ประเทศลัตเวีย...

(1/3) > >>

วสันต์_SR04:
ลัตเวีย ประเทศเล็กๆในบริเวณทะเลบอลติคที่ได้ร่วมชะตากรรมกันมากับเพื่อนบ้านอย่างเอ็สโตเนียและลิธูเอเนีย(บางทีเขียนว่า‘ลิทัวเนีย’)
ซึ่งทั้งสามประเทศนี้ปัจจุบันได้เป็นสามในจำนวนอีกหลายต่อหลายประเทศอดีตสมาชิกของสหภาพโซเวียตที่ได้หันหน้าไปเข้าร่วมกับนาโต้
หรือฝ่ายตะวันตกอันสืบเนื่องมาจากการปฏิบัติที่ได้รับจากชาวรัสเซียและเบลารู๊สในนามของสหภาพโซเวียตในอดีต

 



หลังสงครามโลกครั้งที่๑:
หลังจากสงครามโลกครั้งที่๑ ซึ่งได้ทำให้บริเวณบอลติคได้กลายเป็นหลุมว่างของอำนาจ
ลัตเวีย-เอ๊สโตเนีย
ได้ทำการต่อสู้ขับไล่เยอรมันเพื่อประกาศตนเองรัฐอิสระซึ่งก็ได้ประสพกับความสำเร็จหลังจากการแบ่งแยกและต่อสู้
กันอย่างดุเดือนของฝ่ายชาตินิยม ฝ่ายนิยมโซเวียต และ ฝ่ายนิยมโปแลนด์-เยอรมัน การสู้รบและความไม่แน่นอน
ของอนาคตทางการเมืองได้นำไปสู่การที่โซเวียตย้ายอุตสาหกรรมต่างๆเข้าไปอยู่ในดินแดนของโซเวียต
แต่ความสำเร็จในการก่อตั้งรัฐบาลอิสระของลัตเวียได้นำไปสู่การปฏิรูปที่ดินโดยการจัดสรรที่ดินให้กับประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ
อันเป็นเกษตรกรที่ไม่มีที่ดินเป็นของตนเองก่อนหน้านี้ได้มีกรรมสิทธิ์ที่ดินและทำให้เศรษฐกิจของลัตเวียได้เติมโตขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
จนกระทั่งภาวะข้าวยากหมากแพงครั้งยิ่งใหญ่ของโลกมาถึง ซึ่งได้ทำให้มีการปฏิวัติอย่างเงียบๆขึ้นเพื่อการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ
โดยที่รัฐบาลได้เข้าไปรับซื้อกิจการเอกชนเข้าไปอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐตามนโยบาย ‘กระทำให้เศรษฐกิจเป็นของลัตเวีย’



ระหว่างสงครามโลกครั้งที่๒:
วันที่ ๒๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๒ สหภาพโซเวียตและนาซีเยอรมันได้ทำการเซ็นข้อตกลงกัน
เรียกว่า‘ข้อตกลงโมโลตอฟว์-ริบเบ็นทรอป’ โดยที่สหภาพโซเวียตกับเยอรมันได้ตกลงกันว่า
จะไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อกันเป็นเวลา๑๐ปี

แต่ในข้อตกลงดังกล่าวนั้น ได้มี‘ข้อตกลงลับ’ซ่อนอยู่ภายในซึ่งได้ถูกเปิดเผยขึ้นหลังจากที่เยอรมัน
ถูกปราบในปีพ.ศ.๒๔๘๘ นั่นก็คือ..
ใน‘ข้อตกลงลับ’ดังกล่าว ดินแดนตอนเหนือและตอนตะวันออกของบริเวณนี้ได้ถูกแบ่งกันเพื่อการเข้าไปสร้าง
ขอบเขตุอิทธพลของเยอรมันและโซเวียต โดยที่ได้กำหนดให้ดินแดนตอนเหนืออันประกอบไปด้วย ลัตเวีย,
ฟินแลนด์ และ เอ๊สโตเนีย ตกไปอยู่ในขอบเขตุอำนาจของโซเวียต ส่วนโปแลนด์นั้น เยอรมันและโซเวียต
ได้ตกลงกันว่าจะแบ่งกัน โดยที่ต่างฝ่ายต่างก็จะทำการบุกเข้ายึดโปแลนด์ส่วนที่เป็นของตนตามที่ได้ระบุเอาไว้ในข้อตกลงลับ
ซึ่ง รัสเซียก็ได้ทรยศต่อเยอรมันด้วยการยึดโปแลนด์เอาไว้ทั้งหมดเพียงฝ่ายเดียวในที่สุด

หลังจากการสรุปของข้อตกลงโมโลตอฟว์-ริบเบนทรอป ชาวเยอรมันบอลติคส่วนใหญ่ก็ได้เดินทางออกไปจากลัตเวีย
ตามโครงการ ไฮม์ อินส ไร๊ช์ ของนาซีเยอรมัน โดยที่ชาวเยอรมัน ๕๐,๐๐๐ คน ได้เดินทางออกไปจากลัตเวีย
ตามกำหนดการภายในเดือนธันวาคม พ.ศ.๒๔๘๒ และอีกประมาณ ๑,๖๐๐คน ได้ถูกสั่งให้คงอยู่ในลัตเวีย
เพื่อการส่งมอบอำนาจ กับชาวโซเวียต(รัสเซียและเบลารู๊ส)อีกประมาณ๑๓,๐๐๐คน ได้เลือกที่จะอยู่ในลัตเวียต่อไป
อย่างไรก็ตามส่วนใหญ่ของชาวเยอรมันกลุ่มที่เหลือนี้ก็ได้เดินทางไปยังเยอรมันในฤดูร้อนของปีพ.ศ.๒๔๘๓
กันเกือบหมดจากการขนย้ายประชากรครั้งที่สองที่ได้รับการอนุมัติให้มีขึ้น


วันที่ ๕ ตุลาคม ๒๔๘๒ ลัตเวียได้ถูกบังคับให้ยอมรับความช่วยเหลือจากสหภาพโซเวียตโดยให้สิทธิกับโซเวียต
เข้าไปตั้งฐานทหารอันประกอบด้วยกองกำลังระหว่าง๒๕,๐๐๐-๓๐,๐๐๐คนบนแผ่นดินของลัตเวีย 

วันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๔๘๓  หลังจากนั้น โซเวียตก็ได้สร้างสถานการณ์ปะทะกันที่ชายแดน รัฐบาลโซเวียต
ก็ได้ยื่นหนังสือต่อฑูตของลัตเวียประจำมอสโคว โดยหนังสือดังกล่าวได้อ้างว่าลัตเวียละเมิดข้อตกลงของวันที่ ๕ ตุลาคม ๒๔๘๒
และได้ยืนความจำนงค์ที่จะเพิ่มกำลังทหารของโซเวียตในลัตเวียเพื่อการที่จะเปลียนรัฐบาลของลัตเวีย
ซึ่งรัฐบาลลัตเวียจำต้องยอมจำนเพราะไม่มีทางที่จะสู้ได้

วันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๘๓ กองทัพของโซเวียตบุกเข้าสู่ดินแดนของลัตเวีย ในการแถลงการณ์ของเขาผ่านวิทยุ
คาร์ลิส อุลมานิส ผู้นำของลัตเวียได้ประกาศว่า ‘กองกำลังของโซเวียตได้ยกทัพเข้ามาในแผ่นดินของเราในตอนเช้าของวันนี้
สิ่งที่ได้เกิดขึ้นด้วยความเข้าใจและยินยอมของรัฐบาล ซึ่งเป็นการตอบสนองข้อตกลงที่ได้มีอยู่แล้วระหว่างลัตเวียกับสหภาพโซเวียต
ดังนั้น ข้าพเจ้าใคร่ที่จะของร้องให้ชาวลัตเวียทุกคนแสดงความเป็นมิตรต่อกองกำลังทหารที่จะผ่านเข้ามา... ’
โดยที่เขาได้ประกาศว่ารัฐบาลของลัตเวียได้ลาออกและขอให้ประชาชนทุกคนอยู่ในความสงบ

ผลของการประกาศดังกล่าวได้ทำให้กองกำลังของโซเวียตเข้าไปในลัตเวียโดยไม่ได้รับการต่อต้านแต่อย่างใด
ในทางตรงกันข้ามประชากรของลัตเวียซึ่งก็เอือมระอากับชีวิตภายใต้การปกครองของเยอรมันรับข่าวการมาถึง
ของทหารโซเวียตด้วยความยินดี ซึ่งก็ได้รับการฉวยโอกาสจากโซเวียตอย่างเอิกเกริกโดยการยินดีต้อนรับดังกล่าว
ได้ถูกโซเวียตนำไปใช้ในการโฆษณาช่วนเชื่อของนโยบายและปฏิบัติการของการขยายอำนาจ


แม้ว่าลัตเวียจะเปรียบเสมือนรัฐเอกราชภายใต้ธงชาติของสหภาพโซเวียต แต่ประชากรของลัตเวียเรือนหมื่น
ที่เป็นปฏิปักษ์ต่อโซเวียตก็ได้ถูกโซเวียตส่งไปเข้าค่ายกักล้างสมองในไซบีเรีย

อย่างไรก็ตาม ภายใต้การปกครองของสหภาพโซเวียตนี้ ได้ทำให้โครงการหลายๆอย่าง อาทิ
โรงงานและโรงไฟฟ้าพลังน้ำตลอดจนโรงกลั่นน้ำมันได้ถูกจัดให้มีขึ้นในลัตเวียรวมทั้งสถานที่ก๊าซใต้ดิน

แต่เหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ก็ได้ทำให้ลัตเวีย ลิธูเอเนียและเอ๊สโตเนีย จอร์เจีย และอาร์เซอร์ไบจาน
(ซึ่งอิทธิพลทางการเมืองโดยเฉพาะอย่างยิ่งในบากูอยู่ภายใต้ชาวยิว)ได้พาตัวออกห่างจากรัสเซีย
ซึ่งแม้ว่าในปัจจุบันจะมีชาวรัสเซียที่อาศัยอยู่ในลัตเวียคิดเป็นจำนวน๑๔เปอร์เซ็นต์ของประชากร
แต่พวกเขาก็ไม่ได้รับการับรองสัญชาติลัตเวีย

หลังจากที่นายมิเคล กอร์บาเชฟว์ผู้นำของโซเวียต ได้จัดให้มีการปฏิรูปการปกครองขึ้นภายในสหภาพโซเวียต
ลัตเวียก็ได้รับการอิสรภาพและเอกราชอีกครั้งหนึ่ง และ ต่อมาที่ประชุมกลางของพรรคคอมมิวนิสต์โซเวียต
ก็ได้ประกาศออกมาอย่างเป็นทางการว่า การเข้าไปยึดครองลัตเวียของสหภาพโซเวียตนั้น เป็นการกระทำที่ละเมิดกฏหมาย

ในปัจจุบัน ลัตเวียก็เช่นเดียวกันกับเพื่อนบ้านร่วมชะตากรรมลิธูเอเนียและเอ๊สโตเนีย ได้เข้าไปมีบทบาทอย่างแน่นแฟ้น
กับกลุ่มนาโต้รวมทั้งได้มีการส่งกำลังทหารเข้าไปปฏิบัติการในอิรักและอาฟกานิสถานในนามของนาโต้

เนื่องจากลัตเวียได้ตกอยู่ภายใต้การปกครองของเยอรมันก่อนหน้าที่โซเวียตจะเข้าไป ทำให้ทหารชาวลัตเวีย
ได้ทำการรบในนามของเยอรมันนาซีและได้เสียชีวิตไปประมาณ๒๐๐,๐๐๐คนระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง
นอกจากนี้แล้วยังมีชาวลัตเวียเชื้อสายยิวที่ได้ถูกนาซีสังหารไปประมาณ ๗๕,๐๐๐คน




 
การศึกษาของลัตเวียซึ่งครั้งหนึ่งโรงเรียนของชนส่วนน้อยเช่นลิธูเอเนีย เอ็สโตเนีย โปแลนด์ และ เยอรมันได้สั่งให้ถูกปิด
โดยที่การศึกษาถูกบังคับให้กระทำในภาษารัสเซียนั้น ในปัจจุบันลัตเวียได้ออกกฏหมายให้มีการสอนหนังสือในภาษาลัตเวีย
และภาษาอังกฤษโดยที่ภาษาเยอรมันหรือรัสเซียอาจเป็นภาษาเลือกภาษาที่สามได้ 

แม้ว่าคนทั่วไปในปัจจุบันยังสามารถพูดและเข้าภาษารัสเซียกันได้ดีทั้งประเทศ แต่ความพยายามของบางกลุ่ม
ที่พยายามที่จะให้ภาษารัสเซียได้ถูกนำกลับไปเป็นภาษาราชการควบและจัดให้มีการสอนอย่างเป็นการในโรงเรียน
ซึ่งข้อเสนอของกลุ่มดังกล่าวก็ได้นำไปสู่การได้การโหวต ‘ไม่เห็นด้วย’ จากประชากรของลัตเวีย
จากการลงคะแนนเสียงที่มีประชากรเข้าร่วมถึง ๗๑ เปอร์เซ็นต์

ผลการลงคะแนนออกเสียง ได้รับคะแนน‘ไม่เห็นด้วย’ ๗๔.๘๐เปอร์เซ็นต์ และ ‘เห็นด้วย’ เพียง๒๔.๘๘% 
เพราะชาวรัสเซียในลัตเวียไม่มีสิทธิ์ที่จะลงคะแนนออกเสียในการเลือกตั้ง




                     - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -


Asylum:
ขอบคุณครับ +1

Tree_Thunder:
ขอบคุณครับ

เหยี่ยวดง:
ขอบคุณครับ 
ม่านเหล็กมีอะไรที่ยังไม่รู้อีกเยอะจริง

PiPoo:
ขอบคุณครับ

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป