Thailandsusu Webboard
ธันวาคม 11, 2017, 12:26:57 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน Gallery เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  

ดูบอลสด ดูบอลออนไลน์ ดูบอลช่อง BeIN

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ขับมอเตอร์ไซค์พาไหว้พระดูวัดร้าง ที่ทุ่งแก้วทุ่งขวัญ จรดทุ่งภูเขาทอง  (อ่าน 7657 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
บอย ลานเรือหลวง
Thailandsusu
Sr. Member
**

คะแนนความรัก: +423/-6
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,214



| | |
« เมื่อ: กรกฎาคม 19, 2016, 09:24:40 PM »

ในวันพระใหญ่ ที่ฟ้าใสอย่างนี้ก็ต้องไปหาพระไหว้กันดีกว่าครับ แต่ส่วนใหญ่เราจะไปไหว้พระกันตามวัดที่ใหญ่ วัดดังกันแต่วันนี้ผมจะขับมอเตอร์ไซค์ พาเพื่อนๆไปหาวัดหาพระไหว้กันที่ทุ่งทางด้านทิศเหนือของเกาะเมืองกันครับ นั่นคือ ทุ่งภูเขาทอง ทุ่งลุมพี ทุ่งแก้ว ทุ่งขวัญ (ในรูปแผนที่จะเป็นเส้นสีชมพูครับ ส่วนสีเหลืองพาไปครั้งที่แล้วทุ่งหันตรา) จะเป็นวัดมีพระสงฆ์บ้างวัดร้างบ้าง ก็ไปไหว้กันเนาะ  แต่บอกก่อนนะครับ ทริปนี้รูปเยอะ เพราะนับแล้วจะพาไปถึง 19 วัด กับ 1 เพนียด ทนๆดูกันหน่อยนะครับเพราะแถบนี้วัดเก่าเยอะจริงๆคงใช้เวลาในการลงหลายวันแน่ๆครับ  ไปๆครับซ้อนท้ายมาเลย




จุดหมายแรกเราคือทุ่งภูเขาทองแน่นอนครับที่แรกที่เราจะต้องไปสักการะก่อนคือ พระบรมราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่เคารพของเราชาวอยุธยาทุกคนครับ
พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช เป็นโครงการอันเนื่องมาจาก พระราชดำริเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ตามพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้ก่อสร้างบริเวณทุ่งภูเขาทอง ในเนื้อที่ 543 ไร่ ห่างจากตัวจังหวัดไปทางทิศเหนือตามถนนสายอยุธยา-ป่าโมก-อ่างทอง เพียง 3 กิโลเมตร โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเทิดพระเกียรติและเป็นอนุสรณ์แด่ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เนื่องในมหามงคลเฉลิมฉลอง ทรงครองราชย์สมบัติครบ 50 ปี เพื่อนุรักษ์บริเวณประวัติศาสตร์และโบราณสถาน และเพื่อเป็น จุดท่องเที่ยวของจังหวัด พื้นที่ประกอบด้วย พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาาช องค์พระบรมรูปขนาด 3 เท่า ทรงม้า แท่นฐาน และลานบันได้เป็นหินอ่อนและหินแกรนิต ภาพนูนต่ำบรรยายพระราชประวัติ จำนวน 11 ภาพ อาคารพิพิธภัณฑ์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช อ่างเก็บน้ำความจุประมาณ 2 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็นสถานที่ท่องเที่ยว เพื่อการพักผ่อน และมีการปลูกสวนป่า เพื่อเป็นพื้นที่สีเขียว สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถได้เสด็จเปิดพระราชานุสาวรีย์ เมื่อวันศุกร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ.2544









« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 27, 2016, 12:05:31 PM โดย บอย ลานเรือหลวง » บันทึกการเข้า

บอย ลานเรือหลวง
Thailandsusu
Sr. Member
**

คะแนนความรัก: +423/-6
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,214



| | |
« ตอบ #1 เมื่อ: กรกฎาคม 19, 2016, 09:26:11 PM »

ลืมแนะนำตัว

บันทึกการเข้า

บอย ลานเรือหลวง
Thailandsusu
Sr. Member
**

คะแนนความรัก: +423/-6
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,214



| | |
« ตอบ #2 เมื่อ: กรกฎาคม 19, 2016, 09:50:47 PM »

หลังจากนั้นเราก็มาทางด้านหลัง พระบรมราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช  ก็จะมาถึงวัดแรกที่จะพามาไหว้พระกัน นั่นคือวัดภูเขาทองครับ
 วัดภูเขาทอง เป็นวัดโบราณในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระราเมศวร เมื่อปี พ.ศ. 1930 มีเจดีย์ใหญ่ที่ชื่อว่า เจดีย์ภูเขาทอง

เจดีย์ใหญ่ ก่ออิฐถือปูนแบบไทย สูง 80 เมตร ตั้งอยู่บนฐานประทักษิณ 4 ชั้น เป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ฐานแต่ละชั้นที่ต่อจากชั้นที่ 1 มีผนังย่อเหลี่ยม มีฐานบัวคว่ำสลับฐานหน้ากระดานเป็นชั้นขึ้นไป ตรงกลางฐานทักษิณชั้นที่ 4 เป็นอุโมงค์รูปโค้งเข้าไปในเจดีย์ มีพระพุทธรูปอยู่ 1 องค์ ตัวระฆังย่อมุมไม้สิบสองไปจนถึงบันลังก์มีปล้องไฉน ปลียอด และลูกแก้ว ที่ปลายลูกแก้วประดับด้วยทองคำ สองหมื่นห้าพันกรัม

            ซึ่งเจดีย์องค์นี้สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นโดยพระเจ้าบุเรงนองกษัตริย์พม่าเพื่อประกาศชัยชนะเหนือกรุงศรีอยุธยา  แต่ทำได้เพียงรากฐานแล้วยกทัพกลับ  ต่อ มาสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงกอบกู้เอกราชคืนได้สำเร็จเมื่อปีพุทธศักราช 2127 จึงโปรดเกล้าให้สร้างเจดีย์แบบไทยไว้เหนือฐานแบบมอญและพม่า เจดีย์องค์นี้จึงมีลักษณะสถาปัตยกรรมสองแบบผสมกัน ต่อมาส่วนยอดเดิมได้หักพังลงมาสมเด็จพระเจ้าบรมโกศโปรดเกล้าฯให้ซ่อมแซมขึ้น ใหม่ ซึ่งปัจจุบันกรมศิลปากรได้บูรณะใหม่โดยทาสีขาวทั้งองค์





ส่วนเจดีย์ราย ที่เป็นข่าวโดนฟ้าผ่ากำลังบูรณะอยู่ครับ



พระอุโบสถที่สร้างใหม่ทับของเก่า



มาไหว้พระกันครับ



ต่อจากนั้นเราก็มาขึ้นเจดีย์ใหญ่กัน





บรรยากาศด้านบน






ทางเข้าพระเจดีย์ ที่ด้านในมีช่องให้เราเข้าไปสักการะพระด้านใน








บันทึกการเข้า

บอย ลานเรือหลวง
Thailandsusu
Sr. Member
**

คะแนนความรัก: +423/-6
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,214



| | |
« ตอบ #3 เมื่อ: กรกฎาคม 19, 2016, 10:04:14 PM »

ขออภัยรูปนอน ลืมดูครับ

บันทึกการเข้า

บอย ลานเรือหลวง
Thailandsusu
Sr. Member
**

คะแนนความรัก: +423/-6
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,214



| | |
« ตอบ #4 เมื่อ: กรกฎาคม 19, 2016, 10:28:58 PM »

วัดต่อมาเป็นวัดร้าง อยู่ใกล้ๆวัดภูเขาทอง นั่นคือวัด โคกพระยา ทุ่งภูเขาทอง (ที่ต้องกำกับท้ายว่าทุ่งภูเขาทองเพราะจะมีอีกวัดอยู่แถว วัดหน้าพระเมรุ ที่ทำให้สับสนกันว่าวัดไหนเป็นจุดที่ใช้ประหารชีวิตเจ้านายสมัยก่อน) ประวัติวัดไม่ทราบการสร้างที่แน่นอนแต่น่าจะสร้างตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้น และเชื่อว่าวัดนี้เป็นจุดยืนช้างของสมเด็จพระมหาจักพรรดิ ในคราวศึกเสียสมเด็จพระสุริโยทัย 



แค่ทางเข้าก็รู้แล้วลุยแน่ๆ











องค์พระที่เหลือให้เราสักการะครับ



ใบเสมาเก่า







บันทึกการเข้า

บอย ลานเรือหลวง
Thailandsusu
Sr. Member
**

คะแนนความรัก: +423/-6
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,214



| | |
« ตอบ #5 เมื่อ: กรกฎาคม 19, 2016, 11:02:37 PM »

วัดต่อมาปัจจุบันมีพระจำพรรษาอยู่ และค่อนข้างมีชื่อ มีคนมาสักการะพอสมควร ตั้งติดอยู่กับคลองเมือง นั่นคือวัดเชิงท่า ครับที่มีประวัติเกี่ยวข้องกับสมเด็จพระเจ้าตากสินด้วยครับ

วัดเชิงท่า เป็นวัดโบราณสร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตั้งอยู่ทางทิศเหนือของเกาะเมืองริมฝั่งซ้ายของแม่น้ำลพบุรี ใกล้กับคูไม้ร้องซึ่งเป็นอู่เก็บเรือพระที่นั่ง ที่ตั้งวัดนี้อยู่ฝั่งตรงข้ามกับป้อมท้ายสนมและปากคลองท่อ ซึ่งเป็นท่าข้ามเรือของฝั่งเกาะเมืองมาขึ้นฝั่งที่วัดเชิงท่า ด้วยเหตุนี้จึงเรียกชื่อว่า วัดตีนท่าอีกด้วยประวัติของวัดเชิงท่า ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าสร้างขึ้นเมื่อใดใครเป็นผู้สร้างคงปรากฏเพียงตำนานเล่าสืบๆ กันมาว่า เศรษฐีผู้หนึ่งสร้างเรือนหอให้แก่บุตรสาวซึ่งหนีตามชายคนรักไปแล้วไม่ย้อนกลับ เศรษฐีผู้บิดาคอยบุตรสาวอยู่นานไม่เห็นกลับมาจึงได้ถวายเรือนหอนั้นให้แก่วัดที่ตนสร้างขึ้น จึงได้ชื่อว่า วัดคอยท่า เรื่องที่เล่าสืบกันมานี้หลวงจักรปาณี ได้นำมาประพันธ์ไว้ในนิราศทวารวดี 
นอกจากนี้วัดเชิงท่ายังผูกพันกับพระราชประวัติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ด้วยวัดโกษาวาส หรือ วัดคลัง เป็นสถานที่ศึกษาเล่าเรียนหนังสือไทย ขอม และพระไตรปิฏกของ สิน หรือสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์





















สักการะพระในอุโบสถเก่าครับ









ภาพจิตรกรรมที่กำลังจางหาย






พระบรมราชานุสรณ์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ภายในวัด มีคนมาสักการะมาก





บันทึกการเข้า

บอย ลานเรือหลวง
Thailandsusu
Sr. Member
**

คะแนนความรัก: +423/-6
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,214



| | |
« ตอบ #6 เมื่อ: กรกฎาคม 19, 2016, 11:06:00 PM »

ดึกแล้ว คืนนี้ขอจำลาก่อนครับ ยังมีเหลืออีกมากมายสำหรับเรื่องราวครับ ท่านใดสนใจรอติดตามนะครับ พรุ่งนี้จะพาไปวัดใหญ่คนเยอะอีกวัดที่อยู่ใกล้กัน มาแถบนี้ยังไงก็ต้องเข้าไปไหว้พระวัดนี้ครับ ก่อนไปลุยวัดร้างกันต่อ
บันทึกการเข้า

Thanakrit_
Newbie
*

คะแนนความรัก: +9/-1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 56



| | |
« ตอบ #7 เมื่อ: กรกฎาคม 20, 2016, 10:12:38 AM »

ติดตามครับ ชอบแนวท่องเที่ยวเหมือนกันครับ
บันทึกการเข้า
บอย ลานเรือหลวง
Thailandsusu
Sr. Member
**

คะแนนความรัก: +423/-6
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,214



| | |
« ตอบ #8 เมื่อ: กรกฎาคม 20, 2016, 12:34:56 PM »

ขอบคุณท่าน Thanakrit ครับที่ติดตาม ใช้เวลาพักเที่ยงให้เป็นประโยชน์ เรามาต่อกันที่ วัดหน้าพระเมรู กันต่อเลยนะครับวัดนี้มีพระให้เราได้สักการะกันมากมาย
วัดหน้าพระเมรุ เป็นวัดมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยา
 เนื่อจากเคยเป็นวัดที่พม่าใช้ตั้งฐานบัญชาการจึงเป็นวัดเดียว
 ในกรุงศรีอยุธยาที่ไม่ได้ถูกพม่าทำลายและยังคงปรากฏสถาปัตยกรรมแบบอยุธยา
 และอยู่ในสภาพสมบูรณ์มากที่สุดในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
 วัดหน้าพระเมรุ เป็นวัดยอดนิยมของนักท่องเที่ยวที่มักเดินทางไปนมัสการ
 หลวงพ่อพระพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญ์บรมไตรโลกนาถ
 ที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งในกรุงศรีอยุธยา

ประวัติ
 ตำนานกล่าวถึงวัดนี้ว่า พระองค์อินทร์ในสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ รัชกาลที่ ๑๐
 แห่งกรุงศรีอยุธยา ทรงสร้างเมื่อจุลศักราช ๘๖๔ (พ.ศ. ๒๐๔๖) ประทานนามว่า
“วัดพระเมรุราชิการราม” แต่ประชาชนส่วนมากนิยมเรียกว่า “วัดพระเมรุ” จึงเป็นนาม
 ของวัดที่ใช้มาจนทุกวันนี้

ในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา กล่าวถึงเหตุการณ์คราวทำสัญญาสงบศึกระหว่าง
 สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์กับพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง มีการปลูกพลับพลาเป็นที่ประทับ
 ซึ่งอยู่ด้านหน้าวัดพระเมรุกับวัดหัสดาวาส (ปัจจุบันวัดหัสดาวาสเหลือเพียงซากเจดีย์)

อีกตอนหนึ่งเมื่อคราวสมเด็จพระเจ้าอะลองพญามาตีกรุงศรีอยุธยา เมื่อเดือน ๖ ขึ้น ๑ ค่ำ
 พ.ศ ๒๓๐๓ พม่า เอาปืนใหญ่มาตั้งที่วัดพระเมรุราชิการามกับวัดหัสดาวาส พระเจ้าอะลองพญา
 ทรงบัญชาการและทรงจุดปืนใหญ่เอง ปืนใหญ่ที่ตั้งอยู่ในวัดพระเมรุราชิการามแตกต้องพระองค์
 บาดเจ็บสาหัส ประชวรหนักในวันนั้น พอรุ่งขึ้น ๒ ค่ำ เดือน ๖ พ.ศ. ๒๓๐๓ พม่าเลิกทัพกลับไป
 ทางเหนือหวังออกทางด่านแม่ละเมาะ แต่ยังไม่พ้นแดนเมืองตาก พระเจ้าอะลองพญาก็สิ้น
 พระชนม์ระหว่างทาง





ในพระอุโบสถมีพระพุทธรูป(พระประธาน) เป็นพระพุทธรูปหล่อด้วยทองสำริด
 ภายนอกฉาบด้วยปูนลงลักปิดทองปางมารวิชัยทรงเครื่องพระมหากษัตราธิราช
 สมัยกรุงศรีอยุธยา หน้าตักกว้างประมาณ ๔.๔๐ เมตร สูงประมาณ ๖.๐๐ เมตร
 พระนามว่า “พระพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญ์บรมไตรโลกนาถ”





 “พระคันธารราฐ” ย้ายมาจากวัดมหาธาตุ
 ในเกาะเมือง ข้างวัดราชบูรณะ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นวัดร้างในยุคนั้น
 มาประดิษฐานในวิหารน้อยที่สร้างขึ้นใหม่นี้ ผู้สร้างได้จารึกไว้ในศิลาติดตั้งไว้ที่
 ฝาผนังเมื่อ พ.ศ. ที่สร้างว่า “พระคันธารราฐ” นี้ พระอุบาลีซึ่งจำพรรษาอยู่
 ที่วัดธรรมาราม นำมาจากประเทศลังกา ในคราวที่ท่านเป็นสมณฑูต พร้อมด้วย
 พระสงฆ์สยามวงศ์ นำพระพุทธศาสนาไปประดิษฐานในประเทศลังกา
 นักโบราณคดีมีความเห็นว่าเป็นพระพุทธรูปสมัยทวารวดี สร้างระหว่าง
 พ.ศ. ๑๐๐๐ – ๑๒๐๐ และสันนิษฐานว่าก่อนที่จะนำมาไว้ที่วัดมหาธาตุ
 ในสมัยกรุงศรีอยุธยา เดิมอยู่ที่วัดพระเมรุราชิการาม จังหวัดนครปฐม
 เนื่องจากทางราชการขุดพบเรือนแก้วที่ชำรุด สันนิษฐานว่าเป็นเรือนแก้ว
 ของพระพุทธรูปองค์นี้


พระพุทธรูปปางลีลาอายุกว่า 700 ปี และท้าวเวสสุวรรณ ที่วิหารขาว วิหารเก่า





วิหารหลวงพ่อขาวหลวงพ่อขาว



บรรยากาศภายในวัด













บันทึกการเข้า

บอย ลานเรือหลวง
Thailandsusu
Sr. Member
**

คะแนนความรัก: +423/-6
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,214



| | |
« ตอบ #9 เมื่อ: กรกฎาคม 20, 2016, 12:45:23 PM »

เราออกจากวัดหน้าพระเมรุ มาใกล้ๆกันจะมี วัดร้างอยู่ นั่นคือวัดที่ 5 ที่เราจะไปกันครับ คือวัดหัสดาวาส 
วัดหัสดาวาส หรือวัดช้าง เป็นวัดร้าง ตั้งอยู่ที่ตำบลท่าวาสุกรี อำเภอพระนครศรีอยุธยา ถัดจากวัดหน้าพระเมรุไปทางทิศตะวันออก เดิมเคยมีทางเดินติดต่อถึงกัน

วัดหัสดาวาสเป็นวัดที่มีความสำคัญในทางประวัติศาสตร์เช่นเดียวกับวัดหน้าพระเมรุ ในฐานะที่สมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงใช้เป็นสถานที่เจรจาสงบศึกกับพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองเมื่อ พ.ศ. ๒๐๙๒ หลังจากนั้นมีเรื่องราวปรากฏในพงศาวดารอีกว่า ใน พ.ศ. ๒๓๐๓ ทัพพม่าที่เข้ามาล้อมกรุงศรีอยุธยาได้ตั้งปืนใหญ่ยิงพระราชวังที่วัดพระเมรุราชิการาม และวัดท่าช้าง วัดท่าช้างที่กล่าวถึงนี้ คงจะได้แก่ วัดหัสดาวาสนั่นเอง เพราะเป็นวัดที่ตั้งอยู่ในบริเวณต่อเนื่องกับวัดหน้าพระเมรุ และยังมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า วัดช้าง

ไม่มีหลักฐานระบุว่าวัดนี้สร้างขึ้นแต่เมื่อใด หากยึดถือเหตุการณ์ตามพระราชพงศาวดาร ซึ่งกล่าวชื่อวัดนี้มาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ก็อาจกล่าวได้ว่า คงจะมีมาแล้วตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้น ก่อนรัชกาลสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ หรือรัชกาลสมเด็จพระมหาจักรพรรดิเป็นอย่างช้า สภาพของวัดในปัจจุบันคงเหลือสิ่งก่อสร้างที่ยังคงสภาพอยู่น้อย ในจำนวนนั้นมีเจดีย์ ๑ องค์ ซึ่งอาจกำหนดอายุให้อยู่ในสมัยอยุธยาตอนต้นยุคที่ ๒ นับแต่รัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถลงมา นับว่าค่อนข้างจะสอดคล้องกันกับหลักฐานการกล่าวถึงในพระราชพงศาวดาร







องค์พระ ที่เหลือให้เราสักการะ ในตอนนี้





สิ่งก่อสร้างในวัดหัสดาวาสในปัจจุบันมีดังนี้
บันทึกการเข้า

บอย ลานเรือหลวง
Thailandsusu
Sr. Member
**

คะแนนความรัก: +423/-6
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,214



| | |
« ตอบ #10 เมื่อ: กรกฎาคม 20, 2016, 12:58:56 PM »

วัดต่อไป ที่จะเข้าไป จะต้องเข้าไปในซอยที่ถนนค่อนข้างแคบนะครับ ถ้าใช่มอเตอร์ไซค์จะสะดวกกว่า วัดที่ 6 ที่จะพาไปก็คือ วัดโคกพระยา
วัดโคกพระยา เป็นวัดโบราณวัดหนึ่งที่มีหลักฐานกล่าวถึงในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ตั้งแต่สมัยเริ่มสถาปนาพระนครศรีอยุธยาเพราะเป็นสถานที่ใช้ในการสำเร็จโทษพระเจ้าแผ่นดินและพระบรมวงศานุวงศ์มาตั้งแต่แผ่นดินสมเด็จพระราเมศวรเป็นต้นมา
พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาได้กล่าวถึงวัดโคกพระยาไว้หลายช่วง โดยส่วนมากจะกล่าวถึงในฐานะที่ใช้เป็นสถานที่ที่ใช้ในการสำเร็จโทษพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ในสมัยกรุงศรีอยุธยา เช่น
สมเด็จพระเจ้าทองลัน พระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 4 แห่งกรุงศรีอยุธยา
พระรัษฎาธิราช พระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 12 แห่งกรุงศรีอยุธยา
พระยอดฟ้า พระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 14 แห่งกรุงศรีอยุธยา
พระศรีเสาวภาคย์ พระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 20 แห่งกรุงศรีอยุธยา
พระพันปีศรีศิลป์ พระอนุชาในสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม ถูกสำเร็จโทษโดยออกญากลาโหมสุริยวงศ์ หรือพระเจ้าปราสาททอง
สมเด็จพระเชษฐาธิราช พระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 22 แห่งกรุงศรีอยุธยา
สมเด็จเจ้าฟ้าไชย พระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 25 แห่งกรุงศรีอยุธยา
สมเด็จพระศรีสุธรรมราชา พระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 26 แห่งกรุงศรีอยุธยา
เจ้าพระขวัญ พระราชโอรสในสมเด็จพระเพทราชาที่ประสูติแต่กรมหลวงโยธาทิพ
เจ้าฟ้าอภัยและเจ้าฟ้าปรเมศร์ พระราชโอรสในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ
พระองค์เจ้าชื่นและพระองค์เจ้าเกิด พระราชบุตรในกรมพระราชวังบวรเสนาพิทักษ์
กรมหมื่นจิตรสุนทร กรมหมื่นสุนทรเทพ และกรมหมื่นเสพภักดี (เจ้าสามกรม) พระราชโอรสในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ
   








พระพุทธรูป ที่เหลือให้เราสักการะครับ



หมุดดอกบัว ที่เชื่อกันว่าเป็นจุดที่แสดงจุดที่ใช้ฝังพระบรมศพ เมื่อก่อนมีเยอะ แต่ถูกทุบทำลายไป





แม้นจะล้อมรอบด้วยชุมชนแต่บรรยากาศวังเวงมากๆจริงๆครับ



บันทึกการเข้า

บอย ลานเรือหลวง
Thailandsusu
Sr. Member
**

คะแนนความรัก: +423/-6
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,214



| | |
« ตอบ #11 เมื่อ: กรกฎาคม 20, 2016, 01:05:10 PM »

หมดเวลาพักเที่ยงแล้ว ค่ำคืนนี้จะมาต่อให้นะครับ  ก่อนจากเอาฉากจากเรื่องสุริโยทัยที่มีการสำเร็จโทษ สมเด็จพระรัษฎาธิราช ที่วัดโคกพระยามาฝากครับ

บันทึกการเข้า

บอย ลานเรือหลวง
Thailandsusu
Sr. Member
**

คะแนนความรัก: +423/-6
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,214



| | |
« ตอบ #12 เมื่อ: กรกฎาคม 20, 2016, 07:45:39 PM »

สำหรับวัดต่อไป วัดที่ 7 ที่จะพาไปเป็นวัดที่พื้นที่ค่อนข้างกว้าง และที่สำคัญเป็นกรุพระดัง นั่นคือ วัดตะไกร
วัดตะไกร เป็นวัดร้างแห่งหนึ่ง อยู่ในโซนของคลองสระบัว จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ... วัดแห่งนี้ไม่มีการบรรทึกในประวัติศาสตร์แน่ชัดนัก แต่ปรากฎชื่อในวรรณคดี ขุนช้างขุนแผน ที่เชื่อว่าแต่งจากเค้าโครงเรื่องจริง ระบุไว้ว่าเป็นสถานที่ปลงศพนางวันทอง
วัดตะไกร สัญนิษฐานจากสถาปัตยกรรมแล้ว น่าจะสร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนกลาง หรือ น่าจะสร้างขึ้นในสมัยพระบรมไตรโลกนาถ ขึ้นมาจนถึงสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม ปี พ.ศ.2006-2170  ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของวัดหน้าพระเมรุ บริเวณชุมชนคลองสระบัว ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญในสมัยกรุงศรีอยุธยา ในบริเวณคลองสระบัวใช้เป็นเส้นทางคมนาคมตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น เมื่อสมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงโปรดให้ย้ายเพนียดคล้องช้าง วัดชองบริเวณหัวรอ ไปยังตำบลสวนพริกในปัจจุบันนี้ คลองสระบัวจึงถูกกำหนดให้เป็นเส้นทางพระราชดำเนินของพระมหากษัตริย์ไปยังเพนียดคลองช้าง วัดตะไกรถูกทิ้งร้างมาตั้งแต่คราเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 ปี พ.ศ.2310 และมีหลักฐานการกลับมาใช้อีกครั้งในสมัยรัชกาลที่ 4-5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ วัดตะไกรนี้มีเรื่องเล่าต่อกันมาว่า สมเด็จพระนเรศวรมหาราชหากจะทรงเครื่องใหญ่ (ตัดผม) ต้องมาทรงเครื่องที่วัดตะไกร เนื่องจากท่านมีวิชาคงกระพันชาตรี เจ้าอาวาสหรือพระอาจารย์ที่มีวิทยาคมสูงส่งเท่านั้นที่จะ ทรงเครื่องใหญ่ท่านได้ จึงเป็นเหตุให้ พระกรุวัดตะไกรนี้ เด่นดังไปในทางอยู่ยงคงกระพันชาตรีเป็นยิ่งนัก พระกรุวัดตะไกรนี้ เป็นพระกรุที่ได้รับความนิยมพอสมควรในอดีต มีการพบทั้ง เนื้อดิน เนื้อชิน เนื้อชินสนิมแดง แต่ที่พบส่วนใหญ่จะเป็นพระเนื้อดิน ตามหลักฐานการค้นพบพระกรุวัดตะไกร พบครั้งแรกในปี 2470 ในพระเจดีย์ร้างบริเวณวัดตะไกรเป็นจำนวนมาก



<a href="http://www.mx7.com/view2/zf3ELBsEsrTwJm3v" target="_blank"><img border="0" src="http://www.mx7.com/t/ca2/N4qnhw.JPG" /></a>





องค์พระที่มีให้เราสักการะ ในเวลานี้



เจดีย์ส่วนใหญ่ได้รับการบูรณะแล้วหลังจากเคยถูกขุดค้นทำลายอย่างหนัก









พระดังจากกรุวัดตะไกร เครดิตภาพจากเพจ เจ็ดวัดดอทคอม ครับ





บันทึกการเข้า

บอย ลานเรือหลวง
Thailandsusu
Sr. Member
**

คะแนนความรัก: +423/-6
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,214



| | |
« ตอบ #13 เมื่อ: กรกฎาคม 20, 2016, 08:09:00 PM »

สำหรับวัดที่ 8 ที่พาไป เป็นวัดริมทางที่บ้านเรือนขนาบแนวอุโบสถ ภายในไม่เหลืออะไรแล้ว ช่างน่าเสียดายจริงๆครับ นั่นคือ วัดสี่เหลี่ยม
วัดสี่เหลี่ยม สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยอยุธยาตอนปลาย ปัจจุบันเหลือเพียงพระอุโบสถที่ได้รับการบูรณะแล้วตัวอุโบสถด้านรับอิทธิพลมาจากศิลปะตะวันตกจึงไม่มีเสาภายใน และภายในก็ไม่เหลือพระให้สักการะเลย













บันทึกการเข้า

บอย ลานเรือหลวง
Thailandsusu
Sr. Member
**

คะแนนความรัก: +423/-6
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,214



| | |
« ตอบ #14 เมื่อ: กรกฎาคม 20, 2016, 08:49:30 PM »

วัดต่อไปวัที่ 9 ที่พาไปเป็นวัดใหญ่สมัยอยุธยาตอนปลาย นั่นคือ วัดพระยาแมน
วัดพระยาแมนเป็นวัดที่สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี โดยไม่ปรากฏนามผู้สร้างและไม่ทราบว่าสร้างขึ้นในรัชสมัยใด แต่ชื่อวัดพระยาแมนปรากฏในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาในรัชสมัยสมเด็จพระเพทราชา กล่าวคือ ก่อนที่สมเด็จพระเพทราชาจะได้ครองราชสมบัตินั้น ผนวชอยู่ที่วัดพระยาแมน โดยพระอาจารย์อธิการได้ทำนายว่าพระองค์จะได้ขึ้นครองราชสมบัติ รวมทั้งยังได้ให้โอวาทานุสาสน์ในสมณะกิจทั้งปวง ดังนั้น เมื่อสมเด็จพระเพทราชาได้เสวยราชสมบัติแล้วจึงทรงพระราชดำริถึงคุณพระอาจารย์อธิการวัดพระยาแมน จึงเสด็จพระราชดำเนินไปยังวัดพระยาแมนเพื่อถวายนมัสการพระอาจารย์ แล้วมีพระราชดำรัสให้ให้สร้างพระอารามให้ถาวรขึ้นกว่าเก่า เมื่อสร้างแล้วเสร็จทรงพระกรุณาให้มีการสมโภช 3 วัน และทรงตั้งพระอาจารย์อธิการวัดพระยาแมน ชื่อ พระยาศรีสัจจญาณมุนี ราชาคณะ ฝ่ายคามวาสี พร้อมถวายเครื่องสมณบริขารพร้อมตามศักดิ์พระราชาคณะทุกประการ จากพงศาวดารแสดงให้เห็นว่าสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ที่ปรากฏอยู่ทุกวันนี้ล้วนเป็นฝีมือช่างคราวปฏิสังขรณ์ในครั้งนั้นทั้งสิ้น





ฐานท่อน้ำโบราณ







พระอุโบสถและเจดีย์ราย ดูยิ่งใหญ่มาก









ภายในพระอุโบสถก็ดูแปลกตา มีช่องตามผนัง มากมาย ผมคิดเอาเองว่าสมัยก่อนแต่ละช่อง คงจะมี สำหรับบรรจุพระพุทธรูป

 





ฐานชุกชีว่างเปล่า  แต่องค์พระที่เหลืออยู่ วางอยู่ด้านล่างให้เราได้สักการะ





บรรยากาศภายในวัด









บันทึกการเข้า

ka-roo
Sr. Member
****

คะแนนความรัก: +129/-130
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,416


| | |
« ตอบ #15 เมื่อ: กรกฎาคม 20, 2016, 08:54:51 PM »

อ่านและดูรูปเพลินเลย ทิ้งท้ายคืนวันหยุดเข้าพรรษา
บันทึกการเข้า
บอย ลานเรือหลวง
Thailandsusu
Sr. Member
**

คะแนนความรัก: +423/-6
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,214



| | |
« ตอบ #16 เมื่อ: กรกฎาคม 20, 2016, 09:29:18 PM »

วัคต่อไปกันเลยนะครับเดี๋ยวจะหลายวัน  วัดนี้อยู่ถัดไปทางทิศใต้ ค่อนข้างสงบและเงียบ (เกือบทุกวัดที่ไปที่เป็นวัดร้างก็เงียบอยู่แล้วเนาะ ไม่มีใครมาเที่ยวกันเลย ) วัดที่ 10 นั่นคือ วัดจงกลม ครับ
วัดจงกลมตั้งอยู่นอกเกาะอยุธยาทางด้านทิศเหนือ ในพื้นที่บริเวณริมทุ่งขวัญวัดหันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีเจดีย์แปดเหลี่ยมเป็นประธานของวัด ด้านหน้าของเจดีย์ประธานเป็นวิหาร อุโบสถอยู่ทางด้านทิศเหนือ มีกำแพงแก้วและคูน้ำล้มรอบวัด ในพระราชพงศาวดารกรุศรีอยุธยากล่าวแต่เพียงว่า พระธรรมสารเถรอธิการวัดจงกลม ได้เข้าร่วมถวายพระพรสมเด็จพระเพทราชา ณ พระที่นั่งบรรยงก์รัตนาสน์ ในพระบรมมหาราชวัง

จากการศึกษาทางโบราณคดีสามารถสรุปได้ว่า วังจงกลมนี้ก่อสร้างมาแต่สมัยอยุธยาตอนต้น และถูกทิ้งร้างไปเมื่อคราวเสียกรุงศรีอยุุธยาครั้งที่ 2 ต่อมาในช่วงรัตนโกสินทร์มีหลักฐานว่ามีผู้คนเข้ามาใช้พื้นที่วัดจงกลมอีกครั้งหนึ่ง



















องค์พระที่เราจะสักการะ





บันทึกการเข้า

บอย ลานเรือหลวง
Thailandsusu
Sr. Member
**

คะแนนความรัก: +423/-6
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,214



| | |
« ตอบ #17 เมื่อ: กรกฎาคม 20, 2016, 09:31:06 PM »

น่าเสียดายรูปเจดีย์ผมเอาลงแนวตั้งไม่ได้

บันทึกการเข้า

บอย ลานเรือหลวง
Thailandsusu
Sr. Member
**

คะแนนความรัก: +423/-6
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,214



| | |
« ตอบ #18 เมื่อ: กรกฎาคม 20, 2016, 09:45:00 PM »

ไปๆๆไปวัดต่อไปวัดที่ 11 กันครับ อยู่ไม่ไกลกัน แต่ทางค่อนข้างแคบ นั่นคือ วัดพระงามครับ

"ประตูแห่งกาลเวลา" วัดพระงาม จ.พระนครศรีอยุธยา
เป็นวัดร้างที่อยู่นอกเกาะเมืองอยุธยา มีจุดเด่นตรง "ซุ้มประตู" ที่ถูกโอบล้อมด้วยต้นโพธิ์ และพระเจดีย์แปดเหลี่ยม สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยอยุธยาตอนต้น และถูกทิ้งร้างหลังเสียกรุงครั้งที่ 2















องค์พระทีเหลือให้เราสักการะ

บันทึกการเข้า

บอย ลานเรือหลวง
Thailandsusu
Sr. Member
**

คะแนนความรัก: +423/-6
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,214



| | |
« ตอบ #19 เมื่อ: กรกฎาคม 20, 2016, 10:07:30 PM »

ถึงวัดที่ 12 กันแล้วนะครับ นั่นคือ วัดเจ้าย่า ซึ่งมีพื้นที่ค่อนข้างกว้างด้านหลังติดคลองสระบัว มีถนนตัดผ่านเขตโบราณสถาน
วัดเจ้าย่า คลองสระบัว อยุธยา สัณนิษฐานว่าเปผ้นวัดเก่าที่สร้ามาก่อนเสียกรุงครั้งที่ 1 คงมีการบูรณะมาตลอด ภายในวัดมีอาคารแบบตะวันตกเป็นอาคาร 2 ชั้น ขั้นล่างเป็นใต้ถุน หอระฆังทรงปรางค์ ส้วยบนทำเป็นพระปรางค์ห้ายอด เจดีย์ประธานที่อยู่อีกฝั่นถนนเป็นเจดีย์ทรงระฆัง เดิมคงมีองค์เดียว แต่มาเพิ่มเป็น 4 องค์ภายหลังเพราะมีรองรอยพอกปูนเพิ่ม อ.สุเนตรเชื่อว่าที่วัดนี้เองที่ได้จับขุนวรวงศากับแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์สำเร็จโทษ









การวางแนวอิฐที่ดูแปลกตา











มาสักการะองค์พระกันครับ





บันทึกการเข้า

บอย ลานเรือหลวง
Thailandsusu
Sr. Member
**

คะแนนความรัก: +423/-6
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,214



| | |
« ตอบ #20 เมื่อ: กรกฎาคม 20, 2016, 10:21:31 PM »

มาถึงวัดที่ 13 กันคือ วัดใหม่คลองสระบัว ซึ่งค่อนข้างถูกทิ้งร้างและรก ถ้าจะเข้ามาทางวัดพระเมรุ จะเป็นสะพานไม้เล็กๆ ทีรถมอเตอร์ไซค์พอข้ามได้

วัดใหม่คลองสระบัวหรือวัดใหม่ ตั้งอยู่นอกเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยาด้านทิศเหนือ ริมแม่น้ำลพบุรีหรือคลองเมือง ตรงข้ามพระราชวังโบราณ เขตตำบลท่าวาสุกรี อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
วัดใหม่คลองสระบัว มีอุโบสถเป็นประธานของวัด ซึ่งเป็นรูปแบบที่นิยมในสมัยอยุธยาตอนปลายถึงสมัยรัตนโกสินทร์ และหอระฆังยอดปรางค์ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยม ประกอบด้วยส่วนฐาน เรือนธาตุ และยอดที่ผนังทั้งสี่ด้านของเรือนธาตุเจาะช่องรูปกลีบบัวทะลุถึงกันทั้ง 4 ด้าน ทำให้เกิดพื้นที่ว่างภายในสำหรับแขนระฆัง มีบันได้ทางขึ้นลงอยู่ทางทิศใต้
วัดใหม่คลองสระบัวนี้ไม่ปรากกหลักฐานความเป็นมาในเอกสารทางประวัติศาสตร์ แต่จากการศึกษาทางด้านโบราณคดีสามารถสรุปได้ว่า วัดนี้มีอายุอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 23 – 24 คือ ตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนกลางถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น











<a href="http://www.mx7.com/view2/zf4BCMD5szlw2Amc" target="_blank"><img border="0" src="http://www.mx7.com/t/e57/tan5vF.JPG" /></a>

สักการะองค์พระก่อนกลับ

บันทึกการเข้า

บอย ลานเรือหลวง
Thailandsusu
Sr. Member
**

คะแนนความรัก: +423/-6
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,214



| | |
« ตอบ #21 เมื่อ: กรกฎาคม 20, 2016, 10:29:00 PM »





คืนนี้คงต้องขอตัวก่อนพรุ่งนี้จะมาต่อให้จบครับ ยังมีอีกหลายวัดที่มีความงามที่ต่างกันครับ ขอบคุณท่าน ka-roo ด้วยนะครับที่ติดตาม

บันทึกการเข้า

บอย ลานเรือหลวง
Thailandsusu
Sr. Member
**

คะแนนความรัก: +423/-6
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,214



| | |
« ตอบ #22 เมื่อ: กรกฎาคม 21, 2016, 12:24:19 PM »

มาต่อวัดที่ 14 กันนะครับ คราวนี้พามาวัดที่ มีพระจำพรรษากันบ้าง นั่นคือ วัดกุฎีทอง
 วัดกุฎีทอง ตำบลท่าวาสุกรี อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นวัดเก่าโบราณ ครั้งสมัยเมืองละโว้ พงศาวดารเหนือกับพงศาวดารชาติไทย กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่าพระเจ้าสินทบอมรินทร์ ทรางสร้างวัดกุฎีทอง พระนางกัญญาเทวี อัครมเหสีทรงสร้างวัดคงคาวิหาร ประมาณพุทธศักราช ๑๖๐๐ วัดกุฎีทองอิฐและปูนรุ่นเดียวกันกับพระเจดีย์ในวัดพระศรีมหาธาตุเมืองละโว้หรือจังหวัดลพบุรีในปัจจุบัน จากหลักฐานอิฐและปูนที่ก่อสร้างกำแพงแก้วใกล้พระอุโบสถเป็นอิฐและปูนก่อนสมัยกรุงศรีอยุธยา ดังนั้นวัดกุฎีทอง จึงเป็นวัดก่อนสมัยสร้างกรุงศรีอยุธยา เช่น วัดธรรมิกราช วัดพนัญเชิง



อุโบสถที่สร้างใหม่บนฐานเก่าและเจดีย์เก่าที่เริ่มรกร้าง








เนื่องจากอุโบสถปิดเลยสักการะหลวงพ่อด้านนอก


อีกด้านของวัด



คุณลุงแถวนี้ท่านบอกสมเด็จโต ท่านเคยมาจำพรรษาอยู่ที่นี่จึงมีรูปเหมือนของท่านอยู่



 

บันทึกการเข้า

บอย ลานเรือหลวง
Thailandsusu
Sr. Member
**

คะแนนความรัก: +423/-6
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,214



| | |
« ตอบ #23 เมื่อ: กรกฎาคม 21, 2016, 12:42:02 PM »

วัดต่อไป วัดที่15 แวะวัดร้างกันอีกสักวัดครับ นี่คือ วัดโพธิ์  เป็นวัดร้างอยู่บริเวณทุ่งแก้ว แต่หาประวัติไม่ได้จริงๆ ถ้าหาได้แล้วจะเอามาลงให้ใหม่นะครับ

















ภายในอุโบสถไม่เหลือองค์พระแล้ว





บันทึกการเข้า

บอย ลานเรือหลวง
Thailandsusu
Sr. Member
**

คะแนนความรัก: +423/-6
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,214



| | |
« ตอบ #24 เมื่อ: กรกฎาคม 21, 2016, 12:42:53 PM »

บันทึกการเข้า

บอย ลานเรือหลวง
Thailandsusu
Sr. Member
**

คะแนนความรัก: +423/-6
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,214



| | |
« ตอบ #25 เมื่อ: กรกฎาคม 21, 2016, 12:53:00 PM »

วัดที่ 16 ที่จะพาไปค่อนข้างเป็นวัดใหญ่ มีสิ่งก่อสร้างสมัยใหม่ทับของเก่าไปเยอะ แต่ยังเหลือองค์เจดีย์เก่าไว้ให้ชม นั่นคือวัดวงษ์ฆ้อง
วัดวงษ์ฆ้อง  มีชื่อเดิมว่า "วัดโรงฆ้อง" ถือว่าเป็นวัดเก่าแก่วัดหนึ่งในอำเภอพระนครศรีอยุธยา ตั้งอยู่ตำบลท่าวาสุกรี เพราะมีประวัติว่า สร้างมาแต่สมัยอยุธยาตอนต้น เมื่อ พ.ศ.1920 ซึ่งตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระบรมราชาที่ 1(ขุนหลวงพะงั่ว) แต่นักประวัติศาสตร์บางท่านสันนิษฐานว่า น่าจะสร้างขึ้นมาก่อนหน้านั้น แต่เพิ่งได้รับการปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ เดิมชาวบ้านส่วนใหญ่ในบริเวณวัดมีอาชีพปั้นหม้อดิน อิฐและกระเบื้องดินเผา โดยมีคลองสระบัวเป็นเส้นทางสัญจร ในสมัยรัชกาลที่ 5 ถึงรัชกาลที่ 6 วัดวงษ์ฆ้องนี้มีเกจิอาจารย์รูปหนึ่งชื่อว่า "หลวงปู่อ่ำ"หรือพระพุทธวิหารโสภณ ท่านเกิดในตระกูลชาวนา พ.ศ.2406 ณ ตำบลสวนพริก เป็นพระอาจารย์ที่เก่งกล้าทางด้านวิปัสสนากัมมัฏฐาน ทางโหราศาสตร์ แพทย์ศาสตร์โบราณ ท่่านสามารถทำนายทายทักผู้ป่วยด้วยโรคต่างๆ ได้อย่างถูกต้องโดยไม่ต้องนำคนไข้มาหาท่าน แต่สามารถให้ญาติมาจดชื่อยาไปซื้อตามร้านขายยาได้ถึงแม้หลวงปู่อ่ำท่านจะมรณภาพไปนานแล้วก็ตาม แต่ปัจจุบันนี้มีผู้ที่ศรัทธาและนับถือหลวงปู่อ่ำต่างก็เข้ามาสักการะและขอพรให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บและยึดมั่นในการปฏิบัติตามหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา













สักการะหลวงพ่อในพระอุโบสถ



หลวงพ่ออ่ำ เกจิดังแห่งวัดวงษ์ฆ้อง





บันทึกการเข้า

บอย ลานเรือหลวง
Thailandsusu
Sr. Member
**

คะแนนความรัก: +423/-6
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,214



| | |
« ตอบ #26 เมื่อ: กรกฎาคม 21, 2016, 12:54:08 PM »

เย็นนี้มาต่อให้นะครับเหลืออีก 3 วัดแล้ว
บันทึกการเข้า

บอย ลานเรือหลวง
Thailandsusu
Sr. Member
**

คะแนนความรัก: +423/-6
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,214



| | |
« ตอบ #27 เมื่อ: กรกฎาคม 21, 2016, 07:27:36 PM »

มาๆๆๆ มาต่อวัดที่ 17 กันครับ วัดนี้คือวัด แม่นางปลื้ม
วัดแม่นางปลื้ม เดิมชาวบ้านเรียกว่า วัดนางปลื้ม หรือ วัดสมปลื้ม สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นประมาณ พ.ศ.1920 บริเวณที่ตั้งวัดเคยเป็นที่ตั้งค่ายของพม่า ซึ่งยกมาล้อมกรุงศรีอยุธยาหลายครั้ง ยังมีเนินค่ายปรากฏอยู่ชาวบ้านเรียกว่า โคกพม่า ลักษณะรูปแบบศิลปกรรม จากรูปแบบเจดีย์ประธานของวัด สันนิษฐานว่าน่าจะสร้างสมัยเดียวกับวัดธรรมิกราช และวัดมเหยงคณะ กล่าวคือ ลักษณะเป็นเจดีย์ทรงกลมองค์ระฆังคว่ำแบบเจดีย์ทรงลังกา ตั้งอยู่บนฐานสิงห์ล้อมเช่นเดียวกัน และยังประดับตกแต่งลวดลายปูนปั้นที่หน้าบันพระวิหารด้วย

    ภายในวัดมีเจดีย์ทรงระฆังที่สร้างเป็นประธาน สร้างอยู่บนฐานสูง ฐานล่างมีสิงห์ปูนปั้นล้อมรอบลักษณะเป็นฐานบัวประดับด้วยลวดบัวลูกฟังลายบัวแบบนี้สืบทอดมาจากศิลปะเขมร-ลพบุรี
วัดนี้มาก ดูสวย ขลัง ร่มรื่น เข้ามาแล้วสบายตัวยังไงไม่รู้...ประวัติวัดนี้เมื่อได้อ่านแล้วก็แปลก แม่ปลื้มเป็นชาวบ้านอยู่ริมน้ำชานพระนครคนเดียว ไม่มีลูกหลาน วันหนึ่งสมเด็จพระนเรศวร(ทรง)พายเรือมาแต่พระองค์เดียว ท่ามกลางสายฝนเมื่อเสด็จมาถึงเห็น(ทอดพระเนตร)กระท่อมยังมีแสงตะเกียงอยู่ เวลานั้นค่ำอยู่ สมเด็จพระนเรศวรจึงได้(ทรง)แวะขึ้นมาในกระท่อมแม่นางปลื้มเห็น ชายฉกรรจ์เสื้อผ้าเปียกขึ้นมา จึงได้กล่าวเชื้อเชิญด้วยความมีน้ำใจ แต่พระองค์ท่านทรงเสียงดังตามบุคลิกของนักรบชายชาตรี แม่ปลื้มได้กล่าวเตือนว่า ลูกเอ๋ย เจ้าอย่าเสียงดังนักเลย เวลานี้ค่ำมากแล้วเดี๋ยวพระเจ้าแผ่นดินท่านทรงได้ยินจะโกรธเอาพระองค์กลับตรัสด้วยเสียงอันดังขึ้นอีกว่า ข้าอยากดื่มน้ำจันทน์ ข้าเปียกข้าหนาว อยากไดน้ำจันทน์ให้ร่างกานอบอุ่นพลันแม่ปลื้มยิงตกใจขึ้นมากอีก เพราะว่าวันนี้เป็นวันพระ แม่ปลื้มได้กล่าวว่า ถ้าจะดื่มจริงๆ เจ้าต้องสัญญาว่า ไม่ให้เรื่องแพร่หลายเดี๋ยวพระเจ้า แผ่นดินรู้ จะอันตราย พระนเรศวรรับปาก แม่ปลื้มจึงหยิบน้ำจันทน์ให้กิน(เสวย) สมเด็จพระนเรศวรได้ประทับค้างคืนที่บ้านของแม่ปลื้มเช้าได้เสด็จกลับวัง ต่อมาได้จัดขบวนมารับแม่ปลื้มไปเลี้ยงในวัง ด้วยความที่แม่ปลื้มเป้นคนมีเมตตา จงรัภักดีต่อพระมหากษัตริย์ หลังจากแม่ปลื้มเสียชีวิต สมเด้จพระนเรศวรจัดงานศพให้สมเกียรติ แล้วสมเด็จพระนเรศวรจึงสร้างวัดให้แม่ปลื้ม นามว่า “วัดแม่นางปลื้ม” พระประทานของที่นี่ คือ หลวงพ่อขาว ซึ่งสวยงามมาก


























« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 21, 2016, 07:31:50 PM โดย บอย ลานเรือหลวง » บันทึกการเข้า

บอย ลานเรือหลวง
Thailandsusu
Sr. Member
**

คะแนนความรัก: +423/-6
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,214



| | |
« ตอบ #28 เมื่อ: กรกฎาคม 21, 2016, 08:07:24 PM »

ต่อด้วยวัด สามวิหาร เป็นวัดที่ 18 นะครับ

วัดนี้เป็นวัดโบราณ  นักปราชญ์ทางประวัติศาสตร์ และโบราณคดีลงความเห็นว่า เป็นวัดเก่ามีมาก่อนกรุงศรีอยุธยา คือเป็นวัดในสมัยอโยธยา ในพงศาวดาร เรียกว่า "วัดสามพิหาร" เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปูนปั้นสมัยอยุธยาตอนต้น แต่พุทธลักษณะคล้ายได้รับอิทธิพลแบบสุโขทัย ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น " วัดสามวิหาร " เนื่องจากแต่เดิมมีทั้งหมดสามวิหารคือ  วิหารพระนอน วิหารพระนั่ง วิหารพระยืน ปัจจุบันเหลือเพียง 2 วิหาร คือ พระนอน และวิหารพระนั่งเท่านั้น สันนิษฐานว่าได้ถูกทำลายเมื่อครั้งสมัยเสียกรุงครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ.๒๓๑๐ เนื่องจากวัดนี้เป็นวัดหนึ่งที่พม่ารามัญเลือกเป็นชัยภูมิในการตั้งฐานทัพเพื่อมาล้อมกรุงศรีอยุธยาก่อนเสียกรุง

























« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 21, 2016, 09:47:51 PM โดย บอย ลานเรือหลวง » บันทึกการเข้า

บอย ลานเรือหลวง
Thailandsusu
Sr. Member
**

คะแนนความรัก: +423/-6
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,214



| | |
« ตอบ #29 เมื่อ: กรกฎาคม 21, 2016, 08:41:30 PM »

สำหรับวัดสุดท้าย วัดที่ 19   อยู่ไม่ไกลกันนักคือ วัดเจดีย์แดง
วัดเจดีย์แดง หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า วัดแดง ตั้งอยู่ที่บ้านแดง หมู่ที่ 4 ตำบลหัวรอ อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ปัจจุบันเป็นวัดสังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มีเนื้อที่ 19 ไร่ 3 ตารางวา พื้นที่เป็นที่ราบลุ่มประกอบด้วยสิ่งก่อสร้างหรืออาคารเสนาสนะสำคัญๆ คือ อุโบสถก่ออิฐถือปูน ขนาดกว้าง 12 เมตร ยาว 24 เมตร ศาลาการเปรียญสร้างด้วยไม้ ขนาดกว้าง 10 เมตร ยาว 30 เมตร กุฏิ 7 หลัง เป็นอาคารไม้ 4 หลัง ครึ่งตึกครึ่งไม้ 3 หลัง และหอระฆังก่ออิฐถือปูน 1 หลัง

เมื่อพิจารณาแผนผังของวัดพบว่า ด้านหน้าของวัดหันไปทางทิศตะวันออก ด้านหลังอยู่ใกล้กับแม่น้ำลพบุรีซึ่งเป็นเส้นทางไปออกโพธิ์สามต้น มีการแบ่งเขตออกเป็นเขตพุทธาวาสและเขตสังฆาวาสด้วยทางเดินถนนคอนกรีตขนาดเล็ก เขตพุทธาวาสประกอบด้วยอุโบสถ เจดีย์ใหญ่ด้านหลังอุโบสถ และสระน้ำโบราณทางทิศใต้ขนาดใหญ่เกือบเท่าความกว้างยาวของอุโบสถ สิ่งก่อสร้างทั้งสามนี้มีมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา ส่วนศาลาเล็กระหว่างอุโบสถและเจดีย์ใหญ่ และเมรุเผาศพ สร้างเพิ่มสมัยปัจจุบัน ส่วนเขตสังฆาวาสประกอบด้วย หมู่กุฏิ ศาลาการเปรียญ หอสวดมนต์ หอระฆัง และเจดีย์ขนาดเล็กทรงหกเหลี่ยมและทรงแปดเหลี่ยมรวม 2 องค์ ล้วนเป็นสถาปัตยกรรมสมัยรัตนโกสินทร์















บันทึกการเข้า

Silicon S.KW. One
ไม่ถูกควบคุมความประพฤติตลอดชีพ
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +623/-251
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,541


พอใจเท่าที่มี...ยินดีเท่าที่ได้


เว็บไซต์
| | |
« ตอบ #30 เมื่อ: กรกฎาคม 21, 2016, 09:04:08 PM »

ขอบคุณมากครับ +1
ผมคนอยุธยา ยังเที่ยวได้ไม่ครบเท่าท่านเลยครับ
บันทึกการเข้า
บอย ลานเรือหลวง
Thailandsusu
Sr. Member
**

คะแนนความรัก: +423/-6
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,214



| | |
« ตอบ #31 เมื่อ: กรกฎาคม 21, 2016, 09:18:33 PM »

เย็นย่ำค่ำแล้วได้เวลากลับบ้าน แต่ผ่านเพนียด เลยพาแวะดูสักหน่อยก่อนกลับครับ

นับแต่สถาปนากรุงศรีอยุธยาจนถึงรัชสมัยสมเด็จพระมหาจักพรรดิ เพนียดคล้องช้างเคยตั้งอยู่บริเวณวัดซอง หรือ ที่ว่าการอำเภอกรุงเก่าในปัจจุบัน ในปี พ.ศ. 2123 พระมหาธรรมราชาทรงขยายกำแพงเมืองกินพื้นที่มาถึงบริเวณเพนียด จึงได้ย้ายเพนียดไปตั้งนอกกำแพงเมือง เพนียดคล้องช้างได้ทรุดโทรมไปเมื่อคราวเสียกรุง ต่อมารัชการที่ 1 โปรดเกล้าฯให้บูรณะขึ้นใหม่ และมีการซ่อมแซมอีกในรัชการที่ ซ่อมแซมอีกในรัชกาลที่ 3 และรัชกาลที่ 5

การคล้องช้างเป็นที่สนใจของชาวตะวันตกมาก ดังปรากฏในจดหมายเหตุของ เชอวาเลีย เดอโชมองต์ ซึ่งเป็นราชทูตฝรั่งเศสที่เข้ามาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ ว่า ได้มีโอกาสชมการคล้องช้างที่เพนียดลพบุรี ในสมัยรัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯให้จัดการคล้องช้างที่เพนียดอยุธยาให้พระเจ้าชาร์นิโคลาสที่ 2 และแกรนดุ๊กบอริสวลาดิมิโรวิตซ์ กษัตริย์รัสเซียสองพระองค์ทอดพระเนตร เป็นรัชกาลสุดท้ายที่มีการคล้องช้างตามประเพณี

สิ่งน่าสนใจ

เพนียดคล้องช้าง เพนียดก่อเป็นกำแพงอิฐล้อมเป็นคอกสี่เหลี่ยม มีประตูสำหรับต้อนโขลงช้างป่าให้เดินเข้าซองไป ซึ่งชั้นนี้จะเป็นช้างที่ยังไม่คัดเลือก ถ้าเชือกไหนลักษณะดีต้องตามตำราคชศาสตร์ก็จะต้อนแยกเข้าคอกชั้นใน ซึ่งทำด้วยซุงท่อนใหญ่นับร้อยท่อน ตรงกลางคอกเพนียดเป็นมณฑปที่ประกอบพิธีพราหมณ์ขณะคล้องช้าง ส่วนพระมหากษัตริย์จะประทับที่พระที่นั่งเพนียดซึ่งอยู่บนกำแพงคอนกรีต













รูปการคล้องช้าง ไม่ได้ถ่ายเองนะครับอันนี้ขอยืมมา   เครดิตเพจ ชุมชนคนรักมีดครับ















บันทึกการเข้า

บอย ลานเรือหลวง
Thailandsusu
Sr. Member
**

คะแนนความรัก: +423/-6
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,214



| | |
« ตอบ #32 เมื่อ: กรกฎาคม 21, 2016, 09:28:00 PM »

+1 คืนท่าน Silicon S.KW. One ครับ ผมก็คนอยุธยาครับ อยู่ อ.ท่าเรือ แต่สมัยเรียน นั่งรถไฟมาเรียน ที่อยุธยาครับ แต่สมัยนั้นไม่ค่อยสน ของเก่าๆครับ สนแต่แถว พานิชนอก พานิชใน หรือ หน้าอาชีวะซะมากกว่าครับ 555 ค่ำคืนก็แถวแกรนด์ หรือ A Y  พอตอนนี้นึกเสียดายที่พึ่งตั้งใจเที่ยวครับ

จบแล้วนะครับ สำหรับทริปพาไหว้พระเที่ยววัดร้างแถบทุ่งทางทิศตะวันตกและเหนือของเกาะเมืองอยุธยา  แต่ยังเหลืออีกสองทิศนะครับ ที่ว่าจะพาไปเที่ยว ในที่คนอื่นๆไม่ค่อยไปกันครับ ไปช่วยกันปลุกความมีชีวิตชีวาให้ก้อนอิฐเก่าๆกันครับ แล้วพบกันใหม่ครับและขอบคุณที่ติดตามครับ


บันทึกการเข้า

siamesecat
Hero Member
*****

คะแนนความรัก: +445/-333
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,448



| | |
« ตอบ #33 เมื่อ: กรกฎาคม 21, 2016, 10:00:45 PM »

อยากได้แผยที่ละเอียดหน่อยครับ รถยนต์ไปได้มั้ย
บันทึกการเข้า

What doesn't kill you makes you stronger, stronger
บอย ลานเรือหลวง
Thailandsusu
Sr. Member
**

คะแนนความรัก: +423/-6
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,214



| | |
« ตอบ #34 เมื่อ: กรกฎาคม 22, 2016, 12:43:23 PM »

+1 ท่าน siamesecat ครับที่ติดตาม รถยนต์ไปได้ครับแต่จะลำบากสักนิด เพราะถนนแถบนี้จะค่อนข้างแคบ แบบถนนในหมู่บ้านที่เลาะไปตามบ้านคนครับแต่รถยนต์ก็เข้าถึงนะครับ บางที่อาจจอดและต้องเดินนิดหน่อยครับ

แผนที่ ไม่แน่ใจ ว่าพอได้ใหมครับ





บันทึกการเข้า

ปิง เฮอร์นานเดซ
Yellow ArmyMan
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +403/-283
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,097


ฟุตบอล ชีวิต มิตรภาพ


| | |
« ตอบ #35 เมื่อ: กรกฎาคม 22, 2016, 12:53:01 PM »

ผมเป็นคนนึ่งที่ชอบวัดวา ชอบพระมาก อยากบอกว่าไปมาเกือบหมดแล้ววัดดังๆ ในยุทยา พระเครื่องแบกกะระสอบเลยทีเดว
บันทึกการเข้า

siamesecat
Hero Member
*****

คะแนนความรัก: +445/-333
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,448



| | |
« ตอบ #36 เมื่อ: กรกฎาคม 22, 2016, 01:41:08 PM »

+1 ท่าน siamesecat ครับที่ติดตาม รถยนต์ไปได้ครับแต่จะลำบากสักนิด เพราะถนนแถบนี้จะค่อนข้างแคบ แบบถนนในหมู่บ้านที่เลาะไปตามบ้านคนครับแต่รถยนต์ก็เข้าถึงนะครับ บางที่อาจจอดและต้องเดินนิดหน่อยครับ

แผนที่ ไม่แน่ใจ ว่าพอได้ใหมครับ













ขอบคุณครับ อยากไปดูบ้างวัดดังๆไปมาหมดละ
บันทึกการเข้า

What doesn't kill you makes you stronger, stronger
SuperKick
Full Member
***

คะแนนความรัก: +120/-34
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 810



| | |
« ตอบ #37 เมื่อ: กรกฎาคม 22, 2016, 03:40:31 PM »

ภาพสวยมากครับ นึกถึงเรื่อง มานี มานะ ปิติ ตอนไปเจอวัดร้างกลางป่าเลย
บันทึกการเข้า
บอย ลานเรือหลวง
Thailandsusu
Sr. Member
**

คะแนนความรัก: +423/-6
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,214



| | |
« ตอบ #38 เมื่อ: กรกฎาคม 22, 2016, 08:15:53 PM »

+1 ขอบคุณท่าน ปิง เฮอร์นานเดซ , siamesecat  ,  SuperKick  มากๆครับที่ติดตาม อยุธยา ยังมีสิ่งสวยงามให้น่าค้นหาอีกเยอะครับ มาเที่ยววัดเก่าๆไกลๆ แถวนอกเกาะเมืองกันนะครับ หลังจากเที่ยวตามสถานที่สำคัญกันแล้ว เพราะยังมีอิฐเก่าๆอีกมากมายรอให้ทุกท่านมาเยี่ยมชมนะครับ
บันทึกการเข้า

-=Trust_SR=-
Thailandsusu
Full Member
**

คะแนนความรัก: +206/-55
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 749


บอลไทยอยู่ในสายเลือด!!


| | |
« ตอบ #39 เมื่อ: กรกฎาคม 22, 2016, 08:58:40 PM »

ภาพสวยครับ
บันทึกการเข้า
บอย ลานเรือหลวง
Thailandsusu
Sr. Member
**

คะแนนความรัก: +423/-6
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,214



| | |
« ตอบ #40 เมื่อ: กรกฎาคม 23, 2016, 07:28:06 AM »

+1 ขอบคุณท่าน -=Trust_SR=-  ครับที่ติดตาม
บันทึกการเข้า

Greyharven
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +297/-246
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,170


I'm one with the force and the force is with me


| | |
« ตอบ #41 เมื่อ: กรกฎาคม 23, 2016, 09:18:15 AM »

ขอบคุณมากๆครับ กำลังวางแผนจะพาแฟนชาวต่างชาติไปอยุธยาพอดีเลย
บันทึกการเข้า

When the cold of winter comes, Starless night will cover day. In the veiling of the sun, We will walk in bitter rain.
บอย ลานเรือหลวง
Thailandsusu
Sr. Member
**

คะแนนความรัก: +423/-6
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,214



| | |
« ตอบ #42 เมื่อ: กรกฎาคม 23, 2016, 12:35:04 PM »

+1 ขอบคุณท่าน Greyharven  ครับที่ติดตาม ขอแนะนำนิดนึงนะครับ ถ้าต้องการให้แฟนประทับใจ ควรพาไปชมตามวัดสำคัญหรือในเกาะเมืองก่อนครับ เพราะจะมีการจัดพื้นที่อย่างเป็นระเบียบและดูสวยงามอยู่แล้ว จะสร้างความประทับใจได้มากๆครับ ขอให้เที่ยวให้สนุกนะครับ  แต่ถ้าชมหมดแล้ว ชอบแบบลุยๆ แบบทีรกๆร้างๆ ขาดการเอาใจใส่ ก็ตามผมมาได้เลยครับ จะพบความงามแบบ ธรรมชาติๆครับ อาจเยอะไปด้วย 5555

เที่ยวชมที่อุทยานประวัติศาสตร์ นี่คือความสวยงามที่ ท่านจะได้รับกลับไปครับ





แต่ถ้ามาตามผมท่านจะได้รับ ความงามในรูปแบบนี้ครับ  พร้อมบรรยากาศที่วังเวง มากๆ











บันทึกการเข้า

บอย ลานเรือหลวง
Thailandsusu
Sr. Member
**

คะแนนความรัก: +423/-6
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,214



| | |
« ตอบ #43 เมื่อ: กรกฎาคม 28, 2016, 12:34:18 PM »

ผมไปเจอรูป ซุ้มประตูวัดพระงามอยู่รูปหนึ่ง รู้สึกชอบเลยเอามาฝากครับ Cr: ภาพจากแฟนเพจ: Banyat Manakijlap
www.facebook.com/exs.foto

 
บันทึกการเข้า

หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  




Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006-2007, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!