำให้ทีมไปถึง 18 ประตู ในเรกิโอนาลลีกา (ดิวิชั่น 4 โซนใต้)

จริงๆ ก่อนหน้านั้นเขาไปทดสอบฝีเท้ากับ อุนเตอร์ฮักคิง มาก่อน และสามารถทำผลงานได้ประทับใจสตาฟฟ์ ทว่าด้วยอายุที่มากถึง 27-28 ปีแล้ว ไม่เข้านโยบายสโมสร  บวกกับต้องซ้อมเช้า-เย็น ทำให้เขาต้องทิ้งการเรียนโค้ช ซึ่งผิดวัตถุประสงค์ที่มาเยอรมัน จึงทำให้เขาพลาดโอกาสนี้ไป

กระทั่งขวบปีที่สองที่่เขาพาทีมคว้าแชมป์สำเร็จพร้อมเลื่อนชั้นสู่ลีกา 3 เป็นเวลาเดียวกับ โกวิทย์ ฝอยทอง กำลังจะเรียนจบวิชาโค้ชตามกำหนด และสัญญาของเขากับ เอสเฟา โลห์โฮฟ กำลังจะสิ้นสุดลงหลังจบซีซั่น 1998/99

ไม่กี่สัปดาห์ก่อนกำหนดการกลับไทย เขาตัดสินใจบอกกับ เอเยนต์ชาวตุรกี ว่าสนใจอยากไปทดสอบฝีเท้ากับ 1860 มิวนิค ทีมในบุนเดสลีกา แต่ทีม "สิงโตมิวนิค" มัวแต่โลเล เขาจึงตัดสินใจเด็ดขาดว่าจะกลับไทย

เมื่อกลับมาถึงเมืองไทย ก็มีเอเย่นต์ติดต่อเข้ามาว่า 1860 มิวนิค ยังสนใจในตัวเขาอยู่ และอยากให้กลับไปทดสอบฝีเท้าอีกครั้ง แต่ โกวิทย์ ฝอยทอง ปฏิเสธโอกาสนั้นเพื่อรับงานประจำที่ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และเล่นฟุตบอลอาชีพต่อ ด้วยสัญญายืมตัวกับ โอสถสภา, ธ.กรุงไทยฯ จนถึงปี 2004 ก่อนจะตัดสินใจแขวนสตั๊ดอย่างเป็นทางการในท้ายที่สุด

ภาพ:
#ฟุตบอลสยาม

╔═══════════════╗
ชอบกดไลค์👍 ถูกใจกดแชร์💞
เพื่อเป็นกำลังใจให้กับทีมงานด้วยนะครับ
อย่าลืมกดติดดาว🌟เพื่อไม่พลาดเรื่องราวดีๆ
╚═══════════════╝

#ทีมชาติไทย #ช้างศึก #บอลไทย #ไทยลีกhttps://m.facebook.com/story.php?story_fbid=308559893260819&id=279353359514806บอลไทยวินเทจ #BallThaiVintage   
บันทึกการเข้า

สาเหตุฟุตบอลไทยล้าหลังนับ10ปี และปัญหาต่างๆนานาในปัจจุบัน
http://www.guideubon.com/web/viewtopic.php?t=23193
Figo Pro Ubon Fc Av
บอลนอกแค่สะใจ บอลไทยไล่สมาคม
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +1156/-1893
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 33,646



| | |
« ตอบ #243 เมื่อ: ตุลาคม 14, 2018, 08:00:33 AM »

"ช่วงนั้น ผมดื่มประมาณ 3 วันเป็นอย่างน้อย ต่อสัปดาห์ แล้วผมก็เอารถของพี่ชายที่ซื้อมาจากน้ำพักน้ำแรงของเขา ไปเที่ยว ไปรับเพื่อน ไปกินไปดื่ม จนไปเกิดอุบัติเหตุรถคว่ำ เพราะผมเพลียจนหลับ ผมโชคดีที่ไม่เป็นอะไร”

“จากนั้น พี่ชายผมก็เดินเข้ามาหาในวันที่เห็นสภาพรถ เค้าไม่ด่าผมสักคำเลยนะ เค้าบอกว่า เค้ารักรถคันนี้มาก แต่ก็ไม่เท่าชีวิตของน้องชาย ถ้ารถคันนี้ มันจะแลกกับอะไรได้ ก็ขอให้มันแลกกับชีวิตของน้องเค้าก็คือผม ที่จะกลับมาเล่นฟุตบอลจริงๆ จังๆ อีกสักที"

"ถ้ามันแลกกับชีวิตใหม่ของน้องชาย ถ้ามันทำให้น้องชายสำนึกได้ พี่ก็จะแลกกับรถที่พี่รัก….”

สินทวีชัย หทัยรัตนกุล....
เพียงชายคนนี้ ไม่ใช่ผู้วิเศษ

... 36 ปีที่แล้ว เด็กน้อยคนนึงถือกำเนิดขึ้นบนโลก ณ จังหวัดสกลนคร, ประเทศไทย ครอบครัวของเขาตั้งชื่อเล่นให้ว่า “บอล” เหมือนรู้ว่า นี่คือสิ่งที่เขาจะได้สัมผัสมากที่สุดในชีวิต

“บอล” โกสินทร์ หทัยรัตนกุล นี่คือชื่อแรกเริ่มของเขา

“บอล” เติบโตภายใต้ชีวิตที่รายล้อมด้วยทุ่งนา ป่าหญ้า และความแห้งแล้ง
ฟุตบอล คือ เพื่อนของเขา นอกเหนือจากเพื่อนคนอื่นๆ
เขาเริ่มต้นที่ตำแหน่งกองหน้า กองกลาง ปีก จนสุดท้าย เขาร่นตัวเองไปที่ตำแหน่งนายด่านปราการสุดท้าย นั่นคือ ผู้รักษาประตู

“First Save” ของเขาเกิดขึ้นตอนไหน คงไม่มีใครจำได้
แต่ “The Last Save” กับทีมชาติไทยของเขา จะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้

ปัจจุบัน ทุกท่านเรียกเขาว่า “ตี๋”
และคงทราบดีว่า ชื่อจริงของเขาตอนนี้คือ "สินทวีชัย"
ดังนั้น ผมจึงขอเรียกเขาว่า “พี่ตี๋” หลังจากบรรทัดนี้เป็นต้นไป...

พี่ตี๋เล่าให้ฟังว่า สมัยเรียนประถมศึกษา และมัธยมศึกษาตอนต้น “พี่ตี๋” เป็นเด็กติดบ้านใช้ได้เลย
เขาต้องกอดเอวคุณแม่ ซ้อนท้ายไปเรียนตอนเช้า และถูกรับกลับบ้านในช่วงเย็น
เขาเรียกตัวเองว่า “ลูกแหง่” อย่างเต็มปากเต็มคำ
เขาไม่เคยออกจากบ้านไปไกล
จนกระทั่งวันนึง ฟุตบอลก็ได้พาเขาออกจากอ้อมกอดของสกลนคร

พี่ตี๋ ตั้งใจในเรื่องของฟุตบอลอย่างมาก และอยากไปให้สุด แล้วไปหยุดที่ธงไตรรงค์บนอกข้างซ้าย
เมื่อวัยเข้า ม.ปลาย “พี่ตี๋” พร้อมคุณแม่ เดินทางด้วยกระเป๋าคนละใบ หอบกันมาพะรุงพะรังด้วยรถทัวร์ สู่กรุงเทพมหานคร มหานครที่ใครๆ ก็รู้จัก

รถทัวร์ ต่อด้วยรถเมล์ จนมาถึงสนามฟุตบอลการท่าเรือที่คลองเตย ซึ่งกำลังมีการคัดตัวของโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน

“พี่คัดตัวไม่ติด”... พี่ตี๋หอบความผิดหวังกลับบ้านในวัย 15 ปี แต่เขาก็ไม่ลดละ เขากลับมาอีกครั้งพร้อมคุณแม่ แต่เปลี่ยนทิศจากกรุงเทพมหานคร สู่ดินแดนบูรพา ปลายทางของเขาครั้งนี้ คือ โรงเรียนอัสสัมชัญ ศรีราชา ยอดทีมราชาขาสั้นอีกหนึ่งทีมของเมืองไทย ในจังหวัดชลบุรี

“ถ้าผมมาครั้งนี้ หอบผ้าหอบผ่อนมาจากสกลนคร แล้วไม่ประสบความสำเร็จ ผมก็จะกลับไปเรียนครับ ไปเป็นช่าง เพราะตอนที่ผมไป ผมสอบติดทั้ง ช่างเทคนิค และ เทคโนโลยีราชมงคล ที่สกลนคร พูดตรงๆ การเรียนต่อ มันเป็นความจริง มันคือทางเลือกของชีวิต แต่ไม่ใช่ความฝันของผม”

แต่ครั้งนี้ เขาสมหวัง เขาได้โอกาสสู้กับความฝันต่อ
และทิ้งการเรียนกับความจริงที่สกลนคร
แล้วมันไม่ใช่ความสมหวังธรรมดาๆ ด้วยสิ

พีตี๋ คัดตัวติดทีมโรงเรียนของอัสสัมชัญ ศรีราชา ในชั้น ม.ปลาย
ตามด้วยโอกาสยิ่งใหญ่ของชีวิตที่เข้ามาในวัย 17 ปี เมื่อเขาได้ติดทีมชาติไทย ชุดอายุไม่เกิน 17 ปี ในการไปลุยศึกชิงแชมป์โลก ยู-17 เมื่อปี 1999 ที่ประเทศนิวซีแลนด์

ติดทีมชาติ / ได้ไปฟุตบอลโลก / มีเพื่อนใหม่ / ติดเพื่อน / มีรายได้ / มีคนรู้จัก / มีทุกอย่างเท่าที่เด็ก 17-18 พึงจะคิดว่า

“เรามาไกลเท่านี้ เรามันแน่แล้ว”

เมื่อวัยผ่านพ้น 18 ฝน 18 หนาว “พี่ตี๋” ก็ได้หลงระเริงกับชีวิตวัยรุ่นสุดขีดจนลืม “น้องบอล ลูกแหง่คนนั้น” ซะหมดสิ้น

“ตอนเด็กๆ นี่ผมจะบอกให้นะ ผมคือลูกแหง่ดีๆ เลย ผมผูกพันกับคุณแม่มาก ผมกอดเอวแม่ไปเรียน และกลับบ้านทุกวัน แล้วตอนที่ผมได้ไปเรียนอัสสัมชัญ ศรีราชา ผมได้เรียนรู้ชีวิตอีกแบบ ชีวิตที่ต้องเอาตัวรอด ชีวิตที่ต้องดูแลตัวเอง ผมมีเพื่อนใหม่ๆ ผมติดเพื่อน ผมแคร์เพื่อน ผูกพันกับเพื่อนมาก พอเรียนจบใหม่ ผมก็จะคิดถึงพวกเขา ผมไปหาเพื่อนตลอด”

“เรามีเงินด้วยแหละ เราได้โอกาสติดทีมชาติก่อน มีโอกาสมากกว่าคนอื่น ช่วงนั้นทุกครั้งที่มีโอกาสดื่มกินไปเที่ยว ผมไปตลอด ต้องบอกว่า ตอนนั้น ไม่มีใครที่จะมีอิทธิพลกับผมได้เลย แม้แต่ครอบครัว ทั้งที่ก็เตือนและด่า แต่ผมไม่สนใจ ผมกำลังดื้อเงียบ แข็งขืน ไม่ฟังใคร”

“ผมมีเรื่องราวชีวิตที่ผมไม่ลืมสองครั้ง ครั้งแรก มันเป็นช่วงที่ผมกำลังหลงระเริง ผมอายุแค่ 19 ปี ตอนนั้นมีซีเกมส์ ปี 2001 ที่ประเทศมาเลเซีย ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการกำหนดอายุของการแข่งขันฟุตบอล ซีเกมส์"

"ผมเป็นหนึ่งในคนที่มีโอกาสติดไปแข่งขัน ทั้งที่อายุน้อยมาก ผมก็ย่ามใจ และไม่ได้ใส่ใจกับโอกาสที่ผู้ใหญ่ให้มา ช่วงโค้งสุดท้าย ผมที่เพิ่งเรียนจบมัธยมมาใหม่ๆ ก็ยังคงใช้ชีวิตนอกสนามที่เกเรจนเกินไป ติดเพื่อนมาก จนผมหลุดออกจากทีม เพราะไม่มีสมาธิกับฟุตบอลเลย เราคิดว่า ยังไงเราก็ติดทีม แต่สุดท้ายด้วยการกระทำของเรา ก็ทำให้เราไม่ติด”

“ช่วงนั้น ฟุตบอลยังไม่เป็นอาชีพ และผมก็ผูกพันกับเพื่อนมาก ก็ปกติของผู้ชาย ที่มีบ้างที่นอกลู่นอกทาง ไปก็เต็มที่กับเพื่อน ไปไหนไปกัน ตอนนั้น เรายังไม่ได้โฟกัสกับอาชีพฟุตบอลอย่างแท้จริง ด้วยความสัตย์จริงเลยนะ เราไม่ได้ใส่ใจต่อการเป็นนักฟุตบอลอาชีพจริงๆ เลย"

“ช่วงนั้น ผมยังคงดื่มประมาณ 3 วันเป็นอย่างน้อย ต่อสัปดาห์นึง แล้วผมก็เอารถของพี่ชายที่ซื้อมาจากน้ำพักน้ำแรงของเขา ไปเที่ยว ไปรับเพื่อน ไปกินไปดื่ม จนไปเกิดอุบัติเหตุรถคว่ำลงไหล่ทาง แถวทางด่วนทับช้าง เพราะผมเพลียจนหลับ ผมโชคดีที่ไม่เป็นอะไร”

“จากนั้น พี่ชายผมก็เดินเข้ามาหาผมในวันที่เห็นสภาพรถ เค้าไม่ด่าผมสักคำเลยนะ เค้าบอกว่า เค้ารักรถคันนี้มาก แต่ก็ไม่เท่าชีวิตของน้องชายเค้า ถ้ารถคันนี้ มันจะแลกกับอะไรได้ ก็ขอให้มันแลกกับชีวิตของน้องเค้า ที่จะกลับมาเล่นฟุตบอลจริงๆ จังๆ อีกสักที ถ้ามันแลกกับชีวิตใหม่ของน้องชาย ถ้ามันทำให้น้องชายสำนึกได้ พี่ก็จะแลกกับรถที่พี่รัก….”

เหตุการณ์ครั้งนั้น “พี่ตี๋” เหมือนได้คำเตือนจากฟากฟ้า ที่ยังให้ความปราณีที่เพียงเตือนด้วยเหตุการณ์รถคว่ำ และเตือนด้วยคำพูดของพี่ชาย

ไม่ได้เอาร่างกาย
ไม่ได้เอากำลังแขน
ไม่ได้เอาชีวิตของเขาไป

“พี่ตี๋” ลุกขึ้นจากวังวนของนักฟุตบอลเสเพล สู่นักฟุตบอลอาชีพจริงๆ ที่มีอะไรอยากบอกน้องๆ รุ่นปัจจุบัน ที่มีบางคนที่ยังคงหลงระเริงกับ แสง สี เสียง ที่อยู่ข้างหน้า จนลืมไปว่า แสง และสีจริงๆ ของนักฟุตบอลนั้น ไม่ใช่แสงสปอร์ตไลค์ในผับ ไม่ใช่สีทองอร่ามจากน้ำจัณฑ์ในแก้วใบนั้น ไม่ใช่เสียงอันหวานไพเราะจากผู้หญิงที่เข้ามาหา

หากแต่คือ แสงสีที่คอยสาดส่องเมื่อคุณสร้างผลงานในสนาม และมีความประพฤติอันเป็นมืออาชีพ เป็นตัวอย่างที่ดีกับน้องๆ รุ่นใหม่

“ผมเชื่อว่า น้องๆ ทุกคน รู้ตัวอยู่แล้วว่า กำลังทำอะไรอยู่ แต่สิ่งที่ผมจะแบ่งปันได้ ก็คือประสบการณ์จริงที่เกิดขึ้นกับผม อยากบอกว่า เรื่องของโอกาส มันไม่ได้มาบ่อยๆ นะ ผมโชคดีที่กลับมาได้ ถ้าเลือกได้ ก็ไม่อยากให้น้องๆ ต้องเอาตัวเองเข้าไปมีประสบการณ์แบบผม เราสามารถเรียนรู้เรื่องแบบนี้จากรุ่นพี่ และเราไม่ควรเอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยง มีประสบการณ์แบบที่รุ่นพี่เคยผ่านมา เพราะไม่รู้ว่า จะมีใครสักที่คนที่จะโชคดีกลับมาได้เหมือนพี่”

ผมคงไม่ต้องเล่าเรื่องราวหลังจากวันที่ “พี่ตี๋” คิดได้
นับจากวันที่หันลำเรือกลับมาจากคลื่นลมกรรโชกแรงในวัย 18-19 ฝน
 
เพราะทุกสิ่งอย่างที่ สินทวีชัย หทัยรัตนกุล สร้างให้เราเห็นมาตลอด 14 ปี นับตั้งแต่ลงสนามให้กับทีมชาติไทย ชุดใหญ่ ครั้งแรก จนถึงแมตช์สุดท้ายที่จะเกิดขึ้น กับ ตรินิแดดฯ ทุกอย่าง เขาตอบทุกคำถามได้หมดด้วยผลงานแล้ว

เขาจริงจังกับหน้าที่ของตัวเอง
เขาเคารพต่อหน้าที่ของคนอื่น
เขาเดินทางบนอาชีพของตัวเองด้วยการกระทำแบบมืออาชีพที่สุดเท่าที่จะทำได้

“ผมไม่ได้บอกว่า ผมเป็นนักฟุตบอลที่ดีร้อยเปอร์เซ็นต์นะ แต่ผมก็พยายามเข้าใกล้คำๆ นั้นให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อให้เรามีร่างกายที่แข็งแรง และเล่นฟุตบอลได้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”

“หลายคนบอกว่า ผมเป็นสุภาพบุรุษ ผมก็ไม่เคยบอกว่า ตัวเองเป็นสุภาพบุรุษนะ ผมไม่เคยยกยอตัวเองเป็นแบบนั้น ผมรู้ว่า ผมไม่ใช่แบบนั้น และเคยผ่านอะไรไม่ดีมาก่อน แต่ผมก็พยายามทำตัวให้เป็นนักฟุตบอลอาชีพให้ที่ดีที่สุด จนกว่าที่ผมจะต้องแขวนสตั๊ดจริงๆ...”

… ชีวิตของคนหนึ่งคน มีทั้งบวก และลบ มีทั้งคูณ และมีทั้งหาร
ไลฟ์บาลานซ์ คือ กฏเกณฑ์ง่ายๆ ที่จะทำให้ชีวิตของเราเดินหน้าต่อไปได้แบบมีความสมดุล

เวลาที่คุณอยู่ในมุมบวก คุณก็อย่าลืม “ให้” กับคนที่กำลังลบ
ในเวลาที่คุณกำลังลบ คุณก็ต้องพยุงตัวเองขึ้นมาให้อยู่ในแดนบวกให้ได้

เวลาที่คุณโด่งดังสุดขีด เป็นทวี “คูณ” จากที่เคยผ่านมา ก็จงอย่าลืมไปว่า ชีวิตเป็นของเราก็จริง แต่เราไม่มีสิทธิ์ใดๆ หากถูก “หาร” เอาคืนไปแล้ว

ก็เหมือนพี่ตี๋แหละครับ ถ้าวันนั้นเขาไม่หันหลังกลับจากฟ้าที่มืดมน
เขาก็อาจจะไม่มีเทสติโมเนียลแมตช์ ภายใต้ท้องฟ้าอันสว่างไสวที่ใครๆ ก็ชื่นชมตัวเขาเองในวันนี้ได้

รถพังยับ ก็ซ่อมได้ ก็ซื้อใหม่ได้
ศรัทธาของคนในครอบครัว ทำให้เกิดขึ้นได้อีกครั้งได้ จากการกระทำของเรา
แต่ชีวิต และร่างกาย เมื่อใช้มันอย่างสุดโต่ง และไม่รู้คุณค่า
หากสูญเสียไปแล้ว มันไม่มีทางซ่อมได้
แม้ว่าคุณจะมีอำนาจล้นฟ้า หรือมีเงินตราล้นธนาคารแค่ไหนก็ตาม….

"ขอขอบคุณเรื่องราวของผู้ชายที่เป็น
เพียงชายคนนี้ ไม่ใช่ผู้วิเศษ
... สินทวีชัย หทัยรัตนกุล"

#จอน
13-10-2561https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=2251074281805309&id=1786696568243085
บันทึกการเข้า

สาเหตุฟุตบอลไทยล้าหลังนับ10ปี และปัญหาต่างๆนานาในปัจจุบัน
http://www.guideubon.com/web/viewtopic.php?t=23193
Figo Pro Ubon Fc Av
บอลนอกแค่สะใจ บอลไทยไล่สมาคม
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +1156/-1893
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 33,646



| | |
« ตอบ #244 เมื่อ: ตุลาคม 17, 2018, 06:04:32 AM »

#ดวงดาวลูกหนังที่จากไป

เชื่อว่าหลายคน ลืมตาดูโลกมาไม่ทันได้ยลฝีเท้า แต่ชื่อของตำนานนักเตะอย่าง "ยรรยง ณ หนองคาย" คงคุ้นหูมาโดยตลอด

ยรรยง ณ หนองคาย
เกิดเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2482 ณ จังหวัดหนองคาย
จบการศึกษาระดับมัธยมจาก โรงเรียนหนองคายวิทยาคาร ก่อนมาต่อเตรียมพลานามัย ของวิทยาลัยพลศึกษา และจบปริญญาตรี วิทยาลัยประสานมิตร

วิถีลูกหนังของท่าน เริ่มต้นขณะเรียนชั้น ม.1 เมื่อทหารชาวฝรั่งเศส ซึ่งปฏิบัติภารกิจอยู่ในประเทศลาว ได้เข้ามาเช่าหอพักฝั่งจังหวัดหนองคาย และรวมทีมกันเล่นฟุตบอลกับคนไทยเป็นการพักผ่อน ทำให้ ยรรยง ณ หนองคาย มีความสนใจและร่วมลงฟาดแข้งตั้งแต่นั้นมา

จากนั้น ยรรยง ณ หนองคาย สามารถพัฒนาฝีเท้าจนติดทีมเยาวชนของจังหวัด และมีโอกาสเดินทางไปลงเล่นเชื่อมสัมพันธไมตรีที่นครเวียงจันทน์
ซึ่งผลการแข่งขันนัดนั้น ทีมเยาวชนหนองคาย ชนะ ทีมมหาวิทยาลัยปาวี 3-2 ได้ครองถ้วยเกียรติยศของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีของไทยสมัยนั้น

หลังจากเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อศึกษาต่อที่โรงเรียนเตรียมพลานามัย และ ยรรยง ณ หนองคาย ติดทีมลูกหนังของสถาบัน ลงแข่งขันฟุตบอลนักเรียนกรมพลศึกษา ซึ่งมีทีมโรงเรียนดังอย่าง สวนกุหลาบ, เทพศิรินทร์, สันติราษฎร์, อำนวยศิลป์พระนคร, อัสสัมชัญ ฯลฯ โดยทีมพลานามัยชนะเลิศติดต่อกัน ถึง 2 สมัย

ต่อมา เมื่อได้ลงแข่งขันชิงถ้วยพระราชทานประเภทถ้วยน้อย (ข) ในสีเสื้อของวิทยาลัยพลศึกษามีรุ่นพี่ทีมชาติ คือ จันทร์ ผ่องศรี, สุชาติ มุทุกันฑ์ และสำรวย (สำเริง) ไชยยงค์ จึงทำให้ฝีเท้าของ ยรรยง ณ หนองคาย พัฒนาขึ้นเป็นลำดับ

ก่อนที่ ยรรยง ณ หนองคาย จะก้าวขึ้นติดธงไตรรงค์รายการเยาวชนชิงชนะเลิศแห่งเอเชีย ครั้งที่ 3 (พ.ศ. 2503) และทีมไทยคว้าอันดับ 4
ก่อนที่ปีต่อมา ทัวร์นาเมนท์เดียวกัน ณ สนามศุภชลาศัย ฯ รอบชิงชนะเลิศ ทีมไทย ชนะ ทีมเกาหลีใต้ 2-1 หนึ่งประตูของเจ้าถิ่น คือผลงานการยิงของ "เจ้าตีนระเบิด" ยรรยง ณ หนองคาย นอกจากครองตำแหน่งดาวซัลโวเยาวชนถ้วยทอง ครั้งที่ 4 ด้วยจำนวน 6 ประตูแล้ว ยังถือเป็นความสำเร็จครั้งแรก ของวงการฟุตบอลสยาม
นักเตะเยาวชนชุดถ้วยทอง เช่น ณรงค์ สังขสุวรรณ, ทวีพงษ์ เสนีวงษ์ ณ อยุธยา, สมศักดิ์ อ่อนสมา, วิชัย ชุ่มจินดา, ประเดิม ม่วงเกษม, สุพจน์ ไชยยงค์ ฯลฯ ภายหลังก็ก้าวขึ้นสู่ทำเนียบทีมชาติชุดใหญ่

ในลูกหนังระดับสโมสร ยรรยง ณ หนองคาย เข้าสังกัดสโมสรธนาคารกรุงเทพ ชุดชนะเลิศถ้วยพระราชทาน ก. 2 สมัย (พ.ศ. 2506, 2507) ยุคนั้น ทีมบัวหลวงมี "ดาราเอเชีย" อัศวิน ธงอินเนตร เป็นผู้รักษาประตูด้วย
ก่อนจะย้ายไปเล่นให้กับสโมสรตำรวจ เป็นทีมสุดท้าย เมื่อ พ.ศ.2511 นื่องจากรับราชการเป็นตำรวจกระทั่งเกษียณอายุราชการยศ พ.ต.ท. สังกัดตำรวจดับเพลิง

ยรรยง ณ หนองคาย ติดทีมชาติชุดใหญ่หลายรายการ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2505-2510 อาทิ เซียพเกมส์ 4 สมัย, เมอร์เดก้าที่มาเลเซีย 9 สมัย, เอเชี่ยนเกมส์ 3 สมัย ฯลฯ
โดยเฉพาะการติดทีมชาติ ชุดฝึกอบรม ณ ประเทศเยอรมัน ก่อนกลับมาเปิดตำนานบทแรกของ "เจ้าซีเกมส์" เมื่อ พ.ศ. 2508 ทีมไทยคว้าเหรียญทองร่วมกับทีมชาติพม่า (2-2)

ก่อนที่ ยรรยง ณ หนองคาย จะตัดสินใจแขวนสตั๊ดเมื่อปี พ.ศ.2512

จากนั้นท่านได้เดินทางไปเข้ารับการฝึกอบรมโค้ชฟุตบอลหลายประเทศอาทิเช่น อังกฤษ, เยอรมัน, บราซิล ฯลฯ
ก่อนที่สมาคมฟุตบอลฯ จะแต่งตั้งให้ ยรรยง ณ หนองคาย เป็นโค้ชทีมชาติไทยชุดชนะเลิศซีเกมส์ (พ.ศ. 2524) และนำทีมชาติไทยคว้าแชมป์ชิงถ้วยพระราชทานคิงส์คัพ อีก 1 สมัย

ซึ่งความสำเร็จนี้ได้ถูกบันทึกไว้ว่า ยรรยง ณ หนองคาย เป็นคนไทยคนแรกที่ได้แชมป์ซีเกมส์ทั้งในฐานะผู้เล่นและโค้ช 

ถือเป็นแบบอย่างนักฟุตบอลที่คนรุ่นหลังได้เจริญรอยตาม

15 ตุลาคม พ.ศ. 2561 เมื่อวานนี้
แฟนบอลชาวไทยได้สูญเสีย กองหน้าเจ้าของฉายา "เจ้าตีนระเบิด" ที่จากไปอย่างสงบ สิริอายุ 79 ปี

หลับให้สบายครับ

พ.ต.ท. ยรรยง ณ หนองคายhttps://m.facebook.com/story.php?story_fbid=311371236313018&id=279353359514806
  พจบอลไทยวินเทจ ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวไว้ ณ ที่นี่ด้วยครับ
บันทึกการเข้า

สาเหตุฟุตบอลไทยล้าหลังนับ10ปี และปัญหาต่างๆนานาในปัจจุบัน
http://www.guideubon.com/web/viewtopic.php?t=23193
Figo Pro Ubon Fc Av
บอลนอกแค่สะใจ บอลไทยไล่สมาคม
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +1156/-1893
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 33,646



| | |
« ตอบ #245 เมื่อ: ตุลาคม 19, 2018, 04:31:05 PM »

#ขาโหดกระโดดลุย

มีนักข่าวเคยถาม นที ทองสุขแก้ว ว่าใครคือกองหลังตัวกลางที่เก่งที่สุดในความคิดของเค้า
นที ตอบว่า "รุ่งโรจน์ สว่างศรี"

ด้วยการเป็นกองหลังเชิงสูง เทคนิคเยี่ยม ทางบอลยอด ทำให้ถูกคาดหวังว่าเขาจะเป็น "นที2" ซึ่งเป็นไอดอลของเขาด้วย

ย้อนกลับไปเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว
รุ่งโรจน์ สว่างศรี เข้ามาอยู่กับสโมสรธนาคารกรุงไทยตั้งแต่อายุ 14 ปี โดยสัญญาฉบับแรกของเขาไม่ได้มีการลงลายลักษณ์อักษรแต่อย่างใด เป็นเพียงสัญญาใจที่มีให้กันโดยมีค่าตอบแทนเป็นเงินจำนวน 1,500 บาทต่อเดือน (เมื่อปี พ.ศ.2538) โดยการชักชวนของ อาริศ กุลสวัสดิ์ภักดี ซึ่งเป็นสต๊าฟฟ์โค้ช "แบงค์วายุภักษ์" ที่ตามติดเฝ้าดูฟอร์มดาวรุ่งจากโรงเรียนกีฬาสุพรรณ

รุ่งโรจน์ ได้รับโอกาสลงเล่นให้กับ ธ.กรุงไทย ในดิวิชั่น 1 ตั้งแต่ยังไม่ขึ้นม.4 เมื่อเริ่มได้รับโอกาสลงสนามและจำเป็นต้องฝึกซ้อมกับทีมอย่างเข้มข้น เขาจึงย้ายมาเรียนที่โรงเรียนวัดสุทธิวราราม

รุ่งโรจน์ ในวัย 17 ปีก้าวไปติดทีมเยาวชน 19 ปีทีมชาติไทย ทำให้เริ่มได้รับโอกาสมากขึ้นในสีเสื้อ "วายุภักษ์" เขาถูกจับมายืนเป็นเซ็นเตอร์ฮาล์ฟคู่กับ อำนาจ แก้วเขียว จนเริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้น

สมัยก่อนบอลไทยเรียกได้ว่าเล่นหนักกันทุกตำแหน่ง และ รุ่งโรจน์ ก็ยังเป็นเด็กที่มักจะโดนกองหน้าเก๋าๆ มาลองของประจำ และเป็น "น้าอำ" อำนาจ แก้วเขียว ที่สอนเขาว่าถ้ากองหน้าเขาไม่กลัว เราก็รอเสียประตูได้เลย และค่อยๆ สอนให้เราเล่นดุดันแบบเขา จากนั้น รุ่งโรจน์ ก็เริ่มเล่นหนักขึ้น จนกลายเป็นภาพลักษณ์ติดตัวว่าเป็นนักเตะประเภทขาโหด

และก็ติดตัวไปใช้กับบอลนักเรียน จนมีเรื่องต่อยกับ วรวุฒิ วังสวัสดิ์ แห่งเทพศิรินทร์ ในทุกครั้งที่เผชิญหน้ากัน

ปี 2001 รุ่งโรจน์ ในวัย 20 ถูกเรียกติดทีมซีเกมส์ ที่จำกัดอายุไม่เกิน 23 ปีเป็นครั้งแรก โดยเขาได้รับเสื้อเบอร์ 7 เฉกเช่นเดียวกับไอดอลของเขา ซึ่งจบลงด้วยแชมป์ของ ไทย หลังเฉือนเอาชนะ "เจ้าภาพ" มาเลเซีย ไปได้ 1-0 จากประตูชัยของ สระราวุฒิ ตรีพันธ์ ในช่วงท้ายเกม

โดยในทีมชุดนั้นประกอบด้วย ภาณุวัฒน์ ตั้งอนุรัตน์, อัมรินทร์ เยาว์ดำ, พีรทรรศน์ โพธิ์เรือนดี, นิรุจน์ สุระเสียง, ไกรเกียรติ เบียดตะคุ, สระราวุฒิ ตรีพันธ์, เจษฎา จิตสวัสดิ์, จักรพันธ์ ปั่นปี, อนุชา กิจพงษ์ศรี, ทวีศักดิ์ โมราศิลป์, ยุทธนา ไชยแก้ว, บุญฤทธิ์ การภักดี, สุรพงษ์ ธรรมวงศา, ดัสกร ทองเหลา, ณรงค์ชัย วชิรบาล, พิชิตพงษ์ เฉยฉิว, วุฒิญา หยองเอ่น, มานิตย์ น้อยเวช, ธีรเทพ วิโนทัย และตัวของ รุ่งโรจน์ สว่างศรี เอง

ซึ่งช่วงนั้นเรียกได้ว่าเป็นช่วงที่ "รุ่งโรจน์" กำลังรุ่งโรจน์สุดๆ ดังชื่อของเขาเมื่อในระยะเวลาเพียงแค่ 4 ปี เขาคว้าแชมป์มาครองได้ถึง 6 รายการ โดยเป็น 4 ถ้วยแชมป์กับสโมสรธนาคารกรุงไทย (แชมป์ไทยลีก 2 สมัย และถ้วย ก. 2 สมัย) และในนามทีมชาติด้วยการคว้าเหรียญทองซีเกมส์ 2 สมัย( 2001, 2003) รวมไปถึงการมีชื่ออยู่ในทีมชาติชุดใหญ่ในช่วงเวลาดังกล่าว

เส้นทางในวงการลูกหนังกำลังสวยสดงดงาม ก็เริ่มสั่นคลอนจากการที่เขาเป็นนักเตะประเภทจุดเดือดต่ำ...ที่แม้จะมีฝีเท้าที่เก่งขนาดไหนแต่พฤติกรรมในสนามที่ติดภาพลบทำให้ชื่อของ รุ่งโรจน์ สว่างศรี ในนามทีมชาติก็ค่อยๆ หายไป

ปัจจุบัน รุ่งโรจน์ สว่างศรี เข้ามาทำงานเป็นหนึ่งในทีมงานสตาฟโค้ชเยาวชนสโมสร บางกอกกล๊าส เอฟซี ที่ได้ถ่ายทอดวิชาลูกหนังให้กับนักเตะรุ่นน้องที่ยังคงได้กลิ่นอายความดุดันตามฉบับของ "จอมโหดเมืองไทย"

"ผมก็ยังบอกน้องๆ ที่เล่นกองหลังเสมอว่า ตำแหน่งนี้ต้องเล่นให้ดุดัน เล่นให้คนอื่นกลัว เหมือนกับรุ่นพี่ๆ ของผมได้บอกมา แต่จะเพิ่มเติมเรื่องการควบคุมอารมณ์ในสนามไม่ให้เป็นเหมือนผม ไม่อยากให้มี รุ่งโรจน์ 2 ในวงการลูกหนัง" รุ่งโรจน์ สว่างศรี กล่าว

╔═══════════════╗
ชอบกดไลค์👍 ถูกใจกดแชร์💞
เพื่อเป็นกำลังใจให้กับทีมงานด้วยนะครับ
อย่าลืมกดติดดาว🌟เพื่อไม่พลาดเรื่องราวดีๆ
╚═══════════════╝

#ทีมชาติไทย #ช้างศึก #บอลไทย #ไทยลีก
#บอลไทยวินเทจ #BallThaiVintage   https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=312749609508514&id=279353359514806
บันทึกการเข้า

สาเหตุฟุตบอลไทยล้าหลังนับ10ปี และปัญหาต่างๆนานาในปัจจุบัน
http://www.guideubon.com/web/viewtopic.php?t=23193
Figo Pro Ubon Fc Av
บอลนอกแค่สะใจ บอลไทยไล่สมาคม
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +1156/-1893
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 33,646



| | |
« ตอบ #246 เมื่อ: พฤศจิกายน 08, 2018, 12:38:37 PM »

#เจ้าฟูดาวซัลโวแชมป์เซมิโปรลีกครั้งที่2

เมื่อพูดถึง "เจ้าหงอก" กฤษขจร วงษ์รัตนะ แน่นอนแฟนบอลยุคเมื่อ 20-30 ปีก่อนก็ต้องนึกถึง "เจ้าฟู" พิสิทธิ์ ฟูเผ่า บัดดี้กองหน้าหอคอยคู่ของสโมสรทหารบก

เด็กชายพิสิทธิ์ กำเนิดขึ้นในปี 2507  ที่จังหวัดนครสวรรค์ ในครอบครัวที่มีคุณพ่อเป็นทหาร ก่อนจะเริ่มเล่นฟุตบอลตั้งแต่วัยเยาว์ที่ ร.ร.โชติระวี ซึ่งเจ้าตัวมักจะเล่นฟุตบอลพลาสติกกับเพื่อนๆทุกวัน จนวันนึงทางโรงเรียนประกาศคัดเลือกเพื่อเอาไปเป็นตัวแทนของสถาบัน

ก่อนทางครูพละจะประกาศว่า "เจ้าฟู" มีชื่อเป็นนักเตะทีมโรงเรียนด้วยสรีสระที่โตกว่ารุ่นเดียวกัน ตอนป.5 เจ้าตัวสูงเฉียดๆ 160 ซ.ม. แล้วเลยดันไปเล่นกับพี่ๆ ในรุ่นเล็ก โดยตำแหน่งแรกคือกองกลาง

หลังจากนั้นเจ้าตัวก็เล่นฟุตบอลทีมโรงเรียนมาโดยตลอดทว่าช่วงขึ้น ม.ศ.1 โดนจับไปเล่นศูนย์หน้าเป็นครั้งแรกด้วยเหตุผลคือตัวใหญ่และยิงประตูหนักกว่าเพื่อนๆร่วมทีมคนอื่น

ก่อนชีวิตจะเปลี่ยนแปลงจากเด็กน้อยมาเป็นนักเรียนโรงเรียนายสิบทหารบก ซึ่งต้องไปเรียนที่ อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์

หลังจบ ร.ร.นายสิบ เมื่อปี 2525 ติดยศสิบเอกและประจำอยู่ที่่กรมทหารสื่อสารเล่นฟุตบอลภายในตลอดจนถึงพ.ศ.2528 ปาไปอายุ 23 ปีแล้ว แต่ยังไม่เคยสัมผัสเกมใหญ่ๆเลย ส่วนใหญ่ก็ไปเล่นฟุตบอลเดินสายตามต่างจังหวัดเรียกว่าใครชวนไปหมด

จากที่เล่นฟุตบอลไปวันๆ พ.ศ. 2529 เจ้าฟูหิ้วสตั๊ดไปคัดเป็นนักฟุตบอลของสโมสรทหารบก แต่เป็นทีมชุดเล็กหรือถ้วย ค. ที่มี ฉัตรชัย ขำศรีพันธ์ เป็นโค้ช

ด้วยรูปร่างที่สูงใหญ่เลยคัดติดก่อนในฟุตบอลถ้วยพระราชทาน ค. ปีนั้น "เจ้าฟู" คว้าตำแหน่งดาวซัลโวโดยยิงไปถึง 19 ประตูพา ทบ.คว้าตำแหน่งรองแชมป์

ปีต่อมา เจ้าตัวขึ้นชั้นไปเล่น ถ้วย ข. และไปเล่นฟุตบอลยามาฮ่า ไทยแลนด์ คัพให้จังหวัดลพบุรี ก่อนจะพาทีมเมืองลิงได้แชมป์ภาคตะวันออกก่อนรอบสุดท้ายจะคว้าอันดับ 3 ไปครอง แต่ทัวร์นาเมนต์นี้ พิสิทธิ์ ได้ตำแหน่งดาวซัลโวไปครอง

จนไปเตะตา "อ.หรั่ง" ชาญวิทย์ ผลชีวิน ดึงตัวไปเล่นทีมชาติไทย ชุด บี ในศึกฟุตบอลคิงส์คัพ ส่วนใหญ่ก็ได้ลงเป็นตัวสำรองช่วงท้ายเกม ซึ่งเจ้าตัวไม่ค่อยจะแฮปปี้เท่าไหร่นัก

ต่อจากนั้น "เจ้าฟู" กลับมาเล่นให้ต้นสังกัดทหารบกในฟุตบอลควีนส์คัพ แต่ก็เป็นแค่กำลังเสริมเพราะทีมตรากงจักรมีดาวเตะอย่าง บรรหาร สมประสงค์, ธนิศร์ อารีสง่ากุล รวมถึง ประดับพันธ์ จรัญญา ขวางหน้าอยู่

ถัดมาปี 2531 เป็นปีแรกที่โดนเรียกตัวขึ้นชุดถ้วย ก. ของสโมสรเมื่อปี "น้าอำ" อำนาจ เฉลิมชวลิต เป็นเฮดโค้ช ชื่อของ "เจ้าฟู" เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นจนมีชื่อติดธงเป็นครั้งแรกในชุด 19 ปีไปแข่งขัน 4 เส้าที่ฮ่องกง

ปี 2532 ถือเป็นปีที่ยำแย่ของเจ้าตัวและสโมสรเมื่อทีมตกรอบแรกเป็นประจำทั้ง ถ้วย ก. แถม "เจ้าฟู" ยิงประตูไม่ได้เลย ในรายการอื่นทั้งโตโยโต้ คัพ และ ควีนส์คัพ ที่สำคัญยังมาบาดเจ็บหนัก

ในความโชคร้ายมักจะมีอะไรดีแฝงมาเสมอเมื่อเจ็บจนต้องกลับมาพักรักษาตัวที่บ้านจังหวัดนครสวรรค์ ทำให้ "เจ้าฟู" พบกับภรรยาคนปัจจุบันนั่นเอง

พอหายเจ็บก็ถูกเรียกตัวเข้าสู่ทีมชาติไทยชุดอายุไม่เกิน 21 ปีที่มีเพื่อนร่วมทีมอย่าง นพดล วิจารณ์ณรงค์, อดุลย์ รุ่งเรือง, บุญปลีก หนูน้อย, สาธิต จึงสำราญ, อดุลย์ มะลิพันธุ์, ไพโรจน์ พ่วงจันทร์, สมศักดิ์ คำมณี รวมถึง ปิยะกุล แก้วน้ำค้าง

ปี 2533 ชื่อของ พิสิทธิ์ ฟูเผ่า ไปอยู่ในทีมชาติไทยชุดใหญ่ครั้งแรกภายใต้การคุมทัพของ คาร์ลอส โรแบร์โต้ คาร์วัลโย่ ในรายการ
4 เส้าอีก ครั้งนี้เจ้าตัวได้ลงแค่นัดเดียวและยิงประตูไม่ได้เลย

พอจบทัวร์นาเมนต์นั้น "เจ้าฟู" รู้สึกว่าตนเองไม่เหมาะสมกับทีมชาติด้วยระบบที่ไม่เข้ากันเลยแถมเวลาเล่นจิตใจก็ไม่ค่อยอยู่กับร่องกับรอย พอโดนเรียกที่ไรมักจะขอถอนตัวประจำ จนทีมชาติกับดาวยิงทหารบกคนนี้เลยเป็นเส้นขนานตลอด

ปี 2535 นี่คือปีทองของ "เจ้าฟู" อย่างแท้จริงเมื่อพาทีม ทหารบก คว้าแชมป์ฟุตบอลเซมิโปร ลีก ครั้งที่ 2 ด้วยสถิติแข่ง 14 นัด ชนะ 7 เสมอ 6 แพ้ 1 ยิงได้ 24 ประตูเสีย 15 ประตู ที่สำคัญคว้าดาวซัลโวสูงสุดได้ด้วยโดยสอยไปทั้งหมด 9 ประตู

แต่กับทีมชาติตามที่บอกเจ้าตัวไม่สนที่จะเล่นอีกต่อไป

เอ่อเว้ย!!!!แบบนี้ก็มีด้วย...ทั้งหมดนี่คือชีวิตของ "พิสิทธิ์ ฟูเผ่า" ยอดตำนานดาวยิงของสโมสรทหารบก

ภาพ : #ฟุตบอลสยาม
╔═══════════════╗
ชอบกดไลค์👍 ถูกใจกดแชร์💞
เพื่อเป็นกำลังใจให้กับทีมงานด้วยนะครับ
อย่าลืมกดติดดาว🌟เพื่อไม่พลาดเรื่องราวดีๆ
╚═══════════════╝

#ทีมชาติไทย #ช้างศึก #บอลไทย #ไทยลีก
#บอลไทยวินเทจ #BallThaiVintage  https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=321899148593560&id=279353359514806
บันทึกการเข้า

สาเหตุฟุตบอลไทยล้าหลังนับ10ปี และปัญหาต่างๆนานาในปัจจุบัน
http://www.guideubon.com/web/viewtopic.php?t=23193
Sawang magg
เชียร์บอลไทยไม่เสียตังค์
Sr. Member
****

คะแนนความรัก: +86/-187
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,523


| | |
« ตอบ #247 เมื่อ: พฤศจิกายน 08, 2018, 09:17:37 PM »

หน้าที่3แล้วท่าน
บันทึกการเข้า
Faroh-Air
ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย
Sr. Member
****

คะแนนความรัก: +153/-159
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,978


รักบอลไทย


| | |
« ตอบ #248 เมื่อ: พฤศจิกายน 09, 2018, 01:21:57 AM »

ยาวไปๆ ท่านศาสดา
บันทึกการเข้า

ถ้าทุกคนในชาติทุกภาคส่วนมีความสามัคคีกันแล้ว ฝันที่ไทยจะไปบอลโลกมันก็เกิดขึ้นได้
Figo Pro Ubon Fc Av
บอลนอกแค่สะใจ บอลไทยไล่สมาคม
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +1156/-1893
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 33,646



| | |
« ตอบ #249 เมื่อ: พฤศจิกายน 20, 2018, 05:51:54 PM »

#ดำเล็กแห่งทอ.

-เจ้าของฉายา "ดำ ปอดเหล็ก"

-เล่นตำแหน่งกองกลางตัวรับหรือห้องเครื่องคนสำคัญของทหารอากาศยุครุ่งเรือง

-ติดทีมชาติไทยชุดอายุต่ำกว่า 16 ปีไปแข่งเยาวชนชิงแชมป์เอเชียที่กาตาร์

-และพาไทยคว้าอันดับ 4 ที่สำคัญเจ้าตัวได้นักเตะยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์ด้วย

-เคยยิงประตูในนัดชิงถ้วย ก.ให้ ทอ.ชนะ ราชประชา 1-0 เมื่อปี 2530

-ได้ตำแหน่งควีนสตาร์หรือนักเตะยอดเยี่ยมฟุตบอลควีนส์คัพ 1 ครั้ง

-มีชื่อติดทีมชาติชุดประวัติศาสตร์อันดับ 4 เอเชี่ยนเกมส์ ที่จีน หรือปักกิ่งเกมส์ ปี 2533

-เกือบได้ไปค้าแข้งที่ญี่ปุ่นกับสโมสรเทยิน แต่เพราะติดรับราชการทหารเลยต้องปฏิเสธไปอย่างน่าเสียดาย

-ปัจจุบันยังคงเตะฟุตบอลเดินสายรวมถึงเล่นให้สมาคมกีฬาอาวุโสไทย ในการแข่งขันฟุตบอลอาวุโสชิงแชมป์โลก ปีล่าสุด 2561 ด้วย

-เขาแหละ ไกรพล สุนทรพฤกษ์

ภาพ : ฟุตบอลสยาม

╔═══════════════╗
ชอบกดไลค์👍 ถูกใจกดแชร์💞
เพื่อเป็นกำลังใจให้กับทีมงานด้วยนะครับ
อย่าลืมกดติดดาว🌟เพื่อไม่พลาดเรื่องราวดีๆ
╚═══════════════╝

#ทีมชาติไทย #ช้างศึก #บอลไทย #ไทยลีกhttps://m.facebook.com/story.php?story_fbid=328448254605316&id=279353359514806บอลไทยวินเทจ #BallThaiVintage
บันทึกการเข้า

สาเหตุฟุตบอลไทยล้าหลังนับ10ปี และปัญหาต่างๆนานาในปัจจุบัน
http://www.guideubon.com/web/viewtopic.php?t=23193
Figo Pro Ubon Fc Av
บอลนอกแค่สะใจ บอลไทยไล่สมาคม
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +1156/-1893
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 33,646



| | |
« ตอบ #250 เมื่อ: ธันวาคม 01, 2018, 12:42:00 PM »

#จากกำแพงหินที่ราบสูง
#สู่จรวดทางเรียบทีมชาติไทย

ถ้าพูดถึง "เจ้าน้อง" จตุพงษ์ ทองสุข แน่นอนใครๆ ก็ต้องคิดถึงความเร็ว การกระชากลากเลื้อย ไม่ริมเส้นก็ต้องตัวแนวรุกๆ เทือกๆ นั้น

แต่จะมีใครรู้มั้ยว่านักเตะในดวงใจของเจ้าตัวเป็น

"พี่ดำ" นที ทองสุขแก้ว อดีตปราการหลังที่ดีที่สุดตลอดกาลของเมืองไทย

"เจ้าน้อง" เด็กจากอำเภอด่านซ้าย จ.เลย เริ่มการศึกษาและเล่นฟุตบอลที่ร.ร. ชุมชนบ้านด่านซ้าย มาต่อมัธยมที่ร.ร.ศรีสองรักษ์วิทยาคม ได้มี อ.ณัฐพล แสงอร่าม เป็นโค้ชจริงจังคนแรก

ด้วยฐานะทางบ้านที่ค่อนข้างลำบากเจ้าตัวเลยต้องหาโรงเรียนที่มีทุนเรียนก่อนจะมาคัดตัวเป็นนักฟุตบอลโครงการช้างเผือกที่ร.ร.สมุทรพิทยาคม ได้เรียนฟรีสมใจลดภาระของพ่อแม่ได้ไปเยอะ

และที่นี่มี บรู๊ซ แคมเบลล์ โค้ชฝรั่งตาน้ำข้าว และ ครูฤทธิ์ ชมน้อย สุดยอดกุนซือบอลนักเรียนยุคนั้นเป็นผู้เติมศาสตร์ลูกหนังให้

"น้องเป็นนักฟุตบอลที่มีคุณสมบัติเหมาะสมกับการเป็นกองหลังมากที่สุดรูปร่างสูงใหญ่สิ่งที่เขาได้เปรียบเด็กรุ่นเดียวกันคือ การอ่านเกมที่ทำได้ยอดเยี่ยม ในทีมสมุทรพิทยามีนักเตะดีๆหลายคน น้องคือหนึ่งในนั้น หากพัฒนาต่อเนื่องรับรองทีมชาติไม่ไกลเกินเอื้อม" เสียงจาก บรู๊ซ แคมเบลล์ กุนซือชาวอเมริกันถึงลูกศิษย์เมื่อปี 2534

ฉายา "กำแพงหินที่ราบสูง" ไม่ได้มาด้วยโชคช่วยชั่วโมงนั้นเจ้าตัวคือสุดยอด ลิเบอโร่ ที่ยืนอ่านเกมด้วยมันสมองเก่งเกินอายุ มีการสั่งเกมจากแดนหลัง คุมเกมเพื่อนได้เป็นอย่างดี ตอนนั้นคือดาวรุ่งที่น่าจับตามองที่สุดแม้จะเพิ่งเข้ามาเล่นบอลในเมืองกรุงได้ไม่นาน

แต่แล้วโค้ชบรู๊ซและครูฤทธิ์ เองที่มองว่าสกิลลูกหนังและความเร็วอันสุดยอดของเจ้าน้องน่าจะมีประโยชน์กับทีมมากกว่าที่จะยืนแนวรับเลยปรับ "เจ้าน้อง" จากเซ็นเตอร์แบ็กมาเล่นกองหน้าในที่สุด

ต่อจากนั้นแข้งร.ร. สมุทรพิทยาคมได้ยกพลมาศึกษาต่อร.ร.อัสสัมชัญ ศรีราชา ในชั้นมัธยมปลายยกชุดและเจ้าน้องกำแพงหินมาเป็น จรวดทางเรียบ เต็มตัวจนสร้างชื่อให้ทีม "ฉลามชล"

และที่นี่เอง จตุพงษ์ ทองสุข ถูกเจียระไนต่อในตำแหน่งกองหน้าต่อมาก้าวไปติดทีมชาติแทบทุกชุดไล่ตั้งแต่ เยาวชน 16 ปี, 19 ปี, ปรี-โอลิมปิค จนก้าวไปสู่ทีมชาติชุดใหญ่ ได้โควต้าเรียนในรั้วจามจุรี

โด่งดังกับสโมสรบีอีซี เทโรศาสน ยุคที่เรียกว่าเป็นมหาอำนาจลูกหนังของบ้านเราตอนนั้นอยู่ในชุดคว้าแชมป์มากมายรวมถึงชุดรองแชมป์เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีกด้วย

นี่คืออีกหนึ่งเด็กสู้ชีวิตใช้ความสามารถเชิงลูกหนังที่เขารัก ได้เรียนในสถาบันดีๆ ติดทีมชาติได้ตามฝัน ประสบความสำเร็จในเส้นทางชีวิตแบบที่เลือกเส้นทางเดินด้วยตนเอง

"เจ้าน้อง" จตุพงษ์ ทองสุข

--------------------

ในรูป "เจ้าน้อง" ยืนถ่ายภาพร่วมกับเพื่อนๆพี่ๆน้องๆนักฟุตบอลร.ร. สมุทรพิทยาคม หลายคนในรูปก้าวไปติดทีมชาติไทย เยาวชนทีมชาติไทย นักเรียนไทยหรือเล่นสโมสรระดับไทยลีกมากมายไล่ตั้งแต่ สมรัก รุ่งสว่าง, นิกร อนุวรรณ, มโน ภิญโญทรัพย์, มาโนช ปัญญาคง, วีรพงษ์ ศรีเพชร, ทัศนเทพ เทศทอง ฯลฯ

หาเจอมั้ยครับว่าจตุพงษ์ ทองสุข ยืนอยู่ตรงไหน?

╔═══════════════╗
ชอบกดไลค์👍 ถูกใจกดแชร์💞
เพื่อเป็นกำลังใจให้กับทีมงานด้วยนะครับ
อย่าลืมกดติดดาว🌟เพื่อไม่พลาดเรื่องราวดีๆ
╚═══════════════╝

#ทีมชาติไทย #ช้างศึก #บอลไทย #ไทยลีก
#บอลไทยวินเทจ #BallThaiVintagehttps://www.facebook.com/279353359514806/posts/334517917331683/
บันทึกการเข้า

สาเหตุฟุตบอลไทยล้าหลังนับ10ปี และปัญหาต่างๆนานาในปัจจุบัน
http://www.guideubon.com/web/viewtopic.php?t=23193
Figo Pro Ubon Fc Av
บอลนอกแค่สะใจ บอลไทยไล่สมาคม
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +1156/-1893
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 33,646



| | |
« ตอบ #251 เมื่อ: ธันวาคม 07, 2018, 10:40:10 AM »

#ไอ้เลียวพาร์ดแห่งแบงค์บัวหลวง

ถ้าพูดถึงแนวรับเบอร์ต้นๆ ของประเทศยุคปี 2530 กว่าเป็นต้นมานั้นที่ก้าวไปติดทีมชาติไทยมีชื่อดาวเตะจากแบงค์บัวหลวงหลายราย ไม่ว่าจะเป็น สุเมธ อัครพงศ์, อมฤต เอกวงษ์, แดนชัย วิชัยดิษฐ์, ประพันธ์ ขันโคกกรวด, อภิชาติ ทวีเฉลิมดิษฐ์ แน่นอนต้องรวมถึงแบ็คซ้ายตัวเก่งของทีมตอนนั้น

เชิดชัย สุวรรณนัง หนุ่มจากอ.ท่าลี่ จ.เลย เริ่มเล่นฟุตบอลที่ร.ร.ท่าลี่วิทยา ในชั้นม.ต้น ก่อนมาจบม.ปลายที่ร.ร.เลยพิทยาคม

ด้วยใจรักในกีฬาลูกหนังเลยตัดสินใจมาศึกษาต่อในชั้นอุดมศึกษาที่วิทยาลัยพลศึกษาจังหวัดชลบุรี  2 ปี และจบปริญญาพลศึกษาที่ ม.บูรพา

ระหว่างนั้นก็เล่นฟุตบอลให้จังหวัดชลบุรี ในศึกยามาฮ่า ไทยแลนด์คัพ ครั้งที่ 7 ชุดนั้นมีสตาร์ดังอย่าง ภานุวัฒน์ ยินผัน, วันชัย ประทีปสุขปกรณ์, ศุภกฤษ สุวรรณโชติ รวมถึง อำนวย สิงห์พริ้ง

ด้วยฟอร์มอันยอดเยี่ยมของ "เจ้าเซะ" ถูกดึงตัวมาเล่นให้กับสโมสรธนาคารกรุงเทพครั้งแรกในปี 2532 ถึงปี 2540 เจ้าตัวอยู่ในชุดคว้าแชมป์ฟุตบอลถ้วยพระราชทาน ก. ในปี 2537, แชมป์ฟุตบอลเร้ดเรเบิ้ล ในปี 2538 รวมถึงแชมป์ไทยแลนด์พรีเมียร์ ลีก ครั้งที่ 1 ในปี 2540

ส่วนในระดับทีมชาติเชิดชัย ติดทีมชาติครั้งแรกในชุดปรี-โอลิมปิค รอบคัดเลือกที่ประเทศเกาหลีใต้ในปี 2534 ร่วมกับซูเปอร์สตาร์อย่าง สุรชัย จตุรภัทรพงศ์, อดุลย์ มะลิพันธ์, คำรณ สำราญพันธ์, สะสม พบประเสิรฐ, วรวุธ ศรีมะฆะ, สิงห์โต ทวี รวมถึง ประพันธ์ ขันโคกกรวด

ต่อจากนั้นก็ก้าวมาติดทีมชาติไทยชุด บี และชุด เอ ในศึกชิงถ้วยพระราชทานคิงส์คัพ ติดทีมไปเล่นเมอร์เดก้า คัพ ปี 2534 ที่มาเลเซีย, เอเชี่ยน คัพ ที่ญี่ปุ่น ปี 2536

ติดทีมไปเล่นฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก โซนเอเซีย ปี 2537 และไปคว้าแชมป์ซีเกมส์ ที่เชียงใหม่ ปี 2539

ครั้งหนึ่งเชิดชัยเคยได้รับฉายาว่า "ซ้ายฆ่าวิญญาณ" ซึ่งมีลีลาคล้ายๆแบ็คซ้ายชุดแชมป์โลก 1990 ของเยอรมันตะวันตกอย่าง อันเดรียส์ เบรเม่ห์ ซึ่งมีฉายาว่า "เลียวพาร์ด" ด้วย

ทุกวันนี้เจ้าตัวในวัย 49 ปี ยังทำงานให้กับธนาคารกรุงเทพ และยังเป็นโค้ชสอนบอลตามอคาเดมี่อีกด้วย

ใครทันยุครุ่งเรืองหรือคุ้นชื่อแบ็คซ้ายจอมบุกคนนี้รายงานตัวด้วยครับ???

╔═══════════════╗
ชอบกดไลค์👍 ถูกใจกดแชร์💞
เพื่อเป็นกำลังใจให้กับทีมงานด้วยนะครับ
อย่าลืมกดติดดาว🌟เพื่อไม่พลาดเรื่องราวดีๆ
╚═══════════════╝

#ทีมชาติไทย #ช้างศึก #บอลไทย #ไทยลีก
#บอลไทยวินเทจ #BallThaiVintagehttps://www.facebook.com/279353359514806/posts/337693943680747/
บันทึกการเข้า

สาเหตุฟุตบอลไทยล้าหลังนับ10ปี และปัญหาต่างๆนานาในปัจจุบัน
http://www.guideubon.com/web/viewtopic.php?t=23193
Figo Pro Ubon Fc Av
บอลนอกแค่สะใจ บอลไทยไล่สมาคม
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +1156/-1893
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 33,646



| | |
« ตอบ #252 เมื่อ: ธันวาคม 10, 2018, 09:20:18 AM »

#ฉลามน้ำกร่อย
-
"นิว อัครวินท์ สวัสดี" เด็กหนุ่มจาก ลุ่มแม่น้ำบางปะกง
"เจ้านิว" เริ่มต้นเล่นฟุตบอลและศึกษาที่ โรงเรียนประกอบราษฎร์บำรุง ในชั้นประถม ก่อนย้ายมาเรียนที่โรงเรียนพุทธิรังสีพิบูล ตอนมัธยม ในช่วงขาสั้นก็เป็นตัวโรงเรียนอาจจะไม่มีชื่อท๊อปแบบคนอื่นเขา แต่ในตัว"เจ้านิว" เต็มไปด้วยขคำว่าฟุตบอล
-
เล่นบอลนักเรียนไปด้วย เล่นฟุตบอลเดินสายไปด้วยตามประสาเด็กหนุ่มที่รักในฟุตบอลช่วง ม.6"เจ้านิว"ต้องย้ายไปเรียน เล่นฟุตบอลที่โรงเรียนราชวินิตบางแก้ว ในช่วงที่อ.ศักดา สุขสวัสดิ์ เป็นคนทำฟุตบอลในสมัยนั้น
-
"เจ้านิว" ลงเล่นลีกอาชีพครั้งแรกกับทีมบ้านเกิด อย่างทีม"ฉะเชิงเทราเอฟซี" คงเป็นอะไรที่เด็กหลายๆคนอยากทำคือเล่นให้กับบ้านเกิด ในศึกฟุตบอลลีกภูมิภาคดิวิชั่น 2 โซนภาคกลางและภาคตะวันออก เมื่อปี 2009
-
"ดาวยิงปลากัด" มาทำให้ทีมต่างๆสนใจในตัวเขาก็น่าจะปี2011 เป็นช่วงที่"เจ้านิว"พีคสุดๆ ด้วยการกดไป 19 ประตู เขากลายเป็นดาวซัลโว ลีกภูมิภาคดิวิชั่น 2
-
ศูนย์หน้าถนัดซ้าย รูปร่างผอมสูง คนนี้แสดงให้เห็นแล้วว่าเขามีของดีแค่ไหน แล้วสิ่งที่เขาคิดไม่ถึงก็มาสู่ชีวิตเด็หนุ่ม จากบางปะกงคนนี้แบบไม่คาดคิด
-
โดยทางทีมชลบุรีเอฟซี สนใจในตัวเขาแล้วจับเขาสัญญาเข้าสู่สโมสรแห่งนี้ เป็นสโมสรที่เขาเชียร์และติดตามมาโดยตลอด บวกกับจะมาได้ร่วมทีมกับนักเตะที่เขาชื่นชอบ อย่าง พี่โม้ (พิภพ อ่อนโม้)"เจ้านิว"ลงสนามให้กับชลบุรีเอฟซี ในฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทาน ก. ปี 2012 ด้วยการเป็นตัวสำรอง แทนที่ "พิภพ อ่อนโม้" อะไรมันจะชั่งเหมาะเจาะขนาดนี้ลงไปแทนไอดอลตัวเอง นึกแล้วขนรุกแทน "เจ้านิว" กับชลบุรีเอฟซีไม่ได้สวยแบบที่คิดจะด้วยอะไรก็ตามแต่เมื่อ"เจ้านิว"มีโอกาศลงสนามเขาก็โชว์ผลงานเต็มพลังสุดแรง
-
แต่แล้วเจ้านิวก็ถูกส่งต่อไปให้ ระยอง เอฟซี ในศึกดิวิชั่น 1 ยืมตัวไปใช่งานหลังจากนั้น"เจ้านิว"ก็ย้ายไปเล่นกับทีม
"นครราชสีมเอฟซี" และยังพาทีมคว้าแชมป์ในลีกดิวิชั่น 1 พร้อมเลื่อนชั้นสู่ลีคสูงสุดอีกครั้ง หมดสัญญาจากนครราชสีมาก็ย้ายมาอยู่กับ"ทีมบีบีซียู" ในศึกดิวิชั่น 1 เมื่อปี 2015 พาทีมเลื่อนชั้นสู่ลีคสูงสุดในปี2016แต่แล้วก็มีข่าวร้ายเรื่องยุบทีมเกิดขึ้นกับสโมสรที่เขาอยู่ มันก็คงเหมือนฝันร้ายในตัวเขา
-
แต่ในฝันร้ายนั้นกำลังจะหายไปเมื่อมีทีมติดต่อเขาเข้ามาจากผู้บริหาร"เชียงราย ยูไนเต็ด" เพื่อดึงตัวเขาไปร่วมทีมเหมือนเกิดใหม่อีกครั้ง ครั้งนี้ "เจ้านิว" ขึ้นเหนือสุดแดนสยามไปอยู่กับทีมยักษ์ใหญ่แห่งภาคเหนือทำให้เขา กับมาแจ้งเกิดอีกครั้ง พร้อมยังคว้าแชมป์กับทีมทั้งรายการ FA CUP,ลีกคัพ
-
ฟ้าหลังฝนมันชั่งสดใสเสมอ ทุกก้าวของเจ้านิว คือประสบการณ์ที่เต็มไปด้วยคุณภาพเป็นแบบอย่างให้หลายๆคน เด็กๆรุ่นใหม่ ได้เดินรอยตามในความไม่ท้อแม้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นไม่ทิ้งความพยายามที่"ตั้งใจ"และสิ่งที่เขารักที่เรียกว่า "ฟุตบอล"https://www.facebook.com/182588378992798/posts/334249597160008/
บันทึกการเข้า

สาเหตุฟุตบอลไทยล้าหลังนับ10ปี และปัญหาต่างๆนานาในปัจจุบัน
http://www.guideubon.com/web/viewtopic.php?t=23193
Figo Pro Ubon Fc Av
บอลนอกแค่สะใจ บอลไทยไล่สมาคม
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +1156/-1893
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 33,646



| | |
« ตอบ #253 เมื่อ: ธันวาคม 13, 2018, 11:08:46 AM »

#ไอ้ก้านยาวจากสงขลา

วรวุธ ศรีมะฆะ เชื่อว่าแฟนบอลชาวไทยคงไม่มีใครไม่รู้จักชื่อนี้

เขาเริ่มเล่นฟุตบอลจริงจังตอน ม.3 ที่โรงเรียนมหาวชิราวุธ จังหวัดสงขลา ก่อนมีโอกาสติดทีมรุ่น 18 ปี ไปคว้าแชมป์กีฬาเยาวชนแห่งชาติที่อุดรธานี ซึ่งเป็นแชมป์แรกของเจ้าตัว สร้างความภูมิใจและแรงจูงจูงใจในเส้นทางสายนี้ให้แก่เขาอย่างยิ่ง

เมื่อขึ้น ม.4 เขายังสร้างชื่ออย่างต่อเนื่องในฐานะกองกลางคนสำคัญของทีม เมื่อพาสถาบันเข้ากรุงมาคว้าอันดับ 3 รายการแกรนด์สปอร์ตคัพมาครองได้ พร้อมกลับบ้านเยี่ยงวีรบุรุษ

ช่วง ม.5 เขายังมุ่งมั่นกับฟุตบอล จนได้รับรางวัลกองกลางยอดเยี่ยมมาเชยชมจากหลายรายการในกรุงเทพฯ และเป็น "โค้ชหรั่ง" ชาญวิทย์ ผลชีวิน ที่ชวนเขาเข้ามาเรียนต่อ ม.6 ที่สวนกุหลาบวิทยาลัย

ที่สวนกุหลาบ เขาพาทีมคว้าแชมป์ 18 ปี กองทัพอากาศ และโหม่งทำประตูได้อย่างมากมายจนใครๆ ต่างเรียกว่า "ไอ้โย่ง" และด้วยรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมที่เขาได้รับ ส่งผลให้เขาถูกเชิญไปคัดตัวนักเรียนไทย 18 ปี และไม่พลาดเป็นหนึ่งในขุนพลลุยสิงคโปร์

หลังจากกลับมาจากการรับใช้ชาติ "เจ้าโย่ง" ยังคงความยอดเยี่ยมด้วยการคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมทั้ง จตุรมิตร และกรมพลศึกษา ก่อนที่ "โค้ชหรั่ง" จะชักชวนเข้ามาอยู่กับสโมสรธนาคารกสิกรไทย

ในรั้วมหาวิทยาลัยเขาสอบโควต้านักกีฬาของจุฬาฯ ไม่ติด ทำให้มหาวทิยาลัยเอกชนต่างหมายปอง สุดท้ายเป็น ม.ธุรกิจบัณฑิตย์ ที่ได้ตัวเขาไป โโยมี "โค้ชก๊อก" พง์พันธ์ วงษ์สุวรรณ เป็นผู้ชักชวน

ระหว่างนั้น แม้ว่าเขาจะพา สงขลา บ้านเกิดไปไม่ถึงฝั่งฝันในรายการยามาฮ่า ไทยแลนด์ คัพ ได้ แต่ "เจ้าโย่ง" ยังเป็นนักเตะยอดเยี่ยมของสื่มวลชน ในศึกไทยแลนด์คัพ ครั้งที่ 7

นั่นคือเรื่องราวฉบับย่อของ วรวุธ ศรีมะฆะ ก่อนจะมาเป็นตำนานนักเตะของ กสิกรไทย, บีอีซี เทโรศาสน และทีมชาติไทย

ภาพ: #ฟุตบอลสยาม

#ทีมชาติไทย #ช้างศึก #บอลไทย #ไทยลีกhttps://www.facebook.com/279353359514806/posts/341626649954143/บอลไทยวินเทจ #BallThaiVintage
บันทึกการเข้า

สาเหตุฟุตบอลไทยล้าหลังนับ10ปี และปัญหาต่างๆนานาในปัจจุบัน
http://www.guideubon.com/web/viewtopic.php?t=23193
Figo Pro Ubon Fc Av
บอลนอกแค่สะใจ บอลไทยไล่สมาคม
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +1156/-1893
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 33,646



| | |
« ตอบ #254 เมื่อ: ธันวาคม 14, 2018, 08:00:52 AM »

#เสือลาศจอมเหินหาว

มีนายประตูทีมชาติไทยอยู่ 2 คนที่ตั้งแต่จำความได้แล้วได้รู้จัก ได้ยินคนพูดถึงบ่อยมากก็คือ สมปอง นันทประภาศิลป์ ส่วนอีกคน วิลาศ น้อมเจริญ

คนที่เราจะมาพูดถึงวันนี้ นายด่านผู้ล่วงลับนาม "เสือลาศ" เกิดเมื่อวันที่ 14 ก.ค. 2505 ที่จ.ฉะเชิงเทรา อยู่ในครอบครัวที่เต็มไปด้วยระเบียบวินัย เนื่องจากมีคุณพ่อเป็นนายตำรวจ

ตอนเด็กๆเด็กชายวิลาศมีความสามารถทั้งฟุตบอลและวอลเลย์บอล จากทักษะที่ใช้มือเก่งทั้งสองประเภท รวมถึงสปริงข้อเท้าอันยอดเยี่ยมแม้จะตัวไม่ได้สูงมากจนมาได้ฝึกปรือที่ร.ร. ปัญจวิทยาคาร

พอจบ ม.ศ. 3 เจ้าตัวหมายมั่นปั้นมือจะสอบเข้าร.ร.ตำรวจภูธร แต่อายุไม่ถึงเลยหันไปสองที่ร.ร. จ่าอากาศ ทว่าไม่สำเร็จหลังใช้กีฬาวอลลเลย์บอลเข้าคัดตัว ต้องกลับมาฝึกปรือใหม่

ครั้งที่สองใช้ประกาศนียบัตรเชิงลูกหนังจากจังหวัดฉะเชิงเทราเข้าคัดคราวนี้ไม่มีปัญหาได้เข้ามาศึกษาที่ร.ร.จ่าอากาศ สมความตั้งใจ

สำหรับความสามารถเชิงกีฬาตบลูกยางไม่น่าเชื่อว่าเคยพาทีมทหารอากาศคว้าแชมป์ประเทศไทย เมื่อปี 2524 มาแล้วโดยเสือลาศ เล่นในตำแหน่งตัวตบ ซึ่งถ้าไม่เลือกฟุตบอลน่าจะมี วิลาศ น้อมเจริญ ในทีมชาติไทยแต่เป็นกีฬาวอลเลย์บอลไปแล้ว 555

หลังจากนั่นถูกเรียกไปเล่นให้ทีมทหารอากาศ ไล่ตั้งแต่ถ้วย ง., ค., ข. จนกระทั้งขึ้นชุดใหญ่ และคว้าแชมป์มากมายhttps://www.facebook.com/279353359514806/posts/342042973245844/

จนกระทั่งปี 2531 เจ้าตัวย้ายสังกัดไปเล่นให้สโมสรการท่าเรือฯ ก็ยังร่วมคว้าแชมป์มากมายกับทีมสิงห์เจ้าท่าทั้งถ้วย ก. จนมาถึงเซมิโปร ลีก

เสือลาศอยู่กับทีมยันแขวนสตั้ด ส่วนในระดับทีมชาติเล่นทั้งในฟุตบอลใหญ่, ฟุตซอล จนมาถึงฟุตบอลชายหาด

น่าเสียดายที่เจ้าตัวต้องมาเสียชีวิตด้วยวัยแค่ 51 ปี ในปี 2546 จากโรคมะเร็ง

สำหรับเรื่องน่าสนใจของเสือลาศ นายประตูขวัญใจของเจ้าตัวคือ "เจ้าเล็ก" ศิริศักดิ์ แย้มแสง อดีตนายด่านของทีมธ.กรุงเทพ และ "เจ้าเกลี้ยง" นราศักดิ์ บุญเกลี้ยง นายทวารจากทหารอากาศ

ส่วนศัตรูหมายเลขหนึ่งในสนามฟุตบอลกองหน้าที่เสือลาศ ยกย่องคือ "เดอะ ตุ๊ก" ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน และรณชัย สยมชัย อดีตสองเพื่อนร่วมทีมทั้งทหารอากาศและการท่าเรือฯ รวมถึงทีมชาติไทยด้วย

เขาละครับนายทวารจอมเหินหาว วิลาศ น้อมเจริญ

ใครมีความทรงจำดีๆ กับเจ้าของฉายา "เสือดาว" หรือ "เสือลาศ" คนนี้มาแบ่งปันกันหน่อย

ภาพ: #ฟุตบอลสยาม

#ทีมชาติไทย #ช้างศึก #บอลไทย #ไทยลีก
#บอลไทยวินเทจ #BallThaiVintage
บันทึกการเข้า

สาเหตุฟุตบอลไทยล้าหลังนับ10ปี และปัญหาต่างๆนานาในปัจจุบัน
http://www.guideubon.com/web/viewtopic.php?t=23193
Figo Pro Ubon Fc Av
บอลนอกแค่สะใจ บอลไทยไล่สมาคม
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +1156/-1893
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 33,646



| | |
« ตอบ #255 เมื่อ: ธันวาคม 15, 2018, 03:34:58 PM »

#ยอดเยี่ยมไทยแลนด์คัพครั้งที่่8
@ สุรพล ปั้นโฉม

เมื่อพูดถึงทีม "หมอผี" สตูล แน่นอนแฟนบอลยุคเก่าเมื่อเฉียดๆ 30 ปีก่อนเชื่อว่าน่าจะหลงเสน่ห์ทีมจากแดนใต้ทีมนี้แน่ด้วยสไตล์การเล่นที่สวยงาม หวือหวา และด้วยกองเชียร์อันมีเสน่ห์สุดๆ

ทีมนี้เคยพุ่งสุดขีดขนาดผงาดคว้าแชมป์ฟุตบอลยามาฮ่า ไทยแลนด์ คัพ ถึง 2 สมัยคือครั้งที่ 6 และ ครั้งที่ 8

โดยครั้งที่ 8 ในปี 2535 นั้นแข้งที่โดดเด่นที่สุดเบียดซูเปอร์สตาร์ อย่าง "เจ้าทอง" อรรถพร หิรัญสถิตย์ รวมถึงเจ้าของตำแหน่งนักเตะยอดเยี่ยมเมื่อสองปีก่อนนั่นก็คือ "เจ้าเอก" วีระศักดิ์ เดชประมวลพล ที่ตอนหลังมาโด่งดังกับสโมสรตำรวจและก้าวไปติดทีมชาติชุดใหญ่เต็มตัว

คนที่กล่าวถึงนั่นก็คือ "เจ้าอ้วน" สุรพล ปั้นโฉม กองหน้าคู่ขาของ อรรถพร หิรัญสถิตย์ นั่นเอง

สำหรับเจ้าอ้วนเกิดเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2504 ที่อ.ชนแดน จ.เพชรบูรณ์ เริ่มเล่นฟุตบอลที่ร.ร ชนแดนวิทยาคาร แม้จะโด่งดังในตำแหน่งกองหน้าแต่ตำแหน่งแรกที่เล่นคือแบ็คซ้าย
จบการศึกษาที่มศว. พลศึกษา รุ่นเดียวกับ วรวรรณ ชิตะวณิช

ด้วยหน้าที่การงานคือต้องสอนหนังสือที่ร.ร.พุทธยาคมศรียาภัย จังหวัดชุมพร ชื่อของเจ้าอ้วนเลยเล่นในจังหวัดแทบภาคใต้มาเกือบหมดทั้งกีฬาแห่งชาติ, ยามาฮ่า ไทยแลนด์คัพ

ทั้งชุมพร, สุราษฏร์ธานี แต่ สตูลคือจังหวัดที่ทำชื่อเสียงให้เจ้าตัวได้มากที่สุดและก็เป็นจังหวัดที่เจ้าตัวยินดีเล่นให้มากที่สุดเช่นกัน

แต่ครั้งหนึ่ง สุรพล ปั้นโฉม เคยเข้าเมืองกรุงมาเล่นให้สโมสร โอสถสภา ในศึกฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานควีนส์คัพ มาแล้ว

ในการแข่งขันยามาฮ่า ไทยแลนด์ คัพครั้งนั้น เจ้าอ้วน มีเพื่อนร่วมทีมที่คุ้นๆชื่อนอกจาก วีระศักดิ์ เดชประมวลพล, อรรถพร หิรัญสถิตย์แล้ว ก็มี นายด่านดรีมทีมอย่าง "เจ้าชายน้ำหวาน" สราวุธ คำบัว, จเร หมีดนุ จากสโมสรการท่าเรือ, รอสี ใบกาเด็น, วิรัตน์ แคยิหวา, สาทิส อุบลขาว รวมถึง อภิสิทธิ์ อิ่มอำไภย ฯลฯ

โดยมีกุนซือ สุเทพ ปิ่นทองพันธ์ คุมทัพ ส่วนคนที่ดึงเจ้าอ้วนมาเล่นให้สตูลคนแรกคืออ.อนันต์  สุริยกานนท์ ที่มาในฐานะผช.ผู้จัดการทีม

น่าเสียดายที่ด้วยหน้าที่การงานทำให้ ชายที่ชื่อ สุรพล ปั้นโฉม ไม่ได้มาเฉิดฉายให้กับสโมสรในกรุงเทพฯ เต็มตัว ไม่งั้นทีมชาติไทยอาจมีชื่อกองหน้าเจ้าของนักเตะยอดเยี่ยมยามาฮ่า ไทยแลนด์ คัพ ครั้งที่ 8 จากทีม "หมอผี" สตูล ด้วยเช่นกัน

ภาพ: #ฟุตบอลสยาม

╔═══════════════╗
ชอบกดไลค์👍 ถูกใจกดแชร์💞
เพื่อเป็นกำลังใจให้กับทีมงานด้วยนะครับ
อย่าลืมกดติดดาว🌟เพื่อไม่พลาดเรื่องราวดีๆ
╚═══════════════╝

#ทีมชาติไทย #ช้างศึก #บอลไทย #ไทยลีก
#บอลไทยวินเทจ #BallThaiVintage
บันทึกการเข้า

สาเหตุฟุตบอลไทยล้าหลังนับ10ปี และปัญหาต่างๆนานาในปัจจุบัน
http://www.guideubon.com/web/viewtopic.php?t=23193
Figo Pro Ubon Fc Av
บอลนอกแค่สะใจ บอลไทยไล่สมาคม
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +1156/-1893
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 33,646



| | |
« ตอบ #256 เมื่อ: ธันวาคม 17, 2018, 06:10:42 PM »

#อัจฉริยะผู้จากไป

วันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2539

วงการฟุตบอลต้องเจอเรื่องน่าเศร้าและสูญเสีย เมื่อมีนักเตะอนาคตไกลคนหนึ่งนามว่า ไกรสร สีแสงจันทร์ ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์จนเสียชีวิตอย่างน่าเศร้า

"เจ้าสร" หรือ "เจ้าแต้ม" เด็กจากมหาสารคาม เกิดเมื่อวันที่ 18 ก.พ. 2523 เริ่มเล่นฟุตบอลครั้งแรกตอนอายุ 8 ขวบที่ ร.ร.ชุมชมบ้านสำโรง มี อ.ยศ เหล่าอันและ อ.จรัส มุ่งชู สอนศาสตร์ลูกหนังให้

ด้วยความสามารถและความมุ่งมั่นช่วยครอบครัวที่ค่อนข้างลำบาก เลยมาคัดตัวเป็นนักกีฬาทุนเพื่อจะเรียนฟรี และได้ข่าวว่าประเทศไทยได้มีโรงเรียนกีฬาเป็นครั้งแรกที่จังหวัดสุพรรณบุรีเลยมุ่งหน้ามาคัด สุดท้ายได้เข้ามาเป็นนักกีฬาทุนรุ่นแรกของที่นั่นด้วย

ซึ่งโค้ชที่คอยดูแล "เจ้าแต้ม" นั่นก็คือ "โค้ชไก่" วุฒิชัย จิตต์ศิริ ที่ช่วยพัฒนาเจ้าตัวที่มีพรสวรรค์อยู่แล้วให้เก่งขึ้นอย่างรวดเร็วมากกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกัน

ไกรสร พาทีมร.ร.กีฬาจังหวัดสุพรรณบุรี คว้าแชมป์ฟุตบอลกรมพลศึกษาและฟุตบอลกทม. รุ่น 14 ปี ก่อนก้าวไปเล่นเยาวชนแห่งชาติให้เขต 7 สุพรรณบุรี ทั้งที่อายุน้อยกว่าชาวบ้าน เช่นเดียวกับการถูก ธ.กรุงไทย คว้าตัวไปเล่นในรายการควีนส์คัพ-พานาโซนิคด้วยวัยแค่ 16 ปี ทว่าเต็มรุ่นคือ 18-19 ปี

ฟอร์มการเล่นของเจ้าแต้มพุ่งสุดขีดและมีชื่อติดทีมนักเรียนไทย ชุดสู้ศึกนักเรียนชิงแชมป์เอเซียที่คว้าอันดับ 3 ที่อินเดีย โดยแบกอายุถึง 2 ปีซึ่งชุดนั้นมีดาวดังอย่าง อภิชาติ ยนต์ไธสงค์, สันติ ไชยเผือก, จักรพันธ์ ปั่นปี รวมถึง ฤทธี นิสัยกล้า

ก่อนฟอร์มไปเข้าตา "อ.หรั่ง" ชาญวิทย์ ผลชีวิน กุนซือทีมชาติไทยรุ่นอายุ 16 ปี ชุดชิงแชมป์เอเซีย ชุดเดียวกับ อรรถกร เสนเพ็ง, สุธี สุขสมกิจ, บำรุง บุญพรหม, ธีรศักดิ์ โพธิ์อ้น ฯลฯ ซึ่งทุกคนจะเป็นรุ่นพี่ๆ ของ "เจ้าแต้ม" ทั้งสิ้น

สุดท้ายไอ้หนูชุดนี้สร้างประวัติศาสตร์หลุดไปเล่นเยาวชนโลกรุ่นอายุ 17 ปี ได้สำเร็จ หลังทัวร์นาเมนต์คัดเลือกที่เชียงใหม่ เสร็จสิ้นลงได้แค่วันเดียว

2 ต.ค. ทีมชุดนี้่บินกลับมาถึงกรุงเทพมหานครทุกคนแยกย้ายกลับบ้านซึ่งเจ้าแต้มมุ่งหน้าไปหาแม่บุญธรรมย่านสะพานใหม่ แต่แล้วแท็กซี่มรณะที่เจ้าตัวโดยสารมาพุ่งไปชนราวสะพาน สุดท้าย ไกรสร ไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาลในเวลาต่อมา

สร้างความโศกเศร้าให้กับครอบครัวรวมถึงเพื่อนร่วมทีมเป็นอย่างมาก

น่าเสียดายพรสวรรค์อันสุดยอดของ ไกรสร สีแสงจันทร์ ที่พระเจ้าประทานมาให้ แต่ถูกมัจจุราชปลิดชีวิตไปในวัยที่เร็วเกินไปจริงๆ

เชื่ออย่างยิ่งถ้าเจ้าตัวไม่เสียชีวิตในตอนนั้น รับรองเขาจะก้าวไปติดทีมชาติชุดใหญ่เหมือนนักเตะขวัญใจของเขาที่ชื่อ ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน ได้อย่างแน่นอน

ภาพ : ฟุตบอลสยาม

╔═══════════════╗
ชอบกดไลค์👍 ถูกใจกดแชร์💞
เพื่อเป็นกำลังใจให้กับทีมงานด้วยนะครับ
อย่าลืมกดติดดาว🌟เพื่อไม่พลาดเรื่องราวดีๆ
╚═══════════════╝

#ทีมชาติไทย #ช้างศึก #บอลไทย #ไทยลีก
#บอลไทยวินเทจ #BallThaiVintagehttps://www.facebook.com/279353359514806/posts/343696919747116/
บันทึกการเข้า

สาเหตุฟุตบอลไทยล้าหลังนับ10ปี และปัญหาต่างๆนานาในปัจจุบัน
http://www.guideubon.com/web/viewtopic.php?t=23193
Figo Pro Ubon Fc Av
บอลนอกแค่สะใจ บอลไทยไล่สมาคม
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +1156/-1893
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 33,646



| | |
« ตอบ #257 เมื่อ: ธันวาคม 21, 2018, 05:57:02 PM »

#ยอดมิดฟิลด์ค่ายฮัลโหล

อนุรักษ์ ศรีเกิด เป็นชาวพระประแดง จ.สมุทปราการ

เริ่มต้นเล่นฟุตบอลจริงจังตอนเรียนชั้น ป.5 ที่โรงเรียนปากน้ำ โดยมี อ.กิตติ เสวกเศราณี เป็นผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาลูกหนังให้

โดยตำแหน่งแรกที่ลงเล่นคือกองหน้า ในฟุตบอลกีฬาเทศบาลช่วยให้ อ.พระประแดง ได้อันดับ 3 มาครอง

ป.6 "เจ้าจุ่น" พาทีม อ.พระประแดง คว้ารองแชมป์ฟุตบอลวัดส่วนสูงมินิฟุตบอลไทย ทำให้ฟอร์มไปเข้าตา อ.ณรงคฺ์ ห้วยหงษ์ทอง กุนซือใหญ่เทพศิรินทร์ ดึงเข้าไปเป็นขุนพลลูกแม่รำเพยในชั้นมัธยม

พอขึ้น ม.2 "เจ้าจุ่น" พาเทพศิรินทร์คว้าแชมป์กรมพลศึกษา 14 ปี มาครองได้ และติดทีมนักเรียนไทย 13 ปี เดินทางไปคว้าแชมป์ที่ประเทศฮ่องกง

ช่วง ม.3 เขาพาทีมป้องกันแชมป์กรมพลศึกษา 14 ปี ได้อีกสมัย และได้ตำแหน่งรองแชมป์โค้กคัพของเขตกรุงเทพมหานคร

ก่อนที่ปีต่อมา ในชั้น ม.4 เขาจะได้เป็นหนึ่งในตัวแทนของกรุงเทพมหานครในรอบสุดท้าย พร้อมกับตำแหน่งอันดับ 4

ม.5 เขาติดทีมโค้กอาเซียน ชุดบี แต่ต้องร่วงตกเพียงรอบก่อนรองชนะเลิศ

ม.6 ปีสุดท้ายในการรับใช้สถาบัน เขาทิ้งทวนด้วยตำแหน่งรองแชมป์กรมพลศึกษา 18 ปี และคว้ารองแชมป์ในกีฬาเยาวชนแห่งชาติให้กับ เขต 3 ยโสธร

ก่อนจะมาแจ้งเกิดสุดๆ ในรายการทีวีซอคเก้อร์คัพ ที่ "เจ้าจุ่น" ในวัยเพียง 18 ปี แบกอายุขึ้นมาสู้กับรุ่นพี่ๆ ในรุ่น 23 ปี ได้อย่างไม่เป็นรองในการลงเล่นให้กับทีมองค์การโทรศัพท์ ก่อนจะก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ของสโมสรในเวลาต่อมา

ภาพ : ฟุตบอลสยาม

╔═══════════════╗
ชอบกดไลค์👍 ถูกใจกดแชร์💞
เพื่อเป็นกำลังใจให้กับทีมงานด้วยนะครับ
อย่าลืมกดติดดาว🌟เพื่อไม่พลาดเรื่องราวดีๆ
╚═══════════════╝

#ทีมชาติไทย #ช้างศึก #บอลไทย #ไทยลีก
#บอลไทยวินเทจ #BallThaiVintage
บันทึกการเข้า

สาเหตุฟุตบอลไทยล้าหลังนับ10ปี และปัญหาต่างๆนานาในปัจจุบัน
http://www.guideubon.com/web/viewtopic.php?t=23193
Figo Pro Ubon Fc Av
บอลนอกแค่สะใจ บอลไทยไล่สมาคม
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +1156/-1893
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 33,646



| | |
« ตอบ #258 เมื่อ: ธันวาคม 28, 2018, 07:57:11 AM »

#ฝันที่เป็นจริงของเสือเตี้ย

เมื่อพูดถึงนักเตะร่างมะขามข้อเดียวเบอร์ต้นๆของเมืองไทยต้องถึง สะสม พบประเสริฐ  อีกคนแน่นอน ประสงค์ พันธ์สวัสดิ์ แข้งบอนไซพันธุ์ดุ

เด็กน้อยจากอำเภอบัวใหญ่ จ.นครราชสีมา มุ่งหน้าเข้ากรุงด้วยมุ่งหมายเดียวคือเล่นฟุตบอล ด้วยทักษะการเดาะบอลที่เหนือกว่าเด็กทั่วไปเลยเป็นใบเบิกทางในการสร้างชื่อให้ ด.ช.ประสงค์ อย่างมาก

เมื่อตอนเรียนที่เทพศิรินทร์เจ้าตัวคว้าตำแหน่งแชมป์เดาะบอลเยาวชนของประเทศ และสร้างความฮือฮาเมื่อมีโอกาสเดาะบอลโชว์ต่อหน้า เควิน คีแกน ดาวเตะทีมชาติอังกฤษที่มาเมืองไทย จนคิงเคฟประทับใจถอดเสื้อนิวคาสเซิ่ลที่ใส่ให้เจ้าสงค์ทันที

กระทั่งพ.ศ.2525 เสือเตี้ยมีโอกาสติดธงเป็นครั้งแรกในการแข่งขันฟุตบอลยุวชนนานาชาติอายุไม่เกิน 13 ปี รายการ”ฮาเรลูยา คัพ” ที่เกาหลีใต้ ซึ่งครั้งนั้นมีคนคัดกว่า 200 คนแต่เจ้าตัวสามารถเป็น 1 ใน 18 จนได้

 นี่คือการติดทีมชาติครั้งแรกของประสงค์ พันธุ์สวัสดิ์

หลังจากนั้น 1 ปีทางคุณสุชาติ สิงห์สุมาลี ได้จัดการแข่งขันฟุตบอลอายุไม่เกิน 13 ปี โดยใช้ชื่อรายการว่า “ปริ๊นเซสคัพ” ซึ่งเป็นถ้วยของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ พระราชทานมาให้ด้วย

ทางเจ้าภาพไทยส่งสองทีมคือ ไทย เอ และ ไทย บี เด็กชายประสงค์ ติดชุด เอ ที่มี “โค้ชติ๊ก” สมชาติ ยิ้มศิริเป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอน เพื่อนร่วมทีมมีทั้ง สะสม พบประเสริฐ, ภาคภูมิ นพรัตน์ รวมถึง สุรพรชัย พวงไพบูลย์ ฯลฯ

รายการนั้นทีมชาติไทยชุด เอ สามารถคว้าแชมป์ไปครองได้ด้วยนับเป็นการคว้าแชมป์ในนามทีมชาติไทยครั้งแรกของเสือเตี้ยด้วย

หลังจากติดทีมชาติไทยชุดปริ๊นเซส คัพ ในปี 26 เจ้าตัวก็ไม่สามารถคว้าธงมาติดที่หน้าอกได้อีกเลย อย่างที่ทราบยุคก่อนนักเตะชุด 16 ปี รวมถึง 19 ปี แทบจะใช้แข้งเด็กดองทั้งสิ้น พวกอายุจริงหมดสิทธิ์ยิ่งสรีระเปี๊ยกๆแบบนี้ด้วยยิ่งยาก

ช่วงนั้นก็ได้เล่นให้แค่สถาบันเทพศิรินทร์เท่านั้น จนถึงปี 30 ได้มีโอกาสไปคัดทีมนักเรียนไทย 18 ปี เจ้าสงค์ติดไปถึงรอบ 25 คนสุดท้ายทว่าเจ้าตัวเป็น 7 คนที่หลุด

 
ถัดจากนั้น 1 ปีเจ้าตัวก็สมหวังจนได้เมื่ออาจารย์หรั่ง ชาญวิทย์ ผลชีวิน คัดเลือกกองกลางร่างเล็กคนนี้เป็น 1 ใน 18 ของทีมนักเรียนไทยไปแข่งที่ฮ่องกง รุ่นเดียวกับศิริศักดิ์ ยอดญาติไทยและ วทัญญู วิทยผโลทัย ครั้งนี้นับเป็นการติดธงครั้งที่ 3

ผ่านไปถึง พ.ศ. 2535 ทางประเทศจีนได้จัดการแข่งขันฟุตบอล 5 คนชิงแชมป์โลกรอบคัดเลือกโซนเอเซีย สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยต้องการนักฟุตบอลตัวเล็กๆทักษะดีๆ ประสงค์เลยติดทีมชาติไทยอีกครั้งแม้จะเป็นฟุตบอล 5 คนก็ตาม

ความฝันของเสือเตี้ยในการติดทีมชาติชุดใหญ่มาถึงจนได้ในปี 2536 ในรายการเมอร์เดก้า คัพ ที่มาเลเซีย อย่างที่ทราบนักเตะตัวหลักๆหลายตัวเคยมีข่าวเรื่องติดลบในมาเลย์ ทีมชาติไทยเลยคัดพวกหน้าใหม่หลายรายมาติดชุดนี้โอกาสของเจ้าสงค์ก็มาถึงในที่สุด

แถมกองกลางบอนไซของสโมสรตำรวจสามารถโชว์เพลงเตะได้สุดยอดและทุ่มเทจนไปเข้าตา คุณมนตรี สุวรรณน้อย ผู้จัดการทีมชาติไทยคิงส์คัพ ชุด เอ

สุดท้าย ประสงค์ พันธุ์สวัสดิ์  มีชื่อเป็น 1 ใน 18 คนที่ติดทีมชาติไทยในรายการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในแผ่นดินสยามตามที่เจ้าตัวเคยใฝ่ฝั่นตั้งแต่วัยเด็ก

นี่แหล่ะชีวิตติดธงไตรรงค์ของเสือเตี้ย กองกลางร่างเล็กแต่หัวใจโคตรใหญ่

ภาพ : ฟุตบอลสยาม

╔═══════════════╗
ชอบกดไลค์👍 ถูกใจกดแชร์💞
เพื่อเป็นกำลังใจให้กับทีมงานด้วยนะครับ
อย่าลืมกดติดดาว🌟เพื่อไม่พลาดเรื่องราวดีๆ
╚═══════════════╝

#ทีมชาติไทย #ช้างศึก #บอลไทย #ไทยลีก
#บอลไทยวินเทจ #BallThaiVintage
บันทึกการเข้า

สาเหตุฟุตบอลไทยล้าหลังนับ10ปี และปัญหาต่างๆนานาในปัจจุบัน
http://www.guideubon.com/web/viewtopic.php?t=23193
Figo Pro Ubon Fc Av
บอลนอกแค่สะใจ บอลไทยไล่สมาคม
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +1156/-1893
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 33,646



| | |
« ตอบ #259 เมื่อ: ธันวาคม 29, 2018, 02:52:45 PM »

#ปุ๋ยกรุงไทยอดีตคู่ขาซิโก้

29 สิงหาคม พ.ศ. 2507 ด.ช.สุรชัย ภู่สุวรรณ ถือกำเนิดขึ้นที่อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง ที่มาของชื่อ ปุ๋ย นั่นก็คือตอนที่เจ้าตัวถูกเบ่งออกมาโดนช่องคลอดของแม่บีบซะจนเกิดอาการเลือดคั่งในสมองจนต้องอยู่ตู้อบนานถึง 3 เดือนกว่าจะพ้นขีดอันตราย ชื่อปุ๋ย จึงมีที่มาตรงหลับปุ๋ยนานนั่นเอง

สมัยเด็กก็เหมือนเด็กผู้ชายทั่วไปแต่ออกจะแนวเกเรหน่อย หลังจากจบประถมศึกษา 7 ที่วัดนางในก็ย้ายมาเรียน ม.ศ. 1 ที่ร.ร. วิเศษชัยชาญ ตันติวิทยาภูมิ จนจบม.ศ.3 ย้ายมาเรียน 4-5 ที่ร.ร. มกุฏกษัตริย์

อย่างที่บอกสมัยเรียนนี่เจ้าตัวซ่าไม่เบาขนาดยกพวกตีกับโรงเรียนอื่นจนเกือบโดนไล่ออกมาแล้ว หลังจากนั้นต้องย้ายตามพ่อไปเรียนในระดับอุดมศึกษาที่ว.ค.นครปฐม

กลับมาเส้นทางลูกหนังเจ้าปุ๋ยได้แรงบันดาลใจมาจากตอนเล่นบอลที่สนามบาสกับรุ่นพี่แล้วยิงเข้าสมัยเด็กๆ เลยอยากเล่นกองหน้ามาโดยตลอด ตอนนั้นยิงมั่วๆเข้าไปด้วย555

สำหรับนักเตะที่เป็นขวัญใจในวัยเด็กนั่นก็คือ “น้ากอ” ดาวยศ ดารา ที่มีความคล่องแคล่วว่องไวและยิงประตูที่เฉียบคม ก่อนจะหันมาชอบดาวเตะรุ่นน้องอย่าง”เจ้าแกะ”พงศ์ธร เทียบทอง ที่เจ้าปุ๋ยมองว่าเป็นนักเตะที่ครบเครื่องรวมถึงนิสัยใจคอน่าคบด้วย

ถ้าจะให้พูดกัน “เจ้าปุ๋ย” คือนักเตะอีกคนที่เป็นเหมือนไอคอนของสโมสรธ.กรุงไทยเหมือนกับตำนานอย่าง อาริศ กุลสวัสดิ์ภักดี, สุรวุฒิ เลาหกาญจนศิริ, ณรงค์ สุวรรณโชติ, สมปอง นันทประภาศิลป์ หรือยุคต่อมาอย่างสัมพันธ์ เอี่ยมวิไล หรือ นันทวัฒน์ จิตตรง

สำหรับแมทช์สร้างชื่อหรือแมทช์แห่งความทรงจำของดาวยิงความเร็วสูงคนนี้คือนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทาน ก. ในปี 2531 กับธ.กรุงเทพ ซึ่งเจ้าตัวเป็นคนยิงประตูชัยให้ทีมนกวายุภักดิ์คว้าแชมป์มาครองจนได้

จนมีชื่อติดทีมชาติชุด 21 ปีก่อนได้บรรจุเข้าทำงานประจำในแบงค์กรุงไทยด้วย

ช่วงหลังตอนวัยเฉียด 30 สุรชัย ภู่สุวรรณ ที่รับบทกัปตันทีม ได้จับคู่กองหน้ากับดาวยิงหน้าอ่อนอยู่คนหนึ่งนามว่า เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง

ว่ากันว่านี่คือพี่เลี้ยงชั้นดีของ”ซิโก้” ที่ถัดมากลายเป็นศูนย์หน้าเบอร์หนึ่งของทีมชาติไทยนานนับ 10 ปี

ถ้าไม่มีเจ้าปุ๋ยคอยแนะนำการเล่นอาจจะไม่มีตำนานดาวยิงจอมตีลังกาของทีมชาติไทยก็เป็นได้ใครจะรู้??

ภาพ : ฟุตบอลสยาม

╔═══════════════╗
ชอบกดไลค์👍 ถูกใจกดแชร์💞
เพื่อเป็นกำลังใจให้กับทีมงานด้วยนะครับ
อย่าลืมกดติดดาว🌟เพื่อไม่พลาดเรื่องราวดีๆ
╚═══════════════╝

#ทีมชาติไทย #ช้างศึก #บอลไทย #ไทยลีก
#บอลไทยวินเทจ #BallThaiVintage
บันทึกการเข้า

สาเหตุฟุตบอลไทยล้าหลังนับ10ปี และปัญหาต่างๆนานาในปัจจุบัน
http://www.guideubon.com/web/viewtopic.php?t=23193
Figo Pro Ubon Fc Av
บอลนอกแค่สะใจ บอลไทยไล่สมาคม
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +1156/-1893
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 33,646



| | |
« ตอบ #260 เมื่อ: ธันวาคม 29, 2018, 05:21:44 PM »

#ริวัลโด้เมืองไทย

ด้วยหน้าตาและสไตล์การเล่นที่คล้ายคลึงกับตำนานนักเตะทีมชาติบราซิล เขาจึงได้รับฉายาว่า "ริวัลโด้กั๊ก"

"เจ้ากั๊ก" มานิตย์ น้อยเวช เป็นผลผลิตลูกหนังจาก โรงเรียนบรรหารแจ่มใส และเป็นกำลังหลักของ สุพรรณบุรี ในโปรวินเชียลลีก ยุคบุกเบิก ที่พาทีมคว้าแชมป์มาครองได้ถึง 2 สมัย

โดยเฉพาะในครั้งที่ 3 เขายิงไป 22 ประตู คว้ารางวัลดาวซัลโวร่วมกับ เบ๊คเค่นบาวน์ เสืออินทร์ คู่หูในแดนหน้า เป็นที่โจษจันไปทั่วสารทิศถึงความร้อนแรงของแนวรุกทีม "ขุนแผน" ที่ตัวเลขในตารางมันฟ้องมาตั้งแต่โปรวินเชียลลีก ครั้งแรกแล้ว

ด้วยฟอร์มพีคสุดๆ ในห้วงเวลานั้นทำให้เขาถูก ธ.กรุงเทพ คว้าตัวไปร่วมทีม ก่อนบินไปค้าแข้งที่ เวียดนาม และอินโดนีเซีย ในเวลาต่อมา

หลังจาก สุพรรณบุรี เอฟซี ก้าวขึ้นมาเล่นฟุตบอลไทยลีก เขาก็กลับมาช่วยทีมอีกครั้ง ในฤดูกาล 2007 แม้ว่าเขายิงไปถึง 10 ลูก แต่ก็ไม่เพียงพอช่วยทีมอยู่รอดบนลีกสูงสุดได้ ก่อนย้ายออกจากทีมไปในที่สุด พร้อมกับฝากผลงานยิงให้กับสโมสรมากกว่า 50 ประตู

จากนั้น "เจ้ากั๊ก" ก็ตระเวนค้าแข้งกับอีกหลายสโมสร จัดว่าเป็นอีกหนึ่งจอมพเนจรของวงการลูกหนังไทยเลยทีเดียว
 
ในสีเสื้อทีมชาติไทย "เจ้ากั๊ก" ได้ลงรับใช้ชาติอยู่หลายรายการ แต่ที่น่าจะตรึงตราใจแฟนบอลชาวไทยที่สุดก็คงจะเป็นประตูชัยที่ยิงใส่ เกาหลีเหนือ ในรอบก่อนรองชนะเลิศ เอเชี่ยนเกมส์ ที่ปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อปี 2002

แม้ในอาชีพค้าแข้งของ มานิตย์ น้อยเวช จะไม่เคยสัมผัสแชมป์ไทยลีกเลย แต่สิ่งที่เขาเสียใจยิ่งกว่า นั่นก็คือ ตลอดเวลาเกือบ 20 ปี ในอาชีพค้าแข้ง เขาไม่เคยได้ลงเล่นเคียงข้างกับ เทิดศักดิ์ ใจมั่น กองกลางรุ่นพี่เลือดสุพรรณฯ คนบ้านเดียวกัน ในนามสโมสรแม้แต่ครั้งเดียว ทั้งที่เขาตามหาโอกาสมานานแสนนาน

ภาพ : ฟุตบอลสยาม

╔═══════════════╗
ชอบกดไลค์👍 ถูกใจกดแชร์💞
เพื่อเป็นกำลังใจให้กับทีมงานด้วยนะครับ
อย่าลืมกดติดดาว🌟เพื่อไม่พลาดเรื่องราวดีๆ
╚═══════════════╝

#ทีมชาติไทย #ช้างศึก #บอลไทย #ไทยลีก
#บอลไทยวินเทจ #BallThaiVintage
บันทึกการเข้า

สาเหตุฟุตบอลไทยล้าหลังนับ10ปี และปัญหาต่างๆนานาในปัจจุบัน
http://www.guideubon.com/web/viewtopic.php?t=23193
Figo Pro Ubon Fc Av
บอลนอกแค่สะใจ บอลไทยไล่สมาคม
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +1156/-1893
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 33,646



| | |
« ตอบ #261 เมื่อ: ธันวาคม 31, 2018, 07:32:53 PM »

นักเตะไทยในไอซ์แลนด์   https://www.facebook.com/296207747469373/posts/607854632971348/
บันทึกการเข้า

สาเหตุฟุตบอลไทยล้าหลังนับ10ปี และปัญหาต่างๆนานาในปัจจุบัน
http://www.guideubon.com/web/viewtopic.php?t=23193
Figo Pro Ubon Fc Av
บอลนอกแค่สะใจ บอลไทยไล่สมาคม
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +1156/-1893
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 33,646



| | |
« ตอบ #262 เมื่อ: มกราคม 03, 2019, 04:43:15 PM »

ปิดตำนาน "เจ้าชายกบ" เจ้าของหมายเลข 10 ของฉลามชล
-
"เจ้าชายกบ" เริ่มเล่นฟุตบอลขาสั้นกับโรงเรียนอัสสัมชัญ ศรีราชา ก่อนจะย้ายไปค้าแข้งให้กับ บีอีซีเทโร ในยุครุ่งเรืองที่ได้รองแชมป์AFCในสมัยนั้น "เจ้าชายกบ" ใส่หมายเลข 12 กับทีมบีอีซีเทโร
-
ก่อนจะย้ายกลับมา สู่ทีมชลบุรีเอฟซี เจ้าชายกบก่อนจะเป็นตำนานหมายเลข10 เหมือนทุกวันนี้การลงเล่นของเขาไม่ได้ใส่เบอร์ 10 มาแต่แรกแต่ตัวเขาเองกับเลือกใส่หมายเลข 12 ในปี 2005 ในการแข่งขันฟุตบอลโปรวินเชียลลีกจนพาทีมคว้าแชมป์ในปี 2005 ก่อนพา ฉลามชล เลื่อนชั้นสู่ลีกสูงสุด
-
ในปี2006 "เจ้าชายกบ" ได้ทำการเปลี่ยนหมายเลขอีกครั้งโดยการใส่หมายเลข 33 ในปี2006 ลงทำการแข่งขันบนลีกสูงสุดของสยามประเทศ ในสีเสื้อชลบุรีเอฟซี
-
ในปี 2007 เจ้าชายกบ ได้ทำการเปลี่ยนหมายเลขเสื้ออีกครั้ง นั้นคือหมายเลข 10 การเปลี่ยนครั้งนี้ทำให้เขาพาทีมภูธร ทีมเล็กอย่าง ชลบุรีเอฟซี ได้แชมป์ลีกสูงสุด และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เจ้าชายกบ ก็ใส่หมายเลข 10 จนมาถึง ณ วันที่เขาอำลาทีมในวันนี้
-
 เจ้าชายกบ ประสบความสำเร็จกับ ฉลามชล มากมายเช่น คว้าแชมป์โปรวินเชียลลีก 1 ครั้งในปี2005, คว้าแชมป์ไทยลีก 1 ครั้ง ในปี 2007, คว้าแชมป์ ช้าง เอฟเอคัพ 1 ครั้ง ในปี 2010 ,คว้าแชมป์ ถ้วยพระราชทาน ก. 4 สมัย ในปี 2008, 2009, 2010, 2011
-
"เจ้าชายกบ"ยังสร้างสถิติเป็น ผู้เล่นคนแรก ที่ยิงประตู ในศึกฟุตบอลไทยลีก ได้ 100 ประตู คนแรกอีกด้วย
-
หลังจากนี้ "เจ้าชายกบ"จะมาในบทบาทไหนก็ตามแต่ ผู้ชายร่างเล็กคนนี้ยังคงเป็นตำนานอยู่ในใจแฟนบอล ฉลามชล อย่างยาวนานเท่านานอยู่ดี
-
#ขอบคุณภาพเสื้อเจ้าชายกบของพี่Sittichet
บันทึกการเข้า

สาเหตุฟุตบอลไทยล้าหลังนับ10ปี และปัญหาต่างๆนานาในปัจจุบัน
http://www.guideubon.com/web/viewtopic.php?t=23193
Figo Pro Ubon Fc Av
บอลนอกแค่สะใจ บอลไทยไล่สมาคม
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +1156/-1893
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 33,646



| | |
« ตอบ #263 เมื่อ: มกราคม 06, 2019, 03:02:28 PM »

#กองกลางจอมถล่มประตูจากร้อยเอ็ด

เด็กหนุ่มจากร้อยเอ็ด ผู้มี ธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล และ เดวิด เบ็คแฮม เป็นไอดอล เดินทางออกจากบ้านเกิดตั้งแต่ ม.2 เพื่อมุ่งสู่เส้นทางลูกหนังที่โรงเรียนกีฬาศรีสะเกษ ก่อนสร้างชื่อเสียงขึ้นมาด้วยการพา ศรีสะเกษ เป็นแชมป์กีฬาเยาวนแห่งชาติที่สุโขทัย พ่วงด้วยรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของเจ้าตัว ซึ่งฟอร์มอันโดดเด่นนั้นไปเข้าตา โอสถสภา อย่างจัง ก่อนได้รับสัญญาอาชีพฉบับแรกในฐานะนักเตะ "พลังเอ็ม"

ก่อนก้าวขึ้นมาอยู่กับทีมชั้นนำอย่าง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด, ชัยนาท ฮอร์นบิล, สุพรรณบุรี เอฟซี และ แบงค็อก ยูไนเต็ด ในเวลาต่อมา

"เจ้าตั๊ก" สุมัญญา ปุริสาย ได้ชื่อว่าเป็นกองกลางจอมถล่มประตู และเป็นอีกหนึ่งเจ้าพ่อฟรีคิกของยุค

ในฤดูกาล 2013 เขายิงได้ถึง 11 ประตู สมัยที่ค้าแข้งอยู่กับ “นกใหญ่พิฆาต” ซึ่งส่วนใหญ่มาจากลูกยิงไกล และนั่นทำให้เขาเป็นดาวซัลโวสูงสุดของทีม ทั้งๆ ที่เล่นในตำแหน่งกองกลาง

ซีซั่นล่าสุดกับ "แข้งเทพ" ถือเป็นอีกหนึ่งปีทองของ "เจ้าตั๊ก" เมื่อโชว์ฟอร์มได้อย่างสุดยอด ยิงไปได้ 12 ลูก เป็นนักเตะไทยที่ทำประตูได้มากที่สุดของไทยลีก 2018 พร้อมทั้งมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนให้ แบงค็อก ยูไนเต็ด จบฤดูกาลด้วยตำแหน่งรองแชมป์ลีกสูงสุด คว้าตั๋วไป เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก สำเร็จ แน่นอนว่าควรค่าอย่างยิ่งกับรางวัลนักเตะทรงคุณค่าแห่งปี โตโยต้า ไทยลีก ฤดูกาล 2018 

เท่านั้นไม่พอ ในช่วงกลางปีที่ผ่านมา "เจ้าตั๊ก" ยังได้รับการเรียกตัวติดธงอีกครั้ง หลังจากห่างหายไปนานนับ 5 ปี ตั้งแต่ยุค วินฟรีด เชเฟอร์ แม้ว่าเขาจะไม่ใช่ตัวหลัก แต่ก็เป็นอีกหนึ่งอาวุธลับที่พร้อมเป็นทีเด็ดของทีมชาติไทย ในเอเชียนคัพ 2019 ที่กำลังระเบิดศึกอยู่

อย่างไรก็ดี ล่าสุด กองกลางวัย 31 ปี ได้ย้ายไปหาความท้าทายครั้งใหม่กับ การท่าเรือ เอฟซี พร้อมกับเพื่อนร่วมทีม แบงค็อก อย่าง สรรเสริญ ลิ้มวัฒนะ และ เออร์เนสโต้ ภูมิภา

ภาพ: Hattrick

╔═══════════════╗
ชอบกดไลค์👍 ถูกใจกดแชร์💞
เพื่อเป็นกำลังใจให้กับทีมงาน

อย่าลืมกดติดดาว ⭐️ เพจนี้
เพื่อจะได้ไม่พลาดเรื่องราวดีๆ
╚═══════════════╝

#ทีมชาติไทย #ช้างศึก #บอลไทย #ไทยลีก
#บอลไทยวินเทจ #BallThaiVintage  https://www.facebook.com/279353359514806/posts/355815688535239/
บันทึกการเข้า

สาเหตุฟุตบอลไทยล้าหลังนับ10ปี และปัญหาต่างๆนานาในปัจจุบัน
http://www.guideubon.com/web/viewtopic.php?t=23193
Figo Pro Ubon Fc Av
บอลนอกแค่สะใจ บอลไทยไล่สมาคม
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +1156/-1893
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 33,646



| | |
« ตอบ #264 เมื่อ: มกราคม 08, 2019, 10:52:19 PM »

#ประตูแรกของซิโก้ในซีเกมส์

7 มิถุนายน 2536 ถือเป็นวันประวัติศาสตร์ที่น่าจดจำของแข้งดาวรุ่งหมายเลข 13 ที่ชื่อ”ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง เนื่องจากเป็นการลงสนามเกมแรกในการแข่งขันกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาเซียน

นั่นก็คือซีเกมส์ ครั้งที่ 17 ซึ่งเมืองลอดช่องสิงคโปร์เป็นเจ้าภาพ เกมเปิดสนามทีมชาติไทยของเราต้องปะทะกับคู่ปรับอย่างพม่า

รายชื่อทีมชาติไทย : วัชรพงษ์ สมจิตร, สุรศักดิ์ ตังสุรัตน์, นที ทองสุขแก้ว, ไพโรจน์ พ่วงจันทร์, อภิชาติ ทวีเฉลิมดิษฐ์, ตะวัน ศรีปาน, วิทูรย์ กิจมงคลศักดิ์(สุรชัย จตุรภัทรพงศ์), อรรถพล บุษปาคม, ส่งเสริม มาเพิ่ม, ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน, พงศ์ธร เทียบทอง(เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง)

ทีมชาติไทยชุดนี้ถือว่าชุดที่ดีที่สุดชุดหนึ่งนำทัพโดย เดอะ ตุ๊ก จับคู่เจ้าแกะในแดนหน้า และมีเจ้าเนี้ยวกับสิงโตเผือกจากปากน้ำโพรวมถึงดาวรุ่งดรีมทีมอย่างเจ้าแบน สนับสนุนเกมรุก

มีอรรถพลคุมตรงกลาง แนวรับมีเจ้าดำ นที เป็นนายใหญ่

เกมครึ่งแรกยังเสมอกัน 0-0 กลับมาเล่นครึ่งหลังได้แค่ 5 นาทีเราปลดล็อคได้อย่างรวดเร็วจากกัปตันทีมปิยะพงษ์ ผิวอ่อน

พอโดนนำพม่าบุกหนักและเกือบจะตีเสมอได้หลายหน ถึงนาที 70 ไทยเปลี่ยนตัวเอาเกียรติศักดิ์ เสนาเมืองลงเล่นแทนพงศ์ธร เทียบทอง

หลังจากนั้นแค่ 2 นาทีซิโก้สามารถพังประตูได้อย่างรวดเร็วจากจังหวะฉกฉวยโอกาสเล่นพลาดของแนวรับพม่า ดาวรุ่งหมายเลข 13 พาบอลเข้าไปยิงผ่านมือนายด่านนักเตะสกุลหม่องเข้าไป

นี่คือประตูสำคัญอีกประตูหนึ่งในชีวิตของ “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง เนื่องจากเป็นประตูแรกในฟุตบอลซีเกมส์ และเป็นประตูเรียกความมั่นใจให้เจ้าตัวต่อยอดกลายเป็นซูเปอร์สตาร์ต่อไป

โดยเฉพาะในเกมนัดชิงฯถ้าใครยังจำกันได้

ภาพ: ฟุตบอลสยาม

╔═══════════════╗
ชอบกดไลค์👍 ถูกใจกดแชร์💞
เพื่อเป็นกำลังใจให้กับทีมงาน

อย่าลืมกดติดดาว ⭐️ เพจนี้
เพื่อจะได้ไม่พลาดเรื่องราวดีๆ
╚═══════════════╝

#ทีมชาติไทย #ช้างศึก #บอลไทย #ไทยลีก
#บอลไทยวินเทจ #BallThaiVintagehttps://www.facebook.com/279353359514806/posts/356922145091260/
บันทึกการเข้า

สาเหตุฟุตบอลไทยล้าหลังนับ10ปี และปัญหาต่างๆนานาในปัจจุบัน
http://www.guideubon.com/web/viewtopic.php?t=23193
Figo Pro Ubon Fc Av
บอลนอกแค่สะใจ บอลไทยไล่สมาคม
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +1156/-1893
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 33,646



| | |
« ตอบ #265 เมื่อ: มกราคม 10, 2019, 05:27:28 PM »

ถ้าจะเอ่ยถึงนักฟุตบอลจอมอกหัก “ในความทรงจำ” ที่ต้องทำใจกับการเลื่อนวันสอบ ผิดๆ ทำใจกับการเป็นแค่พระรองที่สุด เห็นจะเป็นมิชาเอล บัลลัค อดีตจอมทัพทีมชาติเยอรมนี ที่เคยคว้าทริปเปิ้ลรองแชมป์กับ “ห้างขายยา” ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ในฤดูกาล 2001/02 มาแล้ว มิหนำซ้ำ ตอนซัมเมอร์ ยังอาภัพเป็นได้แค่รองแชมป์โลก หลังทีมอินทรีเหล็กพลาดพลั้งให้กับทีมชาติบราซิล ในเกมนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก ที่ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้
.
แต่นั่นยังน้อยไป เมื่อเทียบกับแข้งวัยเก๋าชาวไทยผู้นี้ ที่ตลอดชีวิตการค้าแข้งในไทยลีกกว่า 15 ปี เจ้าตัวคว้ารองแชมป์ไปถึง 6 ครั้ง! มากที่สุดในประวัติศาสตร์ และหยิบเหรียญรางวัลบอลถ้วยได้เพียงหนเดียวเท่านั้น
.
“เหมี่ยว” ณัฐพงษ์ สมณะ แบ็กซ้ายวัย 35 ปี จากสุพรรณบุรี เอฟซี ถือเป็นอีกแข้งตำนานของ “ฉลามชล” ชลบุรี เอฟซี เพราะเจ้าตัวอยู่โยงค้าแข้งให้ยักษ์ใหญ่เมืองน้ำเค็มถึง 8 ปีเต็ม และเป็นส่วนหนึ่งในทีมชุดแชมป์เอฟเอ คัพ 2010 เหรียญรางวัลระดับสโมสรเพียงเหรียญเดียวของเขา (ไม่นับถ้วย ก.) มันไม่สามารถลบความเจ็บช้ำจากการชวดแชมป์ลีกอีก 6 ครั้งไปได้เลย แบ็กหน้าหยกจากเชียงใหม่ เป็นพระรองครั้งแรกกับ “นกวายุภักษ์” ธนาคารกรุงไทย ในซีซั่น 2007 โดยก่อนหน้าที่เขาจะมาร่วมทัพในปี 2004 ธ.กรุงไทย เพิ่งคว้าแชมป์มา 2 ปีติด
.
และนั่นยังช้ำไม่พอ หลังจากอกหักกับทีมแบงค์วายุภักษ์ เขาก็โยกมาค้าแข้งให้กับชลบุรี แชมป์ไทยลีกปี 2007 ด้วยหมายใจจะคว้าแชมป์ร่วมกับทีมให้ได้ แต่กลับกลายเป็นว่า เขาและพลพรรคฉลามชล ทำดีที่สุดได้แค่รองแชมป์ในปี 2008 , 2009 , 2011 , 2012 , 2014 เรียกได้ว่าไม่มีใครกลายเป็นพระรองได้เท่าเขาอีกแล้ว
.
ซึ่งเจ้าตัวเผยว่า แม้จะเคยคว้าเหรียญทองซีเกมส์ที่โคราชกับทีมชาติไทย มันก็ไม่สามารถลบเลือนความผิดหวัง ที่ต้องทำใจยอมรับการเป็นได้แค่ที่สองได้เลย ถึงขนาดที่ว่าแทบอยากจะเบือนหน้าหนี เวลาต้องเห็นทีมอื่นๆฉลองแชมป์อยู่บนโพเดียม ยามดูถ่ายทอดสดผ่านหน้าจอทีวี หรือแม้แต่เห็นภาพข่าวตามที่ต่างๆก็ตาม
.
แต่นั่นก็ไม่ได้ลบล้างความเก่งกาจบนฟลอร์หญ้าของเขาแต่อย่างใด เนื่องจากปัจจุบัน เจ้าตัวก็ยังคงเป็นแข้งวัยดึกคนสำคัญของสุพรรณบุรี ไล่ล่าความสำเร็จอยู่ และเชื่อเหลือเกินว่าเจ้าเหมี่ยว ยังคงเป็นนักเตะ “ในความทรงจำ” ของแฟนฉลามชล และทีมชาติไทยหลายๆคน มากกว่า 7 ซิงเกิล ของใครบางคนเสียอีก.

#เอาเรื่องจริงมาพูดเล่น #ณัฐพงษ์สมณะ #ในความทรงจำhttps://www.facebook.com/326382958164324/posts/368515517284401/
บันทึกการเข้า

สาเหตุฟุตบอลไทยล้าหลังนับ10ปี และปัญหาต่างๆนานาในปัจจุบัน
http://www.guideubon.com/web/viewtopic.php?t=23193
Figo Pro Ubon Fc Av
บอลนอกแค่สะใจ บอลไทยไล่สมาคม
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +1156/-1893
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 33,646



| | |
« ตอบ #266 เมื่อ: มกราคม 11, 2019, 05:55:19 PM »

#เทพนิยายบ้านจัดสรร

ปี พ.ศ.2531
สโมสรฟุตบอล บางเตย-สุวรรณน้อย เริ่มตั้งไข่ไต่เต้าจากถ้วยพระราชทาน ง. ขึ้นมาสู่ถ้วย ค. และถ้วย ข. ด้วยเวลาเพียงแค่ 2 ปี หรือเลื่อนชั้น 2 ปีซ้อนนั่นเอง ก่อนจะใช้เวลาอีก 3 ปี ภายใต้ชื่อใหม่ "สินธนา" กว่าจะได้ขึ้นมาอวดโฉมบนเวทีใหญ่คือ ถ้วยพระราชทาน ก. เมื่อปี พ.ศ. 2536

ถือเป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์ความมหัศจรรย์ความสำเร็จของวงการฟุตบอลไทย

ด้วยสถานะที่ไม่ได้เป็นทีมเงินถุงเงินถัง ทีมจึงยึดนโยบายปั้นเด็ก โดยในช่วงเริ่มแรกนั้นใช้วิธีการสร้างเครือข่ายพันธมิตรกับโรงเรียนมัธยมหลายแห่งเพื่อเป็นฐานในการค้นหานักฟุตบอลอายุน้อย และดึงตัวมาร่วมทีมเพื่อให้เล่นร่วมกันตั้งแต่เด็กๆ ก่อนที่แนวคิดนี้จะก่อให้เกิดความสำเร็จอย่างงดงามกับสโมสรในเวลาต่อมา

--------------------
ปี พ.ศ.2539
เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงมาเป็นระบบลีก ภายใต้ชื่อ "จอห์นนี่วอล์คเกอร์ ไทยแลนด์ ซอคเก้อร์ลีก" หรือ ไทยลีก ครั้งที่ 1 สินธนา ก็เป็นหนึ่งใน 18 สมาชิกยุคแรกเริ่ม

การเล่นลีกฤดูกาลแรก ภายใต้การคุมทีมของ “น้าติ๊ก" สมชาติ ยิ้มศิริ นำลูกทีมทำผลงานได้น่าพอใจทีเดียว เมื่อจบด้วยอันดับ 6 ของตาราง และมีคะแนนห่างจากอันดับ 4 ที่คว้าตั๋วเพลย์ออฟเพียง 3 แต้มเท่านั้น ในปีนั้น สุรชัย จิระศิริโชติ แกนหลักของทีม ยังซิวรางวัลกองหลังยอดเยี่ยมแห่งปีมาเชยชม นับเป็นสัญญาณที่ดีในการก้าวไปข้างหน้า

--------------------
ฤดูกาล 2540
ต้นกล้าที่ "น้าติ๊ก" ได้หว่านไว้เริ่มผลิดอกออกผล เมื่อผู้เล่นทีมสำรองและแข้งเยาวชนที่สร้างไว้กับ ร.ร. อัสสัมชัญ กรุงเทพ เป็นหลัก รวมไปถึงเยาวชนทีมชาติอีกหลายราย ได้เข้ามามีบทบาทภายในทีมมากขึ้น

นักเตะเยาวชนของสโมสรอย่าง เศกสรรค์ ปิตุรัตน์, นิเวส ศิริวงศ์, กิตติศักดิ์ ระวังป่า, ธนัญชัย บริบาล, วิรัช วังจันทร์, ธงชัย อัครพงษ์, ศัตรูพ่าย ศรีณรงค์, ชูศักดิ์ สุวรรณา, สันติ ไชยเผือก, ยุทธพงษ์ บุญอำพร และ ภานุพงศ์ ฉิมผูก ฯลฯ เติบโตและแข็งแกร่งพอที่จะก้าวขึ้นมาเป็นกำลังหลักของทีมร่วมกับนักเตะรุ่นพี่อย่าง สุรชัย จิระศิริโชติ, ประจักษ์ เวียงสงค์, พนิพล เกิดแย้ม และกัปตันทีมอย่าง อนัน พันแสน อีกทั้ง เดชา เกื้อหนุน, เชี่ยวชาญ แพรขุนทด, ประนุพงศ์ ปิ่นสุวรรณ, สุประมิตร บุญมีมาก ซึ่งเมื่อผสมผสานกันแล้วหน้าตาและรสชาติออกมากลมกล่อมลงตัว

สินธนา สามารถคว้าแชมป์ สิงห์ เอฟเอคัพ ในปี พ.ศ. 2540 เป็นแชมป์แรกในประวัติศาสตร์สโมสรได้สำเร็จ และต่อด้วยการคว้าแชมป์ ถ้วยพระราชทาน ก. ตามมาติดๆ ในปีเดียวกัน

แต่น่าเสียดายที่พวกเขาพลาดคว้าทริปเปิลแชมป์เป็นทีมแรกของประเทศไทยไปอย่างน่าเสียดาย เมื่อพลาดท่าแพ้ให้กับ สโมสรธนาคารกรุงเทพ ในนัดสุดท้ายของไทยลีก ทั้งที่เพียงแค่เสมอก็จะคว้าแชมป์ทันที ทำให้ถูก สโมสรทหารอากาศ แซงหน้าเข้าวินไปด้วยประตูได้เสียที่ดีกว่า

อย่างไรก็ดี ปีนั้น เศกสรรค์ ปิตุรัตน์ แจ้งเกิดอย่างเต็มตัว ด้วยการคว้ารางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปีมาครอง

--------------------
ฤดูกาล 2541
ไทยลีก เปลี่ยนชื่อมาเป็น "คาลเท็กซ์ พรีเมียร์ลีก" แต่ดราม่ายังคงอยู่

ก่อนเกมนัดสุดท้าย ทหารอากาศ มี 39 คะแนน เท่ากับ สินธนา แต่ประตูได้เสียดีกว่าถึง 9 ลูก ส่วนอันดับ 3 บีอีซี เทโรศาสน มี 38 คะแนน ซึ่งแน่นอนว่าต้องขับเคี่ยวกันถึงวินาทีสุดท้าย เมื่อนัดสุดท้าย "บ้านจัดสรร" ต้องโคจรมาพบกับ "มังกรไฟ" ที่ยังมีหวังลุ้นแชมป์อยู่เช่นกัน

เมื่อรู้ว่า "ลูกทัพฟ้า" ยังทำอะไร ธนาคารกรุงเทพ ไม่ได้ นั่นแปลว่าถ้า "มังกรไฟ" เป็นฝ่ายเอาชนะได้พวกเขาจะคว้าแชมป์ทันทีด้วยประตูได้เสียที่ดีกว่า ทำให้พวกเขาเป็นฝ่ายโหมบุกใส่อย่างหนัก

ทว่าคราวนี้เป็นเทพีแห่งโชคที่เลือกยืนเคียงข้าง สินธนา บ้าง
...สุดท้ายเป็น เศกสรรค์ ปิตุรัตน์ ที่มายิงประตูชัยในช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาที 92 ให้ สินธนา เฉือนเอาชนะไปได้ 1-0 คว้าแชมป์มาครองได้สุดระทึก

แน่นอนว่านี่คือช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของชาวคณะ "สินธนา"

“มาสเซอร์เบิ้ม” การุณ นาคสวัสดิ์ ผู้ก้าวเข้ามาเป็นผู้สานต่อความสำเร็จ คว้ารางวัลผู้ฝึกสอนยอดเยี่ยมแห่งปี

ส่วนรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมตกเป็นของ นิเวส ศิริวงศ์ กองหลังดาวรุ่งหนึ่งในผลผลิตจาก อัสสัมชัญ กรุงเทพ

เท่านั้นไม่พอ ทีมยังสามารถป้องกันแชมป์ ถ้วย ก เอาไว้ได้อีกสมัยในปีเดียวกัน นับเป็นช่วงเวลาที่ชื่อ สินธนา รุ่งเรืองสุดขีด

--------------------
ความสำเร็จที่อุบัติขึ้น เกิดจากการประสานอย่างลงตัวระหว่างผู้เล่นต่างเจน ที่เต็มไปด้วยความสดใหม่อันถูกเติมเต็มจากพลังหนุ่ม

การเล่นบอลกับพื้น จ่ายบอลตามช่อง แนวรุกเต็มไปด้วยสปีดและเทคนิค นั่นคือ "สินธนาสไตล์" ที่ติดตาตรึงใจแฟนบอลไทยตลอดมา

╔═══════════════╗
ชอบกดไลค์👍 ถูกใจกดแชร์💞
เพื่อเป็นกำลังใจให้กับทีมงานด้วยนะครับ
อย่าลืมกดติดดาว🌟เพื่อไม่พลาดเรื่องราวดีๆ
╚═══════════════╝

#ทีมชาติไทย #ช้างศึก #บอลไทย #ไทยลีก
#บอลไทยวินเทจ #BallThaiVintage
บันทึกการเข้า

สาเหตุฟุตบอลไทยล้าหลังนับ10ปี และปัญหาต่างๆนานาในปัจจุบัน
http://www.guideubon.com/web/viewtopic.php?t=23193
Sawang magg
เชียร์บอลไทยไม่เสียตังค์
Sr. Member
****

คะแนนความรัก: +86/-187
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,523


| | |
« ตอบ #267 เมื่อ: มกราคม 11, 2019, 08:19:23 PM »

ครับผม
บันทึกการเข้า
Figo Pro Ubon Fc Av
บอลนอกแค่สะใจ บอลไทยไล่สมาคม
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +1156/-1893
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 33,646



| | |
« ตอบ #268 เมื่อ: มกราคม 15, 2019, 09:19:22 AM »

“ความฝัน ต้องเกิดหยาดเหงื่อจึงได้มา
ใช้เวลาและค่อยเป็นค่อยไป ดอกไม้จึงบาน
คำว่าพยายาม ไม่เคยทำร้ายสักคนที่ตั้งใจ….”

“นิว” เด็กชายฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ เกิดเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2536
เขาเป็นลูกชายของอดีตกองหลังทีมชาติไทย ที่ชื่อว่า ไพโรจน์ พ่วงจันทร์

“เจ้านิว” เป็นลูกไม้ที่หล่นไม่ไกลต้น เพราะเขาเลือกเล่นฟุตบอลเหมือนคุณพ่อ ซึ่งพาเขาไปที่สนามฟุตบอลเป็นประจำตั้งแต่อายุยังน้อย แต่ด้วยความอยู่ใต้ต้น ใต้ร่มเงาความยิ่งใหญ่ของผู้เป็นพ่อ นั่นทำให้คนอื่นๆ ต่างมองว่า เขาคือเด็กเส้น

ฐิติพันธ์ แบกนามสกุลพ่วงจันทร์ ไปคัดฟุตบอลที่โรงเรียนกีฬากรุงเทพมหานคร ในแบบที่ใครๆ ก็มองว่า เขามีอภิสิทธิ์เหนือกว่าคนอื่น ก็เพราะเขาเป็นเด็กเส้น เขาจึงได้โอกาสมากกว่าใคร แถมช่วงวัยเด็ก “เจ้านิว” ก็ติดทีมชาติไทย ตั้งแต่อายุ 11 ปี ในรุ่น ยู-12 ทั้งที่ตัวก็เล็กกว่าใครเพื่อน และยังไม่เก่งมากมายนัก

ผู้คนมากมายกำลังตัดสิน ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ จากสภาพแวดล้อมที่พวกเขาเห็น
เด็กอายุ 11 ปี เจอความกดดันอย่างหนัก
เขาไม่ตอบโต้ แต่เขาเลือกที่จะสร้างสภาพแวดล้อมใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นกับสายตาของคนที่กำลังดูแคลนเขา

นัยน์ตาเดิมๆ ที่เคยดูแคลนเขา
จะต้องเปลี่ยนไป เปลี่ยนไปเพราะตัวเขาเอง

ฐิติพันธ์ฝึกซ้อมอย่างหนัก เพื่อให้เพื่อนๆ ยอมรับในความสามารถ
ไม่ใช่ยอมรับที่นามสกุลพ่วงจันทร์

จากนั้น “เจ้านิว” ก็พิสูจน์ตัวเองตัวเองได้สำเร็จทั้งกับโรงเรียนกีฬากรุงเทพฯ และโรงเรียนสตรีวิทยา 2 ที่เขาพาทีมจบอันดับสาม ฟุตบอล กรมพลศึกษา ถ้วย ก อายุไม่เกิน 14 ปี และติดทีมชาติไทย ชุดนักเรียนไทย 15 ปี ในเวลาต่อมา

กระทั่ง ในวัย 17 ปี เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด คว้าตัวเขาไปร่วมทีม ตั้งแต่ยังไม่จบมัธยมศึกษาด้วยซ้ำ และในปี 2011 ฐิติพันธ์ ก็ได้สัมผัสฟุตบอลลีกอาชีพครั้งแรก ด้วยการถูกส่งไปชุบตัวที่ สุพรรณบุรี เอฟซี ในศึกดิวิชั่น 1 โดยลงสนามไป 15 เกม ยิงได้ 3 ประตู พร้อมทั้งโชว์ฟอร์มสุดยอดช่วงปลายปีกับทีมชาติไทย ชุดเยาวชน ด้วยการกดขวา ระยะไกลกว่า 30 หลาให้ ทีมชาติไทย ยู-19 ชนะ เกาหลีใต้ 1-0 ในศึกฟุตบอลชิงแชมป์เอเชีย ยู-19 รอบคัดเลือกที่ประเทศไทย โดยเขาเป็นตัวหลักของชุดนั้น พา “ช้างศึกจูเนียร์” ผ่านเข้ารอบสุดท้ายแบบที่ชนะเกาหลีใต้ 1-0 และเสมอญี่ปุ่น 0-0 ชนิดที่ไม่เสียประตูเลยทั้งสองเกม

ปี 2012 ฐิติพันธ์ ถูกดันขึ้นชุดใหญ่ “กิเลนผยอง” ครั้งแรก แต่เขายังไม่ได้เป็นตัวหลักของทีม เนื่องจากประสบการณ์ยังน้อย แต่ก็ไม่ได้เป็นช่วงเวลาที่แย่ซะทีเดียว เพราะเขาได้เรียนรู้อะไรมากมายจากซีเนียร์ระดับทีมชาติไทยที่นั่น

ปี 2013 เขาได้ลงสนามมากขึ้นในลีก (ลง 25 เกม ตัวจริง 20 เกม) และได้โอกาสติดทีมชาติชุดใหญ่ เมื่อเดือนมีนาคม ปี 2013 ในเกมพบทีมชาติเลบานอน ซึ่งเขายิงคนเดียว 2 ประตู ก่อนทีมชาติไทยจะพ่ายไปด้วยสกอร์ 2-5 และกลายเป็นส่วนหนึ่งของทีมชาติไทย ชุดแชมป์ซีเกมส์ 2013 ในอีกไม่กี่เดือนต่อมา

ฐิติพันธ์ กลายเป็นโกลเด้นบอยทันทีในวงการลูกหนังไทย
ใครๆ ก็เริ่มจดจำเขาได้ เขาภูมิใจในสิ่งที่เกิดขึ้น
เขามีความฝันที่สูงขึ้น สูงขึ้น ในอนาคต
แต่อนาคต คือ สิ่งที่ไม่มีใครกำหนดได้
ไม่มีเลยจริงๆ แม้ว่าคุณจะรวยล้นฟ้า หรือเป็นลูกใครก็ตาม…

กลางปี 2014 ชีวิตที่กำลังลุกโชติช่วงของเขา ก็ดับลงดั่งไฟเทียนโดนน้ำสาด
ฐิติพันธ์ได้รับบาดเจ็บหนักที่เอ็นหัวเข่าด้านซ้ายจนต้องพักรักษาตัวนานเกินครึ่งปี

ฐิติพันธ์ ไม่ได้เล่นไทยลีกในช่วงเวลาที่เหลือ
เขาได้แค่นั่งดูเพื่อนๆ เล่นในศึก เอเชี่ยนเกมส์ 2014 ที่เมืองอินชอน ประเทศเกาหลีใต้
เขาท้อทุกเวลาที่ไปดูเพื่อนลงสนามในลีก
เขาเคยนั่งกินข้าวไปร้องไห้ไป เพราะได้แค่มองเพื่อนเล่นให้ทีมชาติไทยในทีวี
เขาอยากหายเจ็บเร็วๆ เขาอยากกลับไปลงสนามอีกครั้ง
แต่การลงสนามในช่วงเวลาต่อไป มันคือช่วงที่แย่ที่สุดของเขา

ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ ได้ลงสนามอีกครั้งหลังจากหายเจ็บ
แต่สิ่งที่หายไปพร้อมอาการบาดเจ็บ นั่นคือ ฟอร์มการเล่นที่เคยมี

ฐิติพันธ์ อยู่ในช่วงเวลาย่ำแย่ของชีวิตการค้าแข้ง
ฟอร์มของเขาดร็อปสุดขีด อะไรๆ ก็ดูติดขัดไปซะหมด
เขาเคยคิดด้วยซ้ำว่า เพื่อนๆ พัฒนาไปไกล ไกลจนเกินกว่าที่เขาจะไล่ตามทันแล้ว

ต้นปี 2016 เหตุการณ์ยิ่งเลวร้ายลงไปใหญ่ เมื่อ ฐิติพันธ์ ยิงจุดโทษไม่เข้าในเกมพบกับทีมชาติญี่ปุ่น ในศึกปรีโอลิมปิก เกมส์ 2016

เขาเล่นทัวร์นาเมนต์นั้น อย่างไม่มีความมั่นใจ กล้าๆ กลัวๆ จ่ายบอลให้เพื่อนก็ขาดๆ เกินๆ ลูกง่ายๆ ก็ทำให้มันยาก
เขาเซ็งตัวเอง เขาโมโหตัวเอง
เขารู้สึกว่า เขาไม่ได้เป็นตัวของตัวเอง

หลังจากนั้น เมื่อ ฐิติพันธ์ กลับสู่สโมสร
จากโกลเด้นบอยที่สุดคนหนึ่งของเมืองไทย เขาก็กลายเป็น “ม้านอกสายตา” เมื่อสโมสร “กิเลนผยอง” ตัดสินใจดึงตัว ชนาธิป, ธนบูรณ์ และ พีระพัฒน์ มาจากบีอีซี เทโรศาสน

ช่วงเวลาฮันนีมูนของผู้มาใหม่
กลายเป็นช่วงเวลานับถอยหลังของคนเก่า

ฐิติพันธ์ กลายเป็น “ตัวสำรองอย่างสมบูรณ์แบบ”
เขาแทบไม่เหลือความมั่นใจ
ฟอร์มก็แย่ ลงก็ไม่ได้ลง พอได้ลงสำรองก็ฟอร์มไม่ดี เพราะต้องเล่นในตำแหน่งที่ไม่ได้ถนัดเท่าไร

แบ็คขวา, ปีกขวา, กองหน้าฝั่งขวา, เซ็นเตอร์ฮาล์ฟ คือตำแหน่งที่เขาถูกใช้งานในฐานะตัวสำรอง ในช่วงที่ฟอร์มตก ทั้งที่เจ้าตัว อยากเล่นในตำแหน่งกองกลางที่เขาคิดว่า เขาทำได้ดีที่สุด โดยมี สตีเว่น เจอร์ราร์ด เป็นไอดอลลูกหนังส่วนตัว

ในที่สุด ส่วนเกินของ “กิเลนผยอง” ก็ถูกผ่องถ่ายมาหาชีวิตใหม่ที่ สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด ตอนเลกที่สองของปี 2016

แม้จะได้ลงสนามมากขึ้นที่จำนวน 12 เกม และยิงได้ 1 ประตู ในเลกที่สอง แต่ภาพรวมของฟอร์มการเล่น ต้องยอมรับว่า โลกใบนี้ ยังไม่ได้ “เจ้านิว” คืนกลับมาแบบ 100%

เขาย้อนกลับไปมองตัวเองในวันที่เขาต้องดวลกับเสียงวิจารณ์ของผู้คนรอบข้างว่าเขาเป็นเด็กเส้น
เขาเคยใช้วิธีหนึ่ง ฆ่าเสียงวิจารณ์นั้นได้ ในวัย 11 ปี
และปี 2017 ฐิติพันธ์ก็เลือกใช้วิธีเดิม ในการฆ่าความหม่นหมองทั้งหมดที่กำลังเกิดขึ้น

ช่วงปรีซีซั่น ปี 2017 ฐิติพันธ์ มาซ้อมก่อนคนอื่น 1-2 ชั่วโมงทุกวัน เพื่อเสริมในสิ่งที่ขาด ตามคำแนะนำของโค้ช

นัดแรกของศึกไทยลีก 2017 ฐิติพันธ์ ยิงแฮตทริค ได้ตั้งแต่แมตช์แรกของฤดูกาล (ชนะ ซุปเปอร์พาวเวอร์ 4-0) และทันทีที่ “เจ้านิว” ยิงแฮตทริคตั้งแต่เกมแรกในไทยลีก 2017 สปอร์ตไลท์ที่ดับลงไปนาน ก็ส่องประกายไปที่ตัวเขาอีกครั้ง

มัน คือ ความเหนื่อยที่คุ้มค่าของ ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์
มัน คือ ความอดทนที่เขาควรได้รับรางวัลชีวิตคืน

เขากลายเป็นนักเตะดีกรี แชมป์เอฟเอคัพ กับ สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด
เขากลายเป็นนักเตะค่าตัว 30 ล้าน หลังจากผ่านช่วงมืดดำในชีวิตมาเพียงแค่ปีครึ่ง
เขากลายเป็นตัวหลักทีมชาติไทย ชนิดที่ขาดไม่ได้ นับตั้งแต่การเข้ามาคุมทีมของ มิโลวาน ราเยวัช 

แม้สิ้นปี 2018 ในฐานะนักเตะอาชีพกับสโมสรบางกอกกล๊าส เอฟซี ของเขา จะล้มเหลวไม่เป็นท่า เพราะสโมสรต้นสังกัดต้องตกชั้นสู่ลีก T2 แต่กับทีมชาติไทยแล้ว เขายังคงเป็นมิดฟิลด์บ็อกซ์ทูบ็อกซ์ ที่ดีที่สุดจริงๆ เท่าที่ประเทศไทยจะมีอยู่ในตอนนี้

1 ประตูสำคัญ และการวิ่งพล่านทำลายจังหวะเกมรุกของคู่แข่งตลอด 90 นาที ที่สนามฮัซซา บิน ซาเยด สเตเดี้ยม ในเมืองอัล ไอน์ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เขาสำคัญต่อทีมชาติไทยแค่ไหน

ถ้าไม่มีประตูของเขา ทีมชาติไทย ก็อาจจะตกรอบแรก ศึกเอเชี่ยนคัพ 2019 ไปเรียบร้อยแล้วก็ได้

หากคุณกำลังเสียใจ หรือผิดหวังกับสิ่งต่างๆ รอบข้าง จนคิดว่า ชีวิตนี้ มันเลวร้ายสิ้นดี จนไม่อาจจะห้ามใจให้ไม่เสียใจได้
จงเงยหน้าขึ้นไปมองฟ้า สัก 1 นาที
แล้วคิดทบทวนว่า ชีวิตที่เราได้มานั้น มันแสนวิเศษแค่ไหนแล้ว
และเวลาที่ยังเหลืออยู่ มันก็คือสิ่งวิเศษที่สุดเช่นกัน

อย่ากลัวความล้มเหลวในอดีต
จงทำทุกอย่าง ในทุกช่วงเวลาที่คุณยังเหลืออยู่ ให้ดีที่สุด
และจงเชื่อมั่นไว้เสมอว่า

“ความล้มเหลว มันกลัว ความพยายาม เว้ยยยยยย”

“จอน”
15-01-2562

ปล. บทความนี้ดัดแปลงจากบทความเดิมที่ผมเคยเขียนไว้ในเพจ "ช้างศึก" เมื่อนานมาแล้ว หลังจากที่ฐิติพันธ์ เป็นตัวเอกในมิวสิควิดีโอเพลง วันแรก (Shonichi) ของ BNK48  https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=2310726162506787&id=1786696568243085
บันทึกการเข้า

สาเหตุฟุตบอลไทยล้าหลังนับ10ปี และปัญหาต่างๆนานาในปัจจุบัน
http://www.guideubon.com/web/viewtopic.php?t=23193
Figo Pro Ubon Fc Av
บอลนอกแค่สะใจ บอลไทยไล่สมาคม
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +1156/-1893
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 33,646



| | |
« ตอบ #269 เมื่อ: มกราคม 16, 2019, 05:25:09 PM »

https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=371635510305735&id=326382958164324    สุริยะ  อมตเวทย์
บันทึกการเข้า

สาเหตุฟุตบอลไทยล้าหลังนับ10ปี และปัญหาต่างๆนานาในปัจจุบัน
http://www.guideubon.com/web/viewtopic.php?t=23193
Figo Pro Ubon Fc Av
บอลนอกแค่สะใจ บอลไทยไล่สมาคม
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +1156/-1893
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 33,646



| | |
« ตอบ #270 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 04, 2019, 12:34:04 PM »

เห็นแกตลกโปกฮาอย่างทุกวันนี้ เมื่อก่อนนั้น "โค้ชโย่ง" วรวุฒิ ศรีมะฆะ นี่เป็นฟุตบอลกองกลางระดับมันสมองนะครับ

เริ่มต้นจากเด็กสวนกุหลาบ พออายุ 18 ยังไม่จบ ม.6 ก็โดนโมเดลลิ่งจากแบงค์รวงข้าว "ธ.กสิกรไทย" ดึงตัวไปเข้าสังกัด ในระดับถ้วย ข. ก่อนพาทีมขึ้นมาเล่นถ้วย ก. ยืนกลางคู่กับ "โค้ชง้วน" สุรชัย "โค้ชเตี้ย" สะสม จนพากสิกรไทย คว้าแชมป์ถ้วย ก. 3 สมัย และแชมป์เอเชี่ยน คลับ แชมเปี้ยนชิพ 2 สมัย ซึ่งก็เป็นช่วงที่เจ้าตัวถูกจับมาเล่นกองหน้าบ้างแล้ว

หลังจากนั้น "โค้ชโย่ง" วรวุธ ศรีมะฆะ ก็ย้ายไปเล่นให้กับบีอีซี เทโรศาสน ด้วยการเล่นเป็นกองหน้าเต็มตัว พาทีมคว้าแชมป์ไทยลีก 2 สมัย คว้ารองแชมป์เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก เมื่อปี 2002/2003 แถมเจ้าตัวยังคว้าดาวซัลโวไทยลีก อีก 2 สมัย

สุดท้ายโค้ชโย่งก็มาคว้าแชมป์ไทยลีกส่งท้ายกับชลบุรี ในปี 2007 ด้วยผลงานการลงสนาม 14 นัด ยิงไป 1 ประตู ก่อนที่เจ้าตัวจะย้ายไปร่วมทีม ศุลกากร และจุฬา ยูไนเต็ด และแขวนสตั๊ดในเวลาต่อมา

โดยตลอดการค้าแข้งระดับสโมสร วรวุฒิ ศรีมะฆะ ยิงประตูในไทยลีกได้ถึง 96 ลูก

#อัศวินลูกหนัง
**************************************************
บันทึกการเข้า

สาเหตุฟุตบอลไทยล้าหลังนับ10ปี และปัญหาต่างๆนานาในปัจจุบัน
http://www.guideubon.com/web/viewtopic.php?t=23193
Koragap
Hero Member
*****

คะแนนความรัก: +241/-378
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 4,659


| | |
« ตอบ #271 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 04, 2019, 02:59:47 PM »

“ความฝัน ต้องเกิดหยาดเหงื่อจึงได้มา
ใช้เวลาและค่อยเป็นค่อยไป ดอกไม้จึงบาน
คำว่าพยายาม ไม่เคยทำร้ายสักคนที่ตั้งใจ….”

“นิว” เด็กชายฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ เกิดเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2536
เขาเป็นลูกชายของอดีตกองหลังทีมชาติไทย ที่ชื่อว่า ไพโรจน์ พ่วงจันทร์

“เจ้านิว” เป็นลูกไม้ที่หล่นไม่ไกลต้น เพราะเขาเลือกเล่นฟุตบอลเหมือนคุณพ่อ ซึ่งพาเขาไปที่สนามฟุตบอลเป็นประจำตั้งแต่อายุยังน้อย แต่ด้วยความอยู่ใต้ต้น ใต้ร่มเงาความยิ่งใหญ่ของผู้เป็นพ่อ นั่นทำให้คนอื่นๆ ต่างมองว่า เขาคือเด็กเส้น

ฐิติพันธ์ แบกนามสกุลพ่วงจันทร์ ไปคัดฟุตบอลที่โรงเรียนกีฬากรุงเทพมหานคร ในแบบที่ใครๆ ก็มองว่า เขามีอภิสิทธิ์เหนือกว่าคนอื่น ก็เพราะเขาเป็นเด็กเส้น เขาจึงได้โอกาสมากกว่าใคร แถมช่วงวัยเด็ก “เจ้านิว” ก็ติดทีมชาติไทย ตั้งแต่อายุ 11 ปี ในรุ่น ยู-12 ทั้งที่ตัวก็เล็กกว่าใครเพื่อน และยังไม่เก่งมากมายนัก

ผู้คนมากมายกำลังตัดสิน ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ จากสภาพแวดล้อมที่พวกเขาเห็น
เด็กอายุ 11 ปี เจอความกดดันอย่างหนัก
เขาไม่ตอบโต้ แต่เขาเลือกที่จะสร้างสภาพแวดล้อมใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นกับสายตาของคนที่กำลังดูแคลนเขา

นัยน์ตาเดิมๆ ที่เคยดูแคลนเขา
จะต้องเปลี่ยนไป เปลี่ยนไปเพราะตัวเขาเอง

ฐิติพันธ์ฝึกซ้อมอย่างหนัก เพื่อให้เพื่อนๆ ยอมรับในความสามารถ
ไม่ใช่ยอมรับที่นามสกุลพ่วงจันทร์

จากนั้น “เจ้านิว” ก็พิสูจน์ตัวเองตัวเองได้สำเร็จทั้งกับโรงเรียนกีฬากรุงเทพฯ และโรงเรียนสตรีวิทยา 2 ที่เขาพาทีมจบอันดับสาม ฟุตบอล กรมพลศึกษา ถ้วย ก อายุไม่เกิน 14 ปี และติดทีมชาติไทย ชุดนักเรียนไทย 15 ปี ในเวลาต่อมา

กระทั่ง ในวัย 17 ปี เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด คว้าตัวเขาไปร่วมทีม ตั้งแต่ยังไม่จบมัธยมศึกษาด้วยซ้ำ และในปี 2011 ฐิติพันธ์ ก็ได้สัมผัสฟุตบอลลีกอาชีพครั้งแรก ด้วยการถูกส่งไปชุบตัวที่ สุพรรณบุรี เอฟซี ในศึกดิวิชั่น 1 โดยลงสนามไป 15 เกม ยิงได้ 3 ประตู พร้อมทั้งโชว์ฟอร์มสุดยอดช่วงปลายปีกับทีมชาติไทย ชุดเยาวชน ด้วยการกดขวา ระยะไกลกว่า 30 หลาให้ ทีมชาติไทย ยู-19 ชนะ เกาหลีใต้ 1-0 ในศึกฟุตบอลชิงแชมป์เอเชีย ยู-19 รอบคัดเลือกที่ประเทศไทย โดยเขาเป็นตัวหลักของชุดนั้น พา “ช้างศึกจูเนียร์” ผ่านเข้ารอบสุดท้ายแบบที่ชนะเกาหลีใต้ 1-0 และเสมอญี่ปุ่น 0-0 ชนิดที่ไม่เสียประตูเลยทั้งสองเกม

ปี 2012 ฐิติพันธ์ ถูกดันขึ้นชุดใหญ่ “กิเลนผยอง” ครั้งแรก แต่เขายังไม่ได้เป็นตัวหลักของทีม เนื่องจากประสบการณ์ยังน้อย แต่ก็ไม่ได้เป็นช่วงเวลาที่แย่ซะทีเดียว เพราะเขาได้เรียนรู้อะไรมากมายจากซีเนียร์ระดับทีมชาติไทยที่นั่น

ปี 2013 เขาได้ลงสนามมากขึ้นในลีก (ลง 25 เกม ตัวจริง 20 เกม) และได้โอกาสติดทีมชาติชุดใหญ่ เมื่อเดือนมีนาคม ปี 2013 ในเกมพบทีมชาติเลบานอน ซึ่งเขายิงคนเดียว 2 ประตู ก่อนทีมชาติไทยจะพ่ายไปด้วยสกอร์ 2-5 และกลายเป็นส่วนหนึ่งของทีมชาติไทย ชุดแชมป์ซีเกมส์ 2013 ในอีกไม่กี่เดือนต่อมา

ฐิติพันธ์ กลายเป็นโกลเด้นบอยทันทีในวงการลูกหนังไทย
ใครๆ ก็เริ่มจดจำเขาได้ เขาภูมิใจในสิ่งที่เกิดขึ้น
เขามีความฝันที่สูงขึ้น สูงขึ้น ในอนาคต
แต่อนาคต คือ สิ่งที่ไม่มีใครกำหนดได้
ไม่มีเลยจริงๆ แม้ว่าคุณจะรวยล้นฟ้า หรือเป็นลูกใครก็ตาม…

กลางปี 2014 ชีวิตที่กำลังลุกโชติช่วงของเขา ก็ดับลงดั่งไฟเทียนโดนน้ำสาด
ฐิติพันธ์ได้รับบาดเจ็บหนักที่เอ็นหัวเข่าด้านซ้ายจนต้องพักรักษาตัวนานเกินครึ่งปี

ฐิติพันธ์ ไม่ได้เล่นไทยลีกในช่วงเวลาที่เหลือ
เขาได้แค่นั่งดูเพื่อนๆ เล่นในศึก เอเชี่ยนเกมส์ 2014 ที่เมืองอินชอน ประเทศเกาหลีใต้
เขาท้อทุกเวลาที่ไปดูเพื่อนลงสนามในลีก
เขาเคยนั่งกินข้าวไปร้องไห้ไป เพราะได้แค่มองเพื่อนเล่นให้ทีมชาติไทยในทีวี
เขาอยากหายเจ็บเร็วๆ เขาอยากกลับไปลงสนามอีกครั้ง
แต่การลงสนามในช่วงเวลาต่อไป มันคือช่วงที่แย่ที่สุดของเขา

ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ ได้ลงสนามอีกครั้งหลังจากหายเจ็บ
แต่สิ่งที่หายไปพร้อมอาการบาดเจ็บ นั่นคือ ฟอร์มการเล่นที่เคยมี

ฐิติพันธ์ อยู่ในช่วงเวลาย่ำแย่ของชีวิตการค้าแข้ง
ฟอร์มของเขาดร็อปสุดขีด อะไรๆ ก็ดูติดขัดไปซะหมด
เขาเคยคิดด้วยซ้ำว่า เพื่อนๆ พัฒนาไปไกล ไกลจนเกินกว่าที่เขาจะไล่ตามทันแล้ว

ต้นปี 2016 เหตุการณ์ยิ่งเลวร้ายลงไปใหญ่ เมื่อ ฐิติพันธ์ ยิงจุดโทษไม่เข้าในเกมพบกับทีมชาติญี่ปุ่น ในศึกปรีโอลิมปิก เกมส์ 2016

เขาเล่นทัวร์นาเมนต์นั้น อย่างไม่มีความมั่นใจ กล้าๆ กลัวๆ จ่ายบอลให้เพื่อนก็ขาดๆ เกินๆ ลูกง่ายๆ ก็ทำให้มันยาก
เขาเซ็งตัวเอง เขาโมโหตัวเอง
เขารู้สึกว่า เขาไม่ได้เป็นตัวของตัวเอง

หลังจากนั้น เมื่อ ฐิติพันธ์ กลับสู่สโมสร
จากโกลเด้นบอยที่สุดคนหนึ่งของเมืองไทย เขาก็กลายเป็น “ม้านอกสายตา” เมื่อสโมสร “กิเลนผยอง” ตัดสินใจดึงตัว ชนาธิป, ธนบูรณ์ และ พีระพัฒน์ มาจากบีอีซี เทโรศาสน

ช่วงเวลาฮันนีมูนของผู้มาใหม่
กลายเป็นช่วงเวลานับถอยหลังของคนเก่า

ฐิติพันธ์ กลายเป็น “ตัวสำรองอย่างสมบูรณ์แบบ”
เขาแทบไม่เหลือความมั่นใจ
ฟอร์มก็แย่ ลงก็ไม่ได้ลง พอได้ลงสำรองก็ฟอร์มไม่ดี เพราะต้องเล่นในตำแหน่งที่ไม่ได้ถนัดเท่าไร

แบ็คขวา, ปีกขวา, กองหน้าฝั่งขวา, เซ็นเตอร์ฮาล์ฟ คือตำแหน่งที่เขาถูกใช้งานในฐานะตัวสำรอง ในช่วงที่ฟอร์มตก ทั้งที่เจ้าตัว อยากเล่นในตำแหน่งกองกลางที่เขาคิดว่า เขาทำได้ดีที่สุด โดยมี สตีเว่น เจอร์ราร์ด เป็นไอดอลลูกหนังส่วนตัว

ในที่สุด ส่วนเกินของ “กิเลนผยอง” ก็ถูกผ่องถ่ายมาหาชีวิตใหม่ที่ สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด ตอนเลกที่สองของปี 2016

แม้จะได้ลงสนามมากขึ้นที่จำนวน 12 เกม และยิงได้ 1 ประตู ในเลกที่สอง แต่ภาพรวมของฟอร์มการเล่น ต้องยอมรับว่า โลกใบนี้ ยังไม่ได้ “เจ้านิว” คืนกลับมาแบบ 100%

เขาย้อนกลับไปมองตัวเองในวันที่เขาต้องดวลกับเสียงวิจารณ์ของผู้คนรอบข้างว่าเขาเป็นเด็กเส้น
เขาเคยใช้วิธีหนึ่ง ฆ่าเสียงวิจารณ์นั้นได้ ในวัย 11 ปี
และปี 2017 ฐิติพันธ์ก็เลือกใช้วิธีเดิม ในการฆ่าความหม่นหมองทั้งหมดที่กำลังเกิดขึ้น

ช่วงปรีซีซั่น ปี 2017 ฐิติพันธ์ มาซ้อมก่อนคนอื่น 1-2 ชั่วโมงทุกวัน เพื่อเสริมในสิ่งที่ขาด ตามคำแนะนำของโค้ช

นัดแรกของศึกไทยลีก 2017 ฐิติพันธ์ ยิงแฮตทริค ได้ตั้งแต่แมตช์แรกของฤดูกาล (ชนะ ซุปเปอร์พาวเวอร์ 4-0) และทันทีที่ “เจ้านิว” ยิงแฮตทริคตั้งแต่เกมแรกในไทยลีก 2017 สปอร์ตไลท์ที่ดับลงไปนาน ก็ส่องประกายไปที่ตัวเขาอีกครั้ง

มัน คือ ความเหนื่อยที่คุ้มค่าของ ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์
มัน คือ ความอดทนที่เขาควรได้รับรางวัลชีวิตคืน

เขากลายเป็นนักเตะดีกรี แชมป์เอฟเอคัพ กับ สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด
เขากลายเป็นนักเตะค่าตัว 30 ล้าน หลังจากผ่านช่วงมืดดำในชีวิตมาเพียงแค่ปีครึ่ง
เขากลายเป็นตัวหลักทีมชาติไทย ชนิดที่ขาดไม่ได้ นับตั้งแต่การเข้ามาคุมทีมของ มิโลวาน ราเยวัช 

แม้สิ้นปี 2018 ในฐานะนักเตะอาชีพกับสโมสรบางกอกกล๊าส เอฟซี ของเขา จะล้มเหลวไม่เป็นท่า เพราะสโมสรต้นสังกัดต้องตกชั้นสู่ลีก T2 แต่กับทีมชาติไทยแล้ว เขายังคงเป็นมิดฟิลด์บ็อกซ์ทูบ็อกซ์ ที่ดีที่สุดจริงๆ เท่าที่ประเทศไทยจะมีอยู่ในตอนนี้

1 ประตูสำคัญ และการวิ่งพล่านทำลายจังหวะเกมรุกของคู่แข่งตลอด 90 นาที ที่สนามฮัซซา บิน ซาเยด สเตเดี้ยม ในเมืองอัล ไอน์ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เขาสำคัญต่อทีมชาติไทยแค่ไหน

ถ้าไม่มีประตูของเขา ทีมชาติไทย ก็อาจจะตกรอบแรก ศึกเอเชี่ยนคัพ 2019 ไปเรียบร้อยแล้วก็ได้

หากคุณกำลังเสียใจ หรือผิดหวังกับสิ่งต่างๆ รอบข้าง จนคิดว่า ชีวิตนี้ มันเลวร้ายสิ้นดี จนไม่อาจจะห้ามใจให้ไม่เสียใจได้
จงเงยหน้าขึ้นไปมองฟ้า สัก 1 นาที
แล้วคิดทบทวนว่า ชีวิตที่เราได้มานั้น มันแสนวิเศษแค่ไหนแล้ว
และเวลาที่ยังเหลืออยู่ มันก็คือสิ่งวิเศษที่สุดเช่นกัน

อย่ากลัวความล้มเหลวในอดีต
จงทำทุกอย่าง ในทุกช่วงเวลาที่คุณยังเหลืออยู่ ให้ดีที่สุด
และจงเชื่อมั่นไว้เสมอว่า

“ความล้มเหลว มันกลัว ความพยายาม เว้ยยยยยย”

“จอน”
15-01-2562

ปล. บทความนี้ดัดแปลงจากบทความเดิมที่ผมเคยเขียนไว้ในเพจ "ช้างศึก" เมื่อนานมาแล้ว หลังจากที่ฐิติพันธ์ เป็นตัวเอกในมิวสิควิดีโอเพลง วันแรก (Shonichi) ของ BNK48  https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=2310726162506787&id=1786696568243085

ขอบคุณครับ
บันทึกการเข้า
Figo Pro Ubon Fc Av
บอลนอกแค่สะใจ บอลไทยไล่สมาคม
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +1156/-1893
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 33,646



| | |
« ตอบ #272 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 07, 2019, 04:49:08 PM »

#ตำนานนายทวารแห่งทัพฟ้า

นายทวารวัย 16 ปี จากเขต 7 สมุทรสาคร ถูกจดจำในฐานะผู้รักษาประตูอายุน้อยที่สุดในการแข่งขันฟุตบอลเขต (กีฬาแห่งชาติ) ณ เวลานั้น

ก่อนจะเข้ามาคัดตัวที่โรงเรียนจ่าอากาศในเวลาต่อมา ช่วงกำลังเรียนก็เล่นให้กับ ทหารอากาศ ในระดับ ถ้วย ข ก่อนที่จะก้าวสู่ชุดใหญ่ของทีมในปี พ.ศ. 2521 โดยในช่วงแรกยังนั่งสำรองรุ่นพี่ในทีม ก่อนที่ นราศักดิ์ บุญเกลี้ยง จะใช้เวลาเพียงแค่ 2 ปี ก้าวขึ้นมายึดตำแหน่งมือหนึ่งของทีม

และฟอร์มการเซฟอันยอดเยี่ยม ทำให้ "เจ้าเกลี้ยง" ก้าวสู่นายทวารทีมชาติไทยในเวลาต่อมา

โดย "เจ้าเกลี้ยง" ถือเป็นผู้รักษาประตูที่อยู่กับทีมทหารากาศนานที่สุดเป็นเวลาถึง 17 ปี และประสบความสำเร็จกับสโมสรมาแทบจะทุกรายการ ไม่ว่าจะเป็น ถ้วยพระราชทาน ก และ ข, ควีนส์คัพ และเอฟเอคัพ

นอกจากนี้ ในนามทีมชาติไทยเมื่อปี พ.ศ. 2528 ในเกมฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก พบกัน "เจ้าภาพ" อินเดีย ซึ่งทีมชาติไทยมีผู้เล่นเดินทางไปแข่งขันเพียงแค่ 13 คน และมีผู้เล่นบาดเจ็บ จึงทำให้ นราศักดิ์ จำต้องลงเล่นในตำแหน่งกองหน้าเป็นครั้งแรกในชีวิตการเล่นทีมชาติไทย และ "เจ้าเกลี้ยง" ก็เป็นผู้ยิงประตูให้ทีมชาติไทยขึ้นนำ 1-0 ก่อนจบเกมเสมอกันไป 1-1

นอกจากจะถูกยกย่องว่าเป็นหนึ่งในผู้รักษาประตูดีที่สุดที่เมืองไทยเคยมีมา ชื่อของ "นราศักดิ์ บุญเกลี้ยง" ถูกจารึกไว้ว่าเป็นผู้รักษาประตูทีมชาติไทยคนแรกที่ทำประตูได้

ภาพ: ฟุตบอลสยาม

╔═══════════════╗
ชอบกดไลค์👍 ถูกใจกดแชร์💞
เพื่อเป็นกำลังใจให้กับทีมงาน

อย่าลืมกดติดดาว ⭐️ เพจนี้
เพื่อจะได้ไม่พลาดเรื่องราวดีๆ
╚═══════════════╝

#ทีมชาติไทย #ช้างศึก #บอลไทย #ไทยลีก
#บอลไทยวินเทจ #BallThaiVintage  https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=356310711819070&id=279353359514806
บันทึกการเข้า

สาเหตุฟุตบอลไทยล้าหลังนับ10ปี และปัญหาต่างๆนานาในปัจจุบัน
http://www.guideubon.com/web/viewtopic.php?t=23193
Figo Pro Ubon Fc Av
บอลนอกแค่สะใจ บอลไทยไล่สมาคม
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +1156/-1893
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 33,646



| | |
« ตอบ #273 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 15, 2019, 09:27:55 AM »

#ฉลามในทุ่งดอกกระเจียว
-
“โต้ง” ไพศาล โพธิ์นา เด็กหนุ่ม จาก แก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ เริ่มเล่นฟุตบอลตั้งแต่วัยเด็ก ชั้นประถม มัธยม ก็เล่นฟุตบอลกับเพื่อนๆ เหมือนเด็กทั่วไปเดินสายเล่นฟุตบอลที่กับเพื่อนๆ ในระแวกแถวบ้านเหมือนเด็กทั่วไปที่รักในเกมฟุตบอล
-
 โชคชะตาก็ได้ลิขิตให้ “โต้ง” ต้องเดินบนถนนสายลูกหนัง ถึงแม้จะไม่ได้กำหนดมาโดยตรง มีรุ่นพี่ที่เคยแข่งฟุตบอลด้วยกัน มาแนะนำโครงการช้างเผือกของโรงเรียน ประเทืองทิพย์ "โต้ง" จึงหิ้วรองเท้าเดินทางเข้าสู่เมืองกรุงเพื่อเดินตามหาฝันที่เขาไม่ได้กำหนดเอง แต่เขาก็ทำได้ด้วยการติดเป็นนักฟุตบอลโรงเรียน  ความขยัน ในการฝึกซ้อมวินัยที่เขารักษามันมาตลอด
-
เมื่อได้เป็นนักฟุตบอลของโรงเรียนไปแข่งรายการต่างๆ ทั่วกรุงเทพ เป็นทั้ง 11 ตัวจริงและตัวสำรอง แต่การเล่นด้วยความสนุก ทำให้ “โต้ง” มีความสุขทุกครั้งที่ได้ยืนอยู่ท่ามกลางผืนหญ้าวิ่งไล่ลูกกลมๆกลางสนามหญ้า
-
ชีวิตได้โอกาศอีกครั้ง เมื่อได้มาเรียนต่อที่โรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา โดยการชักชวนของคุณสมเกียรติ ในฐานะนักเตะโครงการช้างเผือก แต่การย้ายข้ามมาเรียนดินแดนน้ำเค็ม โรงเรียนที่เป็นแหล่งเพาะพันธุ์นักเตะฝีเท้าดีมากมายในตอนนั้น โอกาศในการลงเล่นของ "โต้ง" ก็ยังไม่ได้มากไปซะทีเดียว ในรุ่นของเขามีนักเตะชื่อดังในปัจจุบันนี้ก็ที่เรารู้จักกัน เช่น สินทวีชัย หทัยรัตนกุล, สุรีย์ สุขะ, สุรัตน์ สุขะ,
-
แต่ "โต้ง" มีท้อบ้างเหนื่อยบ้าง แต่เข้ามาไกลเกินจะเดินหนีสิ่งที่เขารักแล้ว เพราะเช่นนั้นเขาต้องตั้งใจเรียนและฝึกซ้อมฟุตบอลคู่กันไปด้วย ถือว่าเป็นการตอบแทนที่เขาได้รับโอกาศในการมาที่โรงเรียนแห่งนี้
-
หลังจากที่จบ ม.6 จาก ร.ร.อัสสัมชัญศรีราชา "โต้ง" ก็มีโอกาศได้เล่นฟุตบอลอาชีพแล้วจริงๆกับทีมชลบุรีเอฟซี ในสมัยยังเป็นโปรวิลเชียลลีก เรียกว่าเขาก็เป็นอีกหนึ่งคนในยุคบุกเบิกของ"ชลบุรีเอฟซี"เขาอาจไม่ใช่เซนเตอร์ฮาล์ฟตัวจริง แต่ก็เป็นตัวสำรองอันดับแรกในแผงกองหลังที่จะลงไปทดแทนรุ่นพี่ๆได้อย่างสบายในเมื่อมีโอกาศในการลงสนาม
-
ชีวิต "โต้ง"ยังคงได้ความท้าทายใหม่ๆเสมอ เมื่อได้เดินทางเข้าเมืองกรุงอีกครับ เมื่อทางทีมบีอีซีเทโรศาสน ได้ขอยืมตัว “โต้ง” ไปเล่น ในสัญญายืมตัว 1 ปี แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จมากนัก เพราะโดนจับไปเล่นในตำแหน่งกองกลาง แต่นั้นก็คือประสบการณ์ของ
เขาในการได้ร่วมทีมเจ้าบุญทุ่มในสมัยนั้น
-
ก่อนที่จะถูกเรียกตัวกลับมาสู่บ้านหลังแรกของเขาอย่าง "ชลบุรีเอฟซี"  เมื่อชลบุรีได้ขึ้นมาเล่นไทยพรีเมียร์ลีก 2006 เขาคือกำลังสำคัญในทีมและพาทีมน้องใหม่อย่าง"ชลบุรีเอฟซี" ทำผลงานได้อันดับ 8 รอดการตกชั้น ในปีต่อมา "โต้ง" พาทีม ฉลามชล ได้แชมป์ไทยพรีเมียร์ลีกปี 2007 อย่างยิ่งใหญ่ ด้วยการผนึกกำลังกับรุ่นน้องพาทีมคว้าแชมป์มาครองเป็นประวัติศาสตร์ของสโมสร
-
"โต้ง"ยังอยู่กับ"ทีมชลบุรีเอฟซี"จนจบฤดูกาล 2008 ก่อนจะย้ายไปในปี2009 ไปเล่นกับคู่แข่งร่วมจังหวัดอย่าง "ทีมพัทยายูไนเต็ด" โชว์ฟอร์มฝีเท้าประสบการณ์ช่วยทีมโลมา มากมายก่อนจะย้ายไปเล่นกับทีมต่างๆมากมาย
-
 ชีพจรยังคงไม่หยุดลงเท้า ต้องออกเดินทางไปที่ต่างๆเช่น ทีมสุพรรณบุรีเอฟซี,ทีม ปตท.ระยอง,สิงห์ท่าเรือเอฟซี,ขอนแก่น ยูไนเต็ด,บ้านบึงยูไนเต็ด จนถึงปัจจุบันนี้ โต้ง ไพศาล โพธิ์นา เปลี่ยนบทบาทตัวเองเป็นโค้ชเยาวชนให้กับทีม ฉลามชล จนถึงทุกวันนี้
-
#ใครๆก็เรียกโต้งว่า #รถถังชายฝั่งhttps://www.facebook.com/182588378992798/posts/363660140885620/
บันทึกการเข้า

สาเหตุฟุตบอลไทยล้าหลังนับ10ปี และปัญหาต่างๆนานาในปัจจุบัน
http://www.guideubon.com/web/viewtopic.php?t=23193
Figo Pro Ubon Fc Av
บอลนอกแค่สะใจ บอลไทยไล่สมาคม
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +1156/-1893
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 33,646



| | |
« ตอบ #274 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 24, 2019, 10:20:13 AM »

https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=1963467937096854&id=365239590253038   20 ปีเชียงใหม่ FC
บันทึกการเข้า

สาเหตุฟุตบอลไทยล้าหลังนับ10ปี และปัญหาต่างๆนานาในปัจจุบัน
http://www.guideubon.com/web/viewtopic.php?t=23193
Figo Pro Ubon Fc Av
บอลนอกแค่สะใจ บอลไทยไล่สมาคม
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +1156/-1893
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 33,646



| | |
« ตอบ #275 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 27, 2019, 11:30:00 AM »

“ตลก” กับบอลไทย
(โดย บี บางปะกง / ไทยรัฐ 27 ก.พ. 2562 / ตะลุยฟุตบอลโลก)

ศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ที่ 1–2–3 มี.ค. ที่จะถึงนี้

ดร.ธัญญา โพธิ์วิจิตร หรือ “เป็ด เชิญยิ้ม” ที่ทุกคนรู้จักดี เตรียมจัดงานใหญ่ที่สุดในชีวิตตัวเอง ที่เวสต์เกต ฮอลล์ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา เวสต์เกต

กับ วาไรตี้ คอมเมดี้ คอนเสิร์ต “39 ปี เชิญยิ้ม” เพื่อฉลองวาระเกือบ 4 ทศวรรษของการก่อตั้งคณะตลก “เชิญยิ้ม” ตระกูลจำอวดระดับตำนานของเมืองไทย

บังเอิญเหลือเกินครับ วันก่อนผมไปอ่านเจอในเพจ pedcomedy ถึงได้รู้ว่า ก้าวแรกในอดีตของวงเชิญยิ้ม...

...คือการไปเล่นในงานเปิด “โรงเรียนไทยรัฐ” เมื่อ 39 ปีก่อน ร่วมกับตลกดังรุ่นพี่ ทั้ง เด๋อ ดู๋ ดี๋, เทพ โพธิ์งาม,เด่น ดอกประดู่ ฯลฯ

ผมหยิบเอาเรื่องราวของ “เชิญยิ้ม” มาเล่าให้ฟังในวันนี้ ก็เพราะอยากจะบอกว่า “ศิลปินตลก” กับ “สังคมไทย” เป็นอะไรที่ผูกพันกันแนบแน่นมาช้านานแทบแยกไม่ออก

เช่นเดียวกับวงการ “บอลไทย” เหมือนกันครับ มี “ตลก” เข้ามาร่วมอยู่ในเรื่องราวต่างๆมากมาย อย่างเหลือเชื่อที่สุด!!

ใครที่เป็นแฟนฟุตบอลไทยลีกในยุคตั้งไข่เมื่อเกือบๆ 20 ปีที่แล้ว คงยังพอจำกันได้ว่าสมาคมลูกหนังไทยในยุคนั้น

แก้ปัญหาวิกฤติบอลไทยซบเซา “คนเล่น มากกว่าคนดู” อย่างไร...?

ตอนนั้นบอลลีกของไทยกำลังอยู่ในช่วงตกต่ำสุดขีดจริงๆ ขนาดผมเป็น “นักข่าวสายบอล” ยังรู้สึกเหนียมอายทุกครั้ง เวลาบอกใครๆว่าจะไปทำข่าวบอลไทยที่สนาม

เพราะกลัวโดนเพื่อนมันล้อว่า ระวังโดน “ผีหลอก” ในสนามโล่งโจ้ง “ไม่มีที่นั่ง มีแต่ที่นอน” เอานะ!

ในยุคที่บอลบ้านเราไม่มีใครเหลียวแล ก็มี “สยามสปอร์ต” ของพี่ ระวิ โหลทอง นี่แหละครับ ที่หาญกล้าเข้ามาทำ “การตลาด” แบบลองผิดลองถูกอยู่นานหลายปี

พี่เป็ด เชิญยิ้ม ที่นั่งเก้าอี้นายกสมาคมตลกสมัยนั้น ก็มาช่วยผ่าทางตันด้วยการ เอาตลกคณะเล็ก คณะใหญ่ มาเล่นคั่นเวลาที่สนามเทพหัสดิน และสนามศุภชลาศัย เพื่อเป็นแม่เหล็กดึงคนเข้าสนามอีกทาง

แม้นี่จะไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่จีรังยั่งยืนอะไรนัก...

...แต่สิ่งที่เกิดขึ้นมันก็จารึก “ประวัติศาสตร์” ของบอลลีกไทยเรา ล่ะว่า มี “ศิลปินตลก” นี่แหละที่เข้ามาเป็นเสี้ยวนึงของการพัฒนาแบบ “ตาบอดคลำช้าง” จริงๆ

ยังไม่นับรวมการที่บิ๊กเป็ด ซึ่งในเวลาต่อมากลายเป็นสภากรรมการบริหารสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย เป็นผู้จัดการทีมชาติระดับเยาวชนที่มีผลงานชัดเจน

รวมทั้งการรับหน้าที่ประธานสโมสรของทีมบอลอาชีพบ้านเกิด “ตรัง เอฟซี” ในลีกภูมิภาคอีกด้วย

จนมาถึงยุคปัจจุบัน แม้ ดร.เป็ดจะถอยห่างจากวงการลูกหนังไทยมาแล้ว...

แต่ก็ยังมี “ตลก ซุป’ตาร์” รุ่นน้อง อย่าง เพ็ชรทาย วงศ์คำเหลา หรือ “หม่ำ จ๊กมก” เข้าไปเป็นสีสันใหม่ให้กับลีกล่าง

ด้วยการรับบท “เพรสซิเดนท์” ป้ายแดง ของทีม “สิงห์บั้งไฟโก้” ยโสธร เอฟซี ในฤดูกาล 2019 นี้

นับเป็นการตอกย้ำว่า “ตลก” กับ ฟุตบอลไทย (แทบ) ไม่เคยห่างเหินกัน...ไปไหนเลยจริงๆน่ะแหละ!!!

บี บางปะกง
บันทึกการเข้า

สาเหตุฟุตบอลไทยล้าหลังนับ10ปี และปัญหาต่างๆนานาในปัจจุบัน
http://www.guideubon.com/web/viewtopic.php?t=23193
Figo Pro Ubon Fc Av
บอลนอกแค่สะใจ บอลไทยไล่สมาคม
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +1156/-1893
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 33,646



| | |
« ตอบ #276 เมื่อ: มีนาคม 02, 2019, 11:12:28 AM »

https://www.mainstand.co.th/catalog/2-Converse/512-%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%B3%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E2%80%A6+%E0%B8%98%E0%B8%99%E0%B8%9A%E0%B8%B9%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C+%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%99%E0%B9%8C   ธนบูรณ์ เกษารัตน์
บันทึกการเข้า

สาเหตุฟุตบอลไทยล้าหลังนับ10ปี และปัญหาต่างๆนานาในปัจจุบัน
http://www.guideubon.com/web/viewtopic.php?t=23193
Figo Pro Ubon Fc Av
บอลนอกแค่สะใจ บอลไทยไล่สมาคม
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +1156/-1893
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 33,646



| | |
« ตอบ #277 เมื่อ: มีนาคม 11, 2019, 10:38:16 AM »

https://www.facebook.com/groups/160022864746914/permalink/379354216147110/   รวมข้อมูลสมาคมตั้งแต่ยุคชลอเกิดเทศ
บันทึกการเข้า

สาเหตุฟุตบอลไทยล้าหลังนับ10ปี และปัญหาต่างๆนานาในปัจจุบัน
http://www.guideubon.com/web/viewtopic.php?t=23193
Figo Pro Ubon Fc Av
บอลนอกแค่สะใจ บอลไทยไล่สมาคม
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +1156/-1893
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 33,646



| | |
« ตอบ #278 เมื่อ: มีนาคม 16, 2019, 12:47:55 PM »

เด็กระเบิด #สุภโชค สารชาติ อนาคตของฟุตบอลไทย

ในอดีต ทีมชาติไทย เคยมียุคทองหลายสมัย

ตั้งแต่ยุค 80 ที่มี ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน, เฉลิมวุฒิ สง่าพล, วรวรรณ ชิตะวณิช เป็นตัวชูโรง

ยุค 90 ที่มี "ดรีมทีม" เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง, ตะวัน ศรีปาน, ดุสิต เฉลิมแสน เป็นซูเปอร์สตาร์

ยุค 2000 ที่มี เทิดศักดิ์ ใจมั่น, สุธี สุขสมกิจ, เศกสรรค์ ปิตุรัตน์ เป็นกำลังสำคัญ

จนมาถึงยุคปัจจุบัน ที่มี ชนาธิป สรงกระสินธ์, ธีรศิลป์ แดงดา, ธีราทร บุญมาทัน เป็นขวัญใจแฟนบอล

เรียกว่า ทีมชาติไทย ไม่เคยขาดนักเตะเก่งๆ ที่ขึ้นมาทดแทนรุ่นเก่าที่โรยราลงไป

แต่กระนั้น ก็ยังไม่เคยมีใคร ที่จะสามารถพา ทีมชาติไทย ให้ประสบความสำเร็จในระดับสูงของเอเชียได้ และ ทีมชาติไทย ก็ยังไม่เคยเข้าใกล้กับคำว่า ฟุตบอลโลก เลยสักครั้ง

จนกระทั่งเด็กหนุ่มชาวอีสานคนหนึ่ง ถือกำเนิดขึ้น เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ.2541 ประวัติศาสตร์ฟุตบอลไทย ก็กำลังจะเปลี่ยนแปลงไป

เขาคือเด็กมหัศจรรย์ ที่เล่นฟุตบอลได้เหนือกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกัน จนเป็นดาวเด่นของ บุรีรัมย์ อะคาเดมี่ โรงเรียนฝึกฝนทักษะลูกหนังของเขา

ชื่อของเขาคือ "เช็ก" ศุภโชค สารชาติ

อ่านบทความต่อ...  ที่นี่ https://www.smmsport.com/reader/article/12848
บันทึกการเข้า

สาเหตุฟุตบอลไทยล้าหลังนับ10ปี และปัญหาต่างๆนานาในปัจจุบัน
http://www.guideubon.com/web/viewtopic.php?t=23193
Figo Pro Ubon Fc Av
บอลนอกแค่สะใจ บอลไทยไล่สมาคม
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +1156/-1893
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 33,646



| | |
« ตอบ #279 เมื่อ: มีนาคม 17, 2019, 10:50:37 AM »

“ปรมาจารย์ลูกหนังไทย”
(โดย บี บางปะกง / กราวกีฬาไทยรัฐ 17 มี.ค. 2562)

อดีตนักฟุตบอล ทีมชาติชุดโอลิมปิก เมลเบิร์น ครั้งที่ 15 (ค.ศ.1956) ผู้มีโอกาสได้เดินทางไปศึกษาวิชาโค้ชชั้นสูง ณ ดินแดนกางเขนเหล็ก ก่อนกลับมาสร้างสุดยอดทีมลูกหนังที่กล่าว กันว่ามีการเล่นคลาสสิกและเบสิกดีที่สุดทีมหนึ่งของวงการฟุตบอลไทย “สโมสรราชวิถี” จนได้รับการยกย่องว่า เป็น “ปรมาจารย์ฟุตบอลเมืองไทย”

พลตรี สําเริง ไชยยงค์ เกิดเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2476 ณ ตำบลกลาง อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นบุตรนายดาว และนางอุดร ไชยยงค์ ท่านคือพี่ชายคนโตของตระกูลนักเตะทีมชาติไทยในเวลาต่อมา

เล่นฟุตบอลอุดมศึกษาและถ้วยพระราชทาน ถ้วยใหญ่ และถ้วยน้อย ให้กับสถาบันจนมีการคัดตัวนักฟุตบอลทีมชาติชุดโอลิมปิก เมื่อ พ.ศ.2499 จึงมีชื่อติดทีมเดินทางไปสร้างประวัติศาสตร์เป็นชุดแรกในสนามระดับโลกของทีมชาติไทย
แม้ว่าผลการแข่งขัน ทีมชาติไทยพ่ายแพ้ทีมสหราชอาณาจักร (อังกฤษ, สกอตแลนด์, เวลส์, ไอร์แลนด์เหนือ) หรือเกรตบริเตน 0-9 แต่ประสบการณ์ที่ได้รับนั้นนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในชีวิตของนักเตะจากที่ราบสูง เมื่อ “สำรวย ไชยยงค์” (ก่อนเปลี่ยนชื่อ) จะมีชื่อติดทีมชาติอยู่เสมอ ที่สำคัญคือทีมชาติไทย ชุดกีฬาแหลมทอง สองสมัย (พ.ศ.2502, 2504) และเลิกเล่นทีมชาติประมาณปี พ.ศ.2504

ภายหลังสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ส่งนายหรั่ง ฉัตรฉายา และนายสำรวย ไชยยงค์ ไปเรียนโค้ชฟุตบอลหลักสูตรระยะสั้น ที่ประเทศเยอรมนี เมื่อ พ.ศ.2504 ก่อนที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 โปรดเกล้าฯพระราชทานทุนส่วนพระองค์ให้ อ.สำเริงได้ศึกษาการพลศึกษาชั้นสูง ณ เมืองโคโลญ ประเทศเยอรมนี จนสำเร็จหลักสูตรผู้ฝึกสอนฟุตบอลอาชีพชั้นสูง (FUSSBALLEHRER) เมื่อ พ.ศ.2506
เมื่อกลับมาถึงเมืองไทย พลตรีสำเริง ไชยยงค์ จึงได้รับการติดต่อให้เข้ามาคุมสโมสรธนาคารกรุงเทพ ชุดชนะเลิศถ้วยพระราชทาน ประเภท ก สองสมัย (พ.ศ.2506, 2507) ในปีถัดมาประกาศลาออกจากตำแหน่งโค้ชทีมบัวหลวง หลังจากเพิ่งนำเยาวชน

ทีมชาติไทยเดินทางกลับจากแข่งขันที่ประเทศญี่ปุ่น เนื่องจากผิดหวังที่สโมสรธนาคารกรุงเทพ แพ้ สโมสรตำรวจ 1-4 จนทําให้ผู้บริหารทีมต้องขอถอนทีม ไม่ลงทำการแข่งขันนัดชิงชนะเลิศ ประจำปี พ.ศ.2508 เพื่อแสดงน้ำใจนักกีฬาต่อเหตุการณ์ดังกล่าว
ภายหลังจากอําลาสนามบางนาแล้ว พลตรี สําเริง ไชยยงค์ และน้องชายของท่านพร้อมด้วย อ.เสนอ ไชยยงค์ จึงได้รวบรวมบรรดาเด็กๆ ที่มีใจรักการเล่นฟุตบอล นำมาช่วยกันฝึกสอนทักษะการเล่นอย่างถูกวิธีตามที่ได้ร่ำเรียนมาที่สนามอัฒจันทร์ไม้ ติดกับศาลต้นโพธิ์ภายในบริเวณสนาม กีฬาแห่งชาติ ปทุมวัน

จนเมื่อ พ.ศ.2511 จึงได้จดทะเบียนกับกรมตํารวจ โดยใช้ชื่อทีมว่า “สโมสรราชวิถี” โดยเวลากว่า 10 ปี นักเตะเหล่านั้นสามารถชนะเลิศฟุตบอลเยาวชนแห่งประเทศไทย ถึง 6 ปีติดต่อกัน ก่อนที่จะขึ้นครองถ้วยพระราชทาน ประเภท ก รวม 4 สมัย (พ.ศ. 2514, 2516, 2518, 2520) รวมทั้งการชนะเลิศฟุตบอลถ้วยพระราชทานควีนส์คัพ 1 สมัย (พ.ศ. 2516) นับเป็นดับเบิลแชมป์ของเมืองไทย

นักเตะจากรั้วชาววังที่มีชื่อเสียงระดับชาติและทวีปเอเชียช่วงทศวรรษ 60–80 อาทิ “สิงห์สนามศุภ” นิวัฒน์ ศรีสวัสดิ์, อารมณ์ จันทร์กระจ่าง, สิทธิพร ผ่องศรี, “นายพันกระดูกเหล็ก” อำนาจ เฉลิมชวลิต, เอกชัย สนธิขันธ์, “ไข่มุกดำ” วีระยุทธ สวัสดี, “ปีกปีศาจ” ปรีชา กิจบุญ, แก้ว โตอดิเทพย์, ชัยวัฒน์ สุนทรนนท์ ฯลฯ

ในปัจจุบันนี้ ทีมราชวิถีเหลือเพียงตำนานของสโมสร ที่แฟนลูกหนังชาวไทยต่างภาคภูมิใจและเล่าขานจนไม่มีวันหมดสิ้นหลายทศวรรษต่อมา
จิรัฏฐ์ จันทะเสน ผู้เขียน

ooooooo

ผมขออนุญาตคัดลอกเอาบางส่วนของบทความ เรื่อง “ปรมาจารย์ฟุตบอลเมืองไทย” ของ คุณจิรัฏฐ์ จันทะเสน เลขาฯสมาคมประวัติศาสตร์

ฟุตบอลแห่งประเทศไทย มานำเสนอบนพื้นที่ “เรียงหน้าชน” วันนี้

เพื่อร่วมแสดงความอาลัยต่อการสูญเสีย “พลตรีสำเริง ไชยยงค์” ปูชนียบุคคลของวงการลูกหนังแดนสยาม ที่สร้างคุณูประโยชน์ให้กีฬา

ฟุตบอลของชาติมาอย่างเหลือคณานับ...อย่างแท้จริง

โดยเย็นวันอังคารที่ 19 มี.ค.นี้ จะมี พิธีพระราชทานเพลิงศพ ในเวลา 17.00 น. ที่วัดมกุฏกษัตริยาราม

ขอเชิญพวกเรา “คนฟุตบอล” ไปร่วมส่ง ท่านอาจารย์สำเริง สู่สรวงสวรรค์

โดยพร้อมเพรียงกัน...!!!https://www.facebook.com/100011566118098/posts/707786432950221/

บี บางปะกง   
บันทึกการเข้า

สาเหตุฟุตบอลไทยล้าหลังนับ10ปี และปัญหาต่างๆนานาในปัจจุบัน
http://www.guideubon.com/web/viewtopic.php?t=23193
Figo Pro Ubon Fc Av
บอลนอกแค่สะใจ บอลไทยไล่สมาคม
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +1156/-1893
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 33,646



| | |
« ตอบ #280 เมื่อ: พฤษภาคม 01, 2019, 02:06:25 PM »

#ฉลามสายใต้

"ปืน เอกชัย ฤทธิพันธ์" เด็กหนุ่มจากจังหวัดสุราษฎร์ธานีที่เดินทางไกลตามหาฝันในวัยเด็กที่จะเป็น"นักฟุตบอลอาชีพ"
-
 "เจ้าปืน" เดินทางมาคัดตัวนักกีฬาฟุตบอลกับโรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย ที่เพื่อนรักของเขาเดินทางมาก่อนหน้านี้เพื่อตามหาฝัน
-
"เจ้าปืน"เรียนและเล่นฟุตบอลอย่างจริงจังมากขึ้น เรียนรู้เกี่ยวกับฟุตบอลมากขึ้น ตอนสมัยมาเรียนที่"โรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย" และได้เล่นฟุตบอลกับเพื่อนรัก คนบ้านเดียวกัน ที่มาเรียนด้วยกันกินอยู่นอนด้วยกันในสมัยเรียนอย่าง''ก้อง'' เกริกฤทธิ์ ทวีกาญจน์
-
"เจ้าปืน" เริ่มเล่นฟุตบอลอาชีพครั้งแรกกับ"ทีมศรีราชาเอฟซี" ได้ลงเล่นเคียงคู่กับเพื่อนรักของเขาในสมัยเรียน อย่าง ''ก้อง'' เกริกฤทธิ์ ทวีกาญจน์  ที่เล่นฟุตบอลมาด้วยกันตั้งแต่วัยเด็ก จนเติบโต ได้เล่นฟุตบอลอาชีพร่วมกัน อยู่ด้วยกันกับทีมมาอย่างนานถึง 4 ฤดูกาล
-
ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมาย ทั้งสมหวังและผิดหวัง ก่อนที่จะต้องแยกย้ายกันไปในโลกของฟุตบอล
-
หลังจากแยกย้ายจาก"ทีมศรีราชาเอฟซี" "เจ้าปืน "ก็ย้ายไปอยู่กับ"ทีมทีโอทีเอสซี" ล่มหัวจมท้ายกับทีมอยู่2ฤดูกาล เป็น 2ฤดูกาล ที่เขาทำได้ดีในสีเสื้อของ ทีโอที
-
ก่อนจะชีพจรลงเท้าไปอีกหลายๆทีมตัวหัวเมืองต่างๆมากมายเช่นทีมอาร์มี่ยูไนเต็ด,สุพรรณบุรีเอฟซี,เชียงราย ยูไนเต็ด, บีอีซีเทโรศาสน และนครราชสีมา มาสด้า เอฟซี
-
การเดินทางมากมายของ"เจ้าปืน" ช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้เขา สร้างประสบการณ์ ที่เต็มเปี่ยมไปทั้งตัวและหัวใจ ของนักสู้สายใต้คนนี้ ที่โลกฟุตบอลมีทั้งสุข และ ทุกข์ ปะป่นกันไปมากมายหลายอย่าง แต่ไม่เคยทำให้เขาคิดดินหนีออกจากโลกของฟุตบอล มันยิ่งทำให้เขาแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆตามกาลเวลา
-
ในฤดูกาล 2019 เขาได้กับมาบ้านหลังที่ 2 ของเขาอีกครั้ง และจะได้ร่วมทีมเดียวกันกับเพื่อนรัก ของเขาอีกครั้งนึง โดยการย้ายมาสวมเสื้อ ฉลามชล ในฤดูกาล 2019 เป็นสิ่งที่เขาหวังว่าซะวันเขาจะลงเล่นเคียงคู่กับเพื่อนรักของเขาอย่าง ''กัปตันก้อง'' เกริกฤทธิ์ ทวีกาญจน์  ในสีเสื้อ ชลบุรีเอฟซีซะครั้ง และมันก็เป็นจริงในฤดูกาลนี้
-
"เจ้าปืน" มีโอกาศได้ติดชาติไทย เยาวชน 19 ปี ไปแข่งขันรายการทันเนียน นิวส์เปเปอร์ คัพปี2008 ที่ประเทศเวียดนาม  รุ่นพวก ธีรทร บุญมาทัน ยอดรักษ์ นาเมืองรักษ์ แซมมวล ป.คันนิ่งแฮม  ธนศักดิ์ ศรีใส ซีเกต หมาดปูเต๊ะ ก่อนที่จะช่วยกันพาทีมชาติไทยคว้ารองแชมป์มาครองได้
ุ--------------------------------------------------------https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=393826757868958&id=182588378992798
บันทึกการเข้า

สาเหตุฟุตบอลไทยล้าหลังนับ10ปี และปัญหาต่างๆนานาในปัจจุบัน
http://www.guideubon.com/web/viewtopic.php?t=23193
Figo Pro Ubon Fc Av
บอลนอกแค่สะใจ บอลไทยไล่สมาคม
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +1156/-1893
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 33,646



| | |
« ตอบ #281 เมื่อ: พฤษภาคม 08, 2019, 08:12:19 AM »

#ยอดเยี่ยมไทยแลนด์คัพครั้งที่่8
@ สุรพล ปั้นโฉม

เมื่อพูดถึงทีม "หมอผี" สตูล แน่นอนแฟนบอลยุคเก่าเมื่อเฉียดๆ 30 ปีก่อนเชื่อว่าน่าจะหลงเสน่ห์ทีมจากแดนใต้ทีมนี้แน่ด้วยสไตล์การเล่นที่สวยงาม หวือหวา และด้วยกองเชียร์อันมีเสน่ห์สุดๆ

ทีมนี้เคยพุ่งสุดขีดขนาดผงาดคว้าแชมป์ฟุตบอลยามาฮ่า ไทยแลนด์ คัพ ถึง 2 สมัยคือครั้งที่ 6 และ ครั้งที่ 8

โดยครั้งที่ 8 ในปี 2535 นั้นแข้งที่โดดเด่นที่สุดเบียดซูเปอร์สตาร์ อย่าง "เจ้าทอง" อรรถพร หิรัญสถิตย์ รวมถึงเจ้าของตำแหน่งนักเตะยอดเยี่ยมเมื่อสองปีก่อนนั่นก็คือ "เจ้าเอก" วีระศักดิ์ เดชประมวลพล ที่ตอนหลังมาโด่งดังกับสโมสรตำรวจและก้าวไปติดทีมชาติชุดใหญ่เต็มตัว

คนที่กล่าวถึงนั่นก็คือ "เจ้าอ้วน" สุรพล ปั้นโฉม กองหน้าคู่ขาของ อรรถพร หิรัญสถิตย์ นั่นเอง

สำหรับเจ้าอ้วนเกิดเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2504 ที่อ.ชนแดน จ.เพชรบูรณ์ เริ่มเล่นฟุตบอลที่ร.ร ชนแดนวิทยาคาร แม้จะโด่งดังในตำแหน่งกองหน้าแต่ตำแหน่งแรกที่เล่นคือแบ็คซ้าย
จบการศึกษาที่มศว. พลศึกษา รุ่นเดียวกับ วรวรรณ ชิตะวณิช

ด้วยหน้าที่การงานคือต้องสอนหนังสือที่ร.ร.พุทธยาคมศรียาภัย จังหวัดชุมพร ชื่อของเจ้าอ้วนเลยเล่นในจังหวัดแทบภาคใต้มาเกือบหมดทั้งกีฬาแห่งชาติ, ยามาฮ่า ไทยแลนด์คัพ

ทั้งชุมพร, สุราษฏร์ธานี แต่ สตูลคือจังหวัดที่ทำชื่อเสียงให้เจ้าตัวได้มากที่สุดและก็เป็นจังหวัดที่เจ้าตัวยินดีเล่นให้มากที่สุดเช่นกัน

แต่ครั้งหนึ่ง สุรพล ปั้นโฉม เคยเข้าเมืองกรุงมาเล่นให้สโมสร โอสถสภา ในศึกฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานควีนส์คัพ มาแล้ว

ในการแข่งขันยามาฮ่า ไทยแลนด์ คัพครั้งนั้น เจ้าอ้วน มีเพื่อนร่วมทีมที่คุ้นๆชื่อนอกจาก วีระศักดิ์ เดชประมวลพล, อรรถพร หิรัญสถิตย์แล้ว ก็มี นายด่านดรีมทีมอย่าง "เจ้าชายน้ำหวาน" สราวุธ คำบัว, จเร หมีดนุ จากสโมสรการท่าเรือ, รอสี ใบกาเด็น, วิรัตน์ แคยิหวา, สาทิส อุบลขาว รวมถึง อภิสิทธิ์ อิ่มอำไภย ฯลฯ

โดยมีกุนซือ สุเทพ ปิ่นทองพันธ์ คุมทัพ ส่วนคนที่ดึงเจ้าอ้วนมาเล่นให้สตูลคนแรกคืออ.อนันต์  สุริยกานนท์ ที่มาในฐานะผช.ผู้จัดการทีม

น่าเสียดายที่ด้วยหน้าที่การงานทำให้ ชายที่ชื่อ สุรพล ปั้นโฉม ไม่ได้มาเฉิดฉายให้กับสโมสรในกรุงเทพฯ เต็มตัว ไม่งั้นทีมชาติไทยอาจมีชื่อกองหน้าเจ้าของนักเตะยอดเยี่ยมยามาฮ่า ไทยแลนด์ คัพ ครั้งที่ 8 จากทีม "หมอผี" สตูล ด้วยเช่นกัน

ภาพ: #ฟุตบอลสยาม

╔═══════════════╗
ชอบกดไลค์👍 ถูกใจกดแชร์💞
เพื่อเป็นกำลังใจให้กับทีมงานด้วยนะครับ
อย่าลืมกดติดดาว🌟เพื่อไม่พลาดเรื่องราวดีๆ
╚═══════════════╝

#ทีมชาติไทย #ช้างศึก #บอลไทย #ไทยลีก
#บอลไทยวินเทจ #BallThaiVintage
บันทึกการเข้า

สาเหตุฟุตบอลไทยล้าหลังนับ10ปี และปัญหาต่างๆนานาในปัจจุบัน
http://www.guideubon.com/web/viewtopic.php?t=23193
Figo Pro Ubon Fc Av
บอลนอกแค่สะใจ บอลไทยไล่สมาคม
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +1156/-1893
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 33,646



| | |
« ตอบ #282 เมื่อ: พฤษภาคม 22, 2019, 10:23:11 AM »

#ฉลามเมืองโอ่งมังกร

"เอ็ม"สุทธินันท์ พุกหอม" ปราการหลัง "สุดหล่อ" ชาวราชบุรี
-
เริ่มเล่นฟุตบอลครั้งแรกกับ"โรงเรียนวัดบางลี่"  "เจ้าเอ็ม" ชีพจรลงเท้าแต่สมัยเรียน ย้ายที่เรียนเป็นว่าเล่น ม.1-ม.2ที่"โรงเรียนเบญจมราชูทิศ ราชบุรี" ม.3-ม.4ที่ "โรงเรียนดรุณาราชบุรี" ม.5"โรงเรียนวัดสุทธิวราราม" ตบท้ายด้วย ม.6 ที่ "โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย" มันคือกล่าวแรกของ ปราการหลังสุดหล่อ ของโลกฟุตบอลขาสั้น
-
"เจ้าเอ็ม" จบปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี (ชีวิตซุปตาร์มันชั่งซับซ้อนซะเหลือเกิน ฮ่าาาา)
-
"ปราการหลังสุดหล่อ" เริ่มเล่นฟุตบอลอาชีพครั้งแรก กับ"ทีมนครปฐมเอฟซี" ตั้งสมัยโปวิเชียรลีก มันคือก้าวแรกของเขาในสายฟุตบอลอาชีพ "เจ้าเอ็ม" เตะฟุตบอลจนเป็นที่รู้จัก และ สร้างชื่อเสียงในระดับสโมสรกับทีมนครปฐม ที่ทำให้แฟนบอลทั่วฟ้าเมืองไทย รู้จักกับเขามากขึ้น
-
จนถูก "ฉลามชล ชลบุรีเอฟซี" ดึงตัวมาร่วมทีมในปี 2008 ปราการหลังสุดหล่อ  จงรักภักดีอยู่กับทีมมาอย่างยาวนานถึง 10 ปี ที่ร่วมหัวจมท้ายกับทีม มีทั้งสุข ทั้งทุกข์ รวมกันไปตลอด10 ปี ที่เขารับใช้ทีมมา
-
"เจ้าเอ็ม" เป็นที่รักของแฟน ฉลามชล ทุกท่าน มีพบก็ต้องมีจาก "ตามวิถีของโลกฟุตบอล" แต่นักเตะคนนึงที่จะอยู่กับทีมได้นานขนาดนี้ก็มีน้อยคนนัก "เจ้าเอ็ม" มีความเป็นมืออาชีพ ระเบียบ วินัย เต็มไปหมดในตัวเขา เขาคือผู้นำของน้องๆในทีม ทุกครั้งที่เขาวิ่งอยู่บนผืนหญ้า
-
ก่อนจะปิดฉากกับ "ฉลามชล" ไว้แค่ 10 ปี ก่อนจะย้ายไปซบ "พลังเพลิง ทีมพีทีที ระยอง" นั้นคือก้าวใหม่ของเขาในโลกของฟุตบอล ที่จะต้องดำเนินต่อไปในสายอาชีพที่เขารัก เมื่อเขามีโอกาศลงสู่สนาม เขาจะโชว์ผลงานให้แฟนบอล พลังเพลิง ได้หลงรัก ปราการหลังสุดหล่อ คนนี้แน่นอน
-
ความรู้สึก"เจ้าเอ็ม"ตลอด10ปีในค่าย ฉลามชล "เจ้าเอ็ม" มีผูกพันกับแฟนบอล และ สโมสรแห่งนี้ ในดินแดนน้ำเค็ม เขาก็หวังลึกๆว่าจะเล่นฟุตบอลอาชีพที่นี้เป็นสโมสรสุดท้าย แต่อาจจะไม่เป็นดังใจหวัง ก็ตามแต่ความทรงจำดีๆจะไม่มีวันลบเลือน ไปจากกันและกันได้ ในฝูงฉลามนี้
"สุดท้ายเจ้าเอ็ม ได้ฝากข้อความถึงแฟนคลับ ฉลามชล ทุกท่านว่า ยังรักและคิดถึงแฟนคลับ ฉลามชล เสมอ"
-
"เจ้าเอ็ม" ติดทีมชาติครั้งแรกในชุด นักเรียนไทย ก่อนจะก้าวไปติดทีมชาติไทยชุดซีเกมส์ครั้งที่24 และก็อีกหลายๆชุดเรื่อยมา
-
เขาคือแบบอย่างที่ดีให้กับน้องๆนักฟุตบอลรุ่นหลังได้เอาเป็นแบบอย่าง ในการเล่นฟุตบอล
บันทึกการเข้า

สาเหตุฟุตบอลไทยล้าหลังนับ10ปี และปัญหาต่างๆนานาในปัจจุบัน
http://www.guideubon.com/web/viewtopic.php?t=23193
Figo Pro Ubon Fc Av
บอลนอกแค่สะใจ บอลไทยไล่สมาคม
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +1156/-1893
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 33,646



| | |
« ตอบ #283 เมื่อ: พฤษภาคม 28, 2019, 09:41:08 AM »

"ถ้าไม่รู้จักฟุตบอล...ผมก็ไม่รู้ว่าวันนี้จะเป็นอย่างไร"

"พ่อเสียชีวิตตอนผมอายุ 10 ขวบ ส่วนแม่เป็นชาวกัมพูชาปัจจุบันอาศัยอยู่ที่ประเทศกัมพูชาและพึ่งติดต่อแม่ได้เมื่อไม่นาน ผมอาศัยอยู่กับปู่ย่ามาตั้งแต่เกิด การใช้ชีวิตก็อยู่แบบปากกัดตีนถีบมาตั้งแต่เด็ก ฟุตบอลเป็นกีฬาที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน เมื่อก่อนเล่นกรีฑา เล่นได้ดีติดทีมโรงเรียนตั้งแต่ชั้นอนุบาล”

อ๊อด หาลา คือ ชื่อของเด็กหนุ่มที่เริ่มต้นบนสังเวียนลูกหนังไม่เหมือนใคร จากอดีตนักกรีฑาทีมโรงเรียนที่ตัดสินใจมาเล่นฟุตบอลด้วยความอยากลอง จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการก้าวสู่นักฟุตบอลอาชีพจนถึงปัจจุบัน

“หลังเรียนจบชั้น ม.3 ผมไปเรียนต่อที่วิทยาลัยการอาชีพ แต่เรียนได้ 2-3 เดือนก็เลิกเรียนเพราะใช้เงินซื้ออุปกรณ์การเรียนเยอะ ปู่ย่าจึงให้เลิกเรียนแล้วมาเรียนต่อสายสามัญที่โรงเรียนทุ่งฝนวิทยาคาร เรียนไปได้สักพักเลยไปลองเล่นฟุตบอลกับเพื่อน แต่ฟุตบอลไม่ง่ายเหมือนที่คิด ช่วงแรกในสนามของผมจึงทำได้เพียงวิ่ง วิ่งและก็วิ่ง”

“ผมออกเล่นฟุตบอลเดินสายกับเพื่อน ส่วนมากจะไปแบบส่วนนึงของทีมมากกว่าเป็นตัวหลัก พอได้มีโอกาสเล่นก็เริ่มจับต้นชนปลายได้มากขึ้น แต่ก็ยังห่างจากคำว่าทำได้ดีเพราะขนาดเรียนอยู่ชั้น ม.5 แต่ยังเป็นตัวสำรองของน้องนักฟุตบอลชั้น ม.3 อยู่เลย”
“อย่าท้อ อย่าถอย ถ้าเป็นกรีฑาก็คิดให้ว่า...เราออกตัวช้ากว่าคนอื่น แต่ต้องถึงเส้นชัยเหมือนกัน” อ๊อดเล่าถึงความรู้สึกหลังก้าวขึ้นมาเล่นฟุตบอลเป็นปีที่ 2 แต่ก็ยังห่างไกลคำว่านักฟุตบอล

“โค้ชที่โรงเรียนพาเพื่อนไปคัดตัวเข้าทีม U-19 ขอนแก่น เอฟซี เพื่อนจึงชวนไปด้วย ทำให้ผมมีโอกาสได้คัดตัวเหมือนคนอื่น ถ้าถามว่าที่นั่งในรถไปด้วยกันใครด้อยที่สุดเรืองฝีเท้าก็คงจะเป็นผม แต่ถ้าถามถึงสิ่งที่ไม่น้อยกว่าเพื่อก็คือความมุ่งมั่น”
“ผมเป็นคนเดียวที่ผ่านการคัดตัว” เขาเล่าถึงผลคัดตัวในวันนั้น “ผมเคยถามว่าทำไมถึงผ่านการคัดตัว ก็ได้คำตอบว่า ความมุ่งมั่นและความพยายามที่แสดงให้ทุกคนรู้ว่ามีมากกว่าใคร คือ เหตุผลในครั้งนั้น แต่ถ้าดูจากฝีเท้าและพื้นฐานแล้ว ชื่อผมคงเป็นลำดับต้นๆ ที่ถูกตัดออกอย่างแน่นอน”

“อีกสิ่งที่ดีใจหลังจากการผ่านการคัดตัวครั้งนั้นคือการได้ทุนเรียนต่อระดับปริญญาตรี เพราะ ที่บ้านฐานะยากจนและในครอบครัวไม่เคยมีใครเรียนจบชั้นปริญญาตรีสักคน หลังจากเรียนจบชั้น ม.6 ทุกคนต้องเดินทางไปทำงานที่กรุงเทพมหานครหรือตามหัวเมืองเพื่อหารายได้ใช้ประทังชีวิต แม้ผมจะเป็นคนเรียนไม่เก่งแต่การเรียนก็เป็นสิ่งที่ปรารถนาในชีวิต”
“ผมก็คิดไม่ออกเหมือนกันว่าถ้าไม่มีฟุตบอล วันนี้จะเป็นอย่างไร บางทีตอนนี้ผมอาจจะทำงานโรงงาน เป็นกรรมกรหรือเป็นช่างแอร์อยู่ก็เป็นได้”

“ตั้งใจเด้อหล่า บ่ต้องห่วงปู่ ห่วงย่า ทำให้สำเร็จ” คำอวยพรเป็นภาษาอีสานจากปู่ย่าที่มีต่อหลานชายในวันสะพายกระเป๋าออกจากบ้านมาสู้ชีวิตเพียงลำพังด้วยสองแข้งและความหวัง

“ทุกคนเก่งมาก...เก่งจน ไม่เคยคิดว่าจะมีคนเก่งขนาดนี้” ความรู้สึกแรกของเจ้าตัวในวันถูกเรียกขึ้นซ้อมกับทีมชุดใหญ่ด้วยวัยไม่ถึง 20 ปี
“ผมไม่เคยชื่นชอบใครเป็นพิเศษ ผมเชื่อว่าทุกคนต้องเก่งและมีความสามารถอยู่แล้วถึงเข้ามาอยู่ในจุดนี้แล้ว ช่วงซ้อมก็ไม่กล้ามอง ไม่กล้าคุย ไม่กล้าสบตา ได้แต่แอบมอง แอบสังเกต `แอบทำตามและหวังว่าสักวันจะเก่งแบบพี่ๆทุกคน”

“แม้จะไม่สบาย แต่ชีวิตผมมีความสุขมากขึ้นหลังจากได้รู้จักฟุตบอล” เขาเผยความรู้สึกหลังเซ็นต์สัญญาเป็นนักเตะฝึกหัดสโมสรขอนแก่น เอฟซี “เชื่อมั๊ย..ฟุตบอลทำให้รู้สึกว่าได้ทำอะไรหลายอย่างแล้วมีความสุข ไม่ว่าจะเป็นเก็บฟุตบอล ขายตั๋ว ติดป้ายในวันแข่งขันหรือการได้นั่งดูการฝึกซ้อม การแข่งขันในแต่ละวัน แม้จะมีเรื่องเงินทองที่ขัดสนอยู่บ้างเพราะฐานะทางบ้านไม่ดี แต่การมองสิ่งที่สุข ก่อนสิ่งที่ทุกข์ก็ทำให้ชีวิตเรามีความสุขมากขึ้นอีกมาก”

การเป็นนักเตะฝึกหัดของสโมสรที่แม้จะได้รับโอกาสขึ้นไปซ้อมกับทีมชุดใหญ่ในบางครั้ง แต่การได้ลงเล่นในสนามจริงก็เป็นสิ่งที่เจ้าตัวรอคอยก่อนจะกลายเป็นขอนแก่นมอดินแดง เอฟซี ทีมน้องใหม่แห่งศึก Thai League 4 ที่หยินยื่นโอกาสลงเล่นฟุตบอลอาชีพเป็นครั้งแรกให้กับเจ้าตัว
“สองนัดแรกผมไม่ได้ลงสนาม จนกระทั่งนัดที่ 3 ก็ได้รับโอกาสลงสนาม”
“ผมสั่นไปหมด”
“ถอยไม่ได้แล้ว...สิ่งที่ตามหาอยู่ข้างหน้าแล้ว ทำให้ได้ อย่าไปกลัว...ผิดพลาดก็แก้ไข มีโอกาสก็ทำให้เต็มที่ ชีวิตจากนี้อยู่ที่เรา” เขาเล่าถึงวันแรกหลังก้าวลงสู่สังเวียนฟุตบอลอาชีพที่ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นให้ต้นสังกัดจนสามารถยึดตำแหน่งตัวจริงอย่างต่อเนื่องจนสามารถนำทีมรั้งตำแหน่งรองจ่าฝูงของโซนภาคตะวันออกเฉียงเหนือในขณะนี้

“ชีวิตที่ได้อยู่กับสิ่งที่รัก ได้อยู่กับความฝัน ได้อยู่กับการเรียนรู้ แค่นี้ก็เป็นชีวิตที่ดีเกินคำบรรยายแล้ว”

อ๊อด หาลา

ขอบพระคุณภาพถ่าย : KHON KAEN SUSU
บันทึกการเข้า

สาเหตุฟุตบอลไทยล้าหลังนับ10ปี และปัญหาต่างๆนานาในปัจจุบัน
http://www.guideubon.com/web/viewtopic.php?t=23193
Figo Pro Ubon Fc Av
บอลนอกแค่สะใจ บอลไทยไล่สมาคม
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +1156/-1893
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 33,646



| | |
« ตอบ #284 เมื่อ: พฤษภาคม 30, 2019, 08:09:48 AM »

https://m.facebook.com/182588378992798/posts/409888402929460/.  โอสถสภาคม
บันทึกการเข้า

สาเหตุฟุตบอลไทยล้าหลังนับ10ปี และปัญหาต่างๆนานาในปัจจุบัน
http://www.guideubon.com/web/viewtopic.php?t=23193
Figo Pro Ubon Fc Av
บอลนอกแค่สะใจ บอลไทยไล่สมาคม
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +1156/-1893
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 33,646



| | |
« ตอบ #285 เมื่อ: พฤษภาคม 31, 2019, 04:30:35 PM »

ศิวกร แสงวงศ์ : เจ็บเกือบ 2 ปี/ เคยคิดเลิกเล่น/ ไม่ยอมแพ้
-------------------------------

ย้อนกลับไปเมื่อ 4 ปี ก่อน ในศึกชิงแชมป์เอเชีย รุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี รอบคัดเลือก หนึ่งในนักเตะที่โชว์ฟอร์มได้ดี ในบทบาทฮาร์ดแมน อย่าง "ทอช" ศิวกร แสงวงศ์ ถือเป็นอีกดาวรุ่งที่น่าจับตามอง หลังทำผลงานได้อย่างยอดเยี่มกับ ทีมชาติชุดดังกล่าว ภายใต้การคุมทีมของ "อนุรักษ์ ศรีเกิด"

นอกจากผลงานกับทีมชาติ เขายังถือเป็นเพชรเม็ดงาม และจรัสแสงยามเล่นให้กับสโมสร อย่าง บีจี ปทุม ยูไนเต็ด หรือ ชื่อ บางกอกกกล๊าส เอฟซี ในขณะนั้น หลังยึดตำแหน่งตัวจริงได้อย่างต่อเนื่อง ในวัยเพียงแค่ 18 ปี กว่าๆ

แต่หลังจากนั้น เหมือนโชคชะตาเล่นตลกกับชีวิตของเขา หลังต้องถูกอาการบาดเจ็บที่หัวเข่าเล่นงานอย่างหนัก จนต้องห่างหายจากสังเวียน เป็นระยะเวลาเกือบ 2 ปี เต็ม

แต่ ณ วันนี้ เขาได้โอกาสกลับมาสู่ทีมชาติไทย อีกครั้ง ในรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี ที่จะลุยศึก เมอร์ไลออนส์ คัพ ที่ประเทศสิงคโปร์

"พอมีชื่อติดทีมชาติก็ดีใจครับ มันรู้สึกดีใจจริงๆ ที่ได้กลับมาอยู่ในจุดนี้ หลังจากที่หายไปนาน มันเหมือนกลับมาเกิดใหม่เลยก็ว่าได้"

"ตลอดช่วงสองปีที่ผ่านมา มันเหมือนเป็นฝันร้ายของผมเลยก็ว่าได้ โดยสาเหตุหลักของอาการบาดเจ็บก็คือหัวเข่าของผม ข้างขวาบิดไปสองครั้ง ครั้งละหกเดือนกว่า และมาบิดที่ข้างซ้ายอีกก็ต้องพักอีก 6 เดือน รวมๆแล้วต้องพักไปเกือบ 2 ปี"

"ถามว่าท้อไหม? ท้อครับ ถึงขั้นอยากเลิกเล่นเลยก็ว่าได้ แต่ก็มีครอบครัวและพี่ในทีมคอยให้กำลังใจมาตลอด กำลังใจมันสำคัญมากนะ ถ้าไม่มีวันนี้ผมก็คงเป็นแค่แฟนบอลธรรมดาคนหนึ่งไปแล้ว"

"แต่พอได้กำลังใจมา มันก็เหมือนทำให้ผมกลับไปมองเป้าหมายที่เราเล่นบอลตอนแรกก่อน เราอยากให้ครอบครัวสบาย เชื่อว่าการเป็นนักฟุตบอลจะเลี้ยงชีพและเลี้ยงตัวเองได้ ผมก็เลยไม่ยอมแพ้ และกลับมาสู้อีกครั้ง เพราะที่ผ่านมา ผมยังเลี้ยงตัวเองและครอบครัวไม่ได้"

"ยอมรับว่าช่วงบาดเจ็บ ผมร้องไห้บ่อยมาก สภาพจิตใจ ร่างกายมันไม่พร้อมเลย อยากไปทำอย่างอื่นจริงๆ ทั้งไปเรียนต่อ และเดี๋ยวหลังจากนั้นก็ค่อยว่ากัน"

"ผมคิดว่ามันเหมือนฝันที่ได้กลับมาสู่ทีมชาติอีกครั้ง ได้อยู่จุดที่เราเคยอยู่ ได้เจอเพื่อน มันยิ่งกว่าดีใจ มันพูดยากจริงๆ มันเหมือนทำให้เรายิ้มได้อีกครั้ง"

"การหายจากอาการบาดเจ็บ หลังจากต้องพักไปนาน มันก็มีกังวลบ้าง แต่ถ้าให้เปลี่ยนวิธีการเล่นคงทำไม่ได้ ผมคงทำตามที่เราทำมาตลอด เพราะผมเล่นแบบนี้มาตั้งแต่อายุ 6 ปี ผมก็จะทุ่มเทเต็มร้อยเหมือนเดิม"

"ณ ตอนนี้ ผมยังไม่อยากมองการไกล ตอนนี้ก็โฟกัสกับทีม U23 ก่อน ได้อยู่อย่างต่อเนื่องไปจนถึงทัวร์นาเมนต์สำคัญ ส่วนชุดใหญ่มันก็เป็นความฝันอยู่แล้ว แต่ก็ต้องรอเวลาและความเหมาะสม"

"ฟุตบอลกับผม มันสำคัญมาก แม้วันนั้นหากผมเลิกเล่น ผมก็คงหาทางทำงานอะไรก็ได้ที่เกี่ยวกับฟุตบอล และตามเชียร์เพื่อนๆทุกคนที่เคยเล่นด้วยกันเสมอ เพราะมันคือสิ่งที่อยู่กับผมตั้งแต่ 6 ขวบ มาถึงตอนนี้ก็เกือบ 16 ปี แล้ว"https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=2084057875237100&id=1565328077110085
บันทึกการเข้า

สาเหตุฟุตบอลไทยล้าหลังนับ10ปี และปัญหาต่างๆนานาในปัจจุบัน
http://www.guideubon.com/web/viewtopic.php?t=23193
Figo Pro Ubon Fc Av
บอลนอกแค่สะใจ บอลไทยไล่สมาคม
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +1156/-1893
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 33,646



| | |
« ตอบ #286 เมื่อ: มิถุนายน 11, 2019, 05:59:06 PM »

“อันที่จริง เขาชื่อเล่นว่า “แม็ค”
แต่ถูกเปลี่ยนให้เป็น “มุ้ย” ตามภาษาเขมร ที่แปลว่า “หนึ่ง”
เพราะเขาเกิดมาเพื่อไม่เป็นสองรองใคร”

“ชีวิตลูกหนัง นับหนึ่งจนถึงร้อย ของ ธีรศิลป์ แดงดา”

เวลา 23.44 น. ของวันที่ 6 มิถุนายน ที่ผ่านมา
ใครบางคนที่กำลังอยู่ในแคมป์ทีมชาติไทย
เขามีอายุครบ 31 ปีบริบูรณ์พอดิบพอดี
เขาเป็นลูกชายของอดีตนักฟุตบอลเชื้อสายชาวสุรินทร์ ที่มีอาชีพทหารอากาศควบคู่ที่ชื่อว่า ประสิทธิ์ แดงดา

ลูกชายของคุณพ่อประสิทธิ์ และคุณแม่กาญจนา มีชื่อว่า “ธีรศิลป์ แดงดา”
ตอนแรก เขามีชื่อเล่นว่า “แม็ค” นะ
แต่ต่อมา ได้ถูกเปลี่ยนเป็น “มุ้ย” ตามภาษาเขมร ที่แปลว่า “หนึ่ง”

“เขาเกิดมาเพื่อเป็นที่หนึ่ง”

ช่วงอายุของลูกชายอยู่ในหลักหน่วย คุณพ่อประสิทธิ์ เคยจดบันทึกสิ่งที่ต้องการในชีวิต 10 ประการ โดยหนึ่งในนั้น คือ การที่ลูกชายของเขาต้องได้ไปเล่นลีกต่างประเทศ

ธีรศิลป์ สอบผ่านวิชาลูกหนังได้ตั้งแต่อายุน้อยๆ ตามที่คุณพ่อส่งเสริมให้เขาร่ำเรียนเจ้าลูกกลมๆ
เขาเก่งกาจเหนือใครในช่วงวัยนักเรียนจนเป็นที่กล่าวขาน
เขาคว้าแชมป์นับไม่ถ้วนกับ โรงเรียนอัสสัมชัญ ธนบุรี
เขาเริ่มต้นติดทีมชาติไทย ตั้งแต่ชุดเด็ก ชุดเล็ก ชุดซีเกมส์ จนกระทั่งได้โอกาสลงเล่นให้ทีมชาติไทย ชุดใหญ่ เมื่อปี 2007 ในวันที่อายุเพิ่งแตะหลัก 19 ปี ไปไม่กี่วัน ในเกมอุ่นเครื่องกับ กาตาร์ ก่อนจะถูกส่งลงสนามในศึกเอเชี่ยนคัพ 2007 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพร่วม ในเกมพบกับ ทีมชาติอิรัก ทีมแชมป์ในทัวร์นาเมนต์ดังกล่าว จนถูกครหาว่าเป็น “เด็กเส้น”

แม้การนับหนึ่ง และนับสองกับทีมชาติชุดใหญ่ เคียงข้างซูเปอร์สตาร์รุ่นพี่ของเขา จะถูกมองว่า เขาเป็นเด็กเส้นที่มีมือที่มองไม่เห็นช่วยเหลือจนได้โอกาสลงสนามตั้งแต่อายุยังน้อยๆ

แต่เขาไม่สนใจ....
เขาเลือกก้มหน้าก้มตาเล่นฟุตบอลต่อไป
เพื่อให้การนับสาม นับสี่ นับห้า ยังมีต่อไปจนกว่าทุกคนจะเข้าใจ

และในที่สุด ปีเดียวกันนั้นเอง ซีกส่วนความฝันของคุณพ่อ ก็เกิดขึ้นจริงสักทีบนโลกใบนี้

เขาเริ่มต้นสัมผัสแรกกับฟุตบอลลีกต่างประเทศ กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทีมดังในลีกอังกฤษ ในช่วงที่มีคนไทยเป็นเจ้าของทีม

แต่ผลก็คือ เขาถูกส่งให้ไปเล่นกับทีมในลีกสวิตเซอร์แลนด์ และจบลงด้วยความล้มเหลว

เขากลับมาบ้านเกิด เพื่อความเป็นหนึ่งของกองหน้าไทย
เขาเริ่มต้นยิงทีละลูก ทีละลูก ทีละลูก
เขากลายเป็นกองหน้าที่ทีมชาติไทย ขาดไม่ได้

อัตราการทำประตูที่ยอดเยี่ยมของเขา ได้ส่งให้เขาได้ไปต่างประเทศอีกครั้ง ในปี 2014 กับสโมสร อัลเมเรีย ในลีก ลา ลีกา สเปน

เขากลายเป็นนักเตะไทยที่ทำประตูได้คนแรกในฟุตบอลถ้วย โกปา เดล เรย์ ของสเปน
เขากลายเป็นนักเตะไทยคนแรกที่ได้ลงสนามในลา ลีกา สเปน

แต่ฟุตบอลไม่ได้ง่ายขนาดนั้น
ความเหงายังมีขั้วบวกและขั้วลบ
ชีวิตของมนุษย์ก็เช่นกัน
บางอย่างที่คล้ายว่าจะดี ก็อาจจะจบลงด้วยน้ำตาก็ได้

เขาตัดสินใจยกเลิกสัญญายืมตัวกับอัลเมเรีย และกลับประเทศไทย พร้อมระบุว่ามีปัญหาเรื่องการปรับตัว และภาษา พร้อมกับทิ้งความฝันเอาไว้เพียงความทรงจำ

เขากลับเมืองไทย มาสานต่อความยิ่งใหญ่ที่เขาสร้างไว้
เขายังคือ เบอร์หนึ่งที่ไร้ซึ่งเบอร์สองมายาวนานในตำแหน่งกองหน้าของเมืองไทย สมชื่อ “มุ้ย” ที่คุณพ่อตั้งใจให้เป็น
เขากลายเป็นตำนานของทั้งทีมชาติไทย, ฟุตบอลไทยลีก และ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ตั้งแต่ยังไม่เลิกเล่น

ในวัยแตะหลักเลขสาม เขาแข็งแกร่ง และเติบโตขึ้น
เขามีทุกอย่างสมบูรณ์ในประเทศไทย
เขาเป็นซูเปอร์สตาร์ลูกหนัง ที่แต่งงานแล้ว
เขามีครอบครัว เขามีลูกน้อยที่น่ารัก

ทุกอย่างมันน่าจะจบลง แต่เขาเลือกที่จะเดินหน้าต่อ
เพื่อเติมเต็มในสิ่งที่เขายังไม่เคยทำได้
นั่นคือการยิงประตูในลีกอาชีพที่ต่างประเทศ

อาจเป็นเพราะคราวนี้ เขาจะมีรอยยิ้มของลูกน้อยไว้คอยซับน้ำตา
ถ้าความพ่ายแพ้ที่แสนจะเย็นชา
มันเกิดขึ้นอีกครั้ง...

เขาไม่กลัวความล้มเหลว
เขากลัวที่จะไม่ได้ทำมากกว่า

24 กุมภาพันธ์ 2018 นัดเปิดสนาม เจ ลีก 2018 นัดแรกภายใต้สีเสื้อของ ซานเฟรซเซ่ ฮิโรชิม่า อดีตแชมป์เจลีก 3 สมัย
ธีรศิลป์ แดงดา ใช้เวลาแค่เกือบ 29 นาที เท่ากับอายุของเขาในขณะนั้น เพื่อทำประตูแรก และเป็นประตูเดียวของเกมด้วยการโหม่งให้ทีมประเดิมสามแต้ม คว้าชัยเหนือ คอนซาโดเล่ ซับโปโร 1-0

เขาสร้างประวัติศาสตร์อีกครั้งในฐานะนักเตะไทยคนแรกที่ทำประตูได้ในศึกเจ ลีก
เขากลายเป็นนักเตะคนที่สองในประวัติศาสตร์ที่ได้ลงสนามในเกม เจ ลีก มากกว่า 30 เกมขึ้นไป

แม้จะต้องกลับเมืองไทย เมื่อจบซีซั่น แต่ผลงานการลงสนามในศึกเจลีก จำนวน 32 นัด (1,578 นาที) ยิงได้ 6 ประตู และแอสซิสต์ 3 ครั้ง พร้อมพาทีมเข้าป้ายรองแชมป์ เจ ลีก 2018 ในวัยแตะหลักเลขสามของเขา ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เขาคือกองหน้าที่ดีที่สุดตลอดกาลคนหนึ่งที่เมืองไทยเคยมีมา ไม่ใช่เด็กเส้นเหมือนอย่างที่ใครเคยปรามาส

เดือนมกราคม ปี 2019 “ธีรศิลป์ แดงดา” เจ้าของตำแหน่งดาวซัลโว เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ มากที่สุด 3 สมัย
เขาได้รับเกียรติสูงสุดในการเป็นกัปตันทีมชาติไทย พาน้องๆ ลงสนามในศึกเอเชี่ยนคัพ 2019
เขาเป็นคนเดียวจากทีมชาติไทย ชุดเอเชี่ยนคัพ 2007 เมื่อ 12 ปีที่แล้ว ที่ยังติดทีมชุดนี้ ในขณะที่ทีมชุดนั้นเกินกว่าครึ่ง ต่างเลิกเล่นไปหมดแล้ว
เขายิงประตูได้ด้วยนะ ในเกมแรกกับ ทีมชาติอินเดีย ที่แพ้ไป 1-4 ณ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

จากคำครหาว่าเป็นเด็กเส้นเมื่อ 12 ปีที่แล้ว
ในที่สุดเขาก็พาตัวเองกลับมายิงประตูในทัวร์นาเมนต์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเอเชียได้แล้วจริงๆ

เดือนมิถุนายน ปี 2019
ธีรศิลป์ ที่ผ่านอะไรมากมายบนถนนสายลูกหนัง

เส้นทางของ “ลูกชายแห่งตระกูลแดงดา” ที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ในที่สุด เขาก็นับหนึ่งจนถึงร้อยได้สักที

ถ้าจะมีอะไรบอกถึง ธีรศิลป์ แดงดา
ก็คงเป็นประโยคเดิมที่ผมเคยพูดถึงเขา

"คนเราหน่ะ ล้มไปข้างหน้า
ก็ยังดีกว่า ยืนเต๊ะท่าอยู่กับที่แหละวะ...."

#จอน
11-06-2562   ”มุ้ย”อาจครบ 100 นัดตั้งแต่เกมแรก อช.คัพ 2019
.
เมื่อคืนผมคุยกับเจ้าของเพจ สารานุกรมฟุตบอลไทยจนได้รับรายงานว่า อันที่จริงแล้ว ธีรศิลป์ แดงดา ได้ลงเล่นครบ 100 เกมไปตั้งแต่เมื่อวันที่ 6 ม.ค.62 ในนัดแรกของเอเชียน คัพ 2019 ที่แพ้ อินเดีย ไป 1-4 โดยทำไป 1 เม็ด ไม่ใช่การสวมปลอกแขนในการขิงอันดับ 3 ที่ปราชัยให้ขุนพลแดนภารตะ 0-1 ในคิงส์ คัพ ครั้งที่ 47
.
โดยข้อมูลนี้เกิดขึ้นจากผู้ที่เก็บสถิติส่วนตัวของ “กัปตันมุ้ย” ซึ่งเขาลงเล่นในเกม เอ แมตช์ ไป 98 นัด แต่มีเกมที่ฟีฟ่า ไม่รับรอง ที่หมายถึงเปลี่ยนตัวได้ถึง 6 คน ทำให้เรียกว่า “อินเตอร์เนชั่นแนล แมตช์” อีก 6 เกมด้วยกัน ทำให้เวลานี้เขาลงไปแล้ว 104 นัด พร้อมกันกดไป 45 ประตู ไม่ใช่ 43 ลูกแต่อย่างใด
.
ซึ่งหัวหอก “กิเลนผยอง”รายนี้ ลงเล่นในเกมแรกจริงๆ คือ วันที่ 2 ก.ค.2007 ในเกมสุดท้ายของการอุ่นเครื่องเตรียมพร้อมบู๊ เอเชียน คัพ 2007 ในยุค “โค้ชหรั่ง”ชาญวิทย์ ผลชีวิน เป็นกุนซือ ชนะ กาตาร์ 2-0 โดยมีฟีฟ่ารับรองไม่ใช่นัดที่ 1 กลุ่ม เอ ของรายการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเอเชีย เสมอ อิรัก 1-1 เมื่อวันที่ 7 ก.ค.แม้แต่อย่างใด
.
#นนท์นี่คุง
.
———————————————-
👑365
บันทึกการเข้า

สาเหตุฟุตบอลไทยล้าหลังนับ10ปี และปัญหาต่างๆนานาในปัจจุบัน
http://www.guideubon.com/web/viewtopic.php?t=23193
Figo Pro Ubon Fc Av
บอลนอกแค่สะใจ บอลไทยไล่สมาคม
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +1156/-1893
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 33,646



| | |
« ตอบ #287 เมื่อ: มิถุนายน 12, 2019, 04:53:28 PM »

# มีวันนี้เพราะฟุตบอล

ผู้กอง”ป็อก” พนมกรณ์ สายสอน

โคตรแข้งผู้เชี่ยวกรากทั้งสนามใหญ่,โต๊ะเล็ก

เป็นนักเตะอีกรายที่ต้องบอกว่าสมควรเอาเป็นแบบอย่าง เพราะวันนี้แม้จะเป็นห้วงเวลาที่เขาอยู่ในสถานะแขวนสตั๊ดเป็นนักเตะอาชีพไปแล้วแต่ก็มีการงานที่มั่นคงทำ

ไม่ใช่เป็นประเภทหมาล่าเนื้อที่ต้องเผชิญความลำบากเลี้ยงชีพ

วันนี้ “ป็อก” พนมกรณ์ สายสอน รับราชการเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ หรือ ตำรวจ โดยมียศเป็นถึง”ผู้กอง” ร้อยตำรวจเอก นั่นเอง

การมีวันนี้ได้คงปฎิเสธไม่ได้ว่าเพราะคำว่า ฟุตบอล อดีตนักเตะหลายสโมสรที่เล่นได้ทั้งฟุตบอล,ฟุตซอล ผ่านการเล่นฟุตบอลมากับหลายทีมโดยเฉพาะกับ ตำรวจ

ฟุตบอลเหมือนใบเบิกทางให้เขาได้ทำงานเป็นตำรวจได้ในที่สุด

หนุ่มลูกอีสานจากเมืองบั้งไฟ จ.ยโสธร ผู้นี้ เกิดเมื่อ 31 ธ.ค. 2524 วันนี้ในวัย 38 ปี เขามีอาชีพที่เลี้ยงตัวได้สบายมีสวัสดิการเพียบพร้อม ในฐานะข้าราชการทหาร ตำรวจ

"ผู้กองป็อก" เรียนชั้นประถมศึกษา ที่บ้านเกิดโรงเรียนบ้านโนนหนองแฝก ก่อนมาเรียนต่อที่ โรงเรียนสวนลุมพินี ( กทม. ) ,ม.ต้นเขาเป็นศิษย์เก่าลูกแม่รำเพย โรงเรียนเทพศิรินทร์ จบปวช.สายอาชีพ จากพานิชยการธัชรินทร์ และต่อปริญญาตรี ที่ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

กับฟุตบอลนั้น “ป็อก” เล่นมาหลายทีม ทั้ง ตำรวจ, ม.กรุงเทพ ,เพื่อนตำรวจ,อินทรีเพื่อนตำรวจ , ทีโอที เอสซี , จามจุรี ยูไนเต็ด

ขณะที่ ฟุตซอลนั้น เคยเล่นกับ ทีโอที , ชลบุรี บลูเวฟ , ธอส.อาร์แบค เรียกว่าผ่านสมรภูมิลูกหนังมาโชกโชน เคยรับใช้ชาติมาทั้งสนามใหญ่และโต๊ะเล็กมาแล้ว

ปัจจุบันเขามีตำแหน่งรองสารวัตฝ่ายประเมินบุคคล กองทะเบียนพล สังกัดสำนักงานกำลังพล สำนักงานตำรวจแห่งชาติชีวิตครอบครังสมรสแล้ว แต่ยังไม่มีบุตร

วันนี้แม้จะเลิกรากับคำว่าฟุตบอลในฐานะนักเตะอาชีพไปแล้วแต่ยังคงรับใช้ต้นสังกัดให้กับฟุตบอลภายในขององค์กรรวมถึงฟุตบอลในกีฬาเหล่าทัพอยู่บ้าง ตามประสาคนใกล้หลักสี่นำหน้านั่นเอง

                                                                                                “สิงห์นก”

—https://www.facebook.com/372031959800961/posts/914631142207704/
บันทึกการเข้า

สาเหตุฟุตบอลไทยล้าหลังนับ10ปี และปัญหาต่างๆนานาในปัจจุบัน
http://www.guideubon.com/web/viewtopic.php?t=23193
Figo Pro Ubon Fc Av
บอลนอกแค่สะใจ บอลไทยไล่สมาคม
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +1156/-1893
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 33,646



| | |
« ตอบ #288 เมื่อ: กรกฎาคม 01, 2019, 02:49:04 PM »

"อะไรที่ฆ่าเราไม่ตาย
มันจะทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น..."

นอกจากตัวอักษร “Leesaw” บริเวณท้องน้อย และวันเดือนปีเกิดของคนในครอบครัวแล้ว ธีรเทพ วิโนทัย ยังมีรอยสักที่เป็นตัวอักษรอีกสองประโยค และนั่นคือ สิ่งที่บ่งบอกถึงโรคประหลาดในตัวของเขา

...................

ธีรเทพ หรือที่เราเรียกกันว่า “ลีซอ” เกิดหลังวันแห่งความรักเพียง 2 ชั่วคืน เมื่อ 34 ปีที่แล้ว (พ.ศ. 2528)
เขาเติบโตในครอบครัวชนชั้นกลางในเมืองหลวง ที่ไม่ต้องสัมผัสความลำบากในเรื่องความเป็นอยู่แม้แต่วินาทีเดียว โดยคุณพ่อของเขาเป็นผู้สื่อข่าวกีฬาอาวุโสของหนังสือพิมพ์ขนาดใหญ่ในประเทศ

เขาเริ่มรู้จักกีฬาฟุตบอล เมื่อสมัยเข้าเรียนที่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย
แต่เขาไม่ใช่เด็กดีเท่าไรนัก เรียกได้ว่า “โคตรซนเลยแหละ”

วัย 12 ปี ลีซออยู่ในฐานะกัปตันทีมที่ยิงแฮตทริกพา กรุงเทพคริสเตียน คว้าแชมป์กรมพลศึกษา รุ่นอายุไม่เกิน 12 ปี และด้วยความคึกคะนอง เขาจัดการชวนเพื่อนทั้งทีมไปเดินเล่น และเหล่สาวที่สยามสแควร์  เพื่อฉลองแชมป์ โดยนัดมาเจอกันที่โรงเรียนก่อนตอนเช้า แล้วค่อยออกไปนอกโรงเรียน แต่ที่ไหนได้ ในตอนเช้าวันนั้น โรงเรียนได้มีการเตรียมประกาศเชิดชูนักเตะชุดอายุ 12 ปี ที่เพิ่งได้แชมป์ แต่พอประกาศชื่อ กลับไม่มีใครอยู่สักคน ผลสุดท้าย เหล่าฮีโร่ก็ต้องโดนทำโทษ โดย “ลีซอ” โดนหนักสุด เพราะเป็นกัปตัน และเป็นหัวโจกนำเพื่อนโดดเรียน

วัย 14 ปี “ลีซอ” แบกอายุกว่า 4 ปี ข้ามรุ่นไปคว้าแชมป์ จตุรมิตรสามัคคี ครั้งที่ 18 ซึ่งกรุงเทพคริสเตียนคว้าแชมป์ร่วมกับโรงเรียนเทพศิรินทร์ แต่เขากลับต้องรู้สึกเฟล เพราะในรอบชิงชนะเลิศ ขณะที่ “ชงโคม่วงทอง” กำลังนำอยู่ 2-1 ช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ลีซอถูกส่งลงสนามเพื่อฆ่าเวลา และสร้างปรากฏการณ์ ทว่าลูกเตะมุมในช่วงเวลาที่เขากำลังวิ่งลงไปนั้น กลับกลายเป็นประตูตีเสมอให้กับ “ลูกแม่รำเพย”

เขาบอกกับผมว่า หลังจากนั้น เขาก็ถูกมองว่าเป็น “ตัวซวย” และ “ไอ้เด็กเส้น” ในวันที่เขาคว้าแชมป์จตุรมิตรสามัคคี เนื่องจากอายุยังน้อย และเป็นเด็กบ้านคนเดียวที่ก้าวขึ้นไปติดทีมจตุรมิตร (ไม่ใช่เด็กทุน)

ผ่านไปอีกสองปี ในวัย 16 ปี ลีซอ สร้างปรากฏการณ์อีกครั้งด้วยการติดทีมชาติไทย ชุดอายุไม่เกิน 23 ปี ในศึกซีเกมส์ ครั้งที่ 21 ที่ประเทศมาเลเซีย ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการตั้งเกณฑ์อายุของนักกีฬา

แน่นอนครับ ไอ้หนูจากชงโคม่วงทอง ถูกมองว่าเป็นเด็กเส้น คราวนี้ไม่ใช่แค่คนในโรงเรียนแล้ว แต่เป็นแฟนบอลไทยจำนวนมากมาย ก็เพราะฐานะทางบ้านดี เป็นเด็กเมืองหลวงที่มีอันจะกิน แต่สุดท้ายความสามารถ และผลงานของเขาในสนามก็สยบคำวิจารณ์ทุกอย่าง

ลีซอ ลงสนามเป็นตัวจริง ในวัย 16 ปี และซัดประตูแรกตั้งแต่นาทีที่ 9 ในเกมที่ชนะ กัมพูชา 7-0 ในรอบแรก นัดแรก จากนั้นก็ยิงประตูโทน ดับ สิงคโปร์ 1-0 ในเกมที่สอง และนั่นคือ 2 ประตูแรกใน 2 เกมแรกของลีซอ

รอบรองชนะเลิศ ลีซอ นับสามด้วยการซัดประตูชัยช่วงต่อเวลาพิเศษ เอาชนะ อินโดนีเซีย 2-1 ก่อนที่ทีมชาติไทย จะคว้าแชมป์ไปในท้ายที่สุด จากชัยชนะเหนือ มาเลเซีย 1-0 ในรอบชิงชนะเลิศ และนั่นคือจุดเริ่มต้นของ “เจ้าซอ” จอมแบกอายุในตำนาน

ปี 2003 ลีซอ ในวัย 18 ปี ที่มีประสบการณ์ฝึกฝีเท้ากับ คริสตัล พาเลซ ก็กลับมาเล่นซีเกมส์อีกครั้งที่ประเทศเวียดนาม และก็ซัดเพิ่มอีก 1 ประตูพร้อมเป็นส่วนหนึ่งของแชมป์กับทีมชาติไทย สมัยที่ 2

ปี 2005 ลีซอ ซัดอีก 5 ประตู พาทีมชาติไทย คว้าแชมป์อีกครั้ง โดยเขายิงในรอบรองชนะเลิศ 2 ลูกในเกมชนะ อินโดนีเซีย 3-1 ตามด้วยตะบันแฮตทริค ถล่มเวียดนามในรอบชิงชนะเลิศ 3-0 ปิดท้ายด้วยปี 2007 ลีซอ ในวัย 22 ปี เขาจบการศึกษาในศึกฟุตบอลซีเกมส์อย่างสวยงาม ด้วยการเป็นแชมป์สมัยที่ 4 ที่เมืองไทย ณ จ.นครราชสีมา โดยยิงไปได้อีก 5 ประตู คว้ารองดาวซัลโว พร้อมพาทีมชาติไทย เป็นแชมป์สมัยที่ 8 ติดต่อกันอีกด้วย

แชมป์ซีเกมส์ 4 สมัย
แชมป์ซีเกมส์ครั้งแรก ตั้งแต่อายุ 16 ปี
ยิงรวมไปถึง 14 ประตู กลายเป็นดาวซัลโวสูงสุดของซีเกมส์ นับตั้งแต่ที่มีการกำหนดอายุ

"ยากมากๆ ที่ใครจะมาทำลายได้ เพราะหากจะทำลายสถิติลีซอ ด้วยการคว้าแชมป์ ซีเกมส์ 5 สมัย คุณต้องลงเล่น และคว้าแชมป์ต่อเนื่องตั้งแต่อายุ 15 ขวบเลย"

ความสำเร็จมากมายตั้งแต่ยังน้อย
บวกหน้าตาที่หล่อเหลาเอาเรื่อง
แถมจบ ม.ปลายจากประเทศอังกฤษ
พ่วงดีกรีอดีตเยาวชนคริสตัล พาเลซ และอดีตนักเตะเยาวชนที่ได้รับการฝึกกับเอฟเวอร์ตัน ในโครงการ “ช้างไทยไปเอฟเวอร์ตัน” แถมยังเคยติดทีมชาติไทย ชุด ยู-17 ในการแข่งขันฟุตบอล ยู-17 ชิงแชมป์โลก ที่ประเทศนิวซีแลนด์ เมื่อปี 1999

ชื่อเสียงของ “ลีซอ” มีมากขึ้นเรื่อยๆ จนแทบไม่มีใครไม่รู้จักเขา
และเป็นเรื่องปกติของคนที่ถูกโฟกัส

"คนชอบมากมี
คนเกลียดก็มากมาย"

ชื่อเสียงของเขาเหมือนเสียงไฟบนเทียนที่โดนลมพัด
ช่างวูบวาบ ช่างร้อนแรง
หลายครั้งที่เสียวจะดับลง แต่ก็ไม่เคยดับลงจริงๆ สักที

จากแชมป์ซีเกมส์ ครั้งสุดท้ายจนถึงปัจจุบัน
ผ่านมานับสิบปี "ลีซอ" ลงสนามในเกมฟุตบอลอาชีพไปเกินกว่า 300 นัด กับหลายสโมสร ทั้ง บีอีซี เทโรศาสน, เมืองทอง ยูไนเต็ด, เค ลีร์เซ่ (เบลเยียม), บางกอกกล๊าส เอฟซี (บีจีพียู), เพื่อนตำรวจ, ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด และ ชลบุรี เอฟซี

บ่อยครั้งที่เขาต้องผ่านช่วงเวลาที่ไม่ค่อยสู้ดีนัก

อดีตดาวรุ่งตัวซวย, เด็กเส้น, ลูกคนรวย กลายเป็นกองหน้าจอมขี้เก๊กในสายตาหลายคน

"ความแอคอาร์ต" และ "ชื่อเสียงนอกเหนือฟุตบอล"
คือ สิ่งที่คนมองเขาก่อน "ความสามารถ"

การใส่รองเท้าสองสีเอย
การยิงจุดโทษด้วยเท้าข้างไม่ถนัดเอย
การมีข่าวในวงการบันเทิง
การทำงานวงการบันเทิง จนคนคิดว่า เลิกเล่นไปสักทีเถอะ
การมีภาพโผล่ในงานปาร์ตี้ หรือสถานที่ท่องเที่ยวยามค่ำคืนบ่อยครั้ง
การประกาศตัวว่าจะไม่ดีใจ หากทำประตู แมนฯ ยูไนเต็ด ได้ และดันยิงได้ยิงๆ จนโดนแฟนบอลไทยโห่
ในไทยลีกไม่ต้องพูดถึง โดนด่าตั้งแต่ลงจากรถจนจบเกม โดยเฉพาะจังหวะเข้าหนักในเกมบางครั้งจะโดนโห่เป็นพิเศษ
แม้แต่โดนเปลี่ยนประวัติในวิกิพีเดีย เพื่อล้อเลียนก็เคยโดนมาแล้ว
ฯลฯ

แต่เมื่อเวลาผ่านไป
ความจริงที่ปรากฎในตอนนี้ คือ
ลีซอ ยังแอคอาร์ต และเป็นที่จับตาของกล้องถ่ายทอดสดเหมือนเดิม

และที่เหมือนเดิมยิ่งกว่าสิ่งใด
คือ "ลีซอ" ในวัย 34 ปี ยังคงตะบันฟุตบอลบนสนามหญ้าที่รักได้อย่างดีเยี่ยม ชนิดที่เมื่อ 8-10 ปีที่แล้ว วิ่งบ้าพลังยังไง ตอนนี้ก็วิ่งได้อย่างนั้น

นั่นหมายถึง
ภายใต้การใส่สตั๊ดสองสีเมื่อใจยังห้าวๆ 
ภายใต้การโผล่ไปร่วมงานในวงการบันเทิงอยู่เป็นระยะๆ
ภายใต้การมีข่าวเรื่องความรักบนหน้าสื่อสายบันเทิงอยู่เป็นระยะๆ
ภายใต้ความแอคอาร์ต
ภายใต้มุมซุกซน ทะเล้นตามประสาผู้ชาย

เขามีระเบียบวินัยสูงส่ง ที่พยายามดูแลตัวเองให้ดีที่สุด เพื่อให้ "ขาและกล้ามเนื้อ" ยังรับใช้ "หัวใจ เบอร์ 14" ที่อยากเล่นฟุตบอลไปจนถึงอายุ 40 ปี อย่างที่ฝันให้ได้

ความเหมือนเดิมของ "ลีซอ" มันดูพิเศษขึ้น โดยไม่ต้องใส่ไข่ แต่ใส่ใจกับรายละเอียดของชีวิต

ถ้าทุกอย่างยังเหมือนเดิม ทั้งที่ผ่านไปแล้วกว่า 10 ปี
มันคือความเหมือนเดิมที่พิเศษ

......

ในรอยสักบนตัวของ ธีรเทพ วิโนทัย มีอีกสองประโยคที่นอกเหนือจากวันเดือนปีเกิดของครอบครัว และคำว่า Leesaw ซึ่งเป็นชื่อของเขา

บนแขนข้างซ้ายของลีซอ เขาสักว่า "Every darkness I'll shine through" ซึ่งแปลว่า "ทุกอณูแห่งความมืดมิด แสงสว่างในตัวของผมจะเริ่มเฉิดฉาย"

และที่กล้ามแขนขวา เขาสักว่า "What doesn't kill you makes you stronger" ซึ่งเป็นคติประจำใจของเขา ที่แปลว่า

"อะไรที่ฆ่าเราไม่ตาย
มันจะทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น"

แต่สาระสำคัญของบทความนี้
ไม่ได้อยู่ที่รอยสักของลีซอ

มันอยู่ที่ว่า เวลาที่ผ่านไปแต่ละวันของเรา
เราใช้มันคุ้มค่าหรือยัง
เราได้พยายามก้าวข้ามกำแพงแห่งอุปสรรคที่เข้ามาท้าทายหรือไม่

หรือมัวแต่ไปกังวลเสียงผู้คนที่ชี้นิ้วตัดสินคุณ
ทั้งที่ไม่รู้เลยว่านิ้วนั้น มันสะอาดที่จะตัดสินคุณหรือเปล่า....

"จอน"https://www.facebook.com/1786696568243085/posts/2420962971483105/1-07-2562   
บันทึกการเข้า

สาเหตุฟุตบอลไทยล้าหลังนับ10ปี และปัญหาต่างๆนานาในปัจจุบัน
http://www.guideubon.com/web/viewtopic.php?t=23193
Figo Pro Ubon Fc Av
บอลนอกแค่สะใจ บอลไทยไล่สมาคม
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +1156/-1893
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 33,646



| | |
« ตอบ #289 เมื่อ: กรกฎาคม 15, 2019, 06:22:59 PM »

🌟เสนาะ โล่งสว่าง- รถถังปากน้ำโพ🌟https://m.facebook.com/dan13bin/photos/a.229611834362103/371022296887722/?type=3
บันทึกการเข้า

สาเหตุฟุตบอลไทยล้าหลังนับ10ปี และปัญหาต่างๆนานาในปัจจุบัน
http://www.guideubon.com/web/viewtopic.php?t=23193
Figo Pro Ubon Fc Av
บอลนอกแค่สะใจ บอลไทยไล่สมาคม
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +1156/-1893
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 33,646



| | |
« ตอบ #290 เมื่อ: กรกฎาคม 26, 2019, 03:03:31 PM »

วันนี้ไทยลีกกลางสัปดาห์หวดพร้อมกัน 8 คู่ ไล่ดูสลับคู่นั้นคู่นี้ ไปเปิดคู่สุพรรณบุรีกับเชียงใหม่ช่วงท้ายเกม เห็นนักเตะที่คุ้นเคยและเคยดูเขามาตั้งแต่เป็นดาวรุ่ง ยังคงวิ่งไล่บอลบดกับแข้งหนุ่มๆ

เขาอาจวิ่งไม่เยอะเหมือนเมื่อสิบปีก่อน แต่ความเก๋าและมันสมองกินขาด ทุกครั้งที่บอลออกจากเท้าล้วนมีความหมาย ท่าครองบอลที่เป็นเอกลักษณ์ราวกับกำลังร่ายรำ ดูอ่อนช้อยแต่ยากที่ใครจะแย่งบอลไปจากเท้า

จีเอสเอ็ม ไทยลีก ปี 2544 ปีนั้นเองสโมสรธนาคารกรุงไทยใส่ชื่อแข้งดาวรุ่งนามว่า "พิชิตพงษ์ เฉยฉิว" ขึ้นสู่ชุดใหญ่

เด็กหนุ่มจากยโสธรใช้เวลาไม่นาน เบียดแข้งรุ่นพี่ขึ้นมาเป็นตัวจริงของทีมตรานกวายุภักษ์

เจ้าโต้งหรือใครๆก็เรียกว่าแป๊ะ โดดเด่นจนยึดเบอร์ 10 ในปีต่อมา และกลายเป็นกำลังสำคัญของธนาคารกรุงไทยพาทีมคว้าแชมป์ไทยลีก 2 สมัย

จริงๆ พิชิตพงษ์ควรเป็นตำนานตลอดกาลของแบงค์กรุงไทย แต่ด้วยข้อจำกัดการส่งทีม ทำให้ธนาคารกรุงไทยต้องโอนสิทธิการทำทีมให้บางกอกกล๊าส เอฟซี ในปี 2552

เพื่อนๆเกือบทั้งทีมยกขบวนไปอยู่กับทีมน้องใหม่กระต่ายแก้ว แต่เจ้าแป๊ะเลือกจะมาค้าแข้งกับเมืองทอง ยูไนเต็ด ปิดฉากตำนาน 8 ปี กับการรับใช้ธนาคารกรุงไทย

5 ปีที่สวมใส่เสื้อกิเลนผยอง เขาเป็นแชมป์ไทยลีกได้ถึง 3 สมัย

กลายเป็นนักเตะคนที่สองในประวัติศาสตร์ไทยลีกที่คว้าแชมป์ได้ถึง 5 สมัย

ปี 2557-59 ย้ายไปเชียงราย ยูไนเต็ด

ปี 2560 ย้ายไปโปลิศ เทโร

ปี 2561 ลงไปเล่นไทยลีก 2 กับเชียงใหม่ เอฟซี ในวัย 35 ปี ขณะนั้นหลายคนอาจคิดว่า คงเป็นช่วงขาลงของเขาแล้ว

หนึ่งปีต่อมาพาพยัคฆ์ล้านนาขึ้นสู่ไทยลีก 1 เป็นประวัติศาสตร์ครั้งแรกของสโมสร และยังได้รับความไว้วางใจให้อยู่ช่วงทีมลุยลีกสูงสุดต่อ

นี่ก็ 18 ปีแล้วครับที่พิชิตพงษ์ เฉยฉิว เล่นในไทยลีก พวกรุ่นราวคราวเดียวบางคนเลิกแล้ว บางคนไปเป็นโค้ชแล้ว แต่เจ้าโต้งยังเตะบอลได้แบบชิวๆ

กัดฟันอีกสักสองปีนะ เอาให้ครบ 20 ปีไปเลย ไหนๆก็ไหนแล้ว คิดซะว่า....เตะให้เด็กมันดู

#สารานุกรมฟุตบอลไทย
#ตำนานไทยลีก
#พิชิตพงษ์_เฉยฉิว   https://www.facebook.com/469349673092741/posts/2588444067849947/
บันทึกการเข้า

สาเหตุฟุตบอลไทยล้าหลังนับ10ปี และปัญหาต่างๆนานาในปัจจุบัน
http://www.guideubon.com/web/viewtopic.php?t=23193
Figo Pro Ubon Fc Av
บอลนอกแค่สะใจ บอลไทยไล่สมาคม
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +1156/-1893
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 33,646



| | |
« ตอบ #291 เมื่อ: กรกฎาคม 27, 2019, 03:10:26 PM »

#จากแดนหน้าสู่แดนหลัง

ด.ช. นพนนท์ คชพลายุกต์ เริ่มเล่นฟุตบอลอย่างจริงจังกับ "โรงเรียนเกาะแต้วพิทยาสรรค์ จ.สงขลา" เขาและเพื่อนพาทีมคว้าสิทธิ์ตัวแทนภาคใต้ ใน"ฟุตบอลรายการไนกี้พรีเมียร์คัพ" เป็นตัวแทนถาคใต้เข้ามาแข่งรอบชิงแชมป์ระดับประเทศ

ก่อนที่ฟอร์มอันโดดเด่นในตอนนั้น ของ"เจ้าอ๊อฟ "ในตำแหน่ง"กองหน้า" ของทีม ได้ถูก "บอสบอล ศศิศ สิงห์โตทอง" ชักชวนให้มาอยู่ในอะคาเดมี่ของชลบุรีในตอนนั้นเขาและครอบครัว"คชพลายุกต์" ไม่รอช้าที่จะเดินตามฝันของครอบครัวและลูกชาย"หัวแก้วหัวแหวน"คนนี้เก็บข้าวของมุ่งหน้าสู่ ฉลามชล
 

จากนั้น "เจ้าอ๊อฟ" เริ่มเข้ามาเรียนลูกหนังใน จังหวัดชลบุรี กับ โรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย" รุ่นเดียวกับ "เจ้าอ๊อด" หัสชัย แสนกล้า ผู้รักษาประตูประจวบฯเอฟซี ในตอนนี้ และต่อมาย้ายไปเรียนที่"โรงเรียนกีฬาจังหวัดชลบุรี" จนจบมัธยมศึกษาปีที่6

"เจ้าอ๊อฟ"มีโอกาศติดทีมชาติครั้งแรกโดยถูก "โค้ชหนุ่ย เฉลิมวุฒิ สง่าพล "ได้เรียก "เจ้าอ๊อฟ" มาติดทีมชาติไทย รุ่น 19 ปี" เจ้าอ๊อฟ "ถูกเรียกมาในตำแหน่ง "กองหน้า" ของทีมชาติไทย จุดเปลี่ยนมันอยู่ที่ว่ามีอยู่หนึ่งเกมนักเตะ ตำแหน่งแบ๊คขวา ของทีมเจ็บกันหมดไม่เหลือใครเลยในตำแหน่งกองหลัง" โค้ชหนุ่ย"ถาม เจ้าอ๊อฟ เล่นได้ไมเขาตอบตกลงทันทีที่จะไปเล่น "แบ๊คขวา" จำเป็น แต่กับทำผลงานได้ดีซะอีกในตอนนั้น

หลังจากนั้นมา"โค้ชเฮง"แนะนำให้"เจ้าอ๊อฟ "ว่าเราต้องเล่นแบ๊คถึงจะดัง เหมือนรุ่นพี่เอง "ชลทิตย์ จันทคาม" ที่เคยเล่นกองหน้า มาก่อนแต่จบด้วย "เซ็นเตอร์" จนถึงทุกวันนี้
หลังจากนั้นเรื่อยมา"เจ้าอ๊อฟ"ก็ถูกถอยลงมาประจำการอยู่ทางแบ๊คขวาจนถึงทุกวันนี้

"เจ้าอ๊อฟ" เริ่มฟุตบอลอาชีพกับทีมแรกคือ" ทีมการบินไทยบ้านบึง" ในปี2009 และ ลงเล่นในรายการ ควีนคัพ กับชลบุรีเอฟซี ในปี2009 นั้นคือรายการแรกของ"เจ้าอ๊อฟ"ในสีเสื้อชลบุรีเอฟซีชุดใหญ่ ก่อนที่จะถูกดันขึ้นสู่ชุดใหญ่อย่างเต็มตัวในปี2010 แต่ด้วยประสบการณ์ยังน้อย ยังไม่สามารถแย่งตำแหน่งในทีมจากรุ่นพี่อย่าง สุรีย์ สุขะ,เจษฎากร  เหมแดง,ได้อย่างแน่นอน

และในปี 2011 ชลบุรี ปล่อยยืมตัวไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์กับทีมบ้านเกิด "สงขลาเอฟซี "แต่ก็ย้ายไปช่วยบ้านเกิดแค่ 1 ปีเท่านั้น เขากลับมาพร้อมประสบการณ์และโตขึ้นเพื่อหวังกับการยึดตำแหน่งตัวจริงชุดใหญ่ ของทัพฉลามชล

เรื่องฝีเท้าและความมุ่งมั่นตั้งใจ ทุ่มเท วินัย ในการเล่นบอลหรือซ้อม เมื่อเขามีโอกาศลงสนาม ใส่ให้สุดทุกวินาทีที่ได้รับโอกาศ ณ ตอนนี้ ตำแหน่งแบ๊คขวา ของชลบุรี"เจ้าอ๊อฟ"ได้ก็ยึดตำแหน่งตัวจริงไว้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้จนได้

แบ็คจอมบุกของ "ฉลามชล" ชลบุรี เอฟซี คือ1 ใน 3 ตัวแทนจากประเทศไทยไปร่วมเชิญธงและนำนักเตะในมหกรรมลูกหนังแห่งมวลมนุษยชาติ ฟุตบอลโลก 2006 ที่เยอรมนี มาแล้วใน “โครงการโค้กนำธงฟุตบอลโลก”
 

วันที่ 10 มิถุนายน 2006 วันที่ เด็กชายนพนนท์ ได้เชิญธงชาตินำนักกีฬาเข้าสู่สนามการแข่งขันฟุตบอลโลก 2006 ในนัดสำคัญระหว่างทีมชาติอังกฤษ พบทีมชาติปารากวัย ณ สนามกีฬาวาลด์ สเตเดี้ยม ประเทศเยอรมนี และมันคงเป็นประสบการณ์ฟุตบอลที่สุดยอดที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต กับการเดินทางไปครั้งนี้

Cr.ทีมมีเดียร์ชลบุรีhttps://www.facebook.com/182588378992798/posts/440203979897902/
บันทึกการเข้า

สาเหตุฟุตบอลไทยล้าหลังนับ10ปี และปัญหาต่างๆนานาในปัจจุบัน
http://www.guideubon.com/web/viewtopic.php?t=23193
Figo Pro Ubon Fc Av
บอลนอกแค่สะใจ บอลไทยไล่สมาคม
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +1156/-1893
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 33,646



| | |
« ตอบ #292 เมื่อ: สิงหาคม 01, 2019, 04:51:23 PM »

"จากลูกชายคนเดียวของร้านก๋วยเตี๋ยว กลางอำเภอพญาเม็งราย สู่แข้งดาวรุ่งระดับทอล์ค ออฟ เดอะ ทาวน์ 👦👦"

"ความสุดยอดแต๊ แต๊ ของละอ่อนคนนี้ 💪💪
ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
ไม่ใช่เรื่องฟลุ๊ค
ไม่ใช่เรื่องของโชคชะตา
แต่เป็นความสุดยอดจริงๆ ของเด็กระเบิดจากล้านนา
ที่ชื่อว่า เอกนิษฐ์ ปัญญา"

21 ตุลาคม 1999 ก่อนคริสต์ศักราชจะเข้าสู่ขวบปีที่สองพันเพียงไม่กี่วัน เด็กน้อยรายหนึ่งได้ลืมตาบนโลกในครอบครัว “ปัญญา” ภายใต้การฟูมฟักจากคุณพ่อเสกสรรค์ และคุณแม่อนงค์ เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวธรรมดาๆ ร้านหนึ่ง ในตำบลแม่เปา อำเภอพญาเม็งราย จังหวัดเชียงราย

ชื่อเล่นของเขาคือ "บุ๊ค" 📖📖
แต่ชีวิตของเขา เกี่ยวข้องกับ "บอล" ⚽️⚽️

ตั้งแต่ยังเยาว์ บุ๊คทำหน้าที่ลูกมือที่ร้านก๋วยเตี๋ยวแม่อนงค์ แต่ด้วยความที่ "เสกสรรค์ ปัญญา" คุณพ่อของเขามีดีกรีเป็นถึงนักฟุตบอลระดับอำเภอพญาเม็งราย "เจ้าบุ๊ค" จึงได้เดินทางไปดูคุณพ่อแข่งฟุตบอลอยู่บ่อยครั้ง ตั้งแต่อายุ 6-7 ขวบ และทุกครั้ง เขาก็จะขอลูกบอลคุณพ่อมาเดาะเล่น และเตะเล่น

"ทำเรื่องเล่น ให้เป็นเรื่องจริง"

"บุ๊ค" เริ่มเล่นฟุตบอลเดินสายตั้งแต่ 9 ขวบ โดยมีคุณพ่อ คอยไปรับไปส่งแข่งขัน
ภายใต้รอยยิ้มเมื่อได้เตะบอล
ภายใต้ความสนุกสนานเมื่อได้เหงื่อออก
เขาไม่รู้ว่า ตัวเองกำลังเก่งขึ้น เก่งขึ้น เก่งขึ้น กว่าที่รุ่นตัวเองจะสู้ได้ นั่นเป็นเพราะ เขาลงเล่นกับเด็กอายุ 12-13 ปี ตั้งแต่อายุ 9 ขวบ

"ตอนเริ่มเล่นแรกๆ ผมเล่นเป็นกองหน้า ผมจำได้ว่าส่วนใหญ่ที่เล่นจะอายุประมาณ 12 ปี ซึ่งผมก็น่าจะอายุน้อยที่สุด แต่มีเกมนึงผมยิงได้ 6 ประตูเลยใน 1 เกม"

กระทั่งกลางดึกของคืนวันที่ 6 พฤษภาคม 2009 เอกนิษฐ์ ได้พบเจอไอดอลลูกหนังคนแรกในชีวิตที่ชั้นล่างของร้านก๋วยเตี๋ยว ในจอโทรทัศน์ที่ขนาบข้างไปด้วยถ้วย ถัง กะละมัง หม้อ กำลังมีการแข่งขัน ฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบรองชนะเลิศ นัดที่ 2 ฤดูกาล 2008-09 ระหว่าง เชลซี กับ บาร์เซโลน่า

เกมนั้น อันเดรส อีเนียสต้า คือ ผู้ทำประตูสุดสวยช่วยให้ บาร์ซ่า ตีเสมอ เชลซี 1-1 ก่อนจะทำให้ทีมดังจากกาตาลุนญ่า ผ่านเข้ารอบชิงฯ ด้วยกฏอะเวย์โกล

"และนั่นคือ รักครั้งแรกในชั้น ป.3 ของเอกนิษฐ์"

“ความจริงผมไม่ได้ชอบบาร์เซโลน่า เพราะผมเป็นแฟนบอล แมนฯ ยูไนเต็ด ส่วนพ่อผมเป็นแฟน แมนฯ ซิตี้ ตอนเด็กๆ ผมชอบ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ มากกว่า สมัยนั้นยังอยู่ แมนฯ ยูไนเต็ด แต่ระยะหลังผมชอบ อิเนียสต้า เพราะถูกจับมาเล่นกองกลาง ผมก็ยิ่งดูและศึกษาการเล่นของเขามากยิ่งขึ้น”

จากเด็กน้อยที่ไปดูคุณพ่อเตะบอล
จากเด็กเช็ดจานชามที่ให้คุณพ่อปลุกขึ้นมาดูฟุตบอลทุกครั้งที่มี อีเนียสต้า ลงสนาม
จากนั้น เอกนิษฐ์ ก็ได้สัมผัสกับฟุตบอลอาชีพในอีกรูปแบบนึง นั่นคือ การเข้าชมเกมของทีมบ้านเกิดอย่าง "เชียงราย ยูไนเต็ด" ตั้งแต่สมัยอยู่ในศึกดิวิชั่น 2

และคนที่จูงมือเขาเข้าไปในสนาม อบจ.เชียงราย ในสมัยนั้น ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ก็คือ คุณพ่อของเขานั่นเอง

เกมแรกที่เจ้าบุ๊คไปดู เป็นเกมที่ วัชรกร ไกลถิ่น หนึ่งในอัจฉริยะลูกหนังแห่งล้านนา ยิงประตูให้เชียงรายได้ และนั่นเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ "เจ้าบุ๊ค" คิดในใจว่า วันนึงเขาจะต้องสังกัดทีมบ้านเกิดที่ยิงประตูให้บ้านเกิดให้ได้แบบ วัชรกร

"ทำความฝัน ให้เป็นเรื่องจริง"

หลังเล่นให้กับทีมเดินสาย และทีมโรงเรียนอนุบาลพญาเม็งรายไปพร้อมๆ กัน จนเมื่อชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หรืออายุได้ประมาณ 12 ปี เขาก็ได้เข้ารับการอบรมในคลินิคฟุตบอลของ เชียงราย ยูไนเต็ด

เอกนิษฐ์ ได้ใกล้ชิดนักเตะ “กว่างโซ้ง” แบบตัวเป็นๆ ครั้งแรก ทั้ง ธีระศักดิ์ โพธิ์อ้น (กัปตันทีมในสมัยนั้น), วสันต์ นาทะสัน ดาวยิงประจำทีม, รัฐพล อัฐวงศ์ รวมถึง เลอันโดร อัสสัมเซา ยอดกองหน้าชาวบราซิล

😃😀 เจ้าบุ๊คตื่นเต้น
😆😆 เจ้าบุ๊คประทับใจมาก
😚😚 เจ้าบุ๊คไล่ขอลายเซ็นนักเตะทุกคน โดยที่เขาไม่คิดว่า วันหนึ่ง ลายเซ็นของเขาจะมีค่าเหมือนกัน

2 ปีต่อมา เอกนิษฐ์ ปัญญา ไล่ล่าความฝันของตัวเองอีกครั้ง คราวนี้จะไม่ใช่แค่การไปชม ไปเชียร์ หรือเอาชุด "กว่างโซ้ง" ให้ใครเซ็น แต่คือ การคัดเยาวชนเข้าร่วมทีมสโมสร และเขาก็สามารถติด 1 ใน 30 คน ของรุ่นอายุไม่เกิน 14 ปีได้

อีก 2 ปีต่อมา ในวัย 15 ปี (ปี 2558) เอกนิษฐ์ ทำสิ่งที่เขาเองก็ไม่คิดว่าจะเดินมาถึงได้ เมื่อเขาถูกดันขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ของ เชียงราย ยูไนเต็ด ภายใต้การคุมทีมของ "โค้ชโจ" อดีตกัปตันทีมที่เขาเคยวิ่งไปขอลายเซ็นเมื่อครั้งฟุตบอลคลินิค

"ผมว่า แก (โค้ชโจ) คงจำผมไม่ได้หรอกว่า ผมเคยขอลายเซ็นแก และเคยอยู่ในคลินิคฟุตบอลตอนที่แกเคยมาสอน แต่ผมจำแกได้ดี"

และการตัดสินใจของสโมสรครั้งนั้น
ได้เปลี่ยนแปลงชีวิตของ เอกนิษฐ์ ไปตลอดกาล

26 กันยายน 2558
เด็กระเบิดจากล้านนา ถูกส่งลงสนามในฐานะตัวสำรองแทนที่ ณัทธภณ วรทญานันทร์ ในช่วง 5 นาทีสุดท้าย ที่เชียงราย ยูไนเต็ด กำลังนำ ศรีสะเกษ เอฟซี 3-0 ทำให้เขากลายเป็นนักเตะที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลไทย ที่ได้ลงสนามในศึกไทยลีก ด้วยอายุ 15 ปี 11 เดือน

18 ตุลาคม 2558
ให้หลังการบันทึกสถิติครั้งแรกเพียงแค่ไม่ถึงเดือน เอกนิษฐ์ ก็ตอบแทนความเชื่อใจอีกครั้งด้วยการสร้างสถิติซัดประตูด้วยอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของศึกไทยลีก ด้วยตัวเลข 15 ปี 11 เดือน 28 วัน ในเกมที่ เชียงราย ยูไนเต็ด บุกแพ้ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด 1-4

แม้สองสถิติดังกล่าวจะถูก ศุภณัฏฐ์ เหมือนตา เด็กระเบิดจากที่ราบสูงทำลายลงเรียบร้อยแล้ว แต่ เอกนิษฐ์ ปัญญา ก็ยังคงทำหน้าที่ "วันเดอร์คิด" ของตัวเองอย่างแข็งขัน

มิถุนายน ปี 2016 เอกนิษฐ์ ลงสนามให้กับ เชียงราย ยูไนเต็ด ครบ 10 เกมในศึกไทยลีก ตั้งแต่อายุเพียง 16 ปีเท่านั้น

มีนาคม ปี 2018 เอกนิษฐ์ พาทีมชาติไทย ชุดอายุไม่เกิน 19 ปี คว้ารองแชมป์ ดูไบ คัพ 2018 ที่ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยมีคะแนนเหนือ "ยูเออี" เจ้าภาพ และอาร์เมเนีย จากยุโรป ซึ่งเจ้าตัวได้รางวัลนักเตะยอดเยี่ยมมาครองได้ด้วย

กันยายน ปี 2018 เอกนิษฐ์ ที่ย้ายมา เชียงใหม่ เอฟซี แบบยืมตัวในศึก T2 ก็กลายเป็นขวัญใจแฟน "พยัคฆ์ล้านนา" ทันที เพราะเขาคือ "เดอะแบก" ในวัยเพียง 18 ปี จนทำให้เชียงใหม่ เอฟซี เลื่อนชั้นสู่ลีกสูงสุดเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

ตุลาคม ปี 2018 เอกนิษฐ์ สวมเบอร์ 10 ให้กับทีมชาติไทย ชุดอายุไม่เกิน 19 ปี และพาทีมชาติไทย ผ่านเข้าถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย ศึก ยู-19 ชิงแชมป์เอเชีย 2019 ที่ประเทศอินโดนีเซีย โดยในเกมควอเตอร์ไฟน่อล เขาเป็นคนแอสซิสต์ให้ ธีรภักดิ์ เปรื่องนา หลุดเข้าไปยิงให้ทีมชาติไทย ขึ้นนำ กาตาร์ 3-2 ในนาทีที่ 81 และหากไม่โดนตีเสมอจากลูกฟรีคิกในช่วงท้ายเกม บวกกับโดนยิงในช่วงต่อเวลาพิเศษ นี่ก็จะเป็นลูกแอสซิสต์ที่ทำให้ทีมชาติไทย ได้ไปฟุตบอลโลก ชุดอายุไม่เกิน 20 ปี ที่ประเทศโปแลนด์ ช่วงเดือนที่ผ่านมา

และในปีนี้ ปี 2019 ก็ได้เป็นซีซั่นสุดร้อนแรงของ "เจ้าบุ๊ค" เมื่อเขาสามารถทำได้ถึง 7 ประตูกับ 4 แอสซิสต์ ในการลงเล่นให้กับ สองทีมดังในดินแดนล้านนาอย่าง เชียงใหม่ เอฟซี ในเลกแรก และ สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด ในเลกที่สอง จากการลงเล่นรวม 19 นัด

ซึ่งประตูล่าสุด เขาก็สร้างความเหนือชั้นด้วยการโยกหลบ อันเดรส ตูเญซ หนึ่งในกองหลังที่แข็งแกร่งที่สุดของไทยลีก ก่อนเข้าไปซัดผ่านนายทวารระดับตำนานไทยลีก ดีกรีทีมชาติไทย ชุดใหญ่ อย่าง ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน จนทำให้ "กว่างโซ้งมหาภัย" ถล่ม "ปราสาทสายฟ้า" ไปแบบเด็ดขาด 4-0 พร้อมช่วงชิงตำแหน่งจ่าฝูงไทยลีก มาครองได้สำเร็จ

นี่คือประตูที่บ่งบอกอย่างชัดเจนว่า อายุเพียง 19 ปีของเขา ไม่สำคัญแล้ว เพราะ "ถ้าคุณเก่งพอ คุณก็แก่พอ" 💪💪

🍲🍲 จากเด็กที่เคยเช็ดถ้วยเช็ดชาม
🍜🍜 จากเด็กที่เคยเดินเสิร์ฟก๋วยเตี๋ยวให้ลูกค้า

อีกไม่นาน ⏰⏰
🏆🏆 เขาอาจจะได้ลูบถ้วยแชมป์ไทยลีกครั้งแรกในชีวิต
และเขาอาจจะเสิร์ฟแชมป์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของฟุตบอลเมืองไทยในขณะนี้ สู่ดินแดนล้านนาเป็นครั้งแรก

ดินแดนที่สร้างความสุดยอดแต๊ แต๊
ให้กับละอ่อนลูกหนังผู้หลงรักฟุตบอลคนนี้ ❤❤

"จอน"
01-08-2562

🙏🙏 บทความบางส่วน นำคำสัมภาษณ์มาจาก FourFourTwo Thailand   https://www.facebook.com/1786696568243085/posts/2442272462685489/
บันทึกการเข้า

สาเหตุฟุตบอลไทยล้าหลังนับ10ปี และปัญหาต่างๆนานาในปัจจุบัน
http://www.guideubon.com/web/viewtopic.php?t=23193
Figo Pro Ubon Fc Av
บอลนอกแค่สะใจ บอลไทยไล่สมาคม
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +1156/-1893
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 33,646



| | |
« ตอบ #293 เมื่อ: สิงหาคม 02, 2019, 07:14:22 AM »

🇹🇭"ปริ๊นส์"ณัฐพงษ์  ขุนเพ็ชร 👉เดินทางทั้งชีวิตเพื่อฟุตบอล🇯🇵
👟👟👟👟👟👟👟👟👟👟👟👟👟👟👟👟👟👟👟👟

🧳เด็กหนุ่มวัย 18 ปี จากบ้านทุ่งต่อ อ.ห้วยยอด จ.ตรัง ต่อเติมความฝันฟุตบอลตัวเองทั้งชีวิตด้วยการเดินทางไปหาต้นทางฝันให้ได้ใกล้เคียงมากที่สุด ซึ่งก็ไม่รู้ว่าวันข้างหน้าจะมีอุปสรรคขวากหนามอะไร?ให้เดินหน้าฝ่าเผชิญบ้าง? มีเพียงฟุตบอลเท่านั้นที่กำหนดไว้เป็นเป้าหมายปลายทาง

🧳อาณาเขตบ้านเกิด จ.ตรัง กลายเป็นสิ่งที่ทำให้พยายามเค้นความสามารถของตัวเองออกมาเพื่อออกมาต่อสู้กับโลกกว้างของฟุตบอลในประเทศ จากดินแดนด้ามขวานทอง ต้องเริ่มเรียนรู้ความลำบากความคิดถึงความผูกพันถูกแยกออกจากครอบครัว จากร.ร.ห้วยยอด รอนแรมข้ามภาคมาใช้ชีวิตที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเพื่อเรียนและเล่นฟุตบอลไปด้วย ที่ ร.ร.ขามแก่นนคร

🌶รสชาติอาหารอาจจะแตกต่างกัน ภาษาถิ่นที่โดดไป มิอา่จพรากความฝันเรื่องฟุตบอลไปได้ไม่ว่านี่คือดินแดนไหนของประเทศ?หากอยากไปต่อก็ต้องลงมือทำไปเรื่อยๆ เหนื่อยต้องทน หิวต้องกิน อิ่มต้องนอน ทุกอย่างต้องเข้าระบบ   ภายใต้คำแนะนำจาก "โค้ชน้อย"วุฒิญา หยองเอ่น อดีตนักเตะทีมชาติไทย,สโมสรเทโรฯ,ธ.กรุงเทพ  ช่วยทำให้ดีขึ้น ฟุตบอลอาชีพในวัยไม่ถึง 18 ปี ของ "ปริ๊นซ์"ดูเหมือนว่ามันยังไม่ค่อยเข้าที่เข้าทาง เพราะการเริ่มต้นบนบรรทัดฐานลูกหนังท่ามกลางการต่อสู้พร้อมกับทุนความสามารถที่มีติดตัวมายังต้องการการเติมเต็มอีกมากมาย

🎥ยู-17 เลย ซิตี้ ในรายการยูธลีกจึงเริ่มได้รับรสชาติกลิ่นอายความเป็นลูกหนังอาชีพในเด็กขั้นปฐมวัย  ก่อนที่จะโยกขยับสลับตัวเองด้วยการพัฒนาการเล่นสู่ทีม สมุทรสงคราม เอฟซี ในระดับไทยลีก 4

⚽️วัย 18 ปี ของ  "ปริ๊นซ์"ต้องการออกไปเผชิญโลกลูกหนังที่กว้างขึ้น แม้ว่าฝีเท้าอาจจะไม่ได้ติดหูคนในประเทศ แต่ปรารถนาจะออกไปสู้ชีวิตบนดินแดนอาทิตย์อุทัย ประเทศญี่ปุ่่น  หลังตัดสินใจก้าวเดิน ออกจากบ้านตั้งแต่วัยเยาว์ ปัจจุบัน "ปริ๊นส์"ณัฐพงษ์  ขุนเพ็ชร  อายุ 18 ปี ศึกษาระดับชั้น ม.6 ที่ ร.ร.ศรีสองรักษ์ จ.เลย  เลือกพักเส้นทางการศึกษาไว้ชั่วคราวพร้อมกับเดินหน้าหาฟุตบอลอาชีพแบบจริงจังกับสโมสรฟุตบอล Tonan Maebashi ทีมในลีก Kantō Soccer League ลีกที่อยู่ใน Japanese Regional Leagues หรือว่าลีกระดับ 5 ของประเทศญี่ปุ่่น

🇯🇵 เงื่อนไขชีวิตฟุตบอลอาชีพของ "ปริ๊นส์" ที่ตั้งไว้คือควักเงินส่วนตัวจ่ายค่าครองชีพชีวิตเพื่อทดสอบฝีเท้าเรียนรู้กับสโมสรแห่งนี้แม้ว่าจะเป็นสโมสรไม่ได้ใหญ่โตอะไรแต่ต้องการสร้างโอกาสกับทีมระดับนี้ให้ได้ก่อนเพื่อให้เกิดการยอมรับ  โดยวางแพลนชีวิตให้ตัวเอง 1 ปี กับการต่อสู้ครั้งนี้ เงื่อนไขต่างๆหากทดสอบฝีเท้าผ่านจะก้าวขึ้นสู่ทีมชุด บี จะเริ่มมีเงินเดือน และหากพัฒนาขึ้นสู่ชุด เอ เงินเดือนก็จะเพิ่มขึ้นตามลำดับ ซึ่งเวลาหลังจากนี้คือบทดสอบเด็กหนุ่มรายนี้ที่ต้องเจอทั้งสภาพอากาศ,คู่แข่ง,อาหารการกิน,การใช้ชีวิตแบบต้องดูแลตัวเอง ฯ

🧵 1 ปี หลังจากนี้ไม่ว่าบททดสอบของ  "ปริ๊นส์"ณัฐพงษ์  ขุนเพ็ชร จะจบลงแบบไหน? แต่จุดเริ่มต้นที่ก้าวออกจากบ้านมาเพื่อหาชีวิตฟุตบอลอาชีพแบบเต็มตัวก็แสดงออกให้เห็นว่าเขามุ่งมั่นที่จะทำฝันให้ถึงขีดสุด ไม่แน่การเดินทางของเด็กหนุ่มจากแดนใต้รายนี้อาจจะไม่จบแค่นี้หากสามารถสร้างการยอมรับและยกระดับตัวเองพร้อมกับครองตนอยู่บนการเป็นนักกีฬาอาชีพที่ดีไม่หลงระเริงไปกับสิ่งแวดล้อมรอบข้างที่จะกระชากเขาไปจากฟุตบอลได้ทุกเวลา  ....

🌎ข้อมูลส่วนตัว🌎
👉"ปริ๊นส์"ณัฐพงษ์  ขุนเพ็ชร
👉อายุ 18 ปี
👉ตำแหน่ง ริมเส้นด้านขวา
👉ภูมิลำเนา ตรัง
👉 การศึกษา ม.6 ร.ร.ศรีสองรักษ์ จ.เลยhttps://www.facebook.com/229600364363250/posts/378886726101279/
บันทึกการเข้า

สาเหตุฟุตบอลไทยล้าหลังนับ10ปี และปัญหาต่างๆนานาในปัจจุบัน
http://www.guideubon.com/web/viewtopic.php?t=23193
Figo Pro Ubon Fc Av
บอลนอกแค่สะใจ บอลไทยไล่สมาคม
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +1156/-1893
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 33,646



| | |
« ตอบ #294 เมื่อ: สิงหาคม 07, 2019, 05:31:57 PM »

เขา คือ เด็กหนุ่มเลือดน้ำเค็มที่มีชื่อพ้องกับเกาะใหญ่ที่สุดของเมืองไทย
เขาเกิด และเติบโตบนเกาะเล็กๆ แห่งหนึ่งในดินแดนด้ามขวาน ที่ชื่อว่าเกาะสุกร จ.ตรัง
เขากำลังได้โอกาสบินไกลข้ามหลากน้ำหลายทะเลไปสู่เกาะที่มีฟุตบอลคอยขับเคลื่อนชีวิตผู้คน

นี่คือเรื่องราวชีวิตแห่ง เกาะ / ฟุตบอล / น้ำทะเล / ความฝัน / อังกฤษ / ฟ็อกซ์ ฮันท์ ของ ภูเก็ต เฟื่องคร

“ผมเกิดในตัวเมืองตรังครับ แต่เติบโตบนเกาะสุกร ตำบลเกาะสุกร อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง ก็อยู่บนเกาะ ใช้ชีวิตบนเกาะ อยู่กับทะเลมาตั้งแต่เด็กเลยครับ” เก็ต - ภูเก็ต เฟื่องคร กองหน้าดาวรุ่ง เริ่มต้นทักทายผู้เขียนด้วยสำเนียงใต้

“ที่นั่นไม่มีคนไทย-พุทธเลยครับ มีแค่คนจีนครอบครัวเดียว ที่เหลือก็เป็นไทย-มุสลิม ทั้งหมด ผมเองก็เป็นมุสลิมครับ ตอนเด็กๆ พ่อกับแม่ก็ค้าขายเสื้อผ้าในเกาะที่หน้าบ้านตัวเอง แล้วก็มีขายผักด้วยครับ และก็มีการทำประมงบ้างเล็กๆ น้อยๆ ก่อนที่เขาจะแยกกันอยู่ตอนผมอายุประมาณ 10 ขวบ”

ภูเก็ต เล่าให้ฟังว่า คุณพ่อของเขาเป็นคนไทย-พุทธ ก่อนจะมาแต่งงานกับคุณแม่ที่เป็นมุสลิม และได้ให้กำเนิดลูกชายสองคน คือ เขาและพี่ชาย ที่อายุห่างกันประมาณ 6 ปี โดยปัจจุบัน พี่ชายก็ทำประมงอยู่ในเกาะสุกร จนเมื่ออายุประมาณ 10 ปี คุณพ่อก็แยกกับคุณแม่ ก่อนจะย้ายไปอยู่เกาะจำ จังหวัดกระบี่ แต่ก็ยังติดต่อกับ “น้องเก็ต” และส่งเงินมาให้ใช้อยู่เสมอ

ช่วงเวลาคาบเกี่ยวกับที่คุณพ่อคุณแม่ห่างกันนั้น ภูเก็ตก็เริ่มผูกมิตรกับลูกฟุตบอลเป็นครั้งแรก บนผืนทรายข้างๆ อวน, แห และเรือ ที่เขามักจะออกทะเลไปหาปลาหาปูกับน้าชาย

เขาเล่าให้ฟังว่า น้าชายของเขาเคยเล่นฟุตบอลให้กับทีมตรัง เอฟซี ก่อนประสบปัญหาอาการบาดเจ็บหนักบริเวณหัวเข่า
แต่นั่นก็ไม่ทำให้ความศรัทธาในตัวน้าชายลดน้อยลง

น้าชายเป็นเสมือนฮีโร่ของภูเก็ต ที่ดูแลเขาเป็นอย่างดี สอนเขาทุกอย่างทั้งเรื่องการใช้ชีวิตบนเกาะ วิธีการหาปลาหาปู การขับเรือ การออกเรือ และด้วยความรักฟุตบอลเหมือนกัน ก็ทำให้ทั้งคู่มีช่วงเวลาที่มี “เจ้าลูกหนังลูกกลมๆ” คอยเป็นกาวประสานความสัมพันธ์ แม้น้าชายของเขาจะไม่สามารถลงสนามได้เหมือนเดิมแล้วก็ตาม

สมัยประถมศึกษา “ภูเก็ต” เรียนที่โรงเรียนบ้านแหลม บนเกาะสุกร ซึ่งเขาก็เล่นฟุตบอลให้กับโรงเรียนด้วยในตำแหน่งกองหน้า ก่อนจะไปเล่นฟุตบอลเดินสายจนฝีเท้า และรูปร่างเตะตาอะคาเดมี่ของตรัง เอฟซี ในรุ่นเล็กที่ชื่อว่า “ตรัง ซ็อคเกอร์ จูเนียร์” ซึ่งสั่งให้เขาเล่นตำแหน่งกองหลังในเวลาต่อมา เพราะรูปร่างที่ใหญ่กว่าเด็กทั่วไป

“เมื่อเป้าหมายถูกวางไว้สูง
ความพยายามก็ห้ามต่ำ”

ภูเก็ต รู้ดีว่า แค่เล่นฟุตบอลในเกาะกับโรงเรียน และอะคาเดมี่แบบนี้ เขาไม่มีทางไปได้ไกลตามใจหวังแน่นอน
เขาจึงตัดสินใจเดินทางออกเรือจากเกาะสุกรมาสู่ท่าเรือ และเดินทางอีกกว่า 50-60 กิโลเมตรเข้าเมือง เพื่อคัดตัวในชั้น ม.1 กับโรงเรียนกีฬาจังหวัดตรัง ในตำแหน่งที่ตัวเองคิดว่าถนัดที่สุดที่เขาชอบเล่นมาตั้งแต่เด็กๆ ก็คือ “กองหน้า”

แน่นอน เขาติดทีมโรงเรียนกีฬาจังหวัดตรัง
และนั่นคือการตัดสินใจที่คุ้มค่าที่สุดในชีวิต

ที่โรงเรียนกีฬาจังหวัดตรัง “น้องเก็ต” เล่นฟุตบอลหลายรายการ ทั้งรายการอย่างเป็นทางการ และรายการเดินสายในจังหวัดโซนภาคใต้ จนกระทั่งได้มาเล่นฟุตบอลรายการ คิง เพาเวอร์ คัพ ตั้งแต่อยู่ชั้น ม.2 จนกระทั่งล่าสุดในชั้น ม.3 เขาก็ได้เล่นคิง เพาเวอร์ คัพ อีกครั้ง

“ผมย้ายมาอยู่ที่โรงเรียนกีฬาจังหวัดตรัง ผมก็ได้เล่นในตำแหน่งหน้าต่ำครับ มีเพื่อนพักให้ แล้วเราก็ยิง รายการแรก ผมไปเล่นฟุตบอล 7 คน เป็นรายการเดินสายรายการนึงที่จังหวัดสตูล ลงไป 4-5 นัด ผมยิงได้ประมาณ 15-16 ลูก ผมก็เลยเริ่มมีชื่อในภาคใต้ตั้งแต่ตอนนั้น”

“พอมาในรายการ คิง เพาเวอร์ คัพ 2018 ตอนแรกผมเป็นตัวสำรองนะครับ แต่ลงตัวสำรองมายิง ลงมายิงเรื่อยๆ ในรอบคัดเลือก ยิงไปทั้งหมด 5 ลูก ก็เลยได้ลงตัวจริงในรอบรองชนะเลิศ และรอบชิงชนะเลิศ ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดอะไรมากครับ โฟกัสที่ทีมมากกว่า อยากพาทีมไปแข่งที่กรุงเทพฯ (รอบชิงแชมป์ประเทศ) เรื่องไปอังกฤษ ผมไม่คิดเลยครับ คิดแค่เรื่องทำอย่างไรให้ทีมผ่านเข้ารอบไปให้ได้ก่อน”

ทีมโรงเรียนกีฬาจังหวัดตรัง คว้าสิทธิ์เข้าสู่รอบสุดท้าย จากรอบคัดเลือก โซนภาคใต้ โดย ภูเก็ต เฟื่องคร กดไปถึง 5 ประตู และยิงประตูสำคัญในนัดตัดสินให้ทีมชนะ โรงเรียนกีฬาจังหวัดยะลา 2-0 ในรอบชิงตั๋วด้วย ก่อนจะเข้ารอบประเทศ และตกรอบ 8 ทีมสุดท้ายด้วยการแพ้ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย 0-3 แต่ด้วยจำนวนประตูที่ทำได้ บวกฟอร์มทั้งหมด ก็เพียงพอที่จะให้คุณแม่ของเขาได้ภาคภูมิใจกับลูกชายคนนี้

“ตอนที่ติด 33 คนสุดท้าย ได้เข้าแคมป์ที่กิเลนวัลเลย์ ตอนนั้นผมซ้อมบอลอยู่ครับ แม่ก็โทรมาบอกว่า ครูโทรมาให้กลับไปโรงเรียนนะลูก เพราะติดฟ็อกซ์ ฮันท์ รอบ 33 คนสุดท้าย ต้องไปเข้าแคมป์ ตอนนั้น แม่ผมก็ดีใจมากเลยครับ”

“แล้ววันที่รู้ว่า ติด 10 คนสุดท้าย วันนั้นเป็นวันศุกร์ ผมจำได้เลย ผมกำลังละหมาด ในใจก็อธิษฐาน ขอๆๆๆๆๆ ใจก็เต้น มันลุ้นตลอดเลยพี่ ผมเปิดโทรศัพท์รอถึงบ่ายสอง สักพักก็มีรุ่นพี่ที่โรงเรียนกีฬา จ.ตรัง เขาวิ่งมาบอก เพราะเห็นชื่อเราแล้ว ก็กระโดดกอดกันเลยครับ ดีใจมากจริงๆ”

“ตอนที่แม่รู้ว่า เราติด แม่ก็ดีใจครับ แม่บอกว่า ที่ขึ้นมาทำเรื่องแต่ละครั้งให้ลูก แม่ต้องเสียเงินไปหลายบาทนะ เพราะไม่มีรถส่วนตัว แกบอกว่า ที่ทำทั้งหมด ก็เพื่อลูก อยากให้ลูกได้ดี อยากให้ลูกมีอนาคตที่ดี และอยากให้ลูกตั้งใจทำให้เต็มที่ แกชอบร้องไห้ครับ พอพูดๆ ไป แม่ก็ชอบร้องไห้ วันที่ปฐมนิเทศ แกก็มาส่งด้วยครับ”

“ผมไม่เคยไปต่างประเทศ ไม่เคยนั่งเครื่องบิน ก็ตื่นเต้น และภูมิใจมากครับที่ได้โอกาสนี้ ผมจะพยายามเก็บเกี่ยวประสบการณ์ให้มากที่สุดครับ ที่เราได้รับในครั้งหนึ่งของชีวิต เพื่อทำความฝันสูงสุดให้เป็นจริงให้ได้ ก็คือการเล่นให้กับทีมชาติไทย และไปเล่นในลีกต่างประเทศอย่างเช่น เจ ลีก เพราะผมชอบพี่เจ (ชนาธิป สรงกระสินธ์) มากครับ”

ในอดีต ทีมชาติไทย เคยมีแข้งตำนานที่เกิดและเติบโตบนเกาะในภาคใต้ ซึ่งเป็นผู้ยิงประตูโกลเด้นโกลดับทีมชาติเกาหลีใต้ ในศึกเอเชี่ยนเกมส์ 1998 ที่ประเทศไทย เป็นเจ้าภาพ นั่นคือ “วัง ลันตา” ธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล จากตำบลศาลาด่าน เกาะลันตา จังหวัดกระบี่

ก็ไม่แน่เหมือนกันว่า ในอนาคตอันใกล้นี้ เราอาจจะได้เห็น “ภูเก็ต เฟื่องคร” หนุ่มน้อยที่เติบโตจากเกาะสุกร จ.ตรัง ก้าวออกจากเกาะ ไปแตะขอบฟ้า สวมชุด “ช้างศึก” ได้สำเร็จเหมือนที่เขาหวังไว้ก็เป็นได้…

⚽️🦊💙
#FOXHUNT
#FOXHUNT4
#KINGPOWERhttps://m.facebook.com/story.php?story_fbid=1170567529816522&id=691411331065480
บันทึกการเข้า

สาเหตุฟุตบอลไทยล้าหลังนับ10ปี และปัญหาต่างๆนานาในปัจจุบัน
http://www.guideubon.com/web/viewtopic.php?t=23193
Figo Pro Ubon Fc Av
บอลนอกแค่สะใจ บอลไทยไล่สมาคม
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +1156/-1893
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 33,646



| | |
« ตอบ #295 เมื่อ: สิงหาคม 16, 2019, 02:21:06 PM »

http://www.thailandsusu.com/webboard/index.php?topic=400116.msg7522483;topicseen#new    โครงการ fox hunt
บันทึกการเข้า

สาเหตุฟุตบอลไทยล้าหลังนับ10ปี และปัญหาต่างๆนานาในปัจจุบัน
http://www.guideubon.com/web/viewtopic.php?t=23193
หน้า: 1 2 [3]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  




Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006-2007, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!