Thailandsusu Webboard
พฤศจิกายน 20, 2018, 06:42:30 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน Gallery เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  

หน้า: 1 2 [3]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: การพัฒนาบอลไทยในช่วงยุค 20-30 ปีตามนี้  (อ่าน 95087 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Figo Pro Ubon Fc Av
บอลนอกแค่สะใจ บอลไทยไล่สมาคม
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +1139/-1856
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 33,297



| | |
« ตอบ #240 เมื่อ: ตุลาคม 06, 2018, 11:43:16 AM »

#จอมฟิต

เขาคือหนึ่งในนักฟุตบอลผู้มากประสบการณ์ เช่นเดียวกับความสำเร็จบนสนามหญ้า
เขาคือหนึ่งในตำนาน อดีตนักเตะทีมชาติชุดโอลิมปิก 1968 ที่เม็กซิโก

"ชัชชัย พหลแพทย์"
สร้างชื่อเสียงบนถนนสายลูกหนัง จากการแข่งขันฟุตบอลนักเรียน กรมพลศึกษา ให้กับทีมโรงเรียนไพศาลศิลป์ รุ่นเดียวกับ บุญเลิศ นิลภิรมย์ ก่อนจะติดธงพร้อมกันในเวลาต่อมา

พ.ศ. 2506 "น้าชัช" ได้เข้าสังกัดสโมสรธนาคารกรุงเทพ ยุคก่อตั้งทีม เริ่มประเดิมสนามลูกหนังเยาวชนรุ่นอายุ 16 และ 18 ปี ตามลำดับ และคว้าแชมป์กับ "แบงค์บัวหลวง" ทั้งสองรายการ

ด้วยความเป็นคนทุ่มเทให้กับเกมลูกหนัง ไม่ว่าจะลงแข่งขันจริงหรือฝึกซ้อม "น้าชัช" จริงจังเคร่งครึมเสมอ
นั่นทำให้เขากลายเป็นกองหลังที่มีความเร็ว และฟิตกว่าเพื่อนร่วมทีม นั่นทำให้เขาถูกเลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นชุดใหญ่ และกลายเป็นกำลังสำคัญคนหนึ่ง ที่ช่วยให้ทีม ธนาคารกรุงเทพ ชนะเลิศถ้วยพระราชทาน ประเภท ก. ประจำปี 2510 ก่อนจะครองถ้วยควีนส์คัพ ครั้งแรก พ.ศ. 2513 โดยเป็นแชมป์ร่วมกับสโมสรทหารอากาศทั้งสองทัวร์นาเมนต์

พ.ศ. 2510 "น้าชัช" ถูกเรียกเข้าทำเนียบทีมชาติไทยชุดใหญ่ รายการแรกคือการเดินทางไปทำศึกฟุตบอลเมอร์เดก้า ครั้งที่ 11 ณ ประเทศมาเลเซีย
หลังจากนั้นเพียงปีเดียว ทีมไทยสามารถชนะเลิศปรี-โอลิมปิก รอบคัดเลือก จึงผ่านเข้าสู่การแข่งขันกีฬาโอลิมปิก รอบสุดท้าย ณ ประเทศเม็กซิโก และเขากลายเป็น 1 ใน 18 ขุนพลนักเตะธงไตรรงค์ ชุดประวัติศาสตร์สมัยที่ 2 ของทีมชาติไทย

ปีถัดมา "น้าชัช" ช่วยให้เยาวชนทีมชาติไทยชนะเลิศฟุตบอลเยาวชนแห่งเอเชีย ครั้งที่ 11 ได้ครองถ้วยทอง ตวน กู อับดุล รามาน เป็นสมัยที่สอง ของวงการลูกหนังเมืองไทย

ชัชชัย พหลแพทย์ ผ่านการรับใช้ชาติหลายรายการทั่วทวีปเอเชีย ระหว่าง พ.ศ. 2510-2517 ทั้ง เอเชี่ยนคัพ, เอเชี่ยนเกมส์, ปรี-เวิลด์คัพ, โอลิมปิก, แหลมทอง, เมอร์เดก้า, คิงส์คัพ, ฉลองเอกราชเวียดนาม, ปัค จุง ฮี คัพ ฯลฯ ก่อนจะแขวนสตั๊ดระดับชาติ ด้วยสถิติการลงเล่นไม่น้อยกว่า 100 นัด

หลังจากนั้น "น้าชัช" มีโอกาสไปศึกษาวิชาโค้ชลูกหนัง ณ ประเทศอังกฤษ เป็นเวลากว่า 2 ปี ก่อนจะกลับมาคุมสโมสร ธนาคารกรุงเทพ กระทั่งในปี พ.ศ. 2535 “บิ๊กหอย” ธวัชชัย สัจจกุล จึงขอตัว “โค้ชจอมฟิต” ชัชชัย พหลแพทย์ ให้มาช่วยฝึกสอนทีมชาติชุดใหม่ หรือรู้จักกันในนามว่า "ดรีมทีม" ประสบความสำเร็จหลายรายการ คือชนะเลิศซีเกมส์ 3 สมัย (พ.ศ. 2536, 2538, 2540), คิงส์คัพ 2 สมัย (พ.ศ. 2537, 2543), อินดิเพนเด้นท์ คัพ ที่อินโดนีเซีย (พ.ศ. 2537) และ อาเซี่ยนคัพ (พ.ศ.2543)

จากนั้น "น้าชัช" เข้ารับตำแหน่งเป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนให้กับสโมสร โอสถสภา โดยสร้างทีมชนะเลิศถ้วยพระราชทาน ก. 2 สมัย (พ.ศ. 2544, 2548) และครองถ้วยพระราชทานควีนส์คัพ รวม 3 สมัยติดต่อกัน (พ.ศ. 2545, 2546, 2547)

นั่นคือเรื่องราวอีกหนึ่งหน้าบันทึกประวัติศาสตร์
“ชัชชัย พหลแพทย์” ตำนานลูกหนังที่ยังมีลมหายใจ

ภาพ: #ฟุตบอลสยาม

╔═══════════════╗
ชอบกดไลค์👍 ถูกใจกดแชร์💞
เพื่อเป็นกำลังใจให้กับทีมงานด้วยนะครับ
อย่าลืมกดติดดาว🌟เพื่อไม่พลาดเรื่องราวดีๆ
╚═══════════════╝

#ทีมชาติไทย #ช้างศึก #บอลไทย #ไทยลีก
#บอลไทยวินเทจ #BallThaiVintagehttps://m.facebook.com/story.php?story_fbid=307273113389497&id=279353359514806https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=307273113389497&id=279353359514806
บันทึกการเข้า

สาเหตุฟุตบอลไทยล้าหลังนับ10ปี และปัญหาต่างๆนานาในปัจจุบัน
http://www.guideubon.com/web/viewtopic.php?t=23193
Figo Pro Ubon Fc Av
บอลนอกแค่สะใจ บอลไทยไล่สมาคม
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +1139/-1856
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 33,297



| | |
« ตอบ #241 เมื่อ: ตุลาคม 07, 2018, 02:50:40 PM »

https://www.mainstand.co.th/catalog/2-Converse/227-%E0%B8%81%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99+90+%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A2+%3A+%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A+%E2%80%9C%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A7%E0%B8%B5%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B8%A2+%E0%B8%AB%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B8%E0%B8%A5%E2%80%9D+%E0%B8%96%E0%B8%B6%E0%B8%87+19+%E0%B8%9B%E0%B8%B5%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4  มือโกล์ทีมชาติ
บันทึกการเข้า

สาเหตุฟุตบอลไทยล้าหลังนับ10ปี และปัญหาต่างๆนานาในปัจจุบัน
http://www.guideubon.com/web/viewtopic.php?t=23193
Figo Pro Ubon Fc Av
บอลนอกแค่สะใจ บอลไทยไล่สมาคม
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +1139/-1856
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 33,297



| | |
« ตอบ #242 เมื่อ: ตุลาคม 09, 2018, 05:17:05 PM »

#แบ็คซ้ายผู้ปฏิเสธบุนเดสลีกา

เด็กหนุ่มจากจังหวัดอุดรธานี ผู้ไม่เคยผ่านรายการใดๆ ให้กับจังหวัดบ้านเกิดเลย ได้มุ่งหน้าเข้าสู่กรุงเทพฯ เพื่อเล่นฟุตบอลโดยเฉพาะ

ก่อนจะได้มาลงเอยกับ สโมสรทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ที่ส่งทีมลงแข่งขันในระดับถ้วย ค.

การลงเล่นให้กับสโมสรแห่งนี้ ทำให้ฝีเท้าของเขาไปเข้าตา ”บิ๊กหอย” ธวัชชัย สัจจกุล ผู้จัดการทีมชาติไทยยุคนั้น จนได้มีชื่อติดทีมเยาวชนทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 16 ปี ชุดเดียวกับ "ซิโก้" เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง, วัชรกร อันทะคำภู, ชูเกียรติ หนูสลุง และต่อยอดมาจนถึงทีมชาติไทยชุดดรีมทีมในยุคนั้น

เขาเป็นนักฟุตบอลทีมชาติไทยคนเดียว ในประวัติศาสตร์ที่เล่นฟุตบอลถ้วยพระราชทานประเภท ค. ตลอดเวลาที่ติดทีมทีมชาติ เพราะไม่ต้องการจะย้ายออกจากสโมสรเดียวที่เขาเคารพรัก

ตลอดการรับใช้ทีมชาติไทย เขายึดตำแหน่งแบ็กซ้ายตัวจริงมาโดยตลอด ทั้งใน เมอร์ไลออนส์ คัพ (ฟุตบอลฉลองเอกราชสิงคโปร์), คิงส์คัพ, ชิงแชมป์อาเซียน, เอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 12, เอเชี่ยนคัพ, ฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก จนมาถึงวันที่ขอถอนตัวออกจากทีมชาติไทย ชุดเตรียมสู้ศึก เอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 13 ที่ประเทศไทย

"เมื่อชีวิตเขาเดินมาถึงทางแยกที่ต้องเลือก ระหว่างไป เยอรมัน กับ ลงเล่นเอเชียนเกมส์ในแผ่นดินเกิด" เป็นการตัดสินใจที่ยากลำบากที่สุดในชีวิตของเขา

โดยเอเชียนเกมส์ ครั้งนั้น จบลงด้วยการคว้าอันดับ 4 มาครองได้อย่างยิ่งใหญ่ การขาดหายไปของเขา ทำให้ ดุสิต เฉลิมแสน ถูกถอยจากกองกลางมาเล่นแบ็กซ้ายเป็นครั้งแรก ก่อนจะกลายเป็นตำแหน่งแจ้งเกิด ที่ทำให้ ดุสิต ก้าวไปถึงรางวัล “ดาราเอเชีย”

"เยอรมัน" คือเหตุผลที่ทำให้ "เจ้าเอ๋" หรือ "ซิกล้วย" โกวิทย์ ฝอยทอง ตัดสินใจถอนตัวจากทีมชาติเพราะนี่คือโอกาสดีสำหรับชีวิตเขาที่ได้รับทุนจากทรัพย์สินฯ ให้ไปศึกษาด้านการบริหารจัดการฟุตบอลเป็นเวลา 2 ปี

ที่มหานครมิวนิค เขาได้เข้าศึกษาในสถาบันสอนกีฬาแห่งหนึ่ง ที่นี่เองทำให้เขาได้พบกับเฮดโค้ชของ เอสเฟา โลห์ฮอฟ ที่ชักชวนให้ไปทดสอบฝีเท้า ก่อนจะได้รับสัญญาอาชีพอาชีพในเวลาต่อมา พร้อมกับเปลี่ยนตำแหน่งไปเล่นกองหน้า ซึ่งสามารถกระหน่ำให้ทีมไปถึง 18 ประตู ในเรกิโอนาลลีกา (ดิวิชั่น 4 โซนใต้)

จริงๆ ก่อนหน้านั้นเขาไปทดสอบฝีเท้ากับ อุนเตอร์ฮักคิง มาก่อน และสามารถทำผลงานได้ประทับใจสตาฟฟ์ ทว่าด้วยอายุที่มากถึง 27-28 ปีแล้ว ไม่เข้านโยบายสโมสร  บวกกับต้องซ้อมเช้า-เย็น ทำให้เขาต้องทิ้งการเรียนโค้ช ซึ่งผิดวัตถุประสงค์ที่มาเยอรมัน จึงทำให้เขาพลาดโอกาสนี้ไป

กระทั่งขวบปีที่สองที่่เขาพาทีมคว้าแชมป์สำเร็จพร้อมเลื่อนชั้นสู่ลีกา 3 เป็นเวลาเดียวกับ โกวิทย์ ฝอยทอง กำลังจะเรียนจบวิชาโค้ชตามกำหนด และสัญญาของเขากับ เอสเฟา โลห์โฮฟ กำลังจะสิ้นสุดลงหลังจบซีซั่น 1998/99

ไม่กี่สัปดาห์ก่อนกำหนดการกลับไทย เขาตัดสินใจบอกกับ เอเยนต์ชาวตุรกี ว่าสนใจอยากไปทดสอบฝีเท้ากับ 1860 มิวนิค ทีมในบุนเดสลีกา แต่ทีม "สิงโตมิวนิค" มัวแต่โลเล เขาจึงตัดสินใจเด็ดขาดว่าจะกลับไทย

เมื่อกลับมาถึงเมืองไทย ก็มีเอเย่นต์ติดต่อเข้ามาว่า 1860 มิวนิค ยังสนใจในตัวเขาอยู่ และอยากให้กลับไปทดสอบฝีเท้าอีกครั้ง แต่ โกวิทย์ ฝอยทอง ปฏิเสธโอกาสนั้นเพื่อรับงานประจำที่ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และเล่นฟุตบอลอาชีพต่อ ด้วยสัญญายืมตัวกับ โอสถสภา, ธ.กรุงไทยฯ จนถึงปี 2004 ก่อนจะตัดสินใจแขวนสตั๊ดอย่างเป็นทางการในท้ายที่สุด

ภาพ:
#ฟุตบอลสยาม

╔═══════════════╗
ชอบกดไลค์👍 ถูกใจกดแชร์💞
เพื่อเป็นกำลังใจให้กับทีมงานด้วยนะครับ
อย่าลืมกดติดดาว🌟เพื่อไม่พลาดเรื่องราวดีๆ
╚═══════════════╝

#ทีมชาติไทย #ช้างศึก #บอลไทย #ไทยลีกhttps://m.facebook.com/story.php?story_fbid=308559893260819&id=279353359514806บอลไทยวินเทจ #BallThaiVintage   
บันทึกการเข้า

สาเหตุฟุตบอลไทยล้าหลังนับ10ปี และปัญหาต่างๆนานาในปัจจุบัน
http://www.guideubon.com/web/viewtopic.php?t=23193
Figo Pro Ubon Fc Av
บอลนอกแค่สะใจ บอลไทยไล่สมาคม
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +1139/-1856
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 33,297



| | |
« ตอบ #243 เมื่อ: ตุลาคม 14, 2018, 08:00:33 AM »

"ช่วงนั้น ผมดื่มประมาณ 3 วันเป็นอย่างน้อย ต่อสัปดาห์ แล้วผมก็เอารถของพี่ชายที่ซื้อมาจากน้ำพักน้ำแรงของเขา ไปเที่ยว ไปรับเพื่อน ไปกินไปดื่ม จนไปเกิดอุบัติเหตุรถคว่ำ เพราะผมเพลียจนหลับ ผมโชคดีที่ไม่เป็นอะไร”

“จากนั้น พี่ชายผมก็เดินเข้ามาหาในวันที่เห็นสภาพรถ เค้าไม่ด่าผมสักคำเลยนะ เค้าบอกว่า เค้ารักรถคันนี้มาก แต่ก็ไม่เท่าชีวิตของน้องชาย ถ้ารถคันนี้ มันจะแลกกับอะไรได้ ก็ขอให้มันแลกกับชีวิตของน้องเค้าก็คือผม ที่จะกลับมาเล่นฟุตบอลจริงๆ จังๆ อีกสักที"

"ถ้ามันแลกกับชีวิตใหม่ของน้องชาย ถ้ามันทำให้น้องชายสำนึกได้ พี่ก็จะแลกกับรถที่พี่รัก….”

สินทวีชัย หทัยรัตนกุล....
เพียงชายคนนี้ ไม่ใช่ผู้วิเศษ

... 36 ปีที่แล้ว เด็กน้อยคนนึงถือกำเนิดขึ้นบนโลก ณ จังหวัดสกลนคร, ประเทศไทย ครอบครัวของเขาตั้งชื่อเล่นให้ว่า “บอล” เหมือนรู้ว่า นี่คือสิ่งที่เขาจะได้สัมผัสมากที่สุดในชีวิต

“บอล” โกสินทร์ หทัยรัตนกุล นี่คือชื่อแรกเริ่มของเขา

“บอล” เติบโตภายใต้ชีวิตที่รายล้อมด้วยทุ่งนา ป่าหญ้า และความแห้งแล้ง
ฟุตบอล คือ เพื่อนของเขา นอกเหนือจากเพื่อนคนอื่นๆ
เขาเริ่มต้นที่ตำแหน่งกองหน้า กองกลาง ปีก จนสุดท้าย เขาร่นตัวเองไปที่ตำแหน่งนายด่านปราการสุดท้าย นั่นคือ ผู้รักษาประตู

“First Save” ของเขาเกิดขึ้นตอนไหน คงไม่มีใครจำได้
แต่ “The Last Save” กับทีมชาติไทยของเขา จะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้

ปัจจุบัน ทุกท่านเรียกเขาว่า “ตี๋”
และคงทราบดีว่า ชื่อจริงของเขาตอนนี้คือ "สินทวีชัย"
ดังนั้น ผมจึงขอเรียกเขาว่า “พี่ตี๋” หลังจากบรรทัดนี้เป็นต้นไป...

พี่ตี๋เล่าให้ฟังว่า สมัยเรียนประถมศึกษา และมัธยมศึกษาตอนต้น “พี่ตี๋” เป็นเด็กติดบ้านใช้ได้เลย
เขาต้องกอดเอวคุณแม่ ซ้อนท้ายไปเรียนตอนเช้า และถูกรับกลับบ้านในช่วงเย็น
เขาเรียกตัวเองว่า “ลูกแหง่” อย่างเต็มปากเต็มคำ
เขาไม่เคยออกจากบ้านไปไกล
จนกระทั่งวันนึง ฟุตบอลก็ได้พาเขาออกจากอ้อมกอดของสกลนคร

พี่ตี๋ ตั้งใจในเรื่องของฟุตบอลอย่างมาก และอยากไปให้สุด แล้วไปหยุดที่ธงไตรรงค์บนอกข้างซ้าย
เมื่อวัยเข้า ม.ปลาย “พี่ตี๋” พร้อมคุณแม่ เดินทางด้วยกระเป๋าคนละใบ หอบกันมาพะรุงพะรังด้วยรถทัวร์ สู่กรุงเทพมหานคร มหานครที่ใครๆ ก็รู้จัก

รถทัวร์ ต่อด้วยรถเมล์ จนมาถึงสนามฟุตบอลการท่าเรือที่คลองเตย ซึ่งกำลังมีการคัดตัวของโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน

“พี่คัดตัวไม่ติด”... พี่ตี๋หอบความผิดหวังกลับบ้านในวัย 15 ปี แต่เขาก็ไม่ลดละ เขากลับมาอีกครั้งพร้อมคุณแม่ แต่เปลี่ยนทิศจากกรุงเทพมหานคร สู่ดินแดนบูรพา ปลายทางของเขาครั้งนี้ คือ โรงเรียนอัสสัมชัญ ศรีราชา ยอดทีมราชาขาสั้นอีกหนึ่งทีมของเมืองไทย ในจังหวัดชลบุรี

“ถ้าผมมาครั้งนี้ หอบผ้าหอบผ่อนมาจากสกลนคร แล้วไม่ประสบความสำเร็จ ผมก็จะกลับไปเรียนครับ ไปเป็นช่าง เพราะตอนที่ผมไป ผมสอบติดทั้ง ช่างเทคนิค และ เทคโนโลยีราชมงคล ที่สกลนคร พูดตรงๆ การเรียนต่อ มันเป็นความจริง มันคือทางเลือกของชีวิต แต่ไม่ใช่ความฝันของผม”

แต่ครั้งนี้ เขาสมหวัง เขาได้โอกาสสู้กับความฝันต่อ
และทิ้งการเรียนกับความจริงที่สกลนคร
แล้วมันไม่ใช่ความสมหวังธรรมดาๆ ด้วยสิ

พีตี๋ คัดตัวติดทีมโรงเรียนของอัสสัมชัญ ศรีราชา ในชั้น ม.ปลาย
ตามด้วยโอกาสยิ่งใหญ่ของชีวิตที่เข้ามาในวัย 17 ปี เมื่อเขาได้ติดทีมชาติไทย ชุดอายุไม่เกิน 17 ปี ในการไปลุยศึกชิงแชมป์โลก ยู-17 เมื่อปี 1999 ที่ประเทศนิวซีแลนด์

ติดทีมชาติ / ได้ไปฟุตบอลโลก / มีเพื่อนใหม่ / ติดเพื่อน / มีรายได้ / มีคนรู้จัก / มีทุกอย่างเท่าที่เด็ก 17-18 พึงจะคิดว่า

“เรามาไกลเท่านี้ เรามันแน่แล้ว”

เมื่อวัยผ่านพ้น 18 ฝน 18 หนาว “พี่ตี๋” ก็ได้หลงระเริงกับชีวิตวัยรุ่นสุดขีดจนลืม “น้องบอล ลูกแหง่คนนั้น” ซะหมดสิ้น

“ตอนเด็กๆ นี่ผมจะบอกให้นะ ผมคือลูกแหง่ดีๆ เลย ผมผูกพันกับคุณแม่มาก ผมกอดเอวแม่ไปเรียน และกลับบ้านทุกวัน แล้วตอนที่ผมได้ไปเรียนอัสสัมชัญ ศรีราชา ผมได้เรียนรู้ชีวิตอีกแบบ ชีวิตที่ต้องเอาตัวรอด ชีวิตที่ต้องดูแลตัวเอง ผมมีเพื่อนใหม่ๆ ผมติดเพื่อน ผมแคร์เพื่อน ผูกพันกับเพื่อนมาก พอเรียนจบใหม่ ผมก็จะคิดถึงพวกเขา ผมไปหาเพื่อนตลอด”

“เรามีเงินด้วยแหละ เราได้โอกาสติดทีมชาติก่อน มีโอกาสมากกว่าคนอื่น ช่วงนั้นทุกครั้งที่มีโอกาสดื่มกินไปเที่ยว ผมไปตลอด ต้องบอกว่า ตอนนั้น ไม่มีใครที่จะมีอิทธิพลกับผมได้เลย แม้แต่ครอบครัว ทั้งที่ก็เตือนและด่า แต่ผมไม่สนใจ ผมกำลังดื้อเงียบ แข็งขืน ไม่ฟังใคร”

“ผมมีเรื่องราวชีวิตที่ผมไม่ลืมสองครั้ง ครั้งแรก มันเป็นช่วงที่ผมกำลังหลงระเริง ผมอายุแค่ 19 ปี ตอนนั้นมีซีเกมส์ ปี 2001 ที่ประเทศมาเลเซีย ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการกำหนดอายุของการแข่งขันฟุตบอล ซีเกมส์"

"ผมเป็นหนึ่งในคนที่มีโอกาสติดไปแข่งขัน ทั้งที่อายุน้อยมาก ผมก็ย่ามใจ และไม่ได้ใส่ใจกับโอกาสที่ผู้ใหญ่ให้มา ช่วงโค้งสุดท้าย ผมที่เพิ่งเรียนจบมัธยมมาใหม่ๆ ก็ยังคงใช้ชีวิตนอกสนามที่เกเรจนเกินไป ติดเพื่อนมาก จนผมหลุดออกจากทีม เพราะไม่มีสมาธิกับฟุตบอลเลย เราคิดว่า ยังไงเราก็ติดทีม แต่สุดท้ายด้วยการกระทำของเรา ก็ทำให้เราไม่ติด”

“ช่วงนั้น ฟุตบอลยังไม่เป็นอาชีพ และผมก็ผูกพันกับเพื่อนมาก ก็ปกติของผู้ชาย ที่มีบ้างที่นอกลู่นอกทาง ไปก็เต็มที่กับเพื่อน ไปไหนไปกัน ตอนนั้น เรายังไม่ได้โฟกัสกับอาชีพฟุตบอลอย่างแท้จริง ด้วยความสัตย์จริงเลยนะ เราไม่ได้ใส่ใจต่อการเป็นนักฟุตบอลอาชีพจริงๆ เลย"

“ช่วงนั้น ผมยังคงดื่มประมาณ 3 วันเป็นอย่างน้อย ต่อสัปดาห์นึง แล้วผมก็เอารถของพี่ชายที่ซื้อมาจากน้ำพักน้ำแรงของเขา ไปเที่ยว ไปรับเพื่อน ไปกินไปดื่ม จนไปเกิดอุบัติเหตุรถคว่ำลงไหล่ทาง แถวทางด่วนทับช้าง เพราะผมเพลียจนหลับ ผมโชคดีที่ไม่เป็นอะไร”

“จากนั้น พี่ชายผมก็เดินเข้ามาหาผมในวันที่เห็นสภาพรถ เค้าไม่ด่าผมสักคำเลยนะ เค้าบอกว่า เค้ารักรถคันนี้มาก แต่ก็ไม่เท่าชีวิตของน้องชายเค้า ถ้ารถคันนี้ มันจะแลกกับอะไรได้ ก็ขอให้มันแลกกับชีวิตของน้องเค้า ที่จะกลับมาเล่นฟุตบอลจริงๆ จังๆ อีกสักที ถ้ามันแลกกับชีวิตใหม่ของน้องชาย ถ้ามันทำให้น้องชายสำนึกได้ พี่ก็จะแลกกับรถที่พี่รัก….”

เหตุการณ์ครั้งนั้น “พี่ตี๋” เหมือนได้คำเตือนจากฟากฟ้า ที่ยังให้ความปราณีที่เพียงเตือนด้วยเหตุการณ์รถคว่ำ และเตือนด้วยคำพูดของพี่ชาย

ไม่ได้เอาร่างกาย
ไม่ได้เอากำลังแขน
ไม่ได้เอาชีวิตของเขาไป

“พี่ตี๋” ลุกขึ้นจากวังวนของนักฟุตบอลเสเพล สู่นักฟุตบอลอาชีพจริงๆ ที่มีอะไรอยากบอกน้องๆ รุ่นปัจจุบัน ที่มีบางคนที่ยังคงหลงระเริงกับ แสง สี เสียง ที่อยู่ข้างหน้า จนลืมไปว่า แสง และสีจริงๆ ของนักฟุตบอลนั้น ไม่ใช่แสงสปอร์ตไลค์ในผับ ไม่ใช่สีทองอร่ามจากน้ำจัณฑ์ในแก้วใบนั้น ไม่ใช่เสียงอันหวานไพเราะจากผู้หญิงที่เข้ามาหา

หากแต่คือ แสงสีที่คอยสาดส่องเมื่อคุณสร้างผลงานในสนาม และมีความประพฤติอันเป็นมืออาชีพ เป็นตัวอย่างที่ดีกับน้องๆ รุ่นใหม่

“ผมเชื่อว่า น้องๆ ทุกคน รู้ตัวอยู่แล้วว่า กำลังทำอะไรอยู่ แต่สิ่งที่ผมจะแบ่งปันได้ ก็คือประสบการณ์จริงที่เกิดขึ้นกับผม อยากบอกว่า เรื่องของโอกาส มันไม่ได้มาบ่อยๆ นะ ผมโชคดีที่กลับมาได้ ถ้าเลือกได้ ก็ไม่อยากให้น้องๆ ต้องเอาตัวเองเข้าไปมีประสบการณ์แบบผม เราสามารถเรียนรู้เรื่องแบบนี้จากรุ่นพี่ และเราไม่ควรเอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยง มีประสบการณ์แบบที่รุ่นพี่เคยผ่านมา เพราะไม่รู้ว่า จะมีใครสักที่คนที่จะโชคดีกลับมาได้เหมือนพี่”

ผมคงไม่ต้องเล่าเรื่องราวหลังจากวันที่ “พี่ตี๋” คิดได้
นับจากวันที่หันลำเรือกลับมาจากคลื่นลมกรรโชกแรงในวัย 18-19 ฝน
 
เพราะทุกสิ่งอย่างที่ สินทวีชัย หทัยรัตนกุล สร้างให้เราเห็นมาตลอด 14 ปี นับตั้งแต่ลงสนามให้กับทีมชาติไทย ชุดใหญ่ ครั้งแรก จนถึงแมตช์สุดท้ายที่จะเกิดขึ้น กับ ตรินิแดดฯ ทุกอย่าง เขาตอบทุกคำถามได้หมดด้วยผลงานแล้ว

เขาจริงจังกับหน้าที่ของตัวเอง
เขาเคารพต่อหน้าที่ของคนอื่น
เขาเดินทางบนอาชีพของตัวเองด้วยการกระทำแบบมืออาชีพที่สุดเท่าที่จะทำได้

“ผมไม่ได้บอกว่า ผมเป็นนักฟุตบอลที่ดีร้อยเปอร์เซ็นต์นะ แต่ผมก็พยายามเข้าใกล้คำๆ นั้นให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อให้เรามีร่างกายที่แข็งแรง และเล่นฟุตบอลได้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”

“หลายคนบอกว่า ผมเป็นสุภาพบุรุษ ผมก็ไม่เคยบอกว่า ตัวเองเป็นสุภาพบุรุษนะ ผมไม่เคยยกยอตัวเองเป็นแบบนั้น ผมรู้ว่า ผมไม่ใช่แบบนั้น และเคยผ่านอะไรไม่ดีมาก่อน แต่ผมก็พยายามทำตัวให้เป็นนักฟุตบอลอาชีพให้ที่ดีที่สุด จนกว่าที่ผมจะต้องแขวนสตั๊ดจริงๆ...”

… ชีวิตของคนหนึ่งคน มีทั้งบวก และลบ มีทั้งคูณ และมีทั้งหาร
ไลฟ์บาลานซ์ คือ กฏเกณฑ์ง่ายๆ ที่จะทำให้ชีวิตของเราเดินหน้าต่อไปได้แบบมีความสมดุล

เวลาที่คุณอยู่ในมุมบวก คุณก็อย่าลืม “ให้” กับคนที่กำลังลบ
ในเวลาที่คุณกำลังลบ คุณก็ต้องพยุงตัวเองขึ้นมาให้อยู่ในแดนบวกให้ได้

เวลาที่คุณโด่งดังสุดขีด เป็นทวี “คูณ” จากที่เคยผ่านมา ก็จงอย่าลืมไปว่า ชีวิตเป็นของเราก็จริง แต่เราไม่มีสิทธิ์ใดๆ หากถูก “หาร” เอาคืนไปแล้ว

ก็เหมือนพี่ตี๋แหละครับ ถ้าวันนั้นเขาไม่หันหลังกลับจากฟ้าที่มืดมน
เขาก็อาจจะไม่มีเทสติโมเนียลแมตช์ ภายใต้ท้องฟ้าอันสว่างไสวที่ใครๆ ก็ชื่นชมตัวเขาเองในวันนี้ได้

รถพังยับ ก็ซ่อมได้ ก็ซื้อใหม่ได้
ศรัทธาของคนในครอบครัว ทำให้เกิดขึ้นได้อีกครั้งได้ จากการกระทำของเรา
แต่ชีวิต และร่างกาย เมื่อใช้มันอย่างสุดโต่ง และไม่รู้คุณค่า
หากสูญเสียไปแล้ว มันไม่มีทางซ่อมได้
แม้ว่าคุณจะมีอำนาจล้นฟ้า หรือมีเงินตราล้นธนาคารแค่ไหนก็ตาม….

"ขอขอบคุณเรื่องราวของผู้ชายที่เป็น
เพียงชายคนนี้ ไม่ใช่ผู้วิเศษ
... สินทวีชัย หทัยรัตนกุล"

#จอน
13-10-2561https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=2251074281805309&id=1786696568243085
บันทึกการเข้า

สาเหตุฟุตบอลไทยล้าหลังนับ10ปี และปัญหาต่างๆนานาในปัจจุบัน
http://www.guideubon.com/web/viewtopic.php?t=23193
Figo Pro Ubon Fc Av
บอลนอกแค่สะใจ บอลไทยไล่สมาคม
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +1139/-1856
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 33,297



| | |
« ตอบ #244 เมื่อ: ตุลาคม 17, 2018, 06:04:32 AM »

#ดวงดาวลูกหนังที่จากไป

เชื่อว่าหลายคน ลืมตาดูโลกมาไม่ทันได้ยลฝีเท้า แต่ชื่อของตำนานนักเตะอย่าง "ยรรยง ณ หนองคาย" คงคุ้นหูมาโดยตลอด

ยรรยง ณ หนองคาย
เกิดเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2482 ณ จังหวัดหนองคาย
จบการศึกษาระดับมัธยมจาก โรงเรียนหนองคายวิทยาคาร ก่อนมาต่อเตรียมพลานามัย ของวิทยาลัยพลศึกษา และจบปริญญาตรี วิทยาลัยประสานมิตร

วิถีลูกหนังของท่าน เริ่มต้นขณะเรียนชั้น ม.1 เมื่อทหารชาวฝรั่งเศส ซึ่งปฏิบัติภารกิจอยู่ในประเทศลาว ได้เข้ามาเช่าหอพักฝั่งจังหวัดหนองคาย และรวมทีมกันเล่นฟุตบอลกับคนไทยเป็นการพักผ่อน ทำให้ ยรรยง ณ หนองคาย มีความสนใจและร่วมลงฟาดแข้งตั้งแต่นั้นมา

จากนั้น ยรรยง ณ หนองคาย สามารถพัฒนาฝีเท้าจนติดทีมเยาวชนของจังหวัด และมีโอกาสเดินทางไปลงเล่นเชื่อมสัมพันธไมตรีที่นครเวียงจันทน์
ซึ่งผลการแข่งขันนัดนั้น ทีมเยาวชนหนองคาย ชนะ ทีมมหาวิทยาลัยปาวี 3-2 ได้ครองถ้วยเกียรติยศของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีของไทยสมัยนั้น

หลังจากเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อศึกษาต่อที่โรงเรียนเตรียมพลานามัย และ ยรรยง ณ หนองคาย ติดทีมลูกหนังของสถาบัน ลงแข่งขันฟุตบอลนักเรียนกรมพลศึกษา ซึ่งมีทีมโรงเรียนดังอย่าง สวนกุหลาบ, เทพศิรินทร์, สันติราษฎร์, อำนวยศิลป์พระนคร, อัสสัมชัญ ฯลฯ โดยทีมพลานามัยชนะเลิศติดต่อกัน ถึง 2 สมัย

ต่อมา เมื่อได้ลงแข่งขันชิงถ้วยพระราชทานประเภทถ้วยน้อย (ข) ในสีเสื้อของวิทยาลัยพลศึกษามีรุ่นพี่ทีมชาติ คือ จันทร์ ผ่องศรี, สุชาติ มุทุกันฑ์ และสำรวย (สำเริง) ไชยยงค์ จึงทำให้ฝีเท้าของ ยรรยง ณ หนองคาย พัฒนาขึ้นเป็นลำดับ

ก่อนที่ ยรรยง ณ หนองคาย จะก้าวขึ้นติดธงไตรรงค์รายการเยาวชนชิงชนะเลิศแห่งเอเชีย ครั้งที่ 3 (พ.ศ. 2503) และทีมไทยคว้าอันดับ 4
ก่อนที่ปีต่อมา ทัวร์นาเมนท์เดียวกัน ณ สนามศุภชลาศัย ฯ รอบชิงชนะเลิศ ทีมไทย ชนะ ทีมเกาหลีใต้ 2-1 หนึ่งประตูของเจ้าถิ่น คือผลงานการยิงของ "เจ้าตีนระเบิด" ยรรยง ณ หนองคาย นอกจากครองตำแหน่งดาวซัลโวเยาวชนถ้วยทอง ครั้งที่ 4 ด้วยจำนวน 6 ประตูแล้ว ยังถือเป็นความสำเร็จครั้งแรก ของวงการฟุตบอลสยาม
นักเตะเยาวชนชุดถ้วยทอง เช่น ณรงค์ สังขสุวรรณ, ทวีพงษ์ เสนีวงษ์ ณ อยุธยา, สมศักดิ์ อ่อนสมา, วิชัย ชุ่มจินดา, ประเดิม ม่วงเกษม, สุพจน์ ไชยยงค์ ฯลฯ ภายหลังก็ก้าวขึ้นสู่ทำเนียบทีมชาติชุดใหญ่

ในลูกหนังระดับสโมสร ยรรยง ณ หนองคาย เข้าสังกัดสโมสรธนาคารกรุงเทพ ชุดชนะเลิศถ้วยพระราชทาน ก. 2 สมัย (พ.ศ. 2506, 2507) ยุคนั้น ทีมบัวหลวงมี "ดาราเอเชีย" อัศวิน ธงอินเนตร เป็นผู้รักษาประตูด้วย
ก่อนจะย้ายไปเล่นให้กับสโมสรตำรวจ เป็นทีมสุดท้าย เมื่อ พ.ศ.2511 นื่องจากรับราชการเป็นตำรวจกระทั่งเกษียณอายุราชการยศ พ.ต.ท. สังกัดตำรวจดับเพลิง

ยรรยง ณ หนองคาย ติดทีมชาติชุดใหญ่หลายรายการ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2505-2510 อาทิ เซียพเกมส์ 4 สมัย, เมอร์เดก้าที่มาเลเซีย 9 สมัย, เอเชี่ยนเกมส์ 3 สมัย ฯลฯ
โดยเฉพาะการติดทีมชาติ ชุดฝึกอบรม ณ ประเทศเยอรมัน ก่อนกลับมาเปิดตำนานบทแรกของ "เจ้าซีเกมส์" เมื่อ พ.ศ. 2508 ทีมไทยคว้าเหรียญทองร่วมกับทีมชาติพม่า (2-2)

ก่อนที่ ยรรยง ณ หนองคาย จะตัดสินใจแขวนสตั๊ดเมื่อปี พ.ศ.2512

จากนั้นท่านได้เดินทางไปเข้ารับการฝึกอบรมโค้ชฟุตบอลหลายประเทศอาทิเช่น อังกฤษ, เยอรมัน, บราซิล ฯลฯ
ก่อนที่สมาคมฟุตบอลฯ จะแต่งตั้งให้ ยรรยง ณ หนองคาย เป็นโค้ชทีมชาติไทยชุดชนะเลิศซีเกมส์ (พ.ศ. 2524) และนำทีมชาติไทยคว้าแชมป์ชิงถ้วยพระราชทานคิงส์คัพ อีก 1 สมัย

ซึ่งความสำเร็จนี้ได้ถูกบันทึกไว้ว่า ยรรยง ณ หนองคาย เป็นคนไทยคนแรกที่ได้แชมป์ซีเกมส์ทั้งในฐานะผู้เล่นและโค้ช 

ถือเป็นแบบอย่างนักฟุตบอลที่คนรุ่นหลังได้เจริญรอยตาม

15 ตุลาคม พ.ศ. 2561 เมื่อวานนี้
แฟนบอลชาวไทยได้สูญเสีย กองหน้าเจ้าของฉายา "เจ้าตีนระเบิด" ที่จากไปอย่างสงบ สิริอายุ 79 ปี

หลับให้สบายครับ

พ.ต.ท. ยรรยง ณ หนองคายhttps://m.facebook.com/story.php?story_fbid=311371236313018&id=279353359514806
  พจบอลไทยวินเทจ ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวไว้ ณ ที่นี่ด้วยครับ
บันทึกการเข้า

สาเหตุฟุตบอลไทยล้าหลังนับ10ปี และปัญหาต่างๆนานาในปัจจุบัน
http://www.guideubon.com/web/viewtopic.php?t=23193
Figo Pro Ubon Fc Av
บอลนอกแค่สะใจ บอลไทยไล่สมาคม
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +1139/-1856
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 33,297



| | |
« ตอบ #245 เมื่อ: ตุลาคม 19, 2018, 04:31:05 PM »

#ขาโหดกระโดดลุย

มีนักข่าวเคยถาม นที ทองสุขแก้ว ว่าใครคือกองหลังตัวกลางที่เก่งที่สุดในความคิดของเค้า
นที ตอบว่า "รุ่งโรจน์ สว่างศรี"

ด้วยการเป็นกองหลังเชิงสูง เทคนิคเยี่ยม ทางบอลยอด ทำให้ถูกคาดหวังว่าเขาจะเป็น "นที2" ซึ่งเป็นไอดอลของเขาด้วย

ย้อนกลับไปเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว
รุ่งโรจน์ สว่างศรี เข้ามาอยู่กับสโมสรธนาคารกรุงไทยตั้งแต่อายุ 14 ปี โดยสัญญาฉบับแรกของเขาไม่ได้มีการลงลายลักษณ์อักษรแต่อย่างใด เป็นเพียงสัญญาใจที่มีให้กันโดยมีค่าตอบแทนเป็นเงินจำนวน 1,500 บาทต่อเดือน (เมื่อปี พ.ศ.2538) โดยการชักชวนของ อาริศ กุลสวัสดิ์ภักดี ซึ่งเป็นสต๊าฟฟ์โค้ช "แบงค์วายุภักษ์" ที่ตามติดเฝ้าดูฟอร์มดาวรุ่งจากโรงเรียนกีฬาสุพรรณ

รุ่งโรจน์ ได้รับโอกาสลงเล่นให้กับ ธ.กรุงไทย ในดิวิชั่น 1 ตั้งแต่ยังไม่ขึ้นม.4 เมื่อเริ่มได้รับโอกาสลงสนามและจำเป็นต้องฝึกซ้อมกับทีมอย่างเข้มข้น เขาจึงย้ายมาเรียนที่โรงเรียนวัดสุทธิวราราม

รุ่งโรจน์ ในวัย 17 ปีก้าวไปติดทีมเยาวชน 19 ปีทีมชาติไทย ทำให้เริ่มได้รับโอกาสมากขึ้นในสีเสื้อ "วายุภักษ์" เขาถูกจับมายืนเป็นเซ็นเตอร์ฮาล์ฟคู่กับ อำนาจ แก้วเขียว จนเริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้น

สมัยก่อนบอลไทยเรียกได้ว่าเล่นหนักกันทุกตำแหน่ง และ รุ่งโรจน์ ก็ยังเป็นเด็กที่มักจะโดนกองหน้าเก๋าๆ มาลองของประจำ และเป็น "น้าอำ" อำนาจ แก้วเขียว ที่สอนเขาว่าถ้ากองหน้าเขาไม่กลัว เราก็รอเสียประตูได้เลย และค่อยๆ สอนให้เราเล่นดุดันแบบเขา จากนั้น รุ่งโรจน์ ก็เริ่มเล่นหนักขึ้น จนกลายเป็นภาพลักษณ์ติดตัวว่าเป็นนักเตะประเภทขาโหด

และก็ติดตัวไปใช้กับบอลนักเรียน จนมีเรื่องต่อยกับ วรวุฒิ วังสวัสดิ์ แห่งเทพศิรินทร์ ในทุกครั้งที่เผชิญหน้ากัน

ปี 2001 รุ่งโรจน์ ในวัย 20 ถูกเรียกติดทีมซีเกมส์ ที่จำกัดอายุไม่เกิน 23 ปีเป็นครั้งแรก โดยเขาได้รับเสื้อเบอร์ 7 เฉกเช่นเดียวกับไอดอลของเขา ซึ่งจบลงด้วยแชมป์ของ ไทย หลังเฉือนเอาชนะ "เจ้าภาพ" มาเลเซีย ไปได้ 1-0 จากประตูชัยของ สระราวุฒิ ตรีพันธ์ ในช่วงท้ายเกม

โดยในทีมชุดนั้นประกอบด้วย ภาณุวัฒน์ ตั้งอนุรัตน์, อัมรินทร์ เยาว์ดำ, พีรทรรศน์ โพธิ์เรือนดี, นิรุจน์ สุระเสียง, ไกรเกียรติ เบียดตะคุ, สระราวุฒิ ตรีพันธ์, เจษฎา จิตสวัสดิ์, จักรพันธ์ ปั่นปี, อนุชา กิจพงษ์ศรี, ทวีศักดิ์ โมราศิลป์, ยุทธนา ไชยแก้ว, บุญฤทธิ์ การภักดี, สุรพงษ์ ธรรมวงศา, ดัสกร ทองเหลา, ณรงค์ชัย วชิรบาล, พิชิตพงษ์ เฉยฉิว, วุฒิญา หยองเอ่น, มานิตย์ น้อยเวช, ธีรเทพ วิโนทัย และตัวของ รุ่งโรจน์ สว่างศรี เอง

ซึ่งช่วงนั้นเรียกได้ว่าเป็นช่วงที่ "รุ่งโรจน์" กำลังรุ่งโรจน์สุดๆ ดังชื่อของเขาเมื่อในระยะเวลาเพียงแค่ 4 ปี เขาคว้าแชมป์มาครองได้ถึง 6 รายการ โดยเป็น 4 ถ้วยแชมป์กับสโมสรธนาคารกรุงไทย (แชมป์ไทยลีก 2 สมัย และถ้วย ก. 2 สมัย) และในนามทีมชาติด้วยการคว้าเหรียญทองซีเกมส์ 2 สมัย( 2001, 2003) รวมไปถึงการมีชื่ออยู่ในทีมชาติชุดใหญ่ในช่วงเวลาดังกล่าว

เส้นทางในวงการลูกหนังกำลังสวยสดงดงาม ก็เริ่มสั่นคลอนจากการที่เขาเป็นนักเตะประเภทจุดเดือดต่ำ...ที่แม้จะมีฝีเท้าที่เก่งขนาดไหนแต่พฤติกรรมในสนามที่ติดภาพลบทำให้ชื่อของ รุ่งโรจน์ สว่างศรี ในนามทีมชาติก็ค่อยๆ หายไป

ปัจจุบัน รุ่งโรจน์ สว่างศรี เข้ามาทำงานเป็นหนึ่งในทีมงานสตาฟโค้ชเยาวชนสโมสร บางกอกกล๊าส เอฟซี ที่ได้ถ่ายทอดวิชาลูกหนังให้กับนักเตะรุ่นน้องที่ยังคงได้กลิ่นอายความดุดันตามฉบับของ "จอมโหดเมืองไทย"

"ผมก็ยังบอกน้องๆ ที่เล่นกองหลังเสมอว่า ตำแหน่งนี้ต้องเล่นให้ดุดัน เล่นให้คนอื่นกลัว เหมือนกับรุ่นพี่ๆ ของผมได้บอกมา แต่จะเพิ่มเติมเรื่องการควบคุมอารมณ์ในสนามไม่ให้เป็นเหมือนผม ไม่อยากให้มี รุ่งโรจน์ 2 ในวงการลูกหนัง" รุ่งโรจน์ สว่างศรี กล่าว

╔═══════════════╗
ชอบกดไลค์👍 ถูกใจกดแชร์💞
เพื่อเป็นกำลังใจให้กับทีมงานด้วยนะครับ
อย่าลืมกดติดดาว🌟เพื่อไม่พลาดเรื่องราวดีๆ
╚═══════════════╝

#ทีมชาติไทย #ช้างศึก #บอลไทย #ไทยลีก
#บอลไทยวินเทจ #BallThaiVintage   https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=312749609508514&id=279353359514806
บันทึกการเข้า

สาเหตุฟุตบอลไทยล้าหลังนับ10ปี และปัญหาต่างๆนานาในปัจจุบัน
http://www.guideubon.com/web/viewtopic.php?t=23193
Figo Pro Ubon Fc Av
บอลนอกแค่สะใจ บอลไทยไล่สมาคม
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +1139/-1856
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 33,297



| | |
« ตอบ #246 เมื่อ: พฤศจิกายน 08, 2018, 12:38:37 PM »

#เจ้าฟูดาวซัลโวแชมป์เซมิโปรลีกครั้งที่2

เมื่อพูดถึง "เจ้าหงอก" กฤษขจร วงษ์รัตนะ แน่นอนแฟนบอลยุคเมื่อ 20-30 ปีก่อนก็ต้องนึกถึง "เจ้าฟู" พิสิทธิ์ ฟูเผ่า บัดดี้กองหน้าหอคอยคู่ของสโมสรทหารบก

เด็กชายพิสิทธิ์ กำเนิดขึ้นในปี 2507  ที่จังหวัดนครสวรรค์ ในครอบครัวที่มีคุณพ่อเป็นทหาร ก่อนจะเริ่มเล่นฟุตบอลตั้งแต่วัยเยาว์ที่ ร.ร.โชติระวี ซึ่งเจ้าตัวมักจะเล่นฟุตบอลพลาสติกกับเพื่อนๆทุกวัน จนวันนึงทางโรงเรียนประกาศคัดเลือกเพื่อเอาไปเป็นตัวแทนของสถาบัน

ก่อนทางครูพละจะประกาศว่า "เจ้าฟู" มีชื่อเป็นนักเตะทีมโรงเรียนด้วยสรีสระที่โตกว่ารุ่นเดียวกัน ตอนป.5 เจ้าตัวสูงเฉียดๆ 160 ซ.ม. แล้วเลยดันไปเล่นกับพี่ๆ ในรุ่นเล็ก โดยตำแหน่งแรกคือกองกลาง

หลังจากนั้นเจ้าตัวก็เล่นฟุตบอลทีมโรงเรียนมาโดยตลอดทว่าช่วงขึ้น ม.ศ.1 โดนจับไปเล่นศูนย์หน้าเป็นครั้งแรกด้วยเหตุผลคือตัวใหญ่และยิงประตูหนักกว่าเพื่อนๆร่วมทีมคนอื่น

ก่อนชีวิตจะเปลี่ยนแปลงจากเด็กน้อยมาเป็นนักเรียนโรงเรียนายสิบทหารบก ซึ่งต้องไปเรียนที่ อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์

หลังจบ ร.ร.นายสิบ เมื่อปี 2525 ติดยศสิบเอกและประจำอยู่ที่่กรมทหารสื่อสารเล่นฟุตบอลภายในตลอดจนถึงพ.ศ.2528 ปาไปอายุ 23 ปีแล้ว แต่ยังไม่เคยสัมผัสเกมใหญ่ๆเลย ส่วนใหญ่ก็ไปเล่นฟุตบอลเดินสายตามต่างจังหวัดเรียกว่าใครชวนไปหมด

จากที่เล่นฟุตบอลไปวันๆ พ.ศ. 2529 เจ้าฟูหิ้วสตั๊ดไปคัดเป็นนักฟุตบอลของสโมสรทหารบก แต่เป็นทีมชุดเล็กหรือถ้วย ค. ที่มี ฉัตรชัย ขำศรีพันธ์ เป็นโค้ช

ด้วยรูปร่างที่สูงใหญ่เลยคัดติดก่อนในฟุตบอลถ้วยพระราชทาน ค. ปีนั้น "เจ้าฟู" คว้าตำแหน่งดาวซัลโวโดยยิงไปถึง 19 ประตูพา ทบ.คว้าตำแหน่งรองแชมป์

ปีต่อมา เจ้าตัวขึ้นชั้นไปเล่น ถ้วย ข. และไปเล่นฟุตบอลยามาฮ่า ไทยแลนด์ คัพให้จังหวัดลพบุรี ก่อนจะพาทีมเมืองลิงได้แชมป์ภาคตะวันออกก่อนรอบสุดท้ายจะคว้าอันดับ 3 ไปครอง แต่ทัวร์นาเมนต์นี้ พิสิทธิ์ ได้ตำแหน่งดาวซัลโวไปครอง

จนไปเตะตา "อ.หรั่ง" ชาญวิทย์ ผลชีวิน ดึงตัวไปเล่นทีมชาติไทย ชุด บี ในศึกฟุตบอลคิงส์คัพ ส่วนใหญ่ก็ได้ลงเป็นตัวสำรองช่วงท้ายเกม ซึ่งเจ้าตัวไม่ค่อยจะแฮปปี้เท่าไหร่นัก

ต่อจากนั้น "เจ้าฟู" กลับมาเล่นให้ต้นสังกัดทหารบกในฟุตบอลควีนส์คัพ แต่ก็เป็นแค่กำลังเสริมเพราะทีมตรากงจักรมีดาวเตะอย่าง บรรหาร สมประสงค์, ธนิศร์ อารีสง่ากุล รวมถึง ประดับพันธ์ จรัญญา ขวางหน้าอยู่

ถัดมาปี 2531 เป็นปีแรกที่โดนเรียกตัวขึ้นชุดถ้วย ก. ของสโมสรเมื่อปี "น้าอำ" อำนาจ เฉลิมชวลิต เป็นเฮดโค้ช ชื่อของ "เจ้าฟู" เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นจนมีชื่อติดธงเป็นครั้งแรกในชุด 19 ปีไปแข่งขัน 4 เส้าที่ฮ่องกง

ปี 2532 ถือเป็นปีที่ยำแย่ของเจ้าตัวและสโมสรเมื่อทีมตกรอบแรกเป็นประจำทั้ง ถ้วย ก. แถม "เจ้าฟู" ยิงประตูไม่ได้เลย ในรายการอื่นทั้งโตโยโต้ คัพ และ ควีนส์คัพ ที่สำคัญยังมาบาดเจ็บหนัก

ในความโชคร้ายมักจะมีอะไรดีแฝงมาเสมอเมื่อเจ็บจนต้องกลับมาพักรักษาตัวที่บ้านจังหวัดนครสวรรค์ ทำให้ "เจ้าฟู" พบกับภรรยาคนปัจจุบันนั่นเอง

พอหายเจ็บก็ถูกเรียกตัวเข้าสู่ทีมชาติไทยชุดอายุไม่เกิน 21 ปีที่มีเพื่อนร่วมทีมอย่าง นพดล วิจารณ์ณรงค์, อดุลย์ รุ่งเรือง, บุญปลีก หนูน้อย, สาธิต จึงสำราญ, อดุลย์ มะลิพันธุ์, ไพโรจน์ พ่วงจันทร์, สมศักดิ์ คำมณี รวมถึง ปิยะกุล แก้วน้ำค้าง

ปี 2533 ชื่อของ พิสิทธิ์ ฟูเผ่า ไปอยู่ในทีมชาติไทยชุดใหญ่ครั้งแรกภายใต้การคุมทัพของ คาร์ลอส โรแบร์โต้ คาร์วัลโย่ ในรายการ
4 เส้าอีก ครั้งนี้เจ้าตัวได้ลงแค่นัดเดียวและยิงประตูไม่ได้เลย

พอจบทัวร์นาเมนต์นั้น "เจ้าฟู" รู้สึกว่าตนเองไม่เหมาะสมกับทีมชาติด้วยระบบที่ไม่เข้ากันเลยแถมเวลาเล่นจิตใจก็ไม่ค่อยอยู่กับร่องกับรอย พอโดนเรียกที่ไรมักจะขอถอนตัวประจำ จนทีมชาติกับดาวยิงทหารบกคนนี้เลยเป็นเส้นขนานตลอด

ปี 2535 นี่คือปีทองของ "เจ้าฟู" อย่างแท้จริงเมื่อพาทีม ทหารบก คว้าแชมป์ฟุตบอลเซมิโปร ลีก ครั้งที่ 2 ด้วยสถิติแข่ง 14 นัด ชนะ 7 เสมอ 6 แพ้ 1 ยิงได้ 24 ประตูเสีย 15 ประตู ที่สำคัญคว้าดาวซัลโวสูงสุดได้ด้วยโดยสอยไปทั้งหมด 9 ประตู

แต่กับทีมชาติตามที่บอกเจ้าตัวไม่สนที่จะเล่นอีกต่อไป

เอ่อเว้ย!!!!แบบนี้ก็มีด้วย...ทั้งหมดนี่คือชีวิตของ "พิสิทธิ์ ฟูเผ่า" ยอดตำนานดาวยิงของสโมสรทหารบก

ภาพ : #ฟุตบอลสยาม
╔═══════════════╗
ชอบกดไลค์👍 ถูกใจกดแชร์💞
เพื่อเป็นกำลังใจให้กับทีมงานด้วยนะครับ
อย่าลืมกดติดดาว🌟เพื่อไม่พลาดเรื่องราวดีๆ
╚═══════════════╝

#ทีมชาติไทย #ช้างศึก #บอลไทย #ไทยลีก
#บอลไทยวินเทจ #BallThaiVintage  https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=321899148593560&id=279353359514806
บันทึกการเข้า

สาเหตุฟุตบอลไทยล้าหลังนับ10ปี และปัญหาต่างๆนานาในปัจจุบัน
http://www.guideubon.com/web/viewtopic.php?t=23193
Sawang magg
เชียร์บอลไทยไม่เสียตังค์
Full Member
***

คะแนนความรัก: +72/-153
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,191


| | |
« ตอบ #247 เมื่อ: พฤศจิกายน 08, 2018, 09:17:37 PM »

หน้าที่3แล้วท่าน
บันทึกการเข้า
Faroh-Air
ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย
Jr. Member
**

คะแนนความรัก: +87/-40
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 610


รักบอลไทย


| | |
« ตอบ #248 เมื่อ: พฤศจิกายน 09, 2018, 01:21:57 AM »

ยาวไปๆ ท่านศาสดา
บันทึกการเข้า

ถ้าทุกคนในชาติทุกภาคส่วนมีความสามัคคีกันแล้ว ฝันที่ไทยจะไปบอลโลกมันก็เกิดขึ้นได้
หน้า: 1 2 [3]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  




Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006-2007, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!