มองในมุม "แม" อัสมิง "เดอะ สะตอ ไดนาโม" แม...

(1/6) > >>

TON THECOP เพื่อนตำรวจ:
มองในมุม “แม”
นายอัสมิง “เดอะ สะตอ ไดนาโม” แม.......
   “.........ขอบคุณสโมสรอินทรีเพื่อนตำรวจ ที่ให้ผมได้มีโอกาสได้เล่นไทยลีก ให้ผมได้มาพบมาเจอกับแฟนบอลที่นี่.................................................”

            พลบค่ำหลังการฝึกซ้อมของขุนพลตราโล่ ที่สนามมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เห็นหนุ่มหน้ามล คนตัวคล้ำแต่คมขำละม้ายดั่ง พิง ลำพระเพลิง นามว่า อัสมิง แม ยอดกองกลางพันธุ์ “สะตอ ไดนาโม” เดินมาออกจากสนามมา เลยเข้าไปพูดคุยถามไถ่แบบไม่เกรงใจนายแม ที่ต้องนั่งตบยุ่งไปพูดไป  “ผมเป็นคนนราธิวาส เกิดที่นู้นโตที่นู้นครับ” อัสมิง พูดถิ่นกำเนิดของตัวเอง จังหวัดนราธิวาสนี้มีนักเตะดีๆ อยู่ไม่น้อยเลย ที่พอมีชื่อเสียงและกำลังโลดแล่นอยู่ในสังเวียนไทยพรีเมียร์ลีก ตอนนี้ก็อย่าง สุกรี อีแต (ชลบุรี เอฟซี) , อาลีฟ เปาะจิ (การท่าเรือไทย)ฯลฯ  “อยู่ที่นราฯ ชีวิตก็ปกติดีครับ ไม่ค่อยมีอะไรหวือหวา ไปเรียน ซ้อมบอล คือ พ่อผมทำงานรับเหมาก่อสร้าง ส่วนแม่ก็เป็นแม่บ้านครับ อยู่กินกันตามอัตภาพไม่ถึงกับเดือดร้อนอะไรมากมาย ครอบครัวผมมีพี่น้อง 5 คน ผมเป็นคนกลางครับ มีผมที่เล่นฟุตบอลอยู่คนเดียว” เจ้าตัวเล่าถึงครอบครัว “ผมเล่นฟุตบอลให้กับโรงเรียนนราสิกขาลัย ในนราธวาสจนถึง ม.3  จนได้เป็นตัวแทนจากจังหวัดเข้าไปคัดตัวเป็นนักกีฬาของโรงเรียนในกรุงเทพฯ  ในตอนนั้นทั้งจังหวัด มีผม กับอาลีฟ เปาะจิ  2 คนที่ได้เข้ากรุง และผมคัดติดที่โรงเรียนปทุมคงคา”  อดีตแข้งสิงห์เอกมัย กล่าว
จะว่าไปที่มาของนักเตะหนุ่มผู้นี้ก็ไม่ค่อยต่างอะไรกับนักเตะช้างเผือกจากภูธรหลายๆ คนที่ได้เข้ามาโลดแล่นอยู่ในเวทีฟุตบอลลีกในประเทศ คือ เป็นเด็กต่างจังหวัดหอบหิ้วสตั๊ดไปเล่น ไปซ้อม เล่นให้โรงเรียน และก็ไปเข้าตาอาจารย์ หรือโค้ช หรือใครก็แล้วแต่ จนถูกชักนำมาแสวงหาความท้าทายในโรงเรียนเมืองกรุงฯ และเมื่อถึงคราวอัสมิง แม ได้เดินทางมาพบกับจุดเปลี่ยนสำคัญในเส้นทางลูกหนังที่กรุงเทพ แรกยามแห่งการปรับตัวกับสังคมใหม่ๆ ก็ย่อมเป็นเรื่องที่ใช้ต้องความพยายามพอสมควร“ช่วงที่ผมเข้ามาเรียนและเล่นฟุตบอลในกรุงเทพแรกๆ รู้สึกคิดถึงบ้านมากๆมันไม่เคยออกไปใช้ชีวิตอยู่ที่ไหนไกลๆ พ่อแม่ เป็นเวลานานๆขนาดนี้ และ เราเป็นเด็กมุสลิมไม่กี่คนในโรงเรียน จะมีเพื่อนที่สนิทๆ ก็มีแต่ อาลีฟ (อาลีฟ เปาะจิ นักเตะท่าเรือฯ) ที่มาจากบ้านด้วยกัน พูดจาภาษาเดียวกัน เป็นมุสลิม เหมือนกัน แต่ทุกอย่างก็ค่อยๆดีขึ้น ได้โค้ชอ๊อด พิทยา พิมานแมนผู้ที่ชักจูงผมให้เข้ามาเรียนที่โรงเรียนปทุมคงคา คอยเป็นที่ปรึกษาให้เรื่องหลายๆเรื่องกับการชีวิตอยู่ที่กรุงเทพฯ” และการได้เข้ามาเล่นให้กับโรงเรียนปทุมคงคา ก็ช่วยให้ แม มีความหวังถึงความก้าวหน้าบนถนนสายลูกหนังมากขึ้น “คือ ช่วงที่ผมเล่นฟุตบอลให้กับโรงเรียนปทุมคงคา ก็คือว่าสร้างชื่อให้ตัวเองได้พอสมควรครับเคยได้รองแชมป์ฟุตบอล7สีและก็ได้โอกาสถูกเรียกตัวเข้าไปอยู่ใน 30 คน ของทีมชุดนักเรียนไทย ส่วนในสโมสรผมก็เล่นให้กับสโมสรนราธิวาส ด้วย ตอนนั้นทีมนราฯ เล่นอยู่ระดับดิวิชั่น 1 แล้วก็ย้ายมาเล่นให้กับสโมสรฟุตบอลเทศบาลเมืองปราจีนในดิวิชั่น2 เพราะผมเองก็ยังเรียนที่ปทุมคงคาอยู่ ถ้าเล่นอยู่นราฯ มันก็จะมีปัญหาเรื่องการเดินทาง ตอนเล่นให้ปราจีนผมอยู่ในทีมชุดได้แชมป์ดิวิชั่น2 ได้ขึ้นมาสู่ดิวิชั่น 1เมื่อตอนนั้น” เจ้าตัวเล่ายาวไปถึงเมื่อครั้งเล่นฟุตบอลลีกของสโมสรที่เคยสังกัดมา ในตอนนั้นชื่อของอัสมิง แม เป็นที่รู้จักกันดีของแฟนบอลสโมสรเทศบาลเมืองปราจีนบุรี (ปราจีนบุรี เอฟซี ในปัจจุบัน) และนี่อาจเป็นปฐมบทของชื่อ “อัสมิง แม” ในการเป็นที่รู้จักของแฟนบอลในวงกว้างมากขึ้น "ต้องขอบคุณทางทีมปราจีนบุรี เอฟซี ครับ ที่ให้โอกาสผมได้แสดงฝีเท้าอย่างสม่ำเสมอ จนมีโอกาสได้มาเล่น กับสโมสรอินทรีเพื่อนตำรวจ” แรกเริ่มเดิมที เมื่อก่อนเปิดฤดูกาลนี้ ตอนที่ทีมอินทรีเพื่อนตำรวจของเราเผยถึงผู้เล่นที่ได้เซ็นสัญญามาใหม่เพื่อสู้ศึกไทยพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้ และมีชื่อของนายอัสมิง แม เป็นหนึ่งในผู้เล่นอีกหลายๆคน ที่ย้ายเข้าสู่ทีม แต่รู้สึกว่าการตอบรับของแฟนบอลจะไม่ค่อยตื่นเต้นกับนักเตะผู้นี้เท่าไหร่ หากเทียบกับผู้เล่นต่างชาติที่เพิ่งย้ายเข้ามาอย่าง โกรัน โซริค หรือ ฟูจิ โบซางโก (2 คนนี้รายแรกได้ข่าวว่ากลับไม่ย่างจิ้งโจ้กินที่บ้านเกิดแล้ว ส่วนรายที่สองไปนั่งตบยุงอยู่ในซุ้มม้านั่งสำรองของแอร์ฟอร์ซ ยูไนเต็ด) หรือนักเตะไทยชื่อดังอย่าง ธนพัต ณ ท่าเรือ และณรงค์ชัย วชิรบาล ในเกมปรีซีซั่นเราก็ไม่ค่อยได้เห็น อัสมิง ได้ลงเล่นเท่าไรนัก จะมีเกมที่อาจเรียกได้ว่าแจ้งเกิดเล็กๆ ก็เมื่อครั้ง รอบแปดทีมสุดท้ายในรายการชิงถ้วยพระราชทานควีนสคัพที่สนามเทศบาลตำบลหนองปรือ เพราะเจ้าแม เป็นผู้โขกประตูชัยดับ บีอีซี เทโร ศาสน พาเพื่อนตำรวจทะยานสู่รอบรองชนะเลิศในรายการนี้ได้สำเร็จ “วันนั้นดีใจมากครับ ที่ทำประตูได้ แต่ก็เสียดาย ที่ทีมเราไม่ได้แชมป์” ฟุตบอลพระราชทานควีนสคัพ ครั้งนี้ เพื่อนตำรวจได้รองแชมป์ เพราะไปแพ้บางกอกกล๊าสทีมร่วมเมืองปทุมฯ ไป 4-0 ในนัดชิงชนะเลิศที่สนามสถาบันการพลศึกษา จ.ชลบุรี แต่ก็นับเป็นรายการที่สร้างชื่อให้กับสโมสรได้อย่างดี รวมถึงทำให้นักเตะที่ค่อนข้างโนเนมอย่าง อัสมิง แม เริ่มมีรัศมีเล็กๆ มาประดับกายบ้างแล้ว และเพียงเกมนัดที่สองของไทยพรีเมียร์ลีก อัสมิง แม ก็ได้รับโอกาสลงเล่นเป็นตัวจริง “วันนั้นทีมเราเล่นในบ้านที่ มธ. เป็นนัดแรกครับ ผมได้ลงเล่นเป็นตัวจริง ก็ดีใจที่ได้รับโอกาส แต่ก็เสียดายที่วันนั้นประเดิมนัดในบ้านได้แค่แต้มเดียว” หลังจากเกมที่เปิดบ้านเสมอกับ แบ็งคอก ยูไนเต็ด การแข่งขันนัดต่อๆมาในเลกแรก ชื่อของอัสมิง แม ก็หายไปจากรายชื่อผู้เล่น 11 คนแรกไปหลายต่อหลายนัด “ช่วงเลกแรกผมเป็นตัวสำรองซะบ่อยครับ ไม่ค่อยได้ลงเล่นเท่าไหร่ แต่ผมก็ไม่เคยท้อ เพราะมั่นใจว่าเราซ้อมเต็มที่ พยายามพิสูจน์ให้โค้ชได้เห็น วันนึงก็คงถึงเวลาของเราบ้าง” ช่วงการออกสตาร์ตในไทยลีกปีนี้ของอินทรีเพื่อนตำรวจ ทำผลงานได้ไม่ค่อยดีนัก ผิดไปจากความคาดหวังของใครหลายๆคนที่ประกาศเอาไว้เมื่อตอนก่อนเปิดซีซั่น แต่ผลงานก็ไม่ถึงกับน่าเกลียดอะไรมากมายหากมองไปที่ว่าทีมเป็นน้องใหม่ที่เพิ่งได้เลื่อนชั้นขึ้นสู่ไทยลีก ถือว่าประคองตัวได้ แต่ที่ต้องอดทนมากหน่อย ก็คือบรรดาผู้เล่นสำรองที่รอโอกาสลงสนาม และเมื่อเกมนัดสำคัญช่วงท้ายเลกแรกมาถึง อัสมิง แม ก็กลับมาสตาร์ตด้วยตำแหน่งผู้เล่น 11 คนแรก ประจำการตรงแผงมิดฟิลด์ของสุภาพบุรุษโลห์เงินอีกครั้ง ภายใต้สถานการณ์ในตารางคะแนนที่ไม่ค่อยสู้ดีนักของทีมเรา“มันเป็นเกมนัดที่สุดยอดมากๆครับ การเอาชนะทีมอย่างอันดับ 1 เมืองทอง ยูไนเต็ดได้ และผมก็ได้อยู่ในสนามวันนั้นด้วย มันเป็นความรู้สึกที่พิเศษจริงๆ ที่สำคัญเราทำได้ในบ้านของเราต่อหน้าแฟนบอลของเราเองด้วย”และหลังจากนั้นมา ผู้เล่นหมายเลข 34 ยอดกองกลางพลังสะตอ ก็กลายเป็นตัวหลักของทีมมาโดยตลอด ด้วยลีลาการเล่นที่ทุ่มเท ทะลุลวงอย่างมีประสิทธิภาพ และดีอย่างสม่ำเสมอ ทำให้ชื่อของ อัสมิง แม หากไม่เจ็บ ไม่แบน ยังไงซะ ก็ต้องอยู่ในรายชื่อผู้เล่นชุดแรกมาทุกนัด “ผมว่า ผมอดทนนะครับ ไม่ท้อ เพราะตอนที่นั่งสำรอง เราก็เข้าใจว่าโค้ชต้องเลือกคนที่ดีที่สุด และพี่ๆเพื่อนๆที่ลงทำหน้าที่ทุกคนก็เล่นอย่างเต็มร้อยอยู่แล้ว ส่วนตัวผมเองแค่เห็นทีมชนะก็มีความสุขแล้วครับ เพียงแต่ว่าเรื่องการลงสนามของผม มันก็เป็นหน้าที่ผมเองที่จะต้องทุ่มเทกับการฝึกซ้อม เพื่อให้ได้รับโอกาสลงสนาม จนตอนนี้ผมเล่นได้อย่างมั่นใจ คือ พอได้โอกาสแล้ว เราก็ไม่อยากทิ้งมันไปอ่ะครับ” จากปากคำทั้งหมด เข้ากับคาแรกเตอร์นักสู้ของนักเตะรายนี้อย่างเป็นธรรมชาติ ถึงตอนนี้แทบจะการันตีแล้วว่า เมื่อเกมเริ่มขึ้น โฆษกจะประกาศรายชื่อผู้เล่นชุดแรกในสนามว่า หมายเลข 34 อัสมิง แม ไปอีกหลายนัด
            เมื่อเริ่มเกรงใจแขกของเรา เพราะทนเห็นนายอัสมิง แม นั่งลูบตัว ตบยุง อยู่ได้พักใหญ่แล้ว ก็เลยขอคุยเรื่องเกี่ยวกับสโมสรอินทรีเพื่อนตำรวจ บ้านหลังใหม่ของเจ้าตัวบ้างว่ามองสโมสรแห่งนี้อย่างไร “ผมพอจะทราบถึงการเปลี่ยนแปลงในหลายๆด้านของสโมสรนี้ตั้งแต่ปีที่แล้วละครับ” สโมสรอินทรีเพื่อนตำรวจ เริ่มจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลในชื่อ บริษัท โล่เงิน จำกัด (มหาชน) ตั้งแต่ฤดูกาลที่แล้วในดิวิชั่น 1 ตอนยังใช้สนามเหย้าที่คลองจั่น “ยิ่งมาปีนี้ทีมเราขึ้นมาเล่นในไทยลีก อะไรๆมันก็ดูคึกคักขึ้นมามากเลย ไหนจะมีสปอนเซอร์เข้ามาสนับสนุนทีม และมีรายใหญ่อย่างปูนอินทรีเข้ามาเป็นพันธมิตรร่วมกันด้วย ซึ่งอะไรพวกนี้มันก็การันตีน้ำเลี้ยงในทีมได้อย่างดีเลยครับ อีกอย่างคือทีมเราได้มาเล่นที่สนาม ธรรมศาสตร์ รังสิต ผมว่าเป็นสนามที่ทั้งใหญ่โตและสวยงามมากสนามนึงในเมืองไทยเลยล่ะครับ”เดอะ แม ร่ายยาว “อยู่ที่นี่ระบบการจัดการภายในทีม และรูปแบบการฝึกซ้อมนั้นดีมากครับ ทำงานอย่างมืออาชีพ และค่อนข้างละเอียดมากๆเลย แต่ยังไงซะ ผลงานของทีมก็เป็นเรื่องที่เราต้องมาค่อยๆแก้ไขกันไป เชื่อว่าด้วยการดูแลที่ดีของสโมสรต่อตัวนักกีฬา รูปแบบการฝึกซ้อมต่างๆ บวกกับกำลังใจของแฟนบอลเรา ไม่นานครับ ทีมเราจะประสบความสำเร็จได้แน่นอน” เมื่อพูดถึงแฟนบอล นายแม ของเราเคยเป็นนักเตะของทีมจังหวัดทั้งนราธิวาส และเทศบาลเมืองปราจีนบุรี ซึ่งแน่นอนว่าทีมจังหวัดย่อมจะมีแฟนบอลมากมายอยู่แล้ว อัสมิง แม เคยสัมผัสกับบรรยายกาศการเล่นท่ามกลางแฟนบอลหลายพันคนมาก่อน และเมื่อย้ายมาสู่ทีมใหม่อย่างอินทรีเพื่อนตำรวจ ทีมที่เพิ่งย้ายถิ่นฐานมาลงหลักถาวรที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต จ.ปทุมธานีเป็นปีแรก ยอดชายนายแมพูดถึงสาวกอินทรีโล่เงินว่า.. “จริงๆแล้ว แฟนบอลที่นี่(ทีมอินทรีเพื่อนตำรวจ) ยังไม่เยอะเท่าของนราธิวาส และปราจีน 2 ทีมที่ผมเลยเล่นอยู่ผมไม่เคยลืมบรรยากาศของแฟนบอลที่ นราธิวาส และที่ปราจีนบุรี เลย มันยังประทับใจอยู่เหมือนเดิม” นักเตะขวัญใจชาวใต้เล่าถึงอดีตสโมสรเก่าทั้ง 2 ทีมซักนิดหน่อย “แต่ของเรา(อินทรีเพื่อนตำรวจ) ก็ไม่ได้น้อยอย่างที่ผมเคยคิดนะครับ ทีแรกคิดว่าคงจะมีแต่ตำรวจและครอบครัวตำรวจ แต่ที่ผ่านมาเวลาเราลงเล่นในบ้านเรา ผมก็เห็นแฟนบอลเราเยอะอยู่นะ และก็รู้มาว่าผู้คนในพื้นที่แถวๆนี้(ธรรมศาสตร์ รังสิต) ก็เข้ามาเชียร์เราเยอะพอได้เลย คิดว่าถ้าอยู่ที่นี่ไปเรื่อยๆ อีกหน่อยต้องเยอะกว่านี้แน่นอน แถมบรรดาแฟนบอลจากปูนอินทรีอีกที่ตามมาเชียร์ทีมเราแต่ละนัดหลายร้อยคน” ในแต่ละเกมที่อินทรีเพื่อนตำรวจ ลงเล่นในบ้านแฟนบอลเฉพาะของอินทรีเพื่อนตำรวจเมื่อกะจากสายตาแล้วเฉลี่ยๆ น่าจะสักเกือบๆ 2 พันคันได้ แน่นอนว่าหากเทียบกับบรรดาทีมอย่าง ชลบุรี เมืองทอง บุรีรัมย์ หรือบางกอกกลาส ก็ยังนับว่าสโมสรของเรายังไม่มีแฟนบอลมากมายขนาดบรรดาบิ๊กทีมที่กล่าวมา เรื่องนี้นายแม ให้ความเห็นว่า “ผมว่าเราเพิ่งมาเล่นที่นี่เป็นปีแรก แถมผลงานก็ไม่ค่อยดีนัก มันก็ส่งผลพอสมควรครับ ที่แฟนบอลใหม่ๆจะเข้าสนามมาเชียร์ทีมเรา อย่างที่ว่าครับ หากเราอยู่ที่นี่ไปเรื่อย ไม่นานจำนวนแฟนบอลของเราก็คงเทียบกับทีมใหญ่ๆได้แน่ แต่ทุกวันนี้ผมก็ชื่นใจแล้วนะ แม้จะไม่เยอะแต่พวกเค้าก็ให้กำลังใจนักฟุตบอลอยู่ตลอด เวลาเหนื่อยๆ ท้อๆ พอมองขึ้นมาบนอัฐถจรรย์แล้วมันก็มีแรงฮึดสู้ครับ ยิงตอนเกมจบ พวกผมเดินมาขอบคุณแฟนๆ พวกเค้าก็ร่วมกันร้องเพลงให้พวกผมด้วย จนตอนนี้ผมแทบร้องตามได้ทุกท่อนแล้ว” ว่าแล้วนายแม ก็ฮัมเพลงโปลิศ มายโฮม เพลงที่แฟนบอลร่วมกันร้องให้นักเตะหลังจบเกม “ช้าน ยังอยู่ เธอ ยังอยู่ เรามีกันและกัน” ร้องได้ชัดถ้อยชัดคำทีเดียวนายแม “คือ..ไม่ว่าจะแพ้ ชนะ เสมอ แฟนบอลก็จะร้องเพลงนี้ทุกครั้ง ทั้งตอนเล่นในบ้านหรือออกไปเยือน ยิ่งตอนทีมเราไปเตะเอฟ เอ คัพที่พิจิตร แฟนบอลตามมาเชียร์กันไม่กี่สิบคน พวกเค้าก็ยังร้องเพลงนี้เหมือนเดิม น่าเสียดายที่วันนั้นเราแพ้ ตกรอบไป” เมื่อมีแฟนบอลคอยส่งเสียงเชียร์ นักฟุตบอลก็ย่อมมีกำลังใจ เป็นแรงผลักสำคัญที่ช่วยให้นักเตะรู้สึกว่าไม่ได้เหนื่อยเพื่อทีมกันอยู่กันแค่สิบเอ็ดคนในสนาม แต่เสียงเชียร์รอบๆสนาม “lets lets go police…..” จากกลุ่มคนที่ใครๆเรียกกันว่าผู้เล่นคนที่ 12 ก็กำลังวิ่งเคียงข้าง และพร้อมเหน็ดเหนื่อยไปด้วยกันกับทีมรัก ไม่ว่าผลการแข่งขันจะออกมาเป็นอย่างไร และอัสมิง แม ก็อยากทิ้งท้ายถึงเหล่าสาวกอินทรีเพื่อนตำรวจไว้ก่อนที่จะหนียุงในสนาม แล้วไปอาบน้า อาบท่า “ช่วงหลังมานี้ บอลไทยบูมมากครับ อีกหน่อยคงจะบูมยิ่งกว่านี้แน่ ส่วนแฟนบอลของทีมเราก็กำลังจะมากขึ้น โตไปตามความนิยมของฟุตบอลไทย ผมขอขอบคุณฟุตบอลไทยที่ทำให้เกิดภาพที่ยิ่งใหญ่อย่างทุกวันนี้ และต้องขอบคุณสโมสรอินทรีเพื่อนตำรวจ ที่ให้ผมได้มีโอกาสได้เล่นไทยลีก ให้ผมได้มาพบมาเจอกับแฟนบอลที่นี่ มันประทับใจมากครับ”
           คล้อยหลังลับไป ร่างเล็กๆ แต่ดูมาดมั่น เดินฝ่าแสงไฟอ่อนๆ ที่กำลังทยอยปิดลงไปเรื่อยๆ ในสนามธรรมศาสตร์ รังสิต  เค้ากลับไปทำธุระส่วนตัว เตรียมพักผ่อน เตรียมความพร้อมทั้งกายและใจไว้สู้ศึกในสนาม แล้วพวกเราจะเป็นกำลังใจ ให้สมกับที่คุณได้ทุ่มเทไปเต็มที่เพื่อสโมสรของเราทุกครั้งเมื่อยามออกศึก
          สวัสดี นักเตะหมายเลข 34 อัสมิง “เดอะ สะตอ ไดนาโม” แม

                                                                                                                             TON THE COPS

http://www.inseepolicefc.com/read_letter.php?news_id=189&lang=TH

BlacK_DeviL:
เด็กนราฯเก่งๆหฃายคนเลยนิ

(หน่วยsบกoงโจS):
สุดยอดดดดดด

Neo:
คุณภาพมาจากผลงาน รอดูกันต่อไป ;)

เทพสังหาร_TERO:
อ่านไม่ไหวอะยาว

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป