Thailandsusu Webboard

ทีมชาติไทย => ทีมชาติไทย => ข้อความที่เริ่มโดย: tonmania ที่ ธันวาคม 22, 2017, 08:44:46 AM



หัวข้อ: บทเรียนจากลูกไล่กลายมาเป็นผู้นำส่วนทีมที่เคยเป็นเต้ยกลับต้องมาทบทวนตัวเอง
เริ่มหัวข้อโดย: tonmania ที่ ธันวาคม 22, 2017, 08:44:46 AM
จากลูกไล่กลายมาเป็นผู้นำส่วนทีมที่เคยเป็นเต้ยกลับต้องมาทบทวนตัวเองในยามนี้หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจนที่สุดคงไม่มีใครเกินเบลเยี่ยมกับฮอลแลนด์เมื่อเทียบผลงานในอดีตและปัจจุบันมันแสดงว่าการพัฒนาสามารถก้าวทันกันได้หากคุณไม่ระวังก็จะโดนแซงได้เช่นกัน

เจ้าของแนวคิดที่จะปลุกชีพเบลเยียมหรือฉายา “ปีศาจแดงแห่งยุโรป” ให้กลับมาน่าเกรงขามอีกครั้งก็คือ มิเชล ซาบลอน ผู้อำนวยการด้านเทคนิค ที่มองว่าฟุตบอลในประเทศอย่าง จูปิแลร์ ลีก ไม่เหมาะที่แข่งวัยละอ่อนจะพัฒนาฝีเท้าให้เบ่งบานจึงสนับสนุนให้กระจายไปเล่นยัง ลีก เอิง ฝรั่งเศส หรือ เอเรดิวีซี ลีก เนเธอร์แลนด์ซึ่งนั่นก็เป็นอีกหนึ่งมุมมองของการออกที่ควรจะออกไปโบยบินในลีกที่สูงกว่าของนักเตะไทยในปัจจุบัน

       
ซาบลอน เป็นหนึ่งในสตาฟฟ์ทีมชาติเบลเยียม ชุดลุยฟุตบอลโลกที่ เม็กซิโก, อิตาลี และ สหรัฐอเมริกา กล่าวถึงพิมพ์เขียวที่เป็นคนคิดขึ้นมาว่า ฟุตบอลสโมสรของเราล้มเหลวเป็นเหตุให้ผลงานระดับทีมชาติไม่ดีพอ ทัวร์นาเมนต์ระดับเมเจอร์ไม่สามารถไปแข่งกับ สเปน หรือ ฝรั่งเศส ได้เลย ดังนั้นปี 2002 เราจึงเริ่มศึกษาพวกเขาอย่างใกล้ชิด เริ่มจากฝรั่งเศสและมีการนัดประชุมกันปีละ 2 ครั้ง ซึ่งก็ทำเช่นเดียวกันกับเนเธอร์แลนด์บางครั้งก็ยังพบกับเยอรมนี ทุกอย่างไปได้สวยและเริ่มปรับปรุงสิ่งที่เราพยายามทำอยู่ขึ้นเรื่อยๆ

การแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างกันของชาติต่างๆทำให้เกิดการพัฒนาไปพร้อมๆกันการทำข้อตกลงร่วมกับสมาคมฟุตบอลกาตาร์ศูนย์ฝึกแอสไปร์หรือแม้กระทั่งของญี่ปุ่นในการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างกันเป็นสิ่งที่สมาคมเริ่มดำเนินการนับว่าเป็นเรื่องที่ดีอีกเรื่องหนึ่งในสิ่งที่สมาคมชุดนี้ทำก็ต้องขอชมเพียงแต่เราจะได้มามากน้อยแค่ไหนแค่นั้นเองเรียกว่ารู้เขารู้เราอันไหนดีก็นำมาปรับใช้อันไหนไม่ดีก็เป็นแบบเรียนรู้ข้อบกพร่องกันไป

       
แน่นอนว่าความสำเร็จไม่ได้มาเพียงชั่วข้ามคืน อันเดอร์เลชท์และสตองดาร์ด ลีแอจ 2 สโมสรยักษ์ใหญ่ภายในประเทศต้องพัฒนาดาวรุ่ง พร้อมออกกฎให้มีเกมระดับเยาวชนตามเกณฑ์ ซึ่งถ้าอายุมากขึ้นแมตช์ที่เล่นก็เพิ่มตามไปด้วย ประเด็นสำคัญคืออยากให้เด็กพวกนี้พร้อมก้าวสู่อีกระดับให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้บริบทนี้หากสโมสรในเมืองไทยจะให้ความร่วมมือสมาคมฟุตบอลในการพัฒนาเยาวชนสโมสรอย่างบุรีรัมย์ เมืองทองหรือชลบุรี  บางกอกกลาส และอีกหลายแห่งที่มีอคาเดมี่เป็นของตัวเองให้ความร่วมมือเป็นลำดับแรกๆทุกอย่างคงไปได้ดีเช่นกัน

       
เรามีการทำโบรชัวร์ จากนั้นก็เริ่มรวมกลุ่มผู้คนบนโต๊ะจากแผนกเทคนิคและตัดสินใจเกี่ยวกับการทำแผน 3 เป้าหมาย 1.สโมสร 2.ทีมชาติ และ 3.โค้ชระดับโรงเรียน ทั้งหมดอยู่ภายใต้วิสัยทัศน์เดียวกัน เรามุ่งไปที่ทีมก่อน ถามถึงการส่งลงเล่นระดับอายุไม่เกิน 18 ปี เจาะลึกถึงระบบ 4-3-3 ใช้เวลา 5-6 ปีกว่าทุกคนจะปรับตนเองให้ยอมรับได้ เพราะทั้งโค้ชและลีกต่างสนใจชัยชนะของตนเองมาก่อนเป็นลำดับแรก ไม่ง่ายที่จะเริ่ม แต่ในที่สุดทุกคนก็มองเห็น จากนั้นก็เดินไปพร้อมกันเพื่อสร้างผู้เล่นที่ดีกว่าเดิม ผมรู้จักโค้ชมากมายช่วงหลายปีมานี้ และเชื่อว่าเราได้บุคคลที่ทำงานอย่างจริงๆ รวมถึงรู้ว่าทำกำลังอะไรอยู่” เจ้าของแนวคิดเผย

ระหว่างที่ต้องใช้เวลา5-6ปีนี่ผมก็ไม่แน่ใจว่าระหว่างนั้นจะมีเสียงก่นด่าโค้ชเคไลเซนท์จากแมตท์อุ่นเครื่องลองทีมของเยาวชนกันหรือเปล่านะครับฮาๆๆๆแต่เขาก็บอกว่าต้องใช้เวลาตั้ง5-6ปีกว่าจะปรับตัวเองให้ยอมรับได้เราแค่ไม่ถึงปีก็คงหัวร้อนกันเป็นเรื่องธรรมดาฝรั่งกับไทยก็คงไม่ต่างกันเพราะทั้งโค้ชและลีกต่างสนใจชัยชนะของตนเองมาก่อนเป็นลำดับแรกเหมือนกับบรรดาเคไลเซนท์ของเราเด๊ะเลย
         
ซาบลอน เผยอย่างภาคภูมิใจว่า “การทำงานยังคงดำเนินไป ผู้เล่นอย่าง เฟลไลนี, ฮาซาร์ด, แยน แฟร์ตองเกน และ โทมัส แฟร์มาเลน เริ่มฉายแววตั้งแต่อายุ 17 หรือ 18 ปี เราไม่สงสัยเลย เพราะพัฒนาระบบให้ทุกคนกลายเป็นนักเตะที่ดีกว่าเดิมและก็เห็นผลแล้ว ณ ขณะนี้ ทุกสโมสรมองถึงการจัดอันดับโลกของ ฟีฟา และชัดเจนว่าเรากำลังขยับขึ้น แสดงว่าทุกอย่างใช้ได้มาถูกทาง

ผลการดำเนินงานที่ก็ต้องอาศัยการเอาชนะความขัดแย้งทางความคิดเช่นกันนำไปสู่การพัฒนาวงการฟุตบอลเบลเยี่ยมเช่นกันแม้จะยอมกันตรงๆว่าปรับรูปแบบมาจากฟุตบอลเยอรมันที่รื้อและทำสำเร็จมาก่อนรวมไปถึงฮอลแลนด์กลับกันภายในความมั่นคงของอัศวินสีส้มการไม่อาจต่อยอดผู้เล่นในระดับเยาวชนให้ขึ้นมาทดแทนรุ่นเก่าได้อย่างดาวรุ่งหลายๆคนที่ถูกดึงเข้ามาเล่นในทีมใหญ่ๆของอังกฤษกลับล้มเหลวไม่เป็นท่าต่างกับฝั่งเบลเยี่ยมที่ไปได้สวยก็เริ่มมีการตั้งคำถามเพราะระบบฟุตบอลและวิธีการมันเปลี่ยนไปเรื่อยๆใครหยุดพัฒนาก็ต้องพร้อมจะโดนแซงได้ทุกเมื่อมันสำคัญที่เริ่มลงมือทำต่างหากสำเร็จเมื่อไหร่ไม่รู้แต่ดีกว่าฝันหรือเขียนอยู่ในตำรา
       


หัวข้อ: Re: บทเรียนจากลูกไล่กลายมาเป็นผู้นำส่วนทีมที่เคยเป็นเต้ยกลับต้องมาทบทวนตัวเอง
เริ่มหัวข้อโดย: panhinlad ที่ ธันวาคม 22, 2017, 09:02:35 AM
เบลเยียมแต่ก่อน รู้จักแต่ เอ็มเพนซ่า เดี๋ยวนี้รู้จักเพียบ


หัวข้อ: Re: บทเรียนจากลูกไล่กลายมาเป็นผู้นำส่วนทีมที่เคยเป็นเต้ยกลับต้องมาทบทวนตัวเอง
เริ่มหัวข้อโดย: JETT ที่ ธันวาคม 22, 2017, 09:12:35 AM
ขอบคุณครับ

โค้ช Kไลเซนท์อย่างเราๆจะรอกันได้มั้ยเอ่ย   ;D


หัวข้อ: Re: บทเรียนจากลูกไล่กลายมาเป็นผู้นำส่วนทีมที่เคยเป็นเต้ยกลับต้องมาทบทวนตัวเอง
เริ่มหัวข้อโดย: Leeviet007 ที่ ธันวาคม 22, 2017, 10:12:02 AM
เบลเยี่ยมเป็นประเทศที่ควรเอาแบบอย่างจริงๆ  อีกประเทศคือเม็กซิโก นี่ก็เล็กพริกขี้หนูเจอเจ๋งๆระดับไหนสู้ได้หมด ในเอเชียขอพี่เป็นพี่ไทยละกัน


หัวข้อ: Re: บทเรียนจากลูกไล่กลายมาเป็นผู้นำส่วนทีมที่เคยเป็นเต้ยกลับต้องมาทบทวนตัวเอง
เริ่มหัวข้อโดย: Dragon hide the stakeout ที่ ธันวาคม 22, 2017, 10:53:29 AM
+ เลย


หัวข้อ: Re: บทเรียนจากลูกไล่กลายมาเป็นผู้นำส่วนทีมที่เคยเป็นเต้ยกลับต้องมาทบทวนตัวเอง
เริ่มหัวข้อโดย: sakoncity ที่ ธันวาคม 22, 2017, 11:47:20 AM
วิทยาศาสตร์การกีฬาเราต้องนำมาใช้ให้เต็มรูปแบบ


หัวข้อ: Re: บทเรียนจากลูกไล่กลายมาเป็นผู้นำส่วนทีมที่เคยเป็นเต้ยกลับต้องมาทบทวนตัวเอง
เริ่มหัวข้อโดย: BBLOVETT ที่ ธันวาคม 22, 2017, 11:47:50 AM
ขอบคุณบทความดีๆครับ มีมาให้อ่านทุกวันเลยท่าน + ให้ครับ


หัวข้อ: Re: บทเรียนจากลูกไล่กลายมาเป็นผู้นำส่วนทีมที่เคยเป็นเต้ยกลับต้องมาทบทวนตัวเอง
เริ่มหัวข้อโดย: racz ที่ ธันวาคม 22, 2017, 11:52:47 AM
สิ่งที่ทุกคนต้องเข้าใจคือมันต้องใช้เวลาครับ


หัวข้อ: Re: บทเรียนจากลูกไล่กลายมาเป็นผู้นำส่วนทีมที่เคยเป็นเต้ยกลับต้องมาทบทวนตัวเอง
เริ่มหัวข้อโดย: PTTrayong ที่ ธันวาคม 22, 2017, 12:07:58 PM
แต่ผมเชื่อว่า ทุกประเทศต้องค้นพบ โมเดลเป็นของตัวเอง จะเอาโมเดลของใครมาใช้ทั้งดุ้น โดยไม่ปรับปรุงให้เหมาะสมกับลักษณะสังคม วัฒนธรรม ทัศนคติ ความเชื่อของคนในชาตินั้น โมเดลไหนๆ ก็ไม่มีทางสำเร็จหรอกครับ เพราะ ปัจจัยสิ่งที่แวดล้อมที่ทำให้เกิดโมเดลแบบเรา สำหรับเรามันไม่มีทางเหมือนเขาแน่ครับ เราต้องนำโมเดลหลายๆ ที่มาวิเคราะห์ข้อดี ข้อเสีย เลือกในส่วนที่เราปฏิบัติได้ และสอดคล้องกับลักษณะสังคม วัฒนธรรม ทัศนคติ ความเชื่อของคนในชาตินั้น มาผสมและปรับปรุงจนกลายเป็นโมเดลของเราเอง

โมเดลที่ควรนำมาใช้ที่สุดตอนนี้ คือ โมเดลของวอลเล่ย์บอลหญิง เพราะ มันได้นำหลายโมเดลในต่างประเทศมาผสมและปรับปรุงจนเหมาะสมกับเราแล้ว


หัวข้อ: Re: บทเรียนจากลูกไล่กลายมาเป็นผู้นำส่วนทีมที่เคยเป็นเต้ยกลับต้องมาทบทวนตัวเอง
เริ่มหัวข้อโดย: yutto ที่ ธันวาคม 22, 2017, 12:16:33 PM
เห็นหัวข้อ นึกว่า เวียดนามกับไทยแลนด์


หัวข้อ: Re: บทเรียนจากลูกไล่กลายมาเป็นผู้นำส่วนทีมที่เคยเป็นเต้ยกลับต้องมาทบทวนตัวเอง
เริ่มหัวข้อโดย: pow9 ที่ ธันวาคม 22, 2017, 12:40:05 PM
 ;D เห็นด้วยนะครับ กับการออกกฏ ลีคภายในประเทศ ให้มันอือประโยชน์ กับเยาวชนให้มีพื้นที่มากกว่านี้  โดยเฉพาะกองหน้าช่วงนี้


หัวข้อ: Re: บทเรียนจากลูกไล่กลายมาเป็นผู้นำส่วนทีมที่เคยเป็นเต้ยกลับต้องมาทบทวนตัวเอง
เริ่มหัวข้อโดย: พริ้วไหวดั่งสายลม ที่ ธันวาคม 22, 2017, 12:55:46 PM
ทุกอย่างต้องใช้เวลา ค่อยๆพัฒนาตั้งแต่พื้นฐาน วางระบบที่ยืดหยุ่นให้เข้ากับพื้นฐานคนไทย


หัวข้อ: Re: บทเรียนจากลูกไล่กลายมาเป็นผู้นำส่วนทีมที่เคยเป็นเต้ยกลับต้องมาทบทวนตัวเอง
เริ่มหัวข้อโดย: KaRaKaSaNG ที่ ธันวาคม 22, 2017, 01:14:47 PM
เห็นหัวข้อ นึกว่า เวียดนามกับไทยแลนด์


ผมก็คิดเหมือนกัน น่าจะแตกประเด็นได้555


หัวข้อ: Re: บทเรียนจากลูกไล่กลายมาเป็นผู้นำส่วนทีมที่เคยเป็นเต้ยกลับต้องมาทบทวนตัวเอง
เริ่มหัวข้อโดย: aod13 ที่ ธันวาคม 22, 2017, 02:43:28 PM
+1 ครับ


หัวข้อ: Re: บทเรียนจากลูกไล่กลายมาเป็นผู้นำส่วนทีมที่เคยเป็นเต้ยกลับต้องมาทบทวนตัวเอง
เริ่มหัวข้อโดย: โจ๊ก โซคูล ณ แกรมมี่@ประมูล ที่ ธันวาคม 22, 2017, 03:07:16 PM
เป็นเรื่องวัฐจักรของวงการฟุตบอล บราซิล เยอรมันนี อิตาลี อาเจนติน่า และอีกหลายชาติชั้นนำล้วนแต่เคยตกต่ำ เบลเยี่ยมคือทีมที่เคยเป็นเต้ยของยุโรปยุค 70-80 (ที่ 4 บอลโลก 80, รองแชมป์ยูโร 86,) หลังจากนั้นก็เริ่มตกต่ำ แล้วมาทบทวนตัวเองเพื่อกลับไปเป็นเต้ยอีกครั้ง ส่วนเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงอย่างฮอลแลนด์ผลงานลูกผี ลูกคนมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว การรักษามาตรฐานคือสิ่งที่ยากที่สุดของวงการฟุตบอล


หัวข้อ: Re: บทเรียนจากลูกไล่กลายมาเป็นผู้นำส่วนทีมที่เคยเป็นเต้ยกลับต้องมาทบทวนตัวเอง
เริ่มหัวข้อโดย: Doctor สลัม ที่ ธันวาคม 22, 2017, 07:17:44 PM
ครับๆ


หัวข้อ: Re: บทเรียนจากลูกไล่กลายมาเป็นผู้นำส่วนทีมที่เคยเป็นเต้ยกลับต้องมาทบทวนตัวเอง
เริ่มหัวข้อโดย: Snooker2517 ที่ ธันวาคม 24, 2017, 07:33:24 AM
เบลเยี่ยมโมเดล ก็ส่งเด็กเราไปเจลีกให้เยอะๆครับเเต่เราต้องมาพัฒนาระบบเยาวชนเราด้วย เบลเยี่ยมลีกในประเทศเขาไม่แกร่งเขาก็เน้นปั้นดาวรุ่งส่งลีก ที่ปั้นดาวรุ่งอย่างฝรั่งเศส ฮอลแลนด์แต่เขาเน้นปั้นดาวรุ่งนะครับน่าศึกษาเหมือนกันจากทีมที่ยุโรปเกรด B แต่ผงาดขึ้นมาเป็นระดับ A ได้นี่ไม่ธรรมดาจริงๆสังเกตุช่วงหลังๆดาวรุ่งเบลเยี่ยมหรือสตาร์ทีมชาติเบลเยี่ยมเยอะมากมีอยู่ทีกลีก