Thailandsusu Webboard
กุมภาพันธ์ 23, 2017, 11:36:43 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน Gallery เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: 10 อันดับแข้งตำนานทัพ 'ช้างศึก'  (อ่าน 12109 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
aniss
Newbie
*

คะแนนความรัก: +35/-8
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 154


รักชาติยิ่งชีพ


| | |
« เมื่อ: เมษายน 06, 2013, 11:31:11 AM »

ขอก๊อปปี้มาให้ สำหรับคนที่ไม่อยากคลิ๊กลิงค์


10 อันดับแข้งตำนานทัพ 'ช้างศึก'
2 เมษายน 2556 | 02:10   Comment :   0   View :   1785

10 อันดับแข้งตำนานทัพ 'ช้างศึก'

          ในอดีตวงการฟุตบอลบ้านเรามีนักเตะฝีเท้าดีมากมาย และหลายคนสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศชาติ จนต่างชาติต้องย่องนิ้วให้ โดยเฉพาะในทวีปเอเชียและย่านอาเซียนรู้จักเป็นอย่างดี แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปหลังจากนักเตะเลิกเล่นไปแล้วพวกเขามักจะโดนลืมออกไปจากสารบบวงการฟุตบอลไทย
       มาในสกู๊ปชิ้นนี้ ทางทีมงาน Hikicker มาขอย้ำอดีตให้ผู้อ่านได้ทำความรู้จักกับอดีตนักบอลในตำนานสำหรับเหล่าบรรดาแข้งทัพ "ช้างศึก" อีกครั้ง โดยที่เลือกผลงานของตัวนักเตะที่มีความโดดเด่น มานำเสนอให้ผู้อ่านได้ทำความรู้จักกับพวกเขาในเรื่องของจุดเริ่มต้นของการเล่นฟุตบอล เกียรติประวัติ และผลงาน ทั้งการเล่นในนามสีเสื้อที่มีธงไตรรงค์ติดอยู่บนหน้าอก และในนามสโมสร

10. ปิยะพงศ์ ผิวอ่อน "เพชรฆาตหน้าหยก"


          หากพูดถึงกองหน้าที่ดีที่สุดของประเทศไทยต้องมีชื่อเขาคนนี้ "เดอะตุ๊ก" ปิยะพงศ์ ผิวอ่อน แน่นอน โดยเขาผู้นี้เด็กชายมาจากจังหวัดประจวบ โดยเริ่มต้นเล่นฟุตบอลในทีมชุดเยาวชนสโมสรทหารอากาศ เมื่อปี 2522 ปีถัดมาเจ้าตัวได้ขึ้นมาเล่นชุดใหญ่ของสโมสร และก้าวขึ้นมาติดทีมชาติไทยในปี พ.ศ.2524 ลงเล่นในรายการเพสซิเด้นท์ คัพ ที่ประเทศเกาหลีใต้ เป็นรายการแรกของเจ้าตัว ระยะเวลาการติดทีมชาติทั้งหมด 17 ปี ซึ่ง "เดอะตุ๊ก" สามารถทำประตูไปได้ทั้งหมด 103 ประตูด้วยกัน ระดับสโมสรเจ้าตัวเคยเล่นกับทีม สโมสรลักกี้โกลด์สตาร์ ทีมในประเทศเกาหลีใต้ เป็นเวลา 2 ปี และย้ายมาร่วมทีมสโมสรปาหัง ของลีกประเทศมาเลเซีย

 

        อีกทั้งเจ้าตัวยังเคยมีอัลบั้มเพลงมาแล้ว 1 ชุด ในปี 2536 กับค่ายเพลงดังอย่าง นิธิทัศน์ โปรโมชั่น โดยใช้ชื่อว่า "ซัลโว" โดยตอนนี้เจ้าตัวก็ยังทำงานเกี่ยวกับด้านฟุตบอลอยู่ และเป็นพิธีกรรายการกีฬาตามช่องต่างๆอีกด้วย


9.นที ทองสุขแก้ว "เจ้าดำอุตรดิตถ์"

 


        นี้คืออีกหนึ่งนักเตะที่มีเอกลักษณ์ในการเล่นฟุตบอลที่ดุดัน สไตล์หนักแน่น ต้องยกให้เขาผู้นี้ "เจ้าดำอุตรดิตถ์" นที ทองสุขแก้ว เขาคือหนึ่งความภูมิใจของชาวจังหวัดอุตรดิตถ์อย่างแท้จริง ด้วยการเล่นบอลที่โดดเด่นในเรื่องของความโหด ดุดัน ทางบอลดี เขาจึงก้าวขึ้นมาติดทีมชาติในตำแหน่งกองหลังได้อย่างสง่าผาเผย หลังจากที่เจ้าตัวแขวนรองเท้าสตั๊ด ก็ได้เข้ารับราชการในฐานะผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ แล้วเขาได้หันหลังให้กับวงการฟุตบอลไปอย่างไม่หันกลับมาอีกเลย


8. ประพันธ์ เปรมศรี "มนุษย์ไม้"




 
        เขาผู้นี้เริ่มเล่นฟุตบอลด้วยตำแหน่งกองหลัง ด้วยเหตุผลที่โค้ชมองเห็นว่าเจ้าตัวตำแหน่งนั้น เตะบอลแรง สามารถเคลียร์บอลให้ออกไปไกลๆได้ จากนั้นเจ้าตัวก็ได้เล่นในกองหลังตลอดจนเรื่อยมา จนมาติดทีมราชประชาฯ ในครั้งแรกเมื่อปีพ.ศ.2517 จนฟอร์มของเขาไปถูกใจกับโค้ชในยุคนั้นจึงถูกเรียกมาติดทีมชาติไทยใน พ.ศ. 2521 และเคยได้แชมป์ในฟุตบอลรายการคิงส์คัพ 5 สมัยติดต่อกันในปี 2522-2527 และเกียรติยศกับทีมราชประชา คือ ถ้วยพระราชทานประเภท ก. 2 สมัย ปี 2523 และ 2525, แชมป์เอฟ เอ คัพ ปี2518,2519,2527, ถ้วยพระราชทานควีนส์คัพ ปี 2524, ตูกูมูด้าคัพ ปี 2525 และ 2527 นับว่าเป็นหนึ่งในนักเตะราชประชาที่ครองแชมป์กับสโมสรมากที่สุด
หลังจากที่ ประพันธ์ เปรมศรี ยุติการค้าแข้ง เขาผู้นี้ก็ยังทำหน้าที่ในงานวงการด้านฟุตบอลอยู่เรื่อยๆ ด้วยการรับงานเป็นโค้ช ผู้ฝึกสอน


7.สุทิน ไชยกิตติ "แบ็คหนวดหิน"


 
 
        สุทิน ไชยกิตติ เจ้าของฉายา "แบ็คหนวดหิน" เริ่มเล่นฟุตบอลในชุดเยาวชนราชประชา ชุดเดียวกับ ประพันธ์ เปรมศรี, ประพนธ์ พงษ์พานิช, วิทยา เลาหกุล, วรวรรณ ชิตะวณิช ซึ่งในยุคนั้นหากใครได้ติดตามฟุตบอลทีมชาติไทยคงรู้ดีและต้องรู้จักเขาคนนี้แน่นอน ซึ่งในตำแหน่งที่ประจำการของเขาคือ แบ็คขวา ส่วนพี่น้องร่วมสายเลือดของสุทิน ไชยกิตติ คือสุรัก ไชยกิตติ จะประจำอยู่ที่ตำแหน่งแบ็คซ้าย ในทีมชาติไทยยุดนั้นถ้าเปิดหน้าจอทีวีขึ้นมาแล้วทีมชาติเตะอยู่เจอทั้ง 2 พี่น้องประจำการอยู่ที่ริมเส้นซ้ายขวาอย่างแน่นอน โดยเขาถูกยกย่องให้เป็นตำนานแบ็คขวาของทีมชาติไทยมาจนถึงปัจจุบัน


6. วรวรรณ ชิตะวณิช "มิดฟิลด์อัจฉริยะ"



 
        วรวรรณ ชิตะวณิช คือหนึ่งในสุดยอดกองกลางของทีมชาติไทย ด้วยการเล่นบอลอันฉลาดของเจ้าตัว และเซนต์บอลที่ยอดเยี่ยม ในยุคนั้นถ้าในตำแหน่งกองกลางไม่มีใครสามารถเบียดให้เขาลงไปสู่ตำแหน่งตัวสำรองได้เลย ทำให้เจ้าตัวถูกตั้งฉายาว่า "มิดฟิลด์อัจฉริยะ" โดยเขาเริ่มเล่นบอลกับสโมสรเยาวชนราชประชา ในปีพ.ศ. 2517 จากนั้นก็ติดทีมราชประชาชุดใหญ่ ในยุคที่มีนักเตะอย่าง วิทยา เลาหกุล , มาด๊าด ทองท้วม เป็นต้น ปัจจุบันเจ้าตัวยังทำงานในด้านวงการฟุตบอลด้วยการเป็นโค้ชฟุตบอลมาอย่างโชกโชน โดยเฉพาะการมีเอกลักษณ์การทำทีมที่ไม่เหมือนใคร คือไม่เคยง้อผู้ใหญ่ของทีม และเจ้าตัวยังต่อต้านกับวัฒนธรรมที่ผู้บริหารของทีมลงมายุ่งในเรื่องของการจัดตัวผู้เล่นอีกด้วย
ซึ่งเขาสร้างชื่อจากการเป็นโค้ชฟุตบอลจาก เอส-ลีก ประเทศสิงค์โปร์ ด้วยเวลาการคุมทีม 11 ปีในประเทศสิงคโปร์ ปัจจุบันเจ้าตัวได้กลับมาอยู่ประเทศที่เป็นแผ่นดินเกิดแห่งนี้


5.มาด๊าด ทองท้วม "เจ้าบังตีนแมว"


 
 
        มาด๊าด ทองท้วม กับเจ้าของฉายาที่ว่า "เจ้าบังตีนแมว" ด้วยชื่ออันเป็นเอกลักษณ์ฉะเพราะตัวของเขาทำให้ชื่อของตัวติดปากแฟนบอลชาวไทยมากที่สุด โดยเขาผู้นี้เล่นฟุตบอลด้วยตำแหน่งปีกขวา ในความมีเอกลักษณ์ในการเล่นที่เร็ว ครองบอลกับเท้าได้ดี เปิดบอลแม่น ทำให้เขาก้าวขึ้นมาติดทีมชาติในยุคที่ฟุตบอลทีมชาติกำลังรุ่งเรืองที่สุด ด้วยเป็นหนึ่งในประวัติศาสตร์ ชนะทีมชาติญี่ปุ่นชุดใหญ่ได้ 5-2 ในการเล่นฟุตบอลรายการปรีโอลิมปิกโซนเอเซีย รอบสุดท้ายที่สิงคโปร์ พ.ศ. 2526 ,ชนะ เกาหลีใต้ 2-1 ในการเล่นปรีโอลิมปิก โซนเอเซียรอบ คัดเลือกที่สนามศุภฯ พ.ศ. 2526,ชนะเลิศซีเกมส์ ครั้งที่ 12 ที่ สิงคโปร์ ปี พ.ศ. 2526 ในยุคเดียวกับ ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน(ศูนย์หน้า) และ  ชลอ หงษ์ขจร( ปีกซ้าย) เขาลงเล่นทีมชาติในช่วง พ.ศ.2526-2528


4.วิทยา เลาหกุล "ฮาล์ฟอังกฤษ"


 
 
        วิทยา เลาหกุล เริ่มเล่นต้นเล่นฟุตบอลจากสโมสรฮากกา และสโมสรราชประชา โดยเขาติดทีมชาติไทยครั้งแรกในวันที่15 มีนาคม พ.ศ. 2518 ซึ่งทีมชาติไทยชนะทีมชาติอินโดนีเซีย 3-1 และเขาผู้นี้ก็เป็นคนไทยคนแรกที่ไปค้าแข้งในลีกยุโรป ในสโมสรแฮร์ธา เบอร์ลิน ในบุนเดสลีกา ในปีพ.ศ.2524 ช่วงนั้นสโมสรนาโปลีของอิตาลีและอีกหลายทีมให้ความสนใจที่จะดึงตัว วิทยา เลาหกุล ไปร่วมทีม แต่เขากลับตัดสินใจย้ายไปเล่นกับทีมในลีกา3 อย่างสโมสรซาร์บรุ๊คเค่น และเพียง 1 ฤดูกาลเท่านั้น ก็มีส่วนสำคัญช่วยให้ทีมก้าวขึ้นสู่ลีกา 2 ได้สำเร็จ ระหว่างที่การค้าแข้งกำลังไปได้ดี วิทยา เลาหกุล ไม่ขอต่อสัญญากับสโมสร เพราะต้องการกลับเมืองไทย หลังจากใช้ชีวิตอยู่ต่างแดนมานานกว่า 6 ปี โดยลงสนามให้ทีมซาร์บรุ๊คเค่น 52 นัดยิงได้ 8 ประตู  โดยที่มาของฉายาที่ว่า "ฮาล์ฟอังกฤษ" เนื่องจากเขาสามารถเล่นได้ทั้งเกมรับและเกมรุก ซึ่งต่อมาแฟนบอลชาวไทยก็รู้จักเขาในนาม "เจ้าเฮง"


 
    
        หลังจากที่เจ้าตัวแขวนสตั๊ด ก็มารับงานทางด้านโค้ชฟุตบอลให้กับทีมชลบุรี เอฟซี จากโปรลีกจนได้เข้ามาเล่นไทยแลนด์พรีเมียร์ลีกเป็นครั้งแรกของสโมสร และเจ้าตัวยังเคยไปคุมทีมมโตโตริ ในลีกดิวิชั่น3ของญี่ปุ่น พร้อมทั้งซื้อตัวอดุลย์ หละโสะนักเตะไทยจากสโมสรฟุตบอลชลบุรีไปร่วมทีมอีกด้วย ก่อนที่เจ้าตัวจะกลับมายังประเทศไทยอีกครั้ง ในฐานะผู้จัดการทีมชลบุรี เอฟซี อีกครั้ง


3. เฉลิมวุฒิ สง่าพล "เท้าชั่งทอง"


 
 
        เฉลิมวุฒิ สง่าพล หรือที่ใครๆ เรียกกันติดปากว่า "โค้ชหนุ่ย" เป็นชาวกรุงเทพมหานคร โดยเขาผู้นี้เริ่มเล่นฟุตบอลตั้งแต่อายุ 10 ขวบ ซึ่งโค้ชคนแรกคือ ชวลิต สง่าพล นักเตะกองกลังทีมชาติไทยที่เป็นพี่ชายแท้ๆของเขา ช่วยปลุกปั้นและสอนเบสิค ทักษะการเล่นบอลให้กับโค้ชหนุ่ย ซึ่งเขาเริ่มฉายแววในการเป็นยอดกองกลางเมื่อตอนสมัยเรียนอยู่โรงเรียนปทุมคงคา จนถูกชักชวนให้เข้ามาร่วมทีมสโมสร ธ.กรุงเทพ มาเล่นในถ้วยพระราชทานประเภท ค และก็สามารถคว้าแชมป์ได้สำเร็จ ก่อนเจ้าตัวจะสามารถขึ้นไปเล่นในระดับถ้วย ก  และเขาก็พาทีม ธ.กรุงเทพกวาดแชมป์ถ้วย ก มาได้ 4 สมัย แชมป์ควีนส์คัพ 1 สมัย และอีกมาย
แน่นอนด้วยฟอร์มอันโดดเด่นทำให้เขาถูกเรียกติดทีมชาติไทยได้อย่างไร้ข้อกังขา โดยเขาติดทีมชาติครั้งแรกในศึกเยาวชนชิงแชมป์อาเซียนในปี 2520 จากนั้นก็ติดทีมเรื่อยมา โดยใช้เวลา 2 ปีเขาก้าวขึ้นมาติดทีมชาติชุดใหญ่สำเร็จด้วยวัยเพียง 21 ปี โดยรายการแรกที่เล่นชุดใหญ่คือรายการ เพรสซิเด้นท์ คัพ ที่ประเทศเกาหลีใต้ จากนั้น "โค้ชหนุ่ย" ก็ติดทีมชาติมาอย่างยาวนาน คว้าแชมป์ฟุตบอลในนามทีมชาติมาหลายรายการ จนกลายเป็นกองกลางที่ได้รับการยอมรับมากในเวลานั้น ด้วยฝีเท้าและมันสมอง รวมถึงการจ่ายบอล เปิดบอลที่แม่นยำ ทำให้ตัวเขาได้ฉายา "เท้าชั่งทอง" จากความสามารถของเขาทำให้มีชื่อติด ดาราเอเชีย ที่ถือว่าเป็นคนแรกของเมืองไทยในตำแหน่งกองกลางอีกด้วย
 
 

        หลังจากที่เจ้าตัวหันหลังให้กับการเป็นนักเตะ "โค้ชหนุ่ย" ก็ทำงานในวงการฟุตบอลมาตลอด ปัจจุบันเจ้าตัวเป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนของทีมพัทยา ยูไนเต็ด ทีมในระดับไทยพรีเมียร์ลีก


2.นิวัฒน์ ศรีสวัสดิ์ "สิงห์สนามศุภ"


 
 
        นิวัฒน์ ศรีสวัสดิ์ ปัจจุบันวัย 64 ปี ชื่อเล่น ต๋อง ซึ่งปัจจุบันเป็นหนึ่งในทีมงานของสโมสรท่าเรือ  เริ่มเล่นฟุตบอลในปี2507 ในสโมสรเยาวชนของวิทยาลัยพลศึกษา และโรงเรียนปานะพันธุ์วิทยา ก่อนจะเล่นในสโมสรราชวิถี และสโมสรการท่าเรือไทย พร้อมกับทีมชาติไทย ใช้ชีวิตการเป็นนักฟุตบอล 23 ปี ระหว่าง พ.ศ. 2509-2522 โดยโค้ชคนแรกของเขาคือ เหงียน วัน เดื๊อก อดีตดารานักเตะทีมชาติเวียดนามใต้ก่อนโอนสัญชาติเป็นไทย ซึ่งเป็นพ่อของเขาแท้ๆ นิวัฒน์ ศรีสวัสดิ์ เป็นนักเตะทีมชาติปีกขวาร่างเล็ก แต่ฝีเท้ายอดเยี่ยม แกร่งเกินตัว เมื่อใดที่กระชากลูกบอลหลบกองหลังฝ่ายตรงข้าม ทุกคนภายในสนามศุภชลาศัยเป็นต้องระทึกใจและได้ส่งเสียงเฮลั่น จึงได้มาซึ่งฉายาจากเหล่ากองเชียร์ว่าเป็น "สิงห์สนามศุภฯ"  เขายิงประตูแรกให้กับตัวเองในนามทีมชาติไทยได้ เมื่อวันที่ 7 พ.ย. 2510 ซึ่งนัดนั้นทีมชาติไทยแพ้ทีมชาติเกาหลีใต้ 1-2 แต่ชื่อเสียงนิวัฒน์ก็โด่งดัง และหลังจากนั้นก็มีชื่อติดทีมชาติไทยมาตลอด 12 ปี


1. อัศวิน ธงอินเนตร "จอมเหินหาว"



 
 
        อัศวิน ธงอินเนตร เป็นชาวจังหวัดปทุมธานี ซึ่งจริงๆแล้ว อัศวิน ไม่ได้มาทางด้านกีฬาฟุตบอลมาก่อน โดยเขา เล่นกีฬาประเภทกรีฑาประเภทลู่และลาน เมื่อครั้งที่ก้าวเข้าสู่รั้วธรรมศาสตร์ เขาได้เข้าไปขอโค้ชฟุตบอลธรรมศาสตร์เล่น ฟุตบอลในตำแหน่งกองหน้า แต่ด้วยความสูงของตัวเขาที่มีความสูงถึง 180 เขาจึงถูกจับไปเล่นในตำแหน่งผู้รักษาประตู หลังจากนั้น อัศวิน จึงตัดสินใจเลือกที่จะเล่นฟุตบอลอย่างจริงจัง เมื่อเข้าร่วมสังกัดทีมธนาคารกรุงเทพ ที่เพิ่งเริ่มก่อตั้ง สโมสร โดยมี อ.สำเริง ไชยยงค์ เป็นโค้ช มาในปีพ.ศ.2505 อัศวิน ธงอินเนตร มีอายุในขณะนั้น 25 ปี จึงถูกเรียกติดทีม ชาติในชุดที่เดินทางไปแข่งขันฟุตบอลรายการเอกราชเวียดนามใต้ และนี้คือเกียรติประวัติรายการแรกของเจ้าตัว
        และนัดที่สร้างชื่อเสียงให้กับเจ้าตัวได้อย่างแท้จริงคือนัด มูลนิธิอานันทมหิดลจัดแข่งขันฟุตบอลการกุศล นัด ที่ถือว่ายิ่งใหญ่ของวงการลูกหนังเมืองไทยสมัยนั้น เพราะเป็นการพบกันระหว่างสโมสรทหารอากาศแชมป์ถ้วยใหญ่ 7 ปี ซ้อน (พ.ศ. 2500 - 2506) ที่มีนักเตะดังอย่าง เล็ก อมฤตานนท์, ปราณีต ปราณีตบุตร, ล้วน พันธ์งาม, ประกอบ รัศมี มาลา, นักรบ โพธิ์แสง, ทองหล่อ เจริญเดช, ยรรยง นิลภิรมย์ ฯลฯ และทีมธนาคารกรุงเทพ ซึ่งประกอบด้วยเหล่าผู้เล่น ดาวรุ่งอนาคตไกล อาทิ อัศวิน ธงอินเนตร, อัษฎางค์ ปาณิกบุตร, วิชิต แย้มบุญเรือง, สมศักดิ์ อ่อนสมา, ยรรยง ณ หนองคาย, ประเดิม ม่วงเกษม เป็นต้น นอกจากนี้ ที่สำคัญเป็นการแข่งขันหน้าพระที่นั่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระรามาธิบดีแห่งมาเลเซีย อีกด้วย ก่อนสโมสรบัวหลวงจะพลิกชนะลูกทัพฟ้า 5 - 1 โดยตลอดการแข่งขัน อัศวินได้รับเสียงปรบมือจากแฟนฟุตบอลรอบสนาม เมื่อสามารถพุ่งลอยตัวอยู่ในอากาศเพื่อป้องกันลูกอันตรายไว้ได้ หลายครั้งด้วยกัน และภายหลังเกมยังได้รับคำชมจากบรรดานักข่าวหนังสือพิมพ์เกือบทุกสำนัก จนมีหลายทีมหลาย สโมสรติดมาต่อมายังสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯให้ตามเจ้าตัวไปเล่นฟุตบอลอาชีพ โดยระบุเงินเดือน ๆ 8,000 บาท ซึ่งในสมัยนั้นถือเป็นเม็ดเงินที่สูงมาก แต่เขาก็ได้ปฏิเสธบอกปัดไป อัศวิน ธงอินเนตร ยังเคยได้เป็นผู้รักษาประตู "ALL STAR" คนแรกของทวีปเอเชีย อีกด้วย

 
       

        มาในวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2508 ข่าวร้ายก็มาถึงวงการฟุตบอลไทยจนได้ เมื่อทีมชาติไทยลงสนามซ้อมกับสโมสรธนาคารกรุงเทพ ณ สนามบางนา และใน น.15 ของการแข่งขัน อัศวิน ธงอินเนตร พุ่งตัวออกไปเพื่อทำหน้าที่ป้องกันประตูจากกองหน้าฝ่ายตรงข้าม แต่ทว่าเกิดปะทะกันอย่างแรงโดยไม่ได้ตั้งใจ อัศวินนอนนิ่งอยู่บนกรอบสี่เหลี่ยมหน้าเขตประตู ท่ามกลางความตกใจของเพื่อนนักฟุตบอลสองทีม ต่อเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน และช่วยกันนำร่างของเขาส่งโรงพยาบาล แต่ปรากฎว่าไม่ทันการณ์เสียแล้ว เช้าวันรุ่งขึ้น หนังสือพิมพ์ทุกฉบับต่างลงข่าวการเสียชีวิตของ อัศวิน อย่างครึกโครม และเหตุการณ์นี้เองคือการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของวงการฟุตบอลไทย เขาได้ไปอย่างสงบแล้ว เหลือไว้แต่ชื่อและผลงานที่เขาสร้างไว้ "อัศวิน ธงอินเนตร" จอมเหินหาว       
 
       
       
       ทั้งหมดทั้งมวลนี้เป็นการจัดอันดับโดย Hikicker เท่านั้น ซึ่งอาจจะไม่ตรงใจผู้อ่านบ้าง ก็ต้องขออภัย แต่สิ่งที่นำมาฝากกันนั้น ผลงานของนักเตะแต่ละคนนั้นโดดเด่นจริงๆ ยากที่จะปฏิเสธนำเรื่องราวมาเล่าต่อให้ท่านผู้อ่าน ๆ ในสกู๊ปหน้าจะมีเรื่องราวดีๆอะไร โปรดติดตามต่อไปครับ



เครดิต  จาก
http://www.hikicker.com/football/news/footballthai/9223.html

ยอดเยี่ยมครับ 
บันทึกการเข้า

ป๊อกกี้
Thailandsusu
Sr. Member
**

คะแนนความรัก: +988/-76
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,877



| | |
« ตอบ #1 เมื่อ: เมษายน 15, 2013, 10:54:21 PM »

ขอบคุณครับ  แต่ละคนสุดยอดทั้งนั้น
+1 ครับ
บันทึกการเข้า

Extra2
Newbie
*

คะแนนความรัก: +20/-3
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 75



| | |
« ตอบ #2 เมื่อ: เมษายน 15, 2013, 11:14:29 PM »


วิทยา เลาหกุล..นักเตะที่เก่งที่สุดของไทย

       ผมเขียนถึง"นักบอลนอก"มาหลายคน
       คนแรกที่เขียนถึง คือนักเตะคนโปรด Kenny Dalglish หรือ King Kenny ของเดอะคอป
       วันนี้ อยากเขียนถึงนักฟุตบอลไทย คนที่ผม"ชอบมากที่สุด" และส่วนตัว ผมถือว่า"เก่งที่สุด"

       แน่นอนว่า คำว่า"เก่งที่สุด" อาจจะวัดยาก ไม่ว่าจะเป็นระดับไหน?
        นักเตะระดับโลกหลายคนยอดเยี่ยมมาก แต่ไม่มีแชมป์ติดมือ จะถือว่าเก่งไหม?
       เธียร์รี่ อองรี เคยเป็นทั้งแชมป์โลกและแชมป์ยูโร แต่ในระดับสโมสร ไม่เป็นแชมป์ยุโรป ขณะที่สตีเฟ่น เจอร์ราร์ด เคยชูถ้วยแชมเปี้ยนส์ลีก แต่ไม่เคยเป็นแชมป์พรีเมียร์
       ส่วนไรอัน กิ๊กซ์ น่าเสียดายที่ไม่มีโอกาสแม้กระทั่งร่วมเตะฟุตบอลโลก เพราะเลือกจะเล่นทีมชาติเวลส์ ทั้งที่ตอนเป็นนักเรียน เล่นทืมนักเรียนอังกฤษ

        นักเตะไทยคนที่ผมจะเขียนถึง และผมยกย่องว่า"เก่งที่สุด" คือ"วิทยา เลาหกุล"ครับ
       เป็นนักเตะไทยคนแรกที่ไปเล่น"บอลอาชีพ"ในยุโรป คือในบุนเดสลีกา ประเทศเยอรมนี และเคยปะทะฝีเท้ากับ คาร์ล ไฮซ์ รุมเมนิกเก้...อดีตกัปตันทีมชาติเยอรมนี มาแล้วครับ

        หากพูดถึง"นักเตะอาชีพ"ของไทย ต้องย้อนไปเมื่อปี 2516 โดย"เอกไชย สนธิขัณฑ์" คือนักฟุตบอลทีมชาติไทยคนแรกที่ไปเล่นฟุตบอลในต่างแดน โดยไปเล่นที่ฮ่องกง ซึ่งในช่วงนั้นมีฟุตบอลอาชีพ ตามธรรมเนียม"เมืองขึ้น"ของอังกฤษ
        เอกชัย ไปเล่นให้กับสโมสรแรงเยอร์ และเป็นการเปิดทางให้นักเตะไทยขึ้นเครื่องไปพิสูจน์ฝีเท้าตามอีกหลายคน เช่น ชัชชัย พหลแพทย์ ประพนธ์ ตันตริยานนท์ ที่ไปเล่นในสโมสร โซโก้
        สโมสรไซโก้ ถ้าจำไม่ปิด เจ้าของคือ อนันต์ กาญจนพาสน์(อึ้ง จง เปา) ที่กลับมาเมืองไทยหลายปีก่อนในสถานะเจ้าของ"บางกอกแลนด์" ผู้สร้าง"เมืองทองธานี" อันลือชื่อ หลังจากที่ตระกูล"กาญจนพาสน์" อพยพไปจากเมืองไทยไปตั้งรกรากที่ฮ่องกงในช่วงเหตุการณ์ 14 ตุลา พร้อมขายหุ้นธนาคารนครหลวงไทยให้กับตระกูล"มหาดำรงกุล"

        ส่วนวิทยา เลาหกุล สร้างชื่อในฐานะ"นักเตะอาชีพ"ที่ญี่ปุ่น ก่อนบินไปเยอรมนี
        วิทยา เลาหกุล เกิดเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2497 เป็นชาวลำพูน
        ในวัยเด็ก ในครอบครัวที่ยากจน วิทยาต้องวิ่งไปกลับหลายสิบกิโลเมตร เพื่อไปดูรายการโทรทัศน์ที่นำเทปฟุตบอลอังกฤษมาฉาย โดยนักเตะที่วิทยาชื่นชอบมากคือบ๊อบบี้ มัวร์ กัปตันทีมชาติอังกฤษชุดแชมป์โลก ในสังกัดเวสต์แฮม ยูไนเด็ด และนอร์แมน ฮันเตอร์ กองกลางเท้าหนักของลีดส์ ยูไนเต็ด

        "วิทยา" เป็นที่รู้จัก จากการแข่งขันกีฬาเขตแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 7 เมื่อปี 2516 ซึ่งจัดขึ้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อทีมฟุตบอลเขต 5 จังหวัดลำพูน คว้าเหรียญทอง และผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์นั้น ก็คือกองกลางทีมเขต 5 ที่ชื่อ"วิทยา เลาหกุล"
        ฝีเท้าในวัยแค่ 18 ปีเศษ ทำให้เขาถูกเรียกตัวมาทดสอบฝีเท้าที่กรุงเทพฯ และติดทีมนักเรียนไทยชุดอายุ 18 ปี ที่มี"วิวิธ ธิโสภา" เป็นโค้ช และนำทีมนักเรียนไทยไปคว้าแชมป์ฟุตบอลนักเรียนชิงแชมป์แห่งเอเชีย ที่ประเทศไต้หวัน

        ถนนลูกหนังของนักเตะที่คนทั้งประเทศรู้จักในชื่อ"เฮง" เปิดแล้ว

        วิทยา เลาหกุล เริ่มต้นเล่นฟุตบอลในสังกัดสโมสรฮากกา ก่อนจะย้ายไปเล่นและสร้างชื่อที่สโมสรราชประชานุเคราะห์ ของ "หม่อมลูกหนัง" พล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ ประวิตร
        เพื่อนร่วมทีมสมัยของวิทยา คือ เชิดศักดิ์ ชัยบุตร, เทพพิทักษ์ จันทร์สุเทพ, ชาญวิทย์ ผลชีวิน, สมพร จรรยาวิสุทธิ์
       วิทยา ติดทีมชาติชุดใหญ่ ในการแข่งขันฟุตบอลเอเชี่ยนคัพ เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2518 ในเกมที่ทีมไทยชนะทีมอินโดนีเซีย 3 - 1 ส่วนประตูแรกในนามทีมชาติ วิทยาทำได้เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2518 นัดอุ่นเครื่องที่ทีมชาติไทยไปแพ้ทีมเลบานอน 1 - 2
        เกียรติยศแรกในทีมชาติของวิทยา เกิดขึ้นในเดือนธันวาคม 2518 เมื่อนักเตะที่ผู้สื่อข่าวสายกีฬาของไทยเรียกว่า "ฮาล์ฟอังกฤษ" ช่วยให้ทีมชาติไทยครองเหรียญทองกีฬาเซียพเกมส์(ปัจจุบันคือซีเกมส์) แบบทีมเดียวเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี (แหลมทอง ครั้งที่ 3 ในปี 2508 ทีมไทยครองแชมป์ร่วมกับทีมพม่า)

        ผู้ที่ตั้งฉายาวิทยาว่า "เจ้าเฮง" คือสุชิน กสิวัตร นักเตะทีมชาติรุ่นพี่และเพื่อนร่วมห้องสมัยนั้น

        เส้นทางเป็น"นักเตะอาชีพ"ของวิทยา เกิดขึ้นจากการแข่งขันฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานควีนส์คัพ ในปี 2521 ซึ่งสโมสรยันมาร์ดีเซล ของญี่ปุ่น ซึ่งนำทีมโดย "ดาราเอเชีย" คูนิชิเกะ กามาโมโต้ มาร่วมและคว้าแชมป์ไปครอง ได้ติดต่อขอซื้อตัว "ดาราควีนส์สตาร์" จากสโมสรราชประชา คือ วิทยา เลาหกุล
       ตอนนั้น ฟุตบอลในญี่ปุ่นเป็น"ฟุตบอลลีกกึ่งอาชีพ" และเริ่มมีการดึง"นักเตะดัง"ไปร่วมโปรโมท       

       วิทยา ที่สื่อญี่ปุ่นเรียกว่า"เฮงซัง" ลงสนามให้ทีมยันมาร์ดีเซล นัดแรก พบกับทีมฟูจิต้า และเสมอกัน 0 - 0
       ส่วนแมทช์ที่สร้างชื่อของเขาในญี่ปุ่น คือเอ็มเพอร์เร่อร์ คัพ(เอฟเอคัพญี่ปุ่น)รอบรองชนะเลิศ ซึ่งมีการถ่ายทอดสดไปทั่วประเทศญี่ปุ่น ที่ทีมยันมาร์ ดีเซล พิชิตทีมฟูรูกาว่า ไปแบบ"หืดจับ" 2 - 1 โดยวิทยาเป็นผู้ยิงประตูชัย
       2 ปีในดินแดนซากุระ วิทยาได้รับเลือกให้เป็น 1 ใน 11 นักเตะยอดเยี่ยมประจำฤดูกาล, ดาวซัลโวสูงสุด 6 ประตู และทำสกอร์ในดิวิชั่นของญี่ปุ่น รวมทั้งสิ้น 14 ประตู

       วิทยาข้ามขั้นในปี 2524  เมื่อเขาตัดสินใจเซ็นสัญญาเป็นนักเตะสโมสรแฮร์ธ่า เบอร์ลิน (HERTHA BSC.) ทีมในบุนเดสลีกา ประเทศเยอรมันตะวันตก(ในตอนนั้น) และเป็นนักฟุตบอลคนแรกของไทยกับลีกอาชีพของทวีปยุโรป
        แน่นอนว่า นักเตะใหม่ต้องเป็น"ตัวสำรอง" ซึ่งหลังจากนั่งอยู่ในซุ้มม้านั่งตัวสำรองนาน 5 นัด วิทยาก็ได้ลงสนามเกมแรก ที่สนามโอลิมปิกนครเบอร์ลิน โดยมีแฟนลูกหนังเข้าชมกว่า 40,000 คน ในเกมแฮร์ธ่า เบอร์ลิน พบ ดุสเซสดอร์ฟ
        นักเตะทีมชาติในสังกัดเฮอร์ธ่า เบอร์ลิน ที่วิทยาเล่นคู่ด้วยในตอนนั้น คือ วูล์ฟกัง เครฟ
        หน้าที่ของวิทยา ตามคำสั่งของ"จอร์เก้น บัวร์" โค้ชของทีม คือให้ประกบ โธมัส อัลลอล์ฟ นักเตะทีมชาติเยอรมัน และสามารถทำผลงานได้ดี เกมจึงจบโดยแฮร์ธา เบอร์ลิน ชนะไปท่วมท้น 4-1

        ประวัติของสโมสร ในช่วงที่วิทยาลงสนาม เขาเคยปะทะแข้งกับสุดยอดนักเตะโลกลูกหนังเมืองเบียร์ หลายคน เช่น เบิร์น ชูสเตอร์ (ปัจจุบันคือกุนซือรีล มาดริด), ไบรเนอร์ บอนฮอฟ (ปัจจุบันคือผู้ช่วยกุนซือทีมชาติเยอรมนี), เคล้าส์ ฟิชเชอร์ (ศูนย์หน้าชุดแชมป์โลก 1990)
        วิทยาถูกยกย่องจากนักข่าวของเยอรมัน โดยเรียกว่า "ไทยบูม" (THAI BOOM)
        วิทยาเล่นให้กับ  แฮร์ธ่า เบอร์ลิน ในบุนเดสลีกา รวม 30 แมตช์

       ชื่อเสียงของวิทยา ทำให้สโมสรนาโปลีของอิตาลี ขอซื้อตัวจากแฮร์ธา เบอร์ลิน แต่เจ้าตัวไม่สนใจย้ายถิ่น และเมื่อแฮร์ธา ตากไปเล่นลีกา 2 วิทยากลับตัดสินใจย้ายไปเล่นอยู่ในทีมลีกา 3 คือ"ซาร์บรุ๊คเค่น" และช่วยให้ทีมก้าวขึ้นสู่ลีกา 2 ได้สำเร็จ
       วิทยาเล่นให้กับ ซาร์บรุ๊คเค่น รวม 52 แมตช์ และยิงได้ 8 ประตู  และใช้เวลาว่างเรียน"วิชาลูกหนัง" จนได้รับประกาศนียบัตรขั้นโปร ไลเซ่น (เป็นโค้ชบุนเดสลีกาได้ทันที)

        วิทยา เดินทางกลับมาเมืองไทยหลังไปเล่นบอลในต่างแดนนาน 6 ปี
       สถานะของเขาในทีมชาติ คือ"กัปตันทีม"ชุดคว้าแชมป์ซีเกมส์ ครั้งที่ 13 ในปี 2528 ก่อนจะแขวนสตั๊ด หลังรับใช้ชาติมากว่า 100 นัด และทำประตูในนามทีมชาติ 20 ประตู

         แต่ชีพจรลงเท้าอีกครั้ง..และเขากลับไปถิ่นแจ้งเกิด ประเทศญี่ปุ่น
        นั่นคือ เมื่อเจลีก เกิดขึ้นในญี่ปุ่น "เฮงซัง" ได้รับการทาบทามให้ไปรับตำแหน่งโค้ชสโมสรมัตสึชิตะ (ปัจจุบันคือสโมสรพานาโซนิก กัมบะ) และสามารถนำทีมครองแชมป์หลายรายการ เช่น เอ็มเพอร์เร่อร์ คัพ (F.A. CUP),
        รวมทั้งชนะเลิศควีนส์คัพ โดยชนะสโมสรทหารอากาศ ที่มี ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน เป็นดาราของทีมไปแบบคนประทับใจทั้งสนามศุภฯด้วยสกอร์  4 - 3 พร้อมดึงเอา 2 นักเตะดาวรุ่งทีมชาติไทยในตอนนั้น คือนที ทองสุขแก้ว และรณชัย สยมชัย เข้าเสริมทีมในฤดูกาลต่อมา
        ผลงานยอดเยี่ยมของวิทยา ทำให้สมาคมฟุตบอลญี่ปุ่น เสนอให้ช่วยทำทีมระดับเยาวชน แต่เจ้าตัวเลือก"กลับบ้าน"และรับงานคุมสโมสรธนาคารกรุงเทพ พร้อมนำทีมคว้าแชมป์ไทยแลนด์ลีก ครั้งที่ 1 เป็นทีมแรก และก้าวขึ้นเป็นเฮดโค้ชทีมชาติไทย ในปี 2539 ด้วยการคว้าเหรียญทองซีเกมส์ ครั้งที่ 19 ปี 2540 ที่ประเทศอินโดนีเซีย

        น่าเสียดายที่"วงการฟุตบอลไทย" ไม่มีที่ให้วิทยา
        เพราะแม้จะมี"ชื่อเสียง" แต่วิทยาก็มี"ชื่อเสีย" โดยเฉพาะในเกมที่เขาคุมทีมชาติไทยในการแข่งขันฟุตบอล"ไทเกอร์คัพ" ที่เวียดนาม เพราะในนัดสุดท้ายรอบแรกที่เจอกับอินโดนีเซีย ก็เป็นเกมอัปยศ เมื่อนักเตะอินโดนีเซีย ยิงเข้าประตูตัวเองเพื่อให้แพ้ทีมไทย เพราะกลัวว่าจะต้องไปเจอเวียดนามเจ้าภาพในรอบรองชนะเลิศ
      ในฐานะโค้ชทีมชาติไทย วิทยา ถูกสมาพันธ์ฟุตบอลเอเชีย(เอเอฟซี) ลงโทษห้ามยุ่งเกี่ยวกับฟุตบอล ระดับชาติหลายปี
        การเป็น"คนบ้าบอล" ทำให้วิทยาเคยลงสมัครเป็นยายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย แข่งกับ"วิจิตร เกตุแก้ว"..ซึ่งแน่นอนว่า คนบ้าบอลที่"จริงจังเกินไป" ไม่ได้รับการคัดเลือก

        วิทยา จึงตัดสินใจไปจากเมืองไทย..อีกครั้ง โดยกลับไปญี่ปุ่น เพื่อคุมทีมโตโตริ
        โตโตริ เป็นทีมในดิวิชัน 3 ของญี่ปุ่น โดยเซ็นสัญญาเป็นเวลา 3 ปี โดยรับค่าตอบแทนกว่า 40 ล้านบาท นั่นคือมีสัญญาทำงานช่วงแรก 3 ปี ได้รับค่าเหนื่อยเดือนละ 1,350,000 บาท

        "ทีแรกผมปฏิเสธเขาไปแล้ว เพราะทางสโมสรชลบุรี โดยคุณสนธยา คุณปลื้ม ให้เท่ากับที่โตโตริให้ แต่ทางนั้นเขาต้องการผมจริงๆ เพราะเห็นผลงานตอนผมนำทีมกัมบะ คว้าแชมป์เอ็มเพอร์เรอร์สคัพ เมื่อปี 1990 แล้วอีกอย่างผมก็ต้องการพิสูจน์ว่าฝีมืออย่างผม ทีมในญี่ปุ่นต้องการจริงๆไม่ใช่แค่สร้างกระแสหรือโม้ เป้าหมายที่เขาวางไว้คือ 3 ปี ต้องขึ้นเจลีกให้ได้"  วิทยากล่าว
        "ผมต้องการอัพเกรดตัวเอง ความจริงผมอยู่ที่ไหนก็ได้ที่มีฟุตบอล แต่อยู่เมืองไทยก็มีอยู่เท่านี้ ไม่มีอะไรดีขึ้นเลย โดยเฉพาะโครงสร้าง ผมไปคุยกับเพื่อนๆ แอฟริกา หรือตะวันออกกลาง เขาบอกว่าโครงสร้างเขาไม่ดี แต่เราไม่ใช่แค่ไม่ดี เราไม่มีโครงสร้างเลย" วิทยากล่าว
       "สมัยผมไปเล่นในเยอรมนี ประเทศแถบสแกนดิเนเวีย อย่าง นอร์เวย์, ฟินแลนด์บอลยังสู้เราไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้คงไม่ต้องบอกนะ เพราะอย่าว่าแต่ระดับนั้นเลย แค่อาเซียน อีกไม่นาน สิงคโปร์, อินโดนีเซีย, ลาว ก็จะแซงเราแล้ว"

       วิทยาชอบทำ"ทีมเด็ก"
        "ไม่ว่าจะประเทศไหนในโลก เยาวชนต้องมาก่อน ต่อด้วยระบบสร้างโค้ช แต่เราไม่ใช่ บอลไทยพุ่งเป้าไปที่ชุดใหญ่เท่านั้น เพราะเป็นที่สนใจ แต่เยาวชน ไม่เคยเหลียวแล อย่างตอนผมทำทีมชลบุรี ผมก็สร้างระดับเยาวชนให้แน่น ก่อนต่อยอดไปสู่ชุดใหญ่"
        "โค้ชทีมชาติชุดใหญ่ ผมไม่เอาครับ พออาจารย์ชาญวิทย์ ผลชีวิน ลาออก มีคนยกชื่อผมขึ้นมา แต่ผมไม่เอาอีกแล้ว ผมชอบทำบอลเด็ก"
       วิทยา เลาหกุล แสดงความมั่นใจว่า วันหนึ่งหากเขาได้เป็นนายกสมาคมฟุตบอล เขาจะรื้อระบบทั้งหมด เน้นทำทีมเยาวชน และไม่กลัวเรื่องเอกชนจะไม่สนับสนุนด้วย

       “ตอนนี้ผมทำอะไรไม่ได้ ขอไปเพิ่มฝีมือตัวเองที่ญี่ปุ่นก่อน ไปคนเดียวนี่แหละครับ ครอบครัวผมเป็นครอบครัวที่แปลก มีกัน4 คนพ่อ, แม่, ลูก ไม่อยู่ด้วยกัน ผมไปญี่ปุ่น ลูกสาวอยู่ฝรั่งเศส ลูกชายอยู่สหรัฐ ภรรยาผมไม่ชอบหนาว ขออยู่ประเทศไทย แต่ผมก็ไม่เหงานะ ขอให้มีฟุตบอลก็พอ ผมอยู่ได้ กับครอบครัว ถ้าคิดถึงก็โทรหากัน”

       นี่คือ"วิทยา เลาหกุล" นักฟุตบอลที่ผมยกย่องว่า"เก่งที่สุด" ที่เมืองไทย..เคยมี
       แต่"เมืองไทย" ไม่เคย"ดูแล" เขาจึงเว้นวรรคตัวเองกับฟุตบอลไทยไปคุมเอสซี โตโตริ ซึ่งมียูจิ มิซูกูจิ อดีตผู้จัดการทีมมัตสึชิตะ ในเจลีก ที่วิทยาเคยเป็น"เฮดโค้ช" และเชื่อฝีมือ จึงดึงตัวไปช่วยคุมทีม

แลกธงกับมาร์ค  ฮิวก์ กัปตันทีมแมนฯยู

เครดิตโดย ลูกเสือหมายเลข9


* vit2.jpg (47.14 KB, 500x355 - ดู 4314 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า
กล้วยทอด
บอลนอกแค่สะใจ บอลไทยอยู่ในสาย "เลือด"
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +774/-611
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,161


รักกันไว้เพราะเราคือ"คนไทย"


| | |
« ตอบ #3 เมื่อ: เมษายน 16, 2013, 01:17:56 AM »

เทียรี่ อองรี กวาดมาหมดแล้วครับแชมป์ยุโรปก็เคยได้ตอนอยู่ บาซ่า ไงครับ แต่สิ่งเดียวที่อองรีไม่เคยได้ คือ บัลลงดอร์ ครับผม - -"
บันทึกการเข้า

iceboy
Jr. Member
**

คะแนนความรัก: +20/-10
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 597


สุราและนารี คือเส้นท่างแห่งวิถีผู้กล้า


| | |
« ตอบ #4 เมื่อ: เมษายน 16, 2013, 01:24:54 AM »

ชอบมากมายครับ... เกร็ดความรู้เพียบ
บันทึกการเข้า

Green Tea
Newbie
*

คะแนนความรัก: +4/-4
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20



| | |
« ตอบ #5 เมื่อ: เมษายน 16, 2013, 01:30:05 AM »

อาจารย์ ประพันธ์ เปรมศรี ผมเคยเรียนกับท่านที่ คณะพลศึกษา มศว ครับ
บันทึกการเข้า
KelThuZaDBlackList
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +902/-345
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,898



| | |
« ตอบ #6 เมื่อ: เมษายน 16, 2013, 04:27:38 AM »

+1สำหรับข้อมูล ความรู้
บันทึกการเข้า

Tree_Thunder
Hero Member
*****

คะแนนความรัก: +1011/-2272
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 13,252



| | |
« ตอบ #7 เมื่อ: เมษายน 16, 2013, 06:20:52 AM »

ขอบคุณความรู้มากๆนะท่าน
บันทึกการเข้า

บอลไทยจงเจริญ
VEERACHAIZA55
Thailandsusu
Sr. Member
**

คะแนนความรัก: +108/-28
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,606


ATTS


เว็บไซต์
| | |
« ตอบ #8 เมื่อ: เมษายน 16, 2013, 06:24:44 AM »

+1 ขอบคุณครับ
บันทึกการเข้า

I'm ATTS
AOF_HTTP
BURIRAM UNITED FANCLUB
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +789/-1352
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5,703


FB นายอ๊อฟ คะน้าหมูกรอบ


เว็บไซต์
| | |
« ตอบ #9 เมื่อ: เมษายน 16, 2013, 06:32:23 AM »

ถ้ามีภาพปลากรอบ แต่ละท่านนี้จะยิ่งแจ่มเลย ขอบคุณครับบ
บันทึกการเข้า

mhookata
Newbie
*

คะแนนความรัก: +7/-12
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 143



| | |
« ตอบ #10 เมื่อ: เมษายน 24, 2013, 01:42:08 AM »

ขอบคุณมากๆๆครับ
บันทึกการเข้า
bbb_zaitama
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +1890/-947
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 17,162


คิดถึงเธอทุกที ที่อยู่คนเดียว


| | |
« ตอบ #11 เมื่อ: เมษายน 24, 2013, 01:43:34 AM »

 ขอบคุณครับ
บันทึกการเข้า
kickers
เคยทำผิดกฎห้องซื้อ-ขาย
Jr. Member
*

คะแนนความรัก: +40/-28
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 383


| | |
« ตอบ #12 เมื่อ: กรกฎาคม 15, 2013, 05:50:13 PM »

ขอบคุณครับ ชอบๆ
บันทึกการเข้า
Dream BG_FC
ถูกควบคุมความประพฤติชั่วคราว
Hero Member
*

คะแนนความรัก: +174/-1168
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,820


เมื่อไรลบจะถึง1,000 รอนานแล้ว


| | |
« ตอบ #13 เมื่อ: กรกฎาคม 15, 2013, 06:43:55 PM »

ยาวมาก
บันทึกการเข้า

A7X
เคยทำผิดกฎห้องซื้อ-ขาย
Sr. Member
*

คะแนนความรัก: +1612/-448
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,594


| | |
« ตอบ #14 เมื่อ: กรกฎาคม 15, 2013, 06:50:45 PM »

ลีซอผมไปไหน??
บันทึกการเข้า
ricka_กลุ่มเสื้อบอลไทย 363
Sr. Member
****

คะแนนความรัก: +309/-60
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,696



| | |
« ตอบ #15 เมื่อ: กรกฎาคม 15, 2013, 07:07:51 PM »

ปิยะพงศ์ ผิวอ่อน "เพชรฆาตหน้าหยก" คนนี้ชอบมากๆ 
บันทึกการเข้า

ไทยลีก   ===>  บางกอกกลาส เอฟซี + ทีโอที เอสซี
บอลนอก ===>  เชลซี เอฟซี
VEERACHAIZA55
Thailandsusu
Sr. Member
**

คะแนนความรัก: +108/-28
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,606


ATTS


เว็บไซต์
| | |
« ตอบ #16 เมื่อ: กรกฎาคม 15, 2013, 07:35:46 PM »

ขอบคุณครับ สำหรับข้อมูลดีๆ
บันทึกการเข้า

I'm ATTS
Henry
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +1066/-437
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 7,250


ส่งน้อง เฟ มา !!


| | |
« ตอบ #17 เมื่อ: กรกฎาคม 15, 2013, 10:24:20 PM »

เกิดไม่ทัน ดูสักคนเลยครับ
บันทึกการเข้า

•[T]urbokun[G]•
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +143/-28
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,188



| | |
« ตอบ #18 เมื่อ: กรกฎาคม 15, 2013, 11:05:14 PM »

ไม่ทันดูซักคน
บันทึกการเข้า

SCG Muangthong United

การทำให้ตัวเองเก่งว่ายากแล้ว แต่การรักษาความสม่ำเสมอนี่ซิยากยิ่งกว่าเป็น 100 เท่า
๕ แพะ
Thailandsusu
Hero Member
**

คะแนนความรัก: +2269/-2355
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 32,641



| | |
« ตอบ #19 เมื่อ: กรกฎาคม 16, 2013, 12:02:51 AM »

ขอบคุณครับ
บันทึกการเข้า



"คนไร้ฝัน ชิวิตวันๆหมกมุ่นอยู่แต่กับความเป็นจริง"
jinxies
Full Member
***

คะแนนความรัก: +79/-176
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 836



| | |
« ตอบ #20 เมื่อ: กรกฎาคม 16, 2013, 12:06:09 AM »

คนที่ 11
ลีซอ...
บันทึกการเข้า

อะไรกะผมนักหนา ??
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  




Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006-2007, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!